ใบเตย อาร์สยาม

ขี้ลืมขั้นสุด ใบเตย อาร์สยาม คบ แมน ปีแรกทำแหวนเพชรหาย สามีเตือนอย่าอ๊อง!

หลังจากสาว ใบเตย อาร์สยาม เผลอลืมกระเป๋ามูลค่าหลักแสนไว้ในห้องน้ำ ขณะเดินทางไปร่วมงานไว้อาลัย แตงโม นิดา จนตอนนี้เวลาผ่านมานานนับเดือนแล้ว หลายคนอยากรู้ว่ามีเบาะแสหรือความคืบหน้ายังไงบ้าง เจอตัวสาวใบเตยในงานบวงสรวง “ละครบัลลังก์ลูกทุ่ง” เลยต้องให้อัพเดทให้ฟังสักหน่อย

ใบเตย อาร์สยาม

ขี้ลืมขั้นสุด ใบเตย อาร์สยาม คบ แมน ปีแรกทำแหวนเพชรหาย สามีเตือนอย่าอ๊อง!

ใบเตย อาร์สยาม

ใบเตย อาร์สยาม เผยว่าเรื่องกระเป๋าที่หายในงานน้องแตงโม ใบเตยตัดใจตั้งแต่วันนั้นแล้วแหละ เพราะเราก็รู้ดีว่าไม่เจอแน่นอน เนื่องจากวันนั้นคนเยอะมาก และมันก็หายในห้องน้ำ ซึ่งไม่มีกล้องอยู่แล้ว เอาจริง ๆ ของหายใบเตยชินแล้วเพราะเราเป็นคนขี้ลืม เลยไม่ได้รู้สึกแปลกใจในตัวเอง แต่ก็แบบ…มันก็คือชีวิตอ่ะ พอใบนี้หายเราก็ซื้อใหม่แล้ว แต่เป็นสีใหม่ใบใหญ่เลย ไม่เอาแล้วใบเล็ก

ใบเตย อาร์สยาม

ส่วนพี่แมนก็ด่ายับค่ะ(หัวเราะ) วันนั้นเขาเป็นคนที่ต้องขับรถมารับใบเตย เพราะกุญแจรถไปพร้อมกับกระเป๋า เขาก็บอกว่าเอาอีกแล้วนะ ไม่เคยระวังอะไรเลย แต่เขาก็รู้อยู่แล้วแหละว่าหายคือหายแน่ ๆ เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรก แต่กระเป๋าเป็นของที่มีมูลค่าเยอะที่สุด ซึ่งเขาก็บอกให้จำ อย่าอ๊อง แต่ พอเวลาเราถืออะไรหลาย ๆ อย่างมันก็เลินเล่อ คนข้าง ๆ จะคอยเตือนตลอดว่าอย่าลืม

ใบเตย อาร์สยาม

ถ้าพูดถึงสกิลการทำของหาย  คือ ตั้งแต่คบกับพี่แมนปีแรกแหวนเพชรก็หายแล้วค่ะ หายคือหาย เป็นคนขี้ลืม เนื่องจากเราทำอะไรกันเยอะมากในแต่ละวัน และอีกอย่างวันนั้นใบเตยถือหลายอย่างไงคะ คือ ถ้ามีใบเดียวแล้วใส่ทุกอย่าง ใบเตยจะไม่ลืม แต่วันนั้นมีหลายอย่างมาก ก็เลยแบบลืมไปเลย สมองไปหมดเลย แต่หลังจากนี้ก็จะพยายามมีสติมากขึ้นค่ะ.”


ภาพจาก @kiddybo , @bitoeyrsiam

เกล้าผมเรียบตึง

ผมมวยมาแรงทุกหน้าร้อน แชร์ทริค “เกล้าผมเรียบตึง” ไม่รุงรัง ทิ้งไรผมชี้ฟู

ผมมวยมาแรงในทุกหน้าร้อน ใครจะไม่อยากเปิดท้ายทอยรับลมเย็นๆ แถมยังได้โชว์ช่วงคอ และไหล่สวยๆ ไปพร้อมกันล่ะ มวยผมฮิตติดเทรนด์ในปีนี้ต้องยกให้ Model Bun มวยแบบ เกล้าผมเรียบตึง ไม่มีสิ่งใดรุงรัง เหมือนกับนางแบบบนรันเวย์หรือนักบัลเลต์แบบนั้นเลย ใครมีรูปหน้าสวยอยู่แล้วรับรองว่ายิ่งเกิด เพราะทรงนี้จะช่วยขับให้ใบหน้าโดดเด่นดูมีมิติ

ผมมวยมาแรงทุกหน้าร้อน แชร์ทริค “เกล้าผมเรียบตึง” ไม่รุงรัง ทิ้งไรผมชี้ฟู

เกล้าผมเรียบตึง

การเกล้ามวยเรียบแบบนี้มีคีย์อยู่ที่ผมต้องดูเรียบเนี้ยบจริง ไม่ทิ้งลูกผมไรผมให้ชี้ฟูเด้งไปเด้งมาเหมือนกับมวยหลวมๆ แบบ Messy Bun ฉะนั้นโปรดักต์ตัวช่วยจึงต้องมี

เมื่อออกแบบเรียบร้อยแล้วว่าจะแสกกลาง แสกข้าง หรือเปิดหน้า จะวางมวยผมสูงต่ำแค่ไหน ควรฉีด Sea Salt Spray ให้ทั่วทั้วศีรษะเสียก่อน เพื่อให้ผมมีเท็กซ์เจอร์จับติดมือเกล้าง่ายขึ้น รวบดูคร่าวๆ เลือกหาจังหวะที่ใช่แล้วค่อยลงสเปรย์หรือมูสจัดแต่งทรง

เมื่อเกล้ามวยเสร็จ สิ่งที่ต้องเช็กว่าเนี้ยบจริงคือด้านหน้า หากแสกกลางควรหวีซ้ำอีกครั้งหนึ่งเพื่อดูจังหวะความสูงต่ำของผมที่พาดลงมาให้สวยเหมาะกับรูปหน้า หรือหากเกล้าเปิดหน้าก็ควรใช้หวีเก็บรายละเอียดอีกครั้งให้เรียบเนี้ยบ ไม่มีส่วนเด้งฟูหรือรอยนูนต่างๆ กิ๊บดำคือตัวช่วยที่ดี


ข้อมูล : นิตยสารแพรว ฉบับ 980

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

โปรดักต์สำคัญที่สาว “ผมบ๊อบ” ต้องมี! เพื่อทรงสวยเป็นธรรมชาติ ไม่แข็งทื่อ

แฮร์สไตลิสต์ แนะทริคปกป้องเส้นผมสูญเสียโปรตีนแก่สาวที่ชอบถัก “ผมเปีย” บ่อยๆ

ทริคแต่งหน้าเทรนด์ยุค 90 ให้สวยโมเดิร์นไม่หลุดยุค จากเมคอัพอาร์ติสต์ระดับท็อป

 

 

หมาก ปริญ

ถ้า หมาก ปริญ จะอบอุ่นขนาดนี้ คุกเข่าขอ คิมเบอร์ลี่ แต่งงานไปเลยไหม

สาดความหวานออกมาได้ฟินตลอด สำหรับหนุ่ม หมาก ปริญ สุภารัตน์ และสาว คิม คิมเบอร์ลี่ แอน โวลเทมัส  ที่จูงมือกัน บินไปสัมผัสอากาศเย็นถึงสวิตเซอร์แลนด์ ทำเอาแฟน ๆ จ้องไอจีตาไม่กระพริบ ลุ้นว่าจะได้เห็นโมเมนต์คุกเข่าขอแต่งงาน ในทริปนี้หรือเปล่า

หมาก ปริญ

ถ้า หมาก ปริญ จะอบอุ่นขนาดนี้ คุกเข่าขอ คิมเบอร์ลี่ แต่งงานไปเลยไหม

หมาก ปริญ

โดย หมาก ปริญ ได้ชวนแฟนสาว บินไปสวิตเซอร์แลนด์ ดื่มด่ำความสวยงามและโรแมนติกของสถานที่ต่าง ๆ ทั้งยอดเขา Matterhorn ,ถ้ำน้ำแข็ง Glacier Palace , ทะเลสาบ Bachalpsee , หมู่บ้านที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสวรรค์บนดิน Grindelwald , ยอดเขาที่สูงที่สุดบนเทือกเขาแอลป์ Jungfrau , ทะเลสาบ Lugano และ Burgenstock  Luzern

หมาก ปริญ

หมาก ปริญ

ขณะที่เพื่อนซี้ ณเดชน์ คูกิมิยะ ที่บินไปเซอร์ไพรส์แฟนสาว ญาญ่า อุรัสยา ถึงนอร์เวย์ ก็ควงคู่กันบินตามเที่ยวกับ หมากคิม ซึ่งตามแพลนที่วางไว้ต้องมี ป๊อก ภัสสรกรณ์ และ มาร์กี้ ราศรี ร่วมจอยทริปในครั้งนี้ด้วย แต่ มาร์กี้ กลับป่วยก่อนบินแค่ 2 วัน เลยต้องคอมเมนต์เพื่อน ๆ ผ่านไอจีแทน

หมาก ปริญ

หมาก ปริญ

ทำเอา “หมาก” ต้องเข้ามาคอมเมนต์ปลอบใจให้ มาร์กี้ “หายไวไว” พร้อมชวนทำแพลนปีหน้าไว้เลย จน มาร์กี้ ถึงกับบอกว่า “ขอเป็นปุ๊บปั๊ปทริป เพราะเข็ดกับการวางแผนล่วงหน้าเหลือเกิน” งานนี้เลยอดสงสัยไม่ได้ว่าทั้ง 3 คู่ วางแผนจะทำอะไรเป็นพิเศษมากกว่า การมาเที่ยวกับแก๊งเพื่อนหรือเปล่า เพราะแฟน ๆ ก็จับตามองว่า หมาก และ ณเดชน์ ว่าใครจะเข่าอ่อนเซอร์ไพรส์ขอแฟนสาวแต่งงานก่อน

หมาก ปริญ

หมาก ปริญ

ล่าสุด หมาก ได้โพสต์ภาพคู่กับ คิม พร้อมแคปชั่นที่ชวนคนให้เอ็นดูและหมั่นไส้ไปพร้อม ๆ กัน ว่า Coffeeกับพี่ ใครอุ่นกว่าครับ? แม้แต่ผู้จัดอย่าง นก จริยา ยังฟินไปด้วย แถมเชียร์ให้แต่งเลย ถึงจะคอมเมนต์ผิดรูป แต่ถ้าเกิดขึ้นจริง รับรองว่ามีเฮกันแน่นอน.


ภาพจาก @mark_prin@kimmy_kimberley , @urassayas ,@kugimiyas

คิดแบบคนรุ่นใหม่ “เฌอปราง-นนน” “ความดัง” ไม่การันตีความสำเร็จ

สองนักแสดงหนุ่มสาวที่มาแรงที่สุดในยุคนี้ “เฌอปราง อารีย์กุล” และ “นนน-กรภัทร์ เกิดพันธุ์”  ได้มาเผยถึงแรงบันดาลใจและความสำเร็จในการทำงาน ที่ทั้งคู่เผยเบื้องหลังชีวิตที่ได้ผันตัวจากมุมเล็กๆ ของตัวเอง เข้าสู่เส้นทางบันเทิง และพร้อมพัฒนาศักยภาพจนเป็นที่ยอมรับแบบคนรุ่นใหม่ ในรายการ DNA TALK บุกคนต้นแบบ”  โดยพิธีกร ได๋-ไดอาน่า จงจินตนาการ

คิดแบบคนรุ่นใหม่ “เฌอปราง-นนน” “ความดัง” ไม่การันตรีความสำเร็จ

โดย นนน-กรภัทร์ เปิดใจให้ว่า “เมื่อก่อนเราก็ตั้งใจทำงานในส่วนของเราให้ดีที่สุด แต่เหมือนจะอยู่ในมุมมืดตลอดเลย เหมือนโดนแสงจากคนอื่นบดบังอยู่ตลอด ซึ่งพ่อผมเคยบอกว่า ผมเป็นคนที่อยากประสบความสำเร็จเร็ว เพราะเราทำงานมานาน เลยทำให้รู้สึกว่ามันต้องสำเร็จได้แล้วนะ เลยทำให้รู้สึกเครียด ท้อ งอแง แล้วอยากเลิกทำ

พอวันนี้มองย้อนกลับไปผมเข้าใจในสิ่งที่พ่อบอกเลย  ผมเข้าใจขึ้นมาว่าความดังมันไม่สามารถควบคุมได้ด้วยปัจจัยโดยรอบหลาย ๆ อย่าง ทั้งช่วงเวลาของผลงาน ความต้องการของตลาด รสนิยมของผู้คนในช่วงนั้น  ผมเลยหันมาโฟกัสกับคุณภาพของตัวเรา พอเราคิดได้แบบนี้เราก็แฮปปี้กับสิ่งที่ทำอยู่ ตั้งแต่นั้นมาก็เปลี่ยนมุมมองผมไปเลยว่าการประสบความสำเร็จไม่จำเป็นที่จะต้องโด่งดังหรือมีชื่อเสียงครับ”

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ด้าน เฌอปราง อารีย์กุล ได้เล่าถึงการทำงานที่ทำให้เธอมีความเป็นมนุษย์มากขึ้นว่า “ทุกคนรู้จักเราในฐานะของศิลปินไอดอล แต่เชื่อมั้ยเฌอไม่เคยคิดมาก่อนว่าในชีวิตนี้ เฌอเห็นตัวเองอยู่ในจอภาพยนตร์ในฐานะนักแสดง ยอบรับว่าการแสดงยากมาก แต่มันทำให้เรากลับมาสำรวจตัวเองจนเข้าใจตัวเองมากขึ้น แล้วทำให้เราเห็นว่าตัวเราเองก็มีมิติในหลาย ๆ มุม ที่เราสนุกกับมันได้ เปลี่ยนตัวเราจากเมื่อก่อนให้เราขี้เล่นมากขึ้น เฮฮามากขึ้น กล้าแสดงออกมาขึ้น เข้าใจอารมณ์ตัวเองมากขึ้น

ถ้าเป็นเมื่อก่อนเวลาเศร้าเฌอก็จะกดมันไว้ แต่ตอนนี้เรากลับร้องไห้ปล่อยมันออกมาได้เลย เหมือนเป็นมนุษย์ปกติทั่วไป ยิ่งผลงานล่าสุดเรื่อง “SLR กล้อง ติด ตาย” ทุกคนจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของเฌออย่างชัดเจนค่ะ”


ภาพ : @cherprang.bnk48official, @nanon_korapat

ฝันที่เป็นจริง เฌอปราง เตรียมร่วมแคมป์กับนาซ่า พร้อมเรียนรู้โลกอวกาศ

เปิดใจ “เฌอปราง” จากวันแรกถึงวันนี้ ขึ้นแท่นไอดอลอายุน้อย แต่เต็มร้อยเกินวัย

ทริคดูแลผิว

แดดแรงเกินต้าน! แนะ “ทริคดูแลผิว” ก่อน-หลังทำกิจกรรมกลางแจ้ง เลี่ยงสิว-ผิวมัน

การดูแลผิวทั้งก่อนและหลังออกกำลังกายเป็นเรื่องที่ห้ามละเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ออกกำลังกายกลางแจ้งยิ่งต้องให้การดูแล เพราะนอกจากรังสียูวีในแสงแดดแล้ว ยังมีคราบเหงื่อและความมันที่ยังสามารถก่อให้เกิดปัญหาผิว อาทิ การอุดตันรูขุมขน สิว ผิวหนังอักเสบ ผื่นคัน แบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผม ‘ธัญ’ (THANN) จึงได้เชิญแพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ป้องกัน (Preventive Medicine) และชำนาญการด้านผิวพรรณความงาม แพทย์หญิงสุรีย์รัตน์ ศรีตั้งรัตนกุล มาแนะ ทริคดูแลผิว ช่วงก่อนและหลังทำกิจกรรมกลางแจ้ง

แดดแรงเกินต้าน! แนะ “ทริคดูแลผิว” ก่อน-หลังทำกิจกรรมกลางแจ้ง เลี่ยงสิว-ผิวมัน

แพทย์ผิวหนัง แนะ ทริคดูแลผิว ก่อนและหลังออกกลางแจ้ง
แพทย์หญิงสุรีย์รัตน์ ศรีตั้งรัตนกุล

แพทย์หญิงสุรีย์รัตน์ ศรีตั้งรัตนกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แนะเคล็ดลับดูแลและปกป้องผิวก่อนและหลังทำกิจกรรมกลางแจ้งว่า “การทำกิจกรรมกลางแจ้งที่ต้องสัมผัสแสงแดดเป็นระยะเวลานาน สามารถก่อให้เกิดปัญหาผิวพรรณได้ เพราะในแสงแดดประกอบไปด้วยแสงและรังสีหลายชนิดทั้งที่สามารถมองเห็น และไม่สามารถมองเห็นได้

แต่ชนิดที่สามารถทำอันตรายต่อผิวหนังของเราได้ คือ “รังสีอัลตราไวโอเลต” (Ultraviolet) หรือ “รังสียูวี” (UV) หากได้รับในปริมาณที่เหมาะสมก็จะมีประโยชน์ในการกระตุ้นให้ร่างกายของเราผลิตวิตามินดี และสามารถใช้ในการรักษาโรค อาทิ ด่างขาว สะเก็ดเงิน และโรคกระดูกอ่อนในเด็ก แต่หากได้รับรังสียูวีเป็นเวลานาน จะส่งผลกระทบต่อผิวของเราได้ รังสียูวีที่เป็นอันตรายกับผิวมี 2 ชนิด คือ

ทำให้เกิดปัญหาผิวแก่ก่อนวัย (Photoaging) เกิดริ้วรอยเล็กๆ ไปจนถึงริ้วรอยล่องลึก นอกจากนี้ยังทำให้ผิวแห้งกร้านและขาดน้ำ รังสียูวีเอจะไปกระตุ้นกระบวนการผลิตเม็ดสีเมลานินทำให้ผิวเกิดความหมองคล้ำ การก่อตัวของอนุมูลอิสระในผิวหนัง ทำลายความยืดหยุ่นของเซลล์ ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น

จะมีความเข้มข้นของแสงมากกว่ายูวีเอ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดผิวไหม้แดด ผิวหมองคล้ำ ฝ้า กระ จุดด่างดำ สำหรับอาการผิวไหม้แดด (Sunburn) เกิดจากผิวได้รับรังสียูวีบีในปริมาณมากจนทำให้เซลล์ผิวหนังชั้นนอกถูกทำลาย ในผู้ที่มีอาการรุนแรงอาจเกิดผิวหนังลอก เป็นแผลพุพอง และรู้สึกเจ็บปวด อีกทั้งเซลล์ผิวหนังที่ถูกสร้างขึ้นใหม่จะไวต่อรังสียูวีและบอบบางกว่าเซลล์ผิวเดิม ส่วนผู้ที่อาการไม่รุนแรงจะมีเพียงผื่นแดงขึ้นบริเวณผิวหนังที่โดนแสงแดดและค่อยๆ หายเป็นปกติใน 2-3 วัน ทั้งนี้การมีผิวไหม้จากแดดอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนังได้ด้วย

ดังนั้น หากไม่ต้องการให้รังสียูวีทำร้ายผิวของเรา ควรหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานานๆดยเฉพาะระหว่างเวลา 10.00 – 16.00 น. เพราะเป็นช่วงที่รังสียูวีมีความแรงที่สุด รวมถึงควรสวมเสื้อผ้าปิดผิวให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยทั่วไปแล้วเสื้อผ้าที่ทอเนื้อแน่นและมีสีเข้มจะสามารถกันแดดได้มากกว่าเสื้อผ้าเนื้อบางๆ เมื่อต้องทำกิจกรรมต่างๆ กลางแจ้งควรสวมหมวก แว่นตา ชุดออกกำลังกายแบบแขนยาว ขายาว ปลอกแขน และปลอกขา ซึ่งควรมีค่า UPF (Ultraviolet Protection Factor) อย่างน้อย 40 ขึ้นไป

และควรทาผลิตภัณฑ์ปกป้องผิวจากแสงแดดเป็นประจำทุกวัน การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ปกป้องผิวจากแสงแดดนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้ชีวิตประจําวันของแต่ละคน หากต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งที่มีเหงื่อออกมาก หรือกิจกรรมทางน้ำอย่าง ว่ายน้ำ เล่นเซิร์ฟ ดำน้ำ ขี่เจ็ทสกี ควรเลือกผลิตภัณฑ์ปกป้องผิวจากแสงแดดที่มีคุณสมบัติกันน้ำมากเป็นพิเศษ (Very water resistant)

นอกจากนี้เรายังสามารถพิจารณาปัจจัยหลักในการปกป้องผิวจากรังสียูวีแต่ละประเภทได้จากค่า SPF (Sun Protection Factor) คือ ค่าที่บอกถึงประสิทธิภาพในการปกป้องผิวจากรังสี UVB เป็นค่าระยะเวลาที่ผิวสามารถทนต่อแสงแดดได้โดยที่ผิวเราไม่ไหม้ (Sunburn) คำนวณจากระยะเวลาที่ผิวทนต่อแสงแดดได้คูณกับค่าของ SPF ตัวอย่างเช่น คนเอเชียผิวขาวทั่วๆ ไปสามารถโดนแสงแดด 20 นาทีก่อนที่ผิวจะเริ่มอักเสบแสบแดง การใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีค่า SPF30 จะช่วยให้ผิวเราจะสามารถทนต่อแสงแดดได้นานขึ้นคิดเป็น 20 นาที x ค่า SPF30 = 600 นาที หรือ 10 ชั่วโมง

ส่วนค่า PA (Protection grade of UVA) คือค่าที่บอกถึงประสิทธิภาพในการปกป้องรังสี UVA เป็นค่าที่สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องสำอางประเทศญี่ปุ่น (Japan Cosmetic Industry Association, JCIA) กำหนดขึ้นเพื่อแสดงถึงความสามารถในการป้องกันอาการดำคล้ำของผิวหนังที่เกิดจากการสัมผัสรังสี UVA โดยใช้เครื่องหมายบวก (+) ในการแสดงระดับของประสิทธิภาพ ปัจจุบันค่า PA++++ ถือว่าเป็นค่าที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA สูงสุด

ปกติแล้วผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดทั่วไปๆ จะมีเพียงคุณสมบัติในการปกป้องผิวจากแสงแดดอย่างเดียว ทำให้ต้องใช้ควบคู่กับผลิตภัณฑ์บำรุงผิวชนิดอื่น แต่ในปัจจุบันนี้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดได้มีบทบาทสำคัญในการดูแลผิวพรรณของเรามากขึ้น โดยนำคุณสมบัติในการบำรุงผิวที่ได้จากสารสกัดธรรมชาติมาใช้ ตัวอย่างเช่น สารสกัดจากชิโซะ (Shiso extract) ที่มีความโดดเด่นในด้านการให้ความชุ่มชื้น ช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวจากความแห้งกร้านและการเสื่อมสภาพของผิว อีกทั้งยังช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส (Tyrosinase Inhibitor) ในกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานิน (Melanin), สารสกัดอูกอน (Ougon extract) พืชทะเลทรายที่มีคุณสมบัติลดการอักเสบ รวมถึงช่วยปรับสีผิวที่หมองคล้ำให้กลับแลดูสว่างอย่างเป็นธรรมชาติ (De-colorizing action) หรือสารสกัดจากชาขาว (White tea extract) ที่มีสารโพลีฟีนอล ช่วยยับยั้งกระบวนการที่ผิวทำปฎิกิริยากับออกซิเจน (Anti-oxidant) ช่วยให้ผิวกระจ่างใส เป็นต้น”

นอกจากนี้ 3 เซเลบริตี้สาวรักการออกกำลังกาย ได้ร่วมแชร์เคล็ดลับการดูแลและปกป้องผิวก่อนและหลังทำกิจกรรมกลางแจ้งตามแบบฉบับของตนเอง

ทริคดูแลผิว ออกแดด
หฤทัย ไชยันต์ ณ อยุธยา

เริ่มที่สาวสังคม หฤทัย ไชยันต์ ณ อยุธยา เผยว่า “ปอนด์ชอบไปทะเลมาก ซัมเมอร์นี้ก็ไม่พลาดที่จะมีทริปไปเที่ยวทะเล รอบนี้ก็แพลนไว้ว่าจะไปล่องเรือ ดำน้ำ กับเพื่อนๆ ที่เกาะสมุย กิจกรรมที่ชอบมากและกำลังมุ่งมั่นในตอนนี้ คือ การเรียนดำน้ำแบบฟรีไดฟ์ แต่แน่นอนว่ากิจกรรมเหล่านี้เราต้องเจอแสงแดดที่ร้อนแรงมากๆ แต่ปอนด์ก็มีตัวช่วยดีๆ ที่ขาดไม่ได้เลยคือครีมกันแดดแบบกันน้ำอย่าง เวรี่ วอเตอร์ รีซิสแทนต์ เฟเชี่ยล ซันสกรีน เอสพีเอฟ 50 พีเอ +++ ที่สามารถกันน้ำกันเหงื่อได้เป็นอย่างดี โดยเราจะทาก่อนออกแดด และทาซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมง หลังทำกิจกรรมก็จะพักตัวให้เย็น อาบน้ำชำระร่างกาย และล้างใบหน้าให้สะอาดด้วย เฟเชียล คลีนเซอร์ เพียงเท่านี้ก็จะหมดกังวลกับแสงแดด และสามารถทำกิจกรรมกลางแจ้งได้อย่างสนุกสนาน”

ทริคดูแลผิว ออกแดด 2
จันทมน แย้มพันธุ์

ถัดมาที่เวิร์กกิ้งวูแมน จันทมน แย้มพันธุ์ เล่าว่า “หน้าร้อนทั้งทีก็พลาดไม่ได้ที่จะไปเที่ยวทะเล ซึ่งสถานที่ที่ชอบมากก็คงจะเป็นทะเลภาคใต้ของเรา เมื่อตอนต้นปีได้มีโอกาสไปเที่ยวทะเลกระบี่แล้วประทับใจมากเดือนหน้าเลยมีแพลนว่าจะกลับไปเที่ยวอีกครั้ง โดยกิจกรรมกลางแจ้งที่ชอบทำเวลาไปทะเลก็จะเป็นการพายแพดเดิ้ลบอร์ด ได้ใช้ทักษะการทรงตัว ได้ใช้สมาธิ คล้ายๆ กับการเล่นเซิร์ฟสเก็ตที่เล่นอยู่เป็นประจำ แต่ก่อนทำกิจกรรมก็ต้องปกป้องผิวจากแสงแดดที่ร้อนแรงโดยจะเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับกิจกรรมนั้นๆ อย่างถ้าไปทะเลแดดแรงมากก็จะเลือกทาครีมกันแดดที่มีคุณสมบัติที่ช่วยกันน้ำกันเหงื่ออย่างเวรี่ วอเตอร์ รีซิสแทนต์ เฟเชี่ยล ซันสกรีน เอสพีเอฟ 50 พีเอ +++ หรือหากเป็นช่วงเล่นเซิร์ฟสเก็ตอยู่ที่บ้านก็จะเลือกออยล์-ฟรี เฟเชียล ซันสกรีน เอสพีเอฟ 30 พีเอ +++ เพราะเนื้อครีมบางเบาไม่หนักมากเหมาะกับการใช้ในชีวิตประจำวัน หลังทำกิจกรรมก็ต้องล้างเหงื่อ ล้างหน้าให้สะอาด ทาครีมบำรุงที่มีมอยเจอร์ไรเซอร์ เพื่อลดความร้อนและช่วยให้ผิวยืดหยุ่น ไม่แห้งกร้าน”

ทริคดูแลผิว ออกแดด 1
ณภศศิ สุรวรรณ

ปิดท้ายที่สาวรักสุขภาพ ณภศศิ สุรวรรณ กล่าวว่า “หน้าร้อนนี้ไม่พลาดที่จะไปหัวหินกับครอบครัว เพราะอยากไปรับลมทะเล ใส่ชุดว่ายน้ำ ทำกิจกรรมริมชายหาด และขับเจ็ทสกี แต่ด้วยอากาศที่ร้อนก็ต้องเตรียมชุด เตรียมอุปกรณ์กันแดด ทั้งหมวก แว่นตา และที่ขาดไม่ได้เลยก็เป็น เวรี่ วอเตอร์ รีซิสแทนต์ เฟเชี่ยล ซันสกรีน เอสพีเอฟ 50 พีเอ +++ ที่ต้องมีติดกระเป๋าไปทุกที่ เวลาทำกิจกรรมจะได้ไม่ต้องคอยกังวลว่าผิวจะคล้ำเสียจากแสงแดด และสามารถโชว์ผิวได้อย่างเต็มที่ โดยจะบีบกันแดดปริมาณ 2 ข้อนิ้ว ทาซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมง หากวันไหนที่ไปวิ่งออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมในวันธรรมดาก็จะเลือกใช้ ออยล์-ฟรี เฟเชียล ซันสกรีน เอสพีเอฟ 30 พีเอ +++ หากเราไม่ได้ทาครีมกันแดดผิวก็จะแห้งแดง เกิดอาการแสบร้อน และลอกได้ จึงไม่ควรลืมทาครีมกันแดดทุกครั้งก่อนออกไปทำกิจกรรมเพื่อปกป้องผิวให้สวยสุขภาพดีอยู่เสมอ”


ภาพ Cover : Pexels

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

6 ทริค ‘ดีท็อกซ์ผิวสวย’ กระจ่างใส ทำเองง่ายๆ ได้ที่บ้าน

แฮร์สไตลิสต์ แนะทริคปกป้องเส้นผมสูญเสียโปรตีนแก่สาวที่ชอบถัก “ผมเปีย” บ่อยๆ

4 วิธีสังเกตภาวะแทรกซ้อนหรือความผิดปกติหลัง “ฉีดฟิลเลอร์”

 

 

Vicks_Cover

VICK’S Spring/Summer 2022 Happiness Spectrum จากสีสันสู่ความสุขและความรู้สึกในแต่ละวัน

VICK’S (วิคส์) เปิดตัวคอลเลกชั่น Spring/Summer 2022 ประจำฤดูร้อนภายใต้ชื่อ Happiness Spectrum (แฮปปิเนส สเปกตรัม) โดยได้แรงบันดาลใจจากสีสันที่เป็นตัวส่งผ่านความสุขและความรู้สึก ที่เราพบเห็นได้ในแต่ละวันมารังสรรค์และถ่ายทอดผลงานผ่านเสื้อผ้าในคอลเลกชั่นนี้

VICK’S Spring/Summer 2022 Happiness Spectrum

จากสีสันสู่ความสุขและความรู้สึกในแต่ละวัน

Vicks_1

VICK’S Spring/Summer 2022 Happiness Spectrum ได้เลือกหยิบเอาสีสันต่าง ๆ จากธรรมชาติมานำเสนอในคอลเลกชั่นนี้อย่างสีฟ้าน้ำทะเล สีเหลืองเลม่อน สีชมพูสด และสีน้ำตาลเอิร์ธโทนเพื่อสะท้อนถึงความสุข สดใสและการมองโลกในแง่ดีผ่านเสื้อผ้าที่จะทำให้คุณสามารถสัมผัสความรู้สึกเหล่านั้นได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็นและทุกครั้งที่สวมใส่โดยเสื้อผ้าชิ้นเด่นๆ ประกอบด้วย เดรสและเสื้อเปิดไหล่ผ้าริบเจอร์ซีย์ เสื้อพูลโอเวอร์ตัวโคร่งที่ตัดเย็บด้วยเทคนิคตัดต่อสี (color-blocking) ชุดว่ายน้ำวันพีซตัดต่อสี และชุดว่ายน้ำทูพีซสีชมพูสดที่มีดีเทล cut-out และร้อยลูกปัดด้านข้างเพื่อเพิ่มลูกเล่นและความโดดเด่นอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการนำผ้าถักโครเชต์ด้วยมือมาอัพไซเคิล (upcycle) เป็นชุดเดรสคล้องคอที่มีสีสันสดใสและหลากหลายระดับความยาว ซึ่งแต่ละตัวนั้นล้วนมีความพิเศษที่แตกต่างกัน เนื่องจากเป็นผ้านิตที่มีเพียงตัวเดียวในแต่ละสี และมีจำนวนจำกัด

Vicks_2

Vicks_3

Vicks_4

Vicks_5

VICK’S Spring/Summer 2022 Happiness Spectrum พร้อมส่งผ่านความสุขและความรักที่มีต่อโลกใบนี้ไปกับคุณ ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2565 ที่ Line OfficialAccount:@vicksweekend และทาง Lazada: Vicks

กระเป๋าแบรนด์ดัง

คัดมาเน้นๆ 11 กระเป๋าแบรนด์ดัง ต้อนรับฤดูกาลใหม่ ที่สาวๆ ไม่ควรพลาด

แพรว Survey ต้อนรับฤดูกาลใหม่กับพาเหรด 11 กระเป๋าแบรนด์ดัง ใบเด่นที่สาวๆ ไม่ควรพลาด หยิบมาอัพเดตลุคใหม่ให้เก๋และคูลขึ้นกว่าเดิม

ตำให้ไว! คัดมาเน้นๆ 11 กระเป๋าแบรนด์ดัง ต้อนรับฤดูกาลใหม่ ที่สาวๆ ไม่ควรพลาด

Gucci Bamboo 1947

 กระเป๋าแบรนด์ดัง

ถ้าให้นึกถึงกระเป๋าไอคอนิกใบแรกๆของกุชชี่และยังคงยืนหนึ่งมาถึงตอนนี้ ก็ต้อง Gucci Bamboo ที่โด่งดังมาตั้งแต่ยุค 40 โดดเด่นด้วยหูจับไม้ไผ่ และตลอดระยะเวลาเกือบ 8 ทศวรรษ ที่ผ่านมา มีการปรับเปลี่ยนใส่ความโมเดิร์นเข้าไปตลอด เพื่อให้เข้ากับกระแสนิยมใหม่ๆ โดยยังคง ความคลาสสิกดั้งเดิมไว้ได้อย่างลงตัว

สำหรับใบใหม่ของซีซั่นนี้มากับความโดดเด่นในสไตล์ All Black ไม่เพียงหนังกระเป๋าสีดำเรียบหรู แต่ยังผสานเข้ากันกับหูจับไม้ไผ่สีดำและฮาร์ดแวร์สีดำ สายสะพายเด่นด้วยลูกเล่นสายสีเขียวแดง ใครชอบใบขนาดมินิมากับไซส์6.7×4.7×3 นิ้ว หรือจะเลือกขนาดใหญ่ขึ้นมาอีกในไซส์8.3×6×2.75 นิ้ว นอกจากโทนสีดำเท่ๆ ยังมีในหนังสีเขียวและสีส้มให้เลือกใช้เลือกชิคกันตามชอบ

Dior Vibe

 กระเป๋าแบรนด์ดัง

เป็นการผสมผสานระหว่างความสปอร์ตและมรดก อันล้ำค่าของดิออร์ได้อย่างน่าทึ่ง หลังจากเปิดตัวครั้งแรก ในคอลเล็คชั่น Cruise 2022 เรียกได้ว่าเปลี่ยนอีกนิยาม It Bag ใบใหม่ของดิออร์ไปทันที จากที่เน้นความเฟมินีน เรียบหรู แต่ใบนี้สะท้อนความสนุกของไลฟ์สไตล์คน รุ่นใหม่ที่ไม่จำกัดในรูปแบบเดิมๆอีกต่อไป

Dior Vibe มาในรูปทรงโฮโบหนังเย็บลาย คานนาจอันเป็นลายสัญลักษณ์ของดิออร์ ด้านข้าง และก้นกระเป๋ามากับลายเส้นเท่ๆในกลิ่นอายสปอร์ต โดยมี Christian Dior Paris อักษรซิกเนเจอร์ เป็นลูกเล่นอยู่ที่ฐานกระเป๋า ไหนจะสายสะพายสั้นและ ยาวให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการสะพายได้ตามสถานการณ์ ในซีซั่นใหม่ Spring/Summer 2022 มากับสีส้ม ฟ้า และชมพูสดใส

Dior Vibe Zip Bowling Bag

ความเก๋ของ Vibe ไม่หยุดอยู่แค่ทรงโฮโบ เท่านั้น ยังมาในดีไซน์กระเป๋าทรงโบว์ลิ่งที่เคยเป็น ใบฮิตของดิออร์ในช่วงยุค 90 และต้นทศวรรษ ที่ 2000 ในปีนี้Maria Grazia Chiuri หยิบมาปัดฝุ่นใหม่ ใส่กลิ่นอายสปอร์ตตี้เข้าไป เต็มๆ โดยเปิดประเดิมที่คอลเล็คชั่นก่อนหน้า Cruise 2022 ในโทนสีเรียบ

ซึ่งในซีซั่นนี้ตามคอนเซ็ปต์ที่ได้อินสไปร์จากคอลเล็คชั่น Slim Look ในปี1961 ของ Marc Bohan อดีตครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ ของดิออร์ สีสันสดใส ลายกราฟิกและลายพริ้นต์เก๋ๆ ในยุค 1960 จึงมาช่วยเติมเต็มคอลเล็คชั่นใหม่นี้ให้สนุกขึ้น

Alexander Wang “Extremely Mundane”

 กระเป๋าแบรนด์ดัง

นอกจากการถ่ายทอดคอลเล็คชั่นในคอนเซ็ปต์เก๋ๆที่ได้ Heji Shin ช่างภาพหญิง ชื่อดัง อีกทั้งได้นักแสดง ผู้กำกับ และศิลปิน ซึ่งมีรางวัลการันตีมากมายอย่าง Lucy Liu มาเป็นแบบให้ ผลงานในมุมมองใหม่ของแวงยังเป็น ที่น่าจับตา ไม่ว่าจะเป็นเรดี้ทูแวร์ จนถึงกระเป๋าใบใหม่ที่มากับสีสันสดใสภายใต้วัสดุผ้าซาตินหรู

ไฮไลต์กระเป๋าของแวงที่ต้องหยิบมาพูดถึง คือการชูจุดเด่นที่สายกระเป๋าซึ่งมากับลูกเล่น การประดับตัวอักษรฮาร์ดแวร์ที่มีทั้งแบบเรียบ และแบบประดับเพชรยกระดับให้กระเป๋าหรูหรา สามารถหยิบมาแมตช์กับลุคหรู ลุคทำงาน จนถึงลุคง่ายๆในชีวิตประจำวัน

Jimmy Choo “Time to Dare”

 กระเป๋าแบรนด์ดัง

ในซีซั่นนี้วัสดุที่เราจะมองข้ามไปไม่ได้คือผ้าซาติน สัมผัสเรียบหรูที่นำมาใช้สร้างสรรค์กระเป๋า ตั้งแต่แบรนด์ Alexander Wang จนถึง Jimmy Choo ความโดดเด่นของ จิมมี่ ชูไม่แพ้ใครด้วยการใช้ผ้าซาตินในโทนสีม่วงแอเมทิสต์ หรูหรา ทั้งกระเป๋ารุ่น Bonny ตั้งแต่ตัวกระเป๋ารูปทรงโฮโบ ขนาดเล็กจนถึงสายสะพาย แถมยังมาพร้อมสายโซ่เส้นเล็ก ให้เปลี่ยนฟังก์ชันการใช้งานมาเป็นแบบสะพายก็ได้

อีกรุ่นไม่ควรพลาด กระเป๋าสะพายรุ่น Varenne Quad ทรงสี่เหลี่ยมเรียบหรูหนังลูกวัวพื้นผิวมัน  มากับ ตัวล็อกเด่น ฮาร์ดแวร์รูป JC สัญลักษณ์ของแบรนด์ เข้ากับสายสะพายโซ่อย่างลงตัว

3.1 Phillip Lim “Hyper Femininity”

 กระเป๋าแบรนด์ดัง

“เมื่อเริ่มเข้าสู่การเฉลิมฉลองและการเติบโต ตัวตนที่แท้จริงของผู้หญิงจะปรากฏได้อย่างชัดเจน ยิ่งขึ้น ความรักและความใกล้ชิดอันไม่มีที่สิ้นสุด จึงเป็นดั่งรากฐานของการเติบโตอย่างรวดเร็วของพวกเธอ”

Phillip Lim คอลเล็คชั่น 0.5 นี้เป็นอีกหนึ่งผลงานของ 3.1 Phillip Lim ที่นำเสนอความรู้สึกของความเป็น หนึ่งเดียวกันและความสวยงามที่มาจากการรวมกัน ของหัวใจ จิตใจ และจิตวิญญาณ สะท้อนให้เห็น ถึงความเป็นผู้หญิงที่กำลังเบ่งบานอย่างต่อเนื่องในหลายมิติ สะท้อนออกมาผ่านวัสดุต่างๆที่น่าสนใจ ซึ่งถูกปรับโฉมใหม่ในหลากหลายอารมณ์ หลากหลายสไตล์ มีการเล่นกับเท็กซ์เจอร์ของพื้นผิวมากขึ้น เพื่อให้กระเป๋าเป็นเพื่อนคู่ใจที่ดีที่สุด สามารถมอบความมั่นใจและเสริมลุคให้สง่างามยิ่งขึ้น ทั้งยังบ่งบอกถึงความเป็นตัวตนและสะท้อนถึงบุคลิกที่ดึงดูด

Chanel 22

 กระเป๋าแบรนด์ดัง

อีกใบล่าสุดที่จะกลายเป็น It Bag ประจำแบรนด์ หลังจากเปิดตัวครั้งแรก ในโชว์คอลเล็คชั่น Spring/Summer 2022 ก็เป็นที่พูดถึงและจับตาเป็นพิเศษ ซึ่งกระเป๋ารุ่นใหม่ของชาเนลใบนี้Virginie Viard ตั้งใจสร้างสรรค์และผลักดัน เช่นเดียวกับ Chanel 19 ที่รังสรรค์ขึ้นในปี 2019

กระเป๋าทั้งสองรุ่นได้รับ การตั้งชื่อตามปีที่ได้รับการออกแบบ และยังสื่อถึงสัญลักษณ์อันทรงพลัง ในศาสตร์แห่งตัวเลขของชาเนล ดังเช่นในปี 1922 ที่มีการเปิดตัวน้ำหอม N¯22 กลิ่นที่สองของแบรนด์ ต่อจากน้ำหอม N¯5 กระเป๋าทรงถุงเก๋ๆใบนี้ผสานความเรียบง่ายและความสะดวกสบายไว้ ด้วยกัน ผลิตจากหนังที่มีสัมผัสนุ่มละมุน แต่ทนทาน ออกแบบมาในรูปทรงที่ ใช้งานได้จริงและมีน้ำหนักเบา มีให้เลือก 3 ขนาด (เล็ก กลาง และใหญ่) และยังมาในเวอร์ชั่นกระเป๋าเป้ อีกด้วย

Saint Laurent “Gaby Mini Satchel”

ถ้าพูดถึงความเรียบเท่ หนึ่งในนั้นต้องมีSaint Laurent ในซีซั่นนี้นำเสนอกระเป๋ารุ่น Gaby Mini Satchel Monogram รูปทรงสี่เหลี่ยม ใบเล็ก กะทัดรัด โทนเฉดสีดำและสีขาว กระเป๋าใบนี้หยิบ เส้นตรงและรูปทรงเรขาคณิตมาใช้ ตั้งแต่รูปทรง กระเป๋า ฝาปิดรูปทรงสามเหลี่ยม รวมถึงการตัดเย็บ แบบควิลต์ที่เพิ่มลวดลายอันสร้างเอกลักษณ์ให้กระเป๋าใบนี้น่าสนใจมากขึ้น

นอกจากนี้ยังตกแต่งด้วย YSL โมโนแกรมโลโก้ประดับทางด้านหน้าของกระเป๋า ซึ่งสะท้อนเอกลักษณ์และความคลาสสิกของสาว Saint Laurent ได้อย่างชัดเจน

MCM Gretl

กระเป๋าคู่ใจใบใหม่ของสาวๆ ไม่ว่าจะเป็นสาวสไตล์ไหน แต่ถ้าชื่นชอบกระเป๋าครอสบอดี้ใบขนาดกำลังดี ต้องไม่พลาดความเก๋ ของใบนี้ “เกร็ทเทิล” (Gretl) ไม่เพียงมากับรูปทรงกะทัดรัด แถม น้ำหนักเบา โดยยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ในลายวิเซโต้ โมโนแกรม (Visetos Monogram) สุดคลาสสิก ลงตัวกับฮาร์ดแวร์ คุณภาพดีและสายโซ่ที่สามารถปรับถอดออกได้ ตอบโจทย์เรื่อง ฟังก์ชันการใช้งาน มีสองสีให้เลือก สีคอนญัก มาพร้อมฮาร์ดแวร์ สีทอง และสีดำ มากับฮาร์ดแวร์สีเงิน

Prada Re-Edition 1995

ปราด้านำความเก๋ของกระเป๋าวินเทจรุ่นฮิตมาปัดฝุ่นใหม่ให้โมเดิร์นขึ้น ในซีซั่นนี้แบรนด์หยิบกระเป๋าไอคอนิกในปี1995 มาเล่าใหม่ในโฉมกระเป๋า ทรงเหลี่ยมมินิมัลหนังมัน ซิปรูดได้สองฝั่ง โดยยังคงโดดเด่นด้วยโลโก้ อักษรของแบรนด์เช่นเดิม มาพร้อมกับพวงกุญแจประทับตราขนาดจุของได้ดีในไซส์21×30×8 เซนติเมตร

Coach “That’s My Ride”

คอลเล็คชั่นต้อนรับ Spring 2022 กับมิติใหม่ ซึ่งเป็นครั้งแรกของแบรนด์ที่ นำโลโก้สุดไอคอนิกอย่าง Horse & Carriage มาเล่นสีสันในโทนสีป็อป สะท้อนภาพลักษณ์ของคนเจเนอเรชั่นใหม่ที่มีความสนุกและพลังบวก

โดยพรีเซ้นต์ผ่านกระเป๋าไฮไลต์ทรงฮิตอย่างรุ่น Field Tote, รุ่น Hitch Backpack และอีก มากมาย ผ่านแคมเปญ “That’s My Ride” ที่ได้ Jennifer Lopez, Megan Thee Stallion, Noah Beck, Wisdom Kaye, Koki และเหล่า Coach Family อีกมากมายมาร่วมแคมเปญ ถ่ายภาพโดยช่างภาพมากฝีมือ Tyler Mitchell

Miu Miu

นอกจากเสื้อผ้าของคอลเล็คชั่น Spring/Summer 2022 ในซิลลูเอตต์เอวลอยคูลๆที่ให้แฟนๆเตรียมฟิตหุ่นไว้ใส่กันเริดๆ ยังมีกระเป๋าหนังหลายทรงหลายขนาดที่มากับลูกเล่นประทับตรา แบรนด์เป็นเหมือนโมโนแกรม ตั้งแต่กระเป๋าถือเรียบหรู กระเป๋า สะพายสายโซ่ขนาดกำลังดี คลัตช์ใบเก๋สำหรับออกงาน เรียกได้ว่าเป็นมุมมองใหม่ของการออกแบบในซีซั่นนี้ที่ทำให้ Miu Miu ดูสนุกขึ้นอีก


เรื่อง : Lynly/ นิตยสารแพรว ฉบับ 980

กระเป๋าทรง Bucket ไอเท็มที่ฆ่าไม่ตาย และ2022 นี้ยังมาแรงที่สุดในซัมเมอร์

สอยก่อนราคาพุ่ง เปิดดีเทล กระเป๋า Hermès Roulis ดีไซน์เรียบง่าย เด่นที่โลโก้

เฌอปราง

ฝันที่เป็นจริง เฌอปราง เตรียมร่วมแคมป์กับนาซ่า พร้อมเรียนรู้โลกอวกาศ

แม้จะโดนเลื่อนไปถึง 2 ปี ในที่สุดความฝันที่จะได้ไปเรียนรู้โลกแห่งอวกาศ ด้วยตาตัวเองของสาว เฌอปราง อารีย์กุล หรือ เฌอปราง BNK 48 ก็เป็นจริงแล้ว ล่าสุดเจ้าตัวเตรียมจัดกระเป๋าบินลัดฟ้าสู่อเมริกา เพื่อเข้าร่วมค่ายสเปซแคมป์กับทางนาซ่าเป็นครั้งแรก ทำเอาเจ้าตัวทั้งตื่นเต้นและดีใจสุด ๆ

เฌอปราง

ฝันที่เป็นจริง เฌอปราง  เตรียมร่วมแคมป์กับนาซ่า พร้อมเรียนรู้โลกอวกาศ

เฌอปราง

โดย เฌอปราง เผยว่า “แคมป์ที่หนูจะไป เป็นโครงการนักบินอวกาศของไทย พอดีตัวแทนนาซ่าประเทศไทย เขาเห็นว่าเราสามารถประชาสัมพันธ์โครงการนี้ให้ได้ ซึ่งเป็นโครงการที่จะมอบทุนให้น้อง ๆ ที่เข้ามาสอบ ได้ไปค่ายของสเปซแคมป์ ที่เมืองฮันทส์วิลล์ รัฐอลาบามา สหรัฐอเมริกา เขาเห็นว่าเราสามารถเป็นแรงผลักดันให้น้อง ๆ ได้ เพราะนาซ่าประเทศไทยต้องการที่จะผลักดันอุตสาหกรรมอวกาศในบ้านเราด้วย

เฌอปราง

หน้าที่หลัก ๆ คือ ไปเข้าแคมป์ ร่วมทำกิจกรรมกับน้อง ๆ ที่สอบได้ โดยเราได้รับโอกาสไปในพาร์ทของการประชาสัมพันธ์ หนูก็จะไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ และโชคดีที่ทางโน้นอนุญาตให้ถ่ายวิดิโอได้ ก็จะมีวิดิโอ Vlog กลับมาให้ น้อง ๆ หรือแฟน ๆ ได้ชมกัน เผื่อจะสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเขา เห็นว่าตรงโน้นมีอะไรที่น่าสนใจ ตอนนี้เทคโนโลยีเขาไปถึงไหนแล้ว เราอยากทำอะไรเพิ่มหรือร่วมมือเพิ่มเติมอะไรได้บ้าง ก็รอติดตามกันนะคะ

เฌอปราง

ครั้งนี้เป็นการไปอเมริกาของหนูเป็นครั้งแรกด้วย ก็ตื่นเต้นกับการนั่งเครื่องบิน 24 ชั่วโมงค่ะ(หัวเราะ) การเดินทางน่าจะนานมาก และเป็นครั้งแรกที่ได้ไปไกลขนาดนี้ด้วย หนูไปประมาณ 12 วัน โปรแกรมหลัก ๆ คือ การไปศึกษาพิพิธภัณฑ์ที่เขาเก็บจรวดของที่นั่น เรียนรู้การใช้อุปกรณ์ที่เขาใช้กันอยู่ ได้เจอกับวิศวกรของนาซ่าที่เขางานกับโครงการอพอลโล ตอนนี้เป็นอาจารย์อยู่ เขาก็จะมาให้ความรู้พวกเรา ก็ตื่นเต้นมาก

เฌอปราง

ตอนนี้เตรียมตัวเตรียมใจ มีอ่านหนังสือเพิ่มเติม และมีเอกสารที่ทีมงานเขาส่งมาให้อ่าน แล้วตัวเองก็เป็นคนสนุกที่จะได้เรียนรู้และชอบที่จะเห็นอะไรใหม่ ที่ตอนนี้เขาพัฒนาไปอย่างนั้นแล้ว ก็รู้สึกดีใจมากที่มีโอกาสได้ไปแคมป์กับนาซ่าในครั้งนี้ค่ะ.


ภาพจาก @cherprang.bnk48official

 

‘มีดวงที่หนุ่มในฝันกับในชีวิตจริงจะเป็นคนเดียวกัน’ ดวงรายวัน 20 เมษายน 2565

ดวงรายวัน 20  เมษายน 2565 #หมอปุ้ยพยากรณ์ เช็กทุกวัน เป๊ะปังทุกดวง ทั้งการงาน การเงิน ความรัก และสุขภาพ

‘มีดวงที่หนุ่มในฝันกับในชีวิตจริงจะเป็นคนเดียวกัน !’

ดวงรายวัน 20 เมษายน 2565

ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์

การงาน  :  หากคุณกำลังรับอาสาเจ้านาย หรือทำงานจิตอาสาที่อ่อนไหวเสี่ยงต่อความผิดพลาดเสียหาย วันนี้คุณก็ยังอยู่กับงานหรือธุรกิจทางด้านความบันเทิงเริงรมย์ ความสวยความงาม โดยเพิ่มเติมด้วยงานบริการ เช่น ร้านอาหาร เครื่องดื่ม สปา สจ๊วต แอร์โฮสเตส หรือสินค้าบริการที่เกี่ยวกับเด็ก ซึ่งคุณไม่ควรวางใจใคร เพราะเป็นไปได้ว่าจากคนที่คุณไว้ใจที่สุดมีโอกาสเป็นคนที่ทำให้คุณเจ็บปวดที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งพนักงานเด็กๆ หรือรุ่นน้อง

การเงิน  :  เข้ามือขวาออกมือซ้ายก็ยังต้องระวังถูกหลอก ถูกโกงอยู่น้า โดยเฉพาะวันนี้เป็นไปได้ว่าจะเสียเงินให้เด็กๆ หรือถูกเด็กหลอก

ความรัก  :  เป็นไปได้ว่าจะมีการคุยกันถึงเรื่องลูก หรือเรื่องเด็กๆ ในบ้าน แต่เป็นไปได้ว่าจะแค่โยนหินถามทาง คนโสด  เป็นไปได้ว่าแฟนเก่าก็ยังพยายามจะติดต่อกลับมา ซึ่งก็จะเป็นแบบผลุบๆ โผล่ๆ

สุขภาพ  :  วันนี้ควรระวังเรื่องลำไส้อักเสบ ระบบย่อยอาหาร โรคกระเพาะ ท้องอืด ท้องเฟ้อ จึงควรให้ความสำคัญกับการรับประทานอาหาร งดดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ แล้วเสริมด้วยแคลเซี่ยมแทนก่อนโรคกระดูกพรุน กระดูกเสื่อมจะถามหา

 

ผู้ที่เกิดวันจันทร์

การงาน  :   เป็นไปได้ว่าคุณจะโชคดี ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องงานนัก เพราะผู้ใหญ่และคนใกล้ชิดส่งเสริมและสนับสนุนให้คุณทำงานได้ตามที่ตั้งใจไว้ ดังนั้น วันนี้คุณจึงมีโอกาสได้ริเริ่มงาน หรือนำงานเก่าขึ้นมาพัฒนาปรับปรุงใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นงานที่ต้องใช้ความรู้ความชำนาญงานระดับเทพ เช่น อาจารย์ นักวิชาการ แพทย์ ทั้งแผนไทยและแผนปัจจุบัน นักการเมือง การปกครอง เจ้าของธุรกิจ ฯลฯ แล้วล่ะก็ วันนี้นับว่าคุณได้ร่วมงานกับทีมงานที่มีความรู้ระดับเทพเลยทีเดียว

การเงิน :  มีโอกาสได้รับการอุปถัมภ์จากผู้ใหญ่ รวมถึงทีมงาน และผู้บังคับบัญชา แต่วันนี้ก่อนที่คุณจะรับปาก หรือเซ็นสัญญาในเรื่องของผลประโยชน์และเงิน ก็ควรพิจารณาให้ดี เพราะมีโอกาสเสียเปรียบ หรือเพลี่ยงพล้ำได้

ความรัก :   เป็นไปได้ว่าคุณขอทำตามใจตัวเองสักวัน ขอเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองมีความสุข ยอมที่จะขัดใจกับผู้ใหญ่ คนโสด  หากคุณเป็นประเภทสุขนิยมจัด จะทำในสิ่งที่ตัวเองมีความสุขที่สุด จึงเป็นไปได้ที่วันนี้คุณจะยอมขัดใจผู้ใหญ่ที่อาจหาคู่เดทเตรียมไว้ให้แล้ว

สุขภาพ :  หากหนึ่งในความสุขของคุณคือการรับประทาน จึงต้องระวังน้ำหนักที่จะตามมา ยิ่งหากคุณต้องเดินทางอยู่ตลอดด้วยแล้ว ยิ่งจะมีอาการปวดขา ปวดเข่า หน้าแข้ง และข้อเท้า

 

ผู้ที่เกิดวันอังคาร

การงาน :  หากคุณกำลังตกอยู่ท่ามกลางสถานการณ์การแข่งขัน แก่งแย่ง ชิงดีชิงเด่น ฉกฉวยทั้งผลประโยชน์ และตำแหน่งหน้าที่การงาน หรือถูกบังคับให้ต้องทำงานให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนด แม้คุณจะพยายามอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม แต่เพราะดวงช่วงนี้ไม่ค่อยดี จึงมีโอกาสที่จะติดขัดขลุกขลักไปหมด โดยเฉพาะเอกสารทางราชการจะเกิดความผิดพลาด เป็นไปได้ว่าจะเป็นคดีความได้ทั้งทางแพ่งและอาญา ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงพวกงานหรือธุรกิจสีเทา หรือซ่อนเร้น ไม่เปิดเผย เพราะหากคุณถลำลึกลงไปแล้วมีโอกาสที่จะเดือดร้อนไม่หยุดหย่อน

การเงิน :  ไม่ควรทุ่มลงทุนโดยที่ยังไม่เห็นผลตอบแทน โดยเฉพาะงานหรือธุรกิจสีเทาหรือซ่อนเร้นแต่ควรทำงานที่เห็นผลตอบแทนชัดๆ ดีกว่า เพราะวันนี้เงินจะมาจากหยาดเหงื่อแรงงาน กับอำนาจ วาสนาและบารมีของคุณเอง

ความรัก :   วันนี้เป็นไปได้ว่าชีวิตคู่ของคุณจะอยู่ไม่สงบ โดยเฉพาะเรื่องที่คุณให้ความสำคัญมากคือการให้เกียรติกัน ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็มีทิฐิ คิดว่าเหตุผลของตัวเองถูก ไม่ประนีประนอม มุ่งแต่จะเอาชนะกัน คนโสด  มีโอกาสที่คุณจะเปิดศึกแย่งชิง เพราะคุณมองในระยะยาวว่าเขาจะสามารถส่งเสริมหน้าที่การงานของคุณได้ แม้เขาจะเป็นนักเที่ยว เจ้าชู้ยักษ์ก็ตาม

สุขภาพ :  สำหรับนักดื่ม ปาร์ตี้สายแข็ง  วันนี้หากจะดื่มก็ไม่ควรขับ นอกจากนั้นคุณยังมีความเสี่ยงที่จะได้รับบาดเจ็บจากของมีคม ไฟฟ้า และความร้อน ยิ่งหากเป็นโรคหัวใจอยู่แล้วระวังจะกำเริบ

 

ผู้ที่เกิดวันพุธ

การงาน :   เป็นไปได้ว่าคุณจะคาดหวังความสำเร็จกับการทำงานอย่างมาก ทุ่มเทเวลาทั้งหมดจนไม่เหลือเวลาให้กับตัวเองเลย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณทำงานหรือดำเนินธุรกิจที่ต้องใช้วาทศิลป์ในการติดต่อประสานงาน โฆษณา-ประชาสัมพันธ์ สื่อมวลชน งานส่งเสริมการขายทุกประเภท ฯลฯ ด้วยแล้ว นับว่าความพยายามและความทุ่มเทไม่เสียเปล่า เพราะวันนี้มีโอกาสที่คุณจะมีเฮ ได้พบช่องทางทำมาหากินใหม่ๆ ผลงานจะสร้างชื่อเสียงให้คุณสามารถเก็บกินได้ยาวเลย

การเงิน :   คุณสามารถทำงานหาเงินได้อย่างมั่นคง เป็นไปได้ว่าวันนี้คุณจะใจดี ถึงขั้นผ่อนบ้านหรือรถให้กับญาติสนิทมิตรสหาย ก็ระวังช่วยคนอื่นจนตัวเองเดือดร้อน

ความรัก :   เป็นไปได้ว่าวันนี้อารมณ์คุณปรวนแปรมาก บางเวลาก็อยากให้คู่คุณอยู่ด้วยแบบไม่คลาดสายตาเลย บางเวลาก็คิดว่าจะอยู่คนเดียวดีไหม ก็พยายามเดินทางสายกลางให้มากที่สุดดีกว่า   คนโสด  หากคุณกำลังนั่งรอนอนรอว่า เมื่อไหร่มงจะลงสักที วันนี้บอกได้เพียงว่าต้องใช้เวลาดูใจกันก่อน ยังไม่ใช่ในเร็ววันนี้

สุขภาพ :  เป็นเรื่องของการทำงานหนักจนไม่ได้รับประทานอาหารตรงเวลา และไม่ครบหลักโภชนาการ จึงมีโอกาสที่จะคุณจะเป็นโรคกระเพาะอาหาร และลำไส้ วันนี้มีความเสี่ยงที่จะเป็นแบบเรื้อรังด้วยสิ

 

ผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี

การงาน  :   สำหรับผู้ที่ทำงานหรือดำเนินธุรกิจบันเทิง โฆษณา-ประชาสัมพันธ์ สื่อมวลชน ดีไซเนอร์ ฯลฯ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณอยู่ในระดับผู้นำองค์กร ทั้งภาครัฐ และเอกชน เป็นไปได้ว่าวันนี้คุณจะใช้ความรู้ ความสามารถ และบารมีจากตำแหน่งหน้าที่การงานอย่างเต็มที่ มีโอกาสที่งานจะประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ

การเงิน  :  ก็ยังมีโอกาสได้รับมรดก นอกจากนั้นคุณยังสามารถสร้างรายได้ให้ตัวเองอย่างมั่นคง  จึงเป็นไปได้ว่าคุณจะใช้เงินอย่างหรูหราฟุ่มเฟือยมากๆ

ความรัก :  เป็นไปได้ว่าคุณจะรู้สึกลังเล สับสนไม่มั่นใจในชีวิตคู่ อาจเพราะวันนี้คุณมีจุดยืนอยู่บนหลักเหตุผลและความเป็นจริง เชื่อมั่นว่าตัวเองสามารถเป็นหัวหน้าครอบครัวได้  คนโสด  หากคุณเป็นผู้หญิงพลังเยอะ เป็นผู้นำแล้วล่ะก็ คุณฝันที่อยากจะมีแฟนที่นุ่มนวลยอมให้คุณนำ วันนี้มีโอกาสที่คุณจะได้พบกับเขา

สุขภาพ :  คุณพลังเยอะ ไม่ค่อยเจ็บป่วยกับใครง่ายๆ แต่วันนี้ด้วยความเครียดและความกดดันจากการทำงาน มีโอกาสที่คุณจะมีปัญหาที่ระบบทางเดินหายใจ หลอดเลือด และหัวใจ

 

ผู้ที่เกิดวันศุกร์

การงาน :   สำหรับผู้ที่ทำงานหรือดำเนินธุรกิจกับครอบครัว หรือคนรู้จัก หรือเปิดค้าขายอยู่กับบ้าน เป็นไปได้ว่าหากคุณไม่เป็นเจ้าของกิจการเอง วันนี้มีโอกาสที่คุณจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บริหาร ซึ่งคุณเต็มเปี่ยมด้วยพลังในการทำงานที่จะนำพาธุรกิจหรือองค์กรไปสู่ความสำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านการติดต่อประสานงาน โฆษณา-ประชาสัมพันธ์ สื่อมวลชน รวมถึงผู้ที่เชี่ยวชาญทางด้านภาษา วันนี้คุณจะทำได้ดี

การเงิน :   มีโอกาสได้รับเงินปันผลจากธุรกิจของครอบครัว หรือจากในกองทุนหรือหุ้นที่คุณลงทุนไว้ ก็เป็นไปได้ว่าคุณจะเสียเงินกับบุคคลที่รัก

ความรัก :  หากคุณเพิ่งแต่งงานหรือกำลังอยู่ในช่วงฮันนีมูน ก็พยายามอย่าซีเรียสเพื่อให้เสียบรรยากาศเลยนะคะ อะไรปล่อยได้ก็รอไปก่อน ใช้เวลาความสุขให้เต็มที่ คนโสด  มีโอกาสที่คุณจะได้พบกับชายหนุ่มในฝัน ซึ่งเป็นไปได้ว่าคุณจะตกหลุมรักอย่างแรงทีเดียว

สุขภาพ :  ควรให้ความสำคัญกับการขับถ่าย ไม่ควรกลั้นปัสสาวะ เพราะจะทำให้กรวยไตและกระเพาะปัสสาวะมีโอกาสติดเชื้อ ซึ่งมีความเสี่ยงที่เชื้อจะเข้าสู่กระแสเลือด

 

ผู้ที่เกิดวันเสาร์

การงาน :   สำหรับผู้ที่ทำงานหรือดำเนินธุรกิจทางการเกษตร เช่น เกษตรกร นักออกแบบตกแต่งสวน ศิลปวัฒนธรรม งานโอท็อป ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา นักวิชาการ อาจารย์  เทรนเนอร์ ติวเตอร์ ฯลฯ  วันนี้ด้วยวาทศิลป์ในการเจรจาประสานงานของคุณ มีโอกาสที่พบกับความสำเร็จอย่างงดงาม

การเงิน :  มีโอกาสที่จะสร้างรายได้เสริมจากการซื้อ-ขายที่ดินทางการเกษตร แต่เป็นไปได้ว่าเมื่อมีเงินคุณก็ซื้อความสุขให้ตัวเองอย่างหรูหรา

ความรัก :  ชีวิตคู่ของคุณสงบสุขด้วยดี คู่คุณก็มีความเป็นผู้ใหญ่ เข้าใจคุณอย่างดี ซึ่งวันนี้เป็นไปได้ว่าคุณก็ติดเขามากจนแทบจะไม่ให้กระดิกตัวไปไหนเลย  คนโสด  หากคุณกำลังหลงรักผู้ใหญ่ ยิ่งหากเป็นต่างชาติด้วยแล้ว มีโอกาสที่มงจะลงนะคะ

สุขภาพ :   เป็นไปได้ว่าระบบหมุนเวียนเลือดในร่างกายไม่ปกติ มีโอกาสเป็นเหน็บชา รวมถึงความดัน หากเป็นอยู่แล้วมีโอกาสที่จะกำเริบปัจจุบันทันด่วน

 

 

Emma Cover

สวยขึ้นจนเพื่อนทัก….เปิดความประทับใจการเสริมจมูกครั้งแรกที่ Emma Clinic หลังจากที่ดูรีวิวมานาน

คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการทำศัลยกรรมแต่ละครั้งนั้น ต้องหาข้อมูลอย่างละเอียด ทั้งความน่าเชื่อถือ มาตรฐานของคลินิก ประสบการณ์คุณหมอ และที่สำคัญต้องคอยดูเคสรีวิวต่างๆ ของคลินิกนั้นๆอย่างเช่นการทำศัลยกรรมจมูกก็เช่นกัน ต้องรู้ก่อนว่า เราชอบทรงจมูกแบบไหนเทคนิคแบบไหน เข้ากับใบหน้าเราหรือไม่? ซึ่งวันนี้ทางแพรวจะพาไปคุยกับ น้องมีน ถึงประสบการณ์ในการเสริมจมูกครั้งแรกที่ Emma Clinic ตามไปดูกันเลยค่ะ

Emma 1

อยากทำจมูกมานานแล้ว แต่ก็ยังกล้าๆ กลัวๆ ว่าทรงไหนดี

น้องมีน บอกกับทางแพรวว่า กลัวทำออกมาแล้วมันจะโป๊ะ ไม่เข้ากับหน้าก็เลยดูรีวิวมาหลายที่มากๆ รวมถึงตามรีวิวในกลุ่มปิดของ Emma Clinic อยู่ ซึ่งดูมาหลายปีแล้วบวกกับเพื่อนๆ ทำที่นี่กันเยอะ จากบางคนไม่มีดั้งเลยแต่ทำออกมาแล้วสวย ทรงแต่ละคนก็ดูเข้ากับใบหน้าและที่สำคัญดูเป็นธรรมชาติมากๆ ถ้าเพื่อนไม่บอกว่าทำจมูกมาก็คือ ไม่รู้เลย ส่วนตัวจะชอบทรงจมูกและก็ปลายจมูกจะแตกต่างจากคลินิกอื่นๆหรือที่ Emma Clinic เรียกว่าทรง Tear Drop เพื่อนการันตีขนาดนี้ ทำให้กล้าตัดสินใจลองเข้ามาปรึกษากับคุณหมอ

Emma 2

Emma 3

ปลายจมูกใหญ่ ด้านบนไม่มีสัน แต่งหน้าต้องไฮไลท์งัดดั้งตลอด หนูต้องทำยังไงบ้างคะคุณหมอ

ปัญหาที่น้องมีนกังวลคือ ปลายจมูกใหญ่ ด้านบนไม่มีสัน ทำให้การแต่งหน้าแต่ละครั้ง ใช้เวลานานมาก กว่าจะออกจากบ้านได้หลังจากเข้าปรึกษาคุณหมอบิ๊ก นพ.อำนาจ รัตนวิภาพงศ์ แห่ง Emma Clinic นั้น คุณหมอถามก่อนเลยว่าเราชอบจมูกแบบไหน มีตัวอย่างจมูกที่เราต้องการหรือไม่ แล้วก็ให้คำแนะนำอย่างดีมาก โดยบอกปัญหาของจมูกน้องมีน คือ มีปุ่มกระดูกที่นูนขึ้นมาบริเวณสันจมูกหรือฮัมพ์ ก็ต้องตะไบบริเวณฮัมพ์ออก แล้วเติมความคมของสัน พร้อมกับยืดปลายจมูกขึ้นหุ้มด้วยซิลิโคนแล้วก็ล้อมด้วยเนื้อเยื่อเทียม ปลายจมูกก็จะดูพุ่งขึ้นและเล็กลง ตรงนี้ก็สามารถแก้ปัญหาที่น้องมีนกังวลอยู่ได้

Emma 4

เสริมจมูกก็เหมือนผ่าตัด ต้องเจ็บแน่ๆ เลย ไม่รู้กี่วันถึงจะหาย          

โอยยย…..คิดแล้วก็ตื่นเต้น ระหว่างนั้นทางแพรวก็รอน้องมีนคลีนหน้า ฉีดยาชา รอสักพักให้ยาชาออกฤทธิ์ แล้วก็ลงมือทำ คุณหมอบอกว่ารอไม่นานนะครับ ประมาณ 40 นาทีก็เรียบร้อย ทางแพรวก็เดินไปซื้อของแปปเดียวเท่านั้น ที่คลินิกโทรมาบอกว่าเรียบร้อยแล้วนะคะ โอ้วมายกอด…..ยังไม่ถึง 40 นาทีเลยค่ะ ทุกคนก็เข้าไปดูผลลัพธ์กัน ปรากฏว่า น้องมีนแทบไม่มีรอยช้ำเลย และรูปหน้าก็เปลี่ยนไป จมูกใหม่ดูละมุนมากๆ แบบผ่าเสร็จปุ๊ป สวยปั๊บ ที่สำคัญน้องมีนบอกว่าไม่เจ็บเลย รู้สึกแค่ตอนฉีดยาชาแปปเดียว (ในใจมีนก็กลัวว่ามันต้องเจ็บบ้างแหละนะ) ทางเรานี่อยากจะบุ๊คคิวคุณหมอเป็นรายต่อไป หลังจากนั้นคุณหมอก็พาไปฉายแสงลดบวม พร้อมบอกวิธีการดูแลตัวเองต่างๆ ตามขั้นตอน และยังมีคู่มือปฏิบัติตัวหลังการเสริมจมูกให้อีกด้วย

Emma 5

ความรู้สึกหลังทำจมูก

“สวยกว่าตัวอย่างที่มีนให้คุณหมอดูอีกค่ะ” ตอนแรกคิดว่า การใส่ซิลิโคนมันจะดูเป็นแท่งตรงๆ แต่พอมีนทำออกมาแล้ว มันดูเป็นสโลปสวยเลย ทรงดูสวยเป็นธรรมชาติมาก หลังจากทำวันแรกก็จะบวมบ้างนิดหน่อย บริเวณหน้าแก้มและหว่างคิ้ว รู้สึกปวดๆ บ้างหลังหมดฤทธิ์ยาชา แต่ตื่นมาก็หายเป็นปกติ บวมช้ำถือว่าน้อยมากๆแถมคุณหมอบิ๊กใจดี ให้คำปรึกษาแบบละเอียดก่อนทำว่าจะทำยังไงบ้าง ตอนนี้คนรอบตัวทักกันเยอะมาก จมูกสวย ดูเข้ากับหน้า ทรงเป็นธรรมชาติมาก มันเกิดกว่าที่มีนคาดหวังอีก

Emma 6

“ใครที่ยังลังเลอยากเสริมจมูก มีนแนะนำเลยนะคะที่ Emma Clinic ทรงจมูก สวย เป๊ะ ทุกเคสแน่นอนค่ะ”

สามารถตามไปรับคำปรึกษาดีๆ จากคุณหมอ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมจาก Emma Clinic ได้เลยที่ เว็บไซต์ www.emmaclinicthailand.com หรือเฟซบุ๊ก EMMA Clinic

เท่ง เถิดเทิง

อั้ม-อนันดา ชี้ชะตา เท่ง เถิดเทิง ทำหนังต่อหรือพอแค่นี้ ย้ำสัมพันธ์ ส้มเช้ง ดีเหมือนเดิม

หวนกลับมาลุยงานหนังอีกครั้งในรอบ 8 ปี สำหรับนักแสดงตลกชื่อดัง เท่ง เถิดเทิง นอกจากนั่งแท่นผู้กำกับในเรื่อง “ทิดน้อย 2565” แล้ว เจ้าตัวยังร่วมแสดงนำประกบนางเอกเบอร์1 อย่างสาว อั้มพัชราภา ไชยเชื้อ  และ หนุ่ม อนันดา เอเวอริ่งแฮม อีกด้วย

เท่ง เถิดเทิง 

อั้ม-อนันดา ชี้ชะตา เท่ง เถิดเทิง ทำหนังต่อหรือพอแค่นี้ ย้ำสัมพันธ์ ส้มเช้ง ดีเหมือนเดิม

 

เท่ง เถิดเทิง

สำหรับภาพยนตร์ทิดน้อย 2565 เราอยากจะเห็นคนหัวเราะทั้งน้ำตา เป็นความท้าทายที่เราอยากทำให้ได้ เพราะค่าตัวน้องอั้ม สร้างหนังได้ 1 เรื่อง ค่าตัวอนันดาซื้อคอนโดแถวทองหล่อได้ 1 หลัง  รวมทั้งรถด้วย ส่วนค่าตัวผมปลูกกระท่อมได้ 1 หลัง แต่ก็สู้เต็มที่เพื่อให้งานออกมาดีที่สุด เอาน้องเขามาแล้ว ภาพลักษณ์หนังก็ต้องดีด้วย

เท่ง เถิดเทิง

ตอนแรกรู้สึกกดดันว่าจะติดต่อน้องได้หรือเปล่า พอเขารับเล่น ทุกอย่างมันเปิดหมดเรามองเห็นภาพว่าจะทำยังไงต่อ แล้วน้อง เล่าให้ฟังว่าพออ่านบทแล้วเขาขำ เรื่องเดินเร็ว มีมุกสอดแทรกตลอด ซึ่งอั้มน่ารักมาก เขาจะให้คนมาติวเรื่องตลก เราก็บอกว่าไม่ต้องกังวล เดี๋ยวพี่วางจังหวะให้เอง ลอยกระทงนี้จะเห็นอั้มในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนแน่นอน

ผมตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ อยากให้คนไทยหายเครียด เรื่องนี้ผมให้ทุกคนตัดสิน ถ้าผมทำไม่ถูกใจท่าน ผมก็คิดว่าจะเล่นรายการอย่างเดียว จะไม่เล่นหนัง จะไม่กำกับหนังแล้ว ผมกล้าการันตี และมั่นใจกับเรื่องนี้มาก เพราะได้น้องอั้มกับน้องอนันดามาร่วมงาน ทุกอย่างต้องแฮปปี้หมด อยากเห็นคนไทยยิ้ม หัวเราะทั้งน้ำตาไปกับทิดน้อย 2565” ครับ

เท่ง เถิดเทิง

ส่วนลูกชายโหวงเฮ้ง ก็มาดูว่าพ่อทำงานยังไง อีกอย่างเขาก็เรียนภาพยนตร์จากเมืองนอกมา มีอะไรก็จะถามเขาบางทีมีภาพยนตร์อะไรใหม่ เขาก็เอามาบอกพ่อ

เท่ง เถิดเทิง

สำหรับข่าวดราม่าที่ว่าส้มเช้ง สามช่าไม่ได้มาร่วมงานบวชลูกชายผม อันนี้ไม่รู้เรื่องเลย มีข่าวเหรอ บอกตรง ว่าผมเป็นคนไม่ดูมือถือ หยิบมือถือทีก็เมื่อมีคนโทรมาหรือเรามีธุระฉะนั้นข่าวนี้ผมยังไม่รู้เรื่องเลย แล้วก็ไม่ได้มีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องด้วย

เท่ง เถิดเทิง

ตอนนี้อยากให้ทุกคนแฮปปี้ มีความบันเทิงกับหนังทิดน้อยดีกว่า เพราะผมไม่รู้เรื่องจริงๆ

เท่ง เถิดเทิง

ทุกวันนี้ผมอยู่บ้านสวนกับภรรยาสองคนเอง แล้วก็อะไรที่ไม่สบายใจกับพ่อกับสามี เขาจะไม่พูดเลยนะ ไม่ให้เรารับรู้เรื่องอะไรไม่ดี แล้วเราเป็นคนไม่อ่านข่าว ไม่ดูอะไรเลย ลูกผมบวชก็สึกมาตั้งนานแล้วนะ ถ้ารู้เรื่องแล้วค่อยว่ากัน กับส้มเช้ง โห…เราก็เป็นพี่น้องกัน ไม่มีอะไรหรอกครับ


ภาพจาก @somcheng_3cha99 ,@akp_psw

รอยปื้นสีน้ำตาลหรือดำบนเล็บ อาจส่งสัญญาณเตือน “มะเร็งผิวหนัง” ชนิดเมลาโนมา

จากกรณีที่มีหญิงสาวคนหนึ่งโพสต์คลิปวิดีโอแสดงภาพเล็บของเธอมีเส้นหนาๆ สีดำหรือสีน้ำตาลคล้ายกระหรือรอยฟกช้ำปรากฏขึ้นในแนวตั้งบริเวณหน้าเล็บนั้น ทางกรมการแพทย์ โดยสถาบันโรคผิวหนัง แนะให้สังเกตความผิดปกติ เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของ มะเร็งผิวหนัง ชนิดเมลาโนมาบริเวณเล็บ (nail melanoma) ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง

รอยปื้นสีน้ำตาลหรือดำบนเล็บ อาจส่งสัญญาณเตือน “มะเร็งผิวหนัง” ชนิดเมลาโนมา บนเล็บ

โดยกรณีของหญิงสาวที่โพสต์คลิปวิดีโอแสดงภาพเล็บของเธอมีเส้นหนาๆ สีดำหรือสีน้ำตาลคล้ายกระหรือรอยฟกช้ำปรากฏขึ้นในแนวตั้งบริเวณหน้าเล็บนั้น เข้าได้กับลักษณะที่เรียกว่า longitudinal melanonychia โดยบางครั้งอาจมาด้วยลักษณะเล็บเป็นเส้นขีด หรือปื้นสีน้ำตาลตามแนวยาวของเล็บจากโคนจนถึงส่วนปลายสุดของเล็บ สีมีความแตกต่างกันตั้งแต่สีน้ำตาลอ่อนไปจนถึงสีน้ำตาลเข้มหรือสีดำ อาจมีสีสม่ำเสมอ หรือไม่สม่ำเสมอ ขนาดเป็นได้ตั้งแต่ขีดเล็กๆ ไม่ถึง 1 มิลลิเมตร ไปจนถึงปื้นสีดำทั้งเล็บ อาจมีแค่เส้นเดียว หรือหลายเส้นก็ได้ ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าว โดยกรณีมีเส้นเดียวอาจมีสาเหตุมาจากการเป็นไฝบริเวณโคนเล็บ เป็นต้น

สำหรับกรณีที่มีเส้นหลายเส้นมักมีสาเหตุมาจากการกระตุ้นการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสีให้ทำงานผิดปกติเช่น การทำให้เกิดการได้รับบาดเจ็บบริเวณเล็บ ยาบางชนิด เช่น zidovudine ยาเคมีบำบัด หรือโรคบางชนิด เป็นต้น รวมถึงอาจพบได้เป็นปกติในคนที่มีผิวสีคล้ำอีกด้วย ถึงแม้ว่าสาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้เกิดเล็บเป็นเส้นสีน้ำตาลนั้นมักจะไม่ใช่โรคร้ายแรงที่ก่อให้เกิดอันตราย แต่อย่างไรก็ตามบางครั้งอาการดังกล่าวอาจเป็นอาการแสดงของมะเร็งผิวหนังได้เช่นเดียวกันดังที่ปรากฏในข่าว

"มะเร็งผิวหนัง" ชนิดเมลาโนมา บนเล็บ 1

มะเร็งผิวหนัง ชนิดเมลาโนมา บริเวณเล็บ (nail melanoma) พบได้ไม่บ่อย แต่มีความรุนแรง ดังนั้น จึงเป็นโรคที่ควรได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและรวดเร็ว เพื่อลดโอกาสเสี่ยงของการกระจายของเซลล์มะเร็งไปที่ต่อมน้ำเหลืองและบริเวณอื่นๆ ของร่างกาย การวินิจฉัยอาศัยการตัดชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา

สำหรับอาการแสดงที่ทำให้สงสัยว่าอาจจะเป็นมะเร็งเช่น เส้นสีน้ำตาล หรือดำบริเวณเล็บที่มีขอบเขตไม่ชัดเจน สีไม่สม่ำเสมอ มีขนาดใหญ่มากกว่าหรือเท่ากับ 3 มิลลิเมตร พบอาการแสดงอื่นๆ นอกจากเส้นสีน้ำตาลที่เล็บร่วมด้วย เช่น มีการเปลี่ยนแปลงของผิวเล็บ มีเม็ดสีกระจายผิดปกติที่ขอบเล็บ (Hutchinson’s sign) มีแผล มีก้อน หรือเลือดออกง่ายเป็นต้น

โดยเฉพาะในคนที่เริ่มมีอาการครั้งแรกในวัยกลางคน หรือในวัยสูงอายุ ร่วมกับมีประวัติครอบครัวของการเป็นมะเร็งชนิดนี้มาก่อน ให้สงสัยว่าอาจจะเป็นมะเร็งได้ ดังนั้นกรณีที่พบเส้นสีน้ำตาลที่เล็บที่มีลักษณะดังที่กล่าวมาข้างต้น ควรรีบไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง


ข้อมูล : กรมการแพทย์ โดยสถาบันโรคผิวหนัง

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เช็คด่วน! 7 สัญญาณเตือน “มะเร็ง” คุกคาม

รู้จัก “โรคผมร่วงเป็นหย่อม” ที่ภรรยา ‘วิล สมิธ’ ถูกล้อเลียน

เช็คลิสต์อาหาร เมื่อเป็น “เบาหวาน” อะไรกินได้-กินไม่ได้

 

 

นายพลดอลล่าร์

นายพลดอลล่าร์ บริจาคไตให้ คุณหญิงแมงมุม ขอสู้ด้วยรักแท้และศรัทธาอันแรงกล้า

ยังคงทำหน้าที่สามีที่แสนดีมาโดยตลอด สำหรับ นายพลดอลล่าร์ พล..พัชร รัตตกุล ที่คอยเป็นกำลังใจและอยู่เคียงข้างคุณหญิงแมงมุม ม.ร.ว.ศรีคำรุ้ง ยุคล รัตตกุล ผู้เป็นภรรยาคู่ชีวิต ล่าสุดเจ้าตัวเตรียมที่จะบริจาคไตให้คุณหญิงแมงมุม หวังแค่ภรรยามีความสุขมากขึ้น

 นายพลดอลล่าร์

นายพลดอลล่าร์ บริจาคไตให้ คุณหญิงแมงมุม ขอสู้ด้วยรักแท้และศรัทธาอันแรงกล้า 

 นายพลดอลล่าร์

โดย นายพลดอลล่าร์  ได้โพสต์ภาพและข้อความผ่านอินสตาแกรมว่าวันนี้มาทำkidney matching เพื่อจะบริจาคไตข้างหนึ่งให้ภรรยา เเมงมุมไม่ยอมเอา เพราะเป็นห่วงว่าเราจะเหลือไตข้างเดียว หารู้ไม่ว่ามันคือสิ่งเล็กน้อยที่สุด ที่เราสามารถจะทำได้เพื่อเขา อย่าว่าเเต่ไตเลย ถ้าให้ตาได้เราก็จะให้

 นายพลดอลล่าร์

มันผิดตรงไหนถ้าเราอยากจะทำอะไรให้คนที่เรารักให้เขาได้มีอาการที่ดีขึ้น ถึงเเม้ว่าเขาจะมีความสุขขึ้นมาเพียงเเต่เล็กน้อยก็ยังดี ปัญหาตอนนี้อยู่ที่ไตของเราที่มันอายุ 60 ปีเเล้ว มันจะสู้ไตที่ได้รับการบริจาคจากคนที่มีอายุน้อยกว่าไม่ได้โดยธรรมชาติ

 นายพลดอลล่าร์

เเต่ยังไงเราก็ยังอยากให้เเมงมุมได้ใช้ไตของเรา เพราะเราเชื่อในศรัทธาเเละในความรักเเละความยอมรับใช้ในการทำงานของไตตัวเองมากกว่าไตที่ได้จากการบริจาคจากคนที่ไม่รู้จัก

 นายพลดอลล่าร์

ความคิดนี้อาจจะไม่มีเหตุผลเพียงพอทางวิทยาศาสตร์ เเต่ก็เป็นความรู้สึกอันเเรงกล้าที่ผมมีความเชื่อเช่นนั้น ว่าเป็นหน้าที่เเละความรับผิดชอบของคนเป็นสามีเป็นอันดับแรก

 นายพลดอลล่าร์

เเม้กระทั่งญาติของเเมงมุมเอง ซึ่งผมเชื่อว่าหลายคนพร้อมที่จะบริจาคไตให้ เเต่เอาเข้าจริงการเสียอวัยวะสำคัญไป 1 ชิ้น ไม่ใช่เรื่องขายของ ไหนจะครอบครัวลูกเมีย/สามีของเขาอีกที่จะต้องเป็นห่วงในความปลอดภัยของผู้บริจาค

 นายพลดอลล่าร์

ตอนนี้ผมก็ได้แต่หวังว่าเเมงมุมจะยอมใช้ไตของผม เพื่อที่จะได้รับการปลูกถ่ายที่เร็วที่สุดเพื่อที่จะได้กลับมามีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิมและสามารถใช้ชีวิตได้ไม่ด้อยไปกว่าคนปกติ เราสองคนจะต่อสู้ต่อไปตราบใดที่เรายังหายใจอยู่ เเละจะไม่หมดความหวังครับ

 นายพลดอลล่าร์

ขอขอบพระคุณในน้ำใจ ความเมตตา เเละกำลังใจที่ทุก ท่านได้กรุณามอบมาให้เราสองคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเเมงมุมมาโดยตลอดครับ มันมีความหมายต่อเราทั้งสองมากครับ

ทั้งนี้หลังจากที่นายพลดอลล่าร์ โพสต์ข้อความดังกล่าวลงในอินสตาแกรม ก็มีคนเข้ามาคอมเมนต์ให้กำลังใจ ด้วยความซาบซึ้งในความรักที่ทั้งคู่มีให้แก่กันเป็นจำนวนมาก

 


ภาพและข้อมูลจาก @dollar_rattakul 

 

จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา

ชีวิตท็อปฟอร์มของ ‘จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา’

วันนี้ คงมีน้อยคนที่จะไม่รู้จัก ‘ท๊อป-จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา’  ผู้ก่อตั้งและ Group CEO บริษัทบิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด

ต่อให้ไม่รู้จักคริปโตเคอร์เรนซี่ ก็ต้องเคยเห็นใบหน้าของเขาอยู่ตามบิลบอร์ดใหญ่ทั่วเมืองกรุง แพรว ขอย่อโปรไฟล์ของเขาสั้นๆ ตรงนี้ว่า

ในวัย 23 ปี เขาเปิดบริษัทเกี่ยวกับบิทคอยน์ครั้งแรก ในวันที่คนยังมองบิทคอยน์เป็นแชร์ลูกโซ่

เขาผ่านมาแล้วทั้งการล้มลุกคลุกคลาน การต่อสู้ทางความคิดกับครอบครัว กับหน่วยงานกำกับการดูแลของภาครัฐและกับสังคม โดยไร้ซึ่งที่ปรึกษา เพราะสิ่งที่เขาทำนั้นไม่มีใครเข้าใจ หรือเคยทำมาก่อน

หลายครั้งที่ทั้งกลัว ทั้งท้อ และเสียน้ำตา แต่เขาไม่เคยหยุดทำในสิ่งที่เชื่อ…

ในวัย 32 ปี Bitkub บริษัทที่สองที่เขาก่อตั้งมาสามปี สามารถปิดดีลยักษ์กับ SCBS ส่งให้มูลค่าบริษัททั้งหมดสูงถึง 35,000 ล้านบาท จนขึ้นแท่นเป็น ‘ยูนิคอร์น’ (ธุรกิจ Startup ที่มีมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านเหรียญ USD) ตัวที่สาม (ต่อจาก Flash Express และAscend Money) ของประเทศไทยได้สำเร็จ ในเดือนพฤศจิกายนปี 2021

จนถึงวันนี้แทบไม่มีใครไม่รู้จักเขา ท๊อปกลายเป็นไอดอลของคนรุ่นใหม่ ที่ถูกประสบการณ์เคี่ยวกรำและกดดันอย่างหนักจนเกินวัย แพรว จึงขอคุยกับเขาในแง่มุมชีวิตและการทำงานของคนรุ่นใหม่ ที่คิดต่าง เป้าหมายชัด มุ่งมั่นพัฒนาตัวเองและองค์กรไปอย่างไม่หยุดยั้ง จนไม่มีอุปสรรคไหนหยุดเขาได้ และกลายมาเป็น Top of the Top

ชีวิตท็อปฟอร์มของ ‘จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา’

จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา

ถ้าให้แบ่งชีวิตของคุณท๊อปออกเป็นเฟสเหมือนธุรกิจ จะแบ่งออกเป็นกี่ช่วง แต่ละช่วงให้คำนิยามว่าเป็นแบบไหนคะ

“อืม.. คำถามยากนะ (นิ่งคิด) ผมว่าชีวิตผมแบ่งออกเป็น 3 เฟสใหญ่ๆ เฟสแรกคือ ไร้กรอบ เกเร ไม่สนใจการเรียน มีเรื่องกับเพื่อนตลอด ไม่ทำตามกฎระเบียบ โดนครูตีทุกวัน มีเรื่องบ่อยจนเคยเกือบโดนไล่ออก ไม่เรียนหนังสือ ตอนนั้นรู้อย่างเดียวว่าชอบเล่นฟุตบอล ก็เล่นทุกวันจนเก่งได้เป็นกัปตันทีม คือผมเป็นประเภทถ้าชอบอะไรก็ชอบมากและจะโฟกัสอยู่อย่างเดียว ไม่สนใจอย่างอื่น แล้วก็ rebel (ขบถ) ไม่ชอบทำตามระบบระเบียบใคร ถ้าไม่พอใจอะไรก็จะสร้างลัทธิใหม่เป็นของตัวเองไปเลย อย่างเล่นฟุตบอลแล้วขัดใจกัน ก็หาลูกบอลใหม่แล้วตั้งทีมเอง ชวนเพื่อนย้ายทีมมา เป็นระบบที่เราสร้างเอง สุดท้ายคุณแม่ทนไม่ไหว จึงส่งผมกับน้องไปเรียนต่อที่นิวซีแลนด์ หวังว่าการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมจะช่วยดัดนิสัยให้ตั้งใจเรียน แต่ผมก็ยังเหมือนเดิม

“ชีวิตมาเปลี่ยนตอนเฟสสอง คือตอนที่จบ year 13 จากนิวซีแลนด์ (มัธยมปีที่ 6) เป็นเฟสที่ผมกลับมาอยู่ในกรอบขั้นสุด คือเปลี่ยนเป็นเด็กเนิร์ดไปเลย สาเหตุเพราะเกรดแย่จนเข้ามหาวิทยาลัยในไทยไม่ได้ จึงลองดูมหาวิทยาลัยที่อังกฤษ โดยเลือกตามทีมฟุตบอลที่ชอบ คือมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ (The University of Manchester) เพราะผมชอบแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เขาเป็นทีมที่ชนะมาตลอดในยุคนั้น แล้วก็เลือกเรียนด้านเศรษฐศาสตร์ เพราะรู้เรื่องที่สุด คือไม่ได้คิดอะไรไกลเลย ไม่รู้หรอกว่าโตขึ้นมาจะทำอะไร

“พอเข้ามหาวิทยาลัยได้ ชีวิตก็เปลี่ยนเลย ด้วยความที่รู้สึกแย่ว่าเข้ามหาวิทยาลัยที่อยากเข้าไม่ได้ จึงตั้งเป้าหมายไว้ว่า จบจากนี้แล้ว จะต้องเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยระดับท็อปให้ได้ พยายามอ่านหนังสือทุกวันๆ ละ 10-12 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งพอเป้าหมายชัด ทุกเรื่องในชีวิตประจำวันก็เปลี่ยนตาม เพื่อนที่คบ บทสนทนาที่คุย สิ่งที่ทำ ไม่แคร์แฟชั่น ไม่สนใจปาร์ตี้ ไม่อยากมีแฟน อ่านหนังสือกับคุยเรื่องการเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัยดังๆ เท่านั้น สุดท้ายผมจึงจบมาแบบได้เหรียญทองของเหรียญทอง คือผมเรียนด้าน economics (เศรษฐศาสตร์) ซึ่งอยู่ในดีพาร์ทเมนต์ของ Social Sciences โดยในดีพาร์ทเมนต์นี้มีหลายภาควิชา เช่น Accounting, Finance, Business Administration ผมได้เหรียญทองทั้งของภาควิชาเศรษฐศาสตร์และเหรียญทองของทุกภาควิชาในดีพาร์ทเมนต์นี้รวมกัน เป็น top ของ top อีกที

          “หลังจากนั้น ผมจึงไม่ใช่ตัวเลือกอีกต่อไป แต่ผมเป็นฝ่ายเลือกมหาวิทยาลัยที่อยากเข้าเรียนปริญญาโท เพราะผมได้การตอบรับจากทุกมหาวิทยาลัยระดับท็อป แต่ผมเลือกมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (University of Oxford) เพราะตอนนั้นผมมี คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีขณะนั้น เป็นไอดอล คุณอภิสิทธิ์จบเศรษฐศาสตร์จากออกซ์ฟอร์ด จึงฝังใจว่าอยากเรียนคอร์สเดียวกับคุณอภิสิทธิ์ให้ได้

จากเด็กเกเร สู่การได้เหรียญทอง และได้เข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยระดับโลก ที่บ้านว่าอย่างไรคะ

“คุณพ่อคุณแม่ตื้นตันจนไม่รู้จะพูดอย่างไร ผมจำได้เลยว่าผมส่งจดหมายจากทุกมหาวิทยาลัยที่ตอบรับผมกลับมาให้ท่านที่เมืองไทย เพื่อเซอร์ไพรส์ วันนั้นคุณพ่อกำลังขับรถ ส่วนคุณแม่นั่งข้างๆ แล้วเปิดจดหมายอ่าน ปราฏช็อคกันทั้งคู่ แล้วผมก็เขียนจดหมายระบายความในใจไปด้วยว่า ผมเสียสละ ไม่ใช้ชีวิตแบบวัยรุ่น อ่านหนังสือทุกวัน เพราะปมในใจตอนไม่มีที่เรียน แล้วหวังว่า วันหนึ่งมหาวิทยาลัยจะเลือกท๊อป แต่วันนี้เป็นท๊อปแล้วที่เป็นฝ่ายเลือกพวกเขา แค่นั้นแหละคุณแม่บอกจอดรถก่อนแล้วก็ร้องไห้ใหญ่เลย รุ่งขึ้น คุณแม่แจกเสื้อฟรีให้กับลูกค้าที่เข้าร้านทุกคน คือท่านดีใจมากจนไม่รู้จะระบายออกยังไง (ยิ้ม)

ตัดภาพมาที่ออกซ์ฟอร์ด พออยู่มหาวิทยาลัยที่เลือกได้ ชีวิตเป็นอย่างไรคะ

“หนักกว่าเดิม เพราะนักเรียนที่นั่นคือเบอร์หนึ่งจากทุกประเทศมารวมกัน มีทั้งเด็กเคมีโอลิมปิกส์ มีเด็กอัจฉริยะที่ออกทีวีตั้งแต่เด็ก ผมเองไม่ชอบการแข่งขัน แต่คอร์สที่นั่นใช้ระบบ Curving system ถ้ามีคนหนึ่งทำได้ดีกว่าทั้งหมด เราอาจจะตกก็ได้ จึงบังคับให้ต้องแข่งขัน แล้วปริญญาโทที่ผมเรียนนั้น เรียกว่า MPhil (Master of Philosophy, Economics) อยู่กึ่งกลางระหว่างปริญญาโทกับปริญญาเอก จึงต้องเรียน 2 ปี จากปกติปีเดียว ส่วนอาจารย์ที่สอนก็ได้รางวัลโนเบล เป็นคนคิดสูตรต่างๆ ให้คนทั่วโลกเรียน ซึ่งข้อเสียคือ สมองเขาเร็วกว่าคนอื่น จึงถ่ายทอดได้ไม่ดี เรื่องที่เขาสอนแค่ 1-2 บรรทัด ผมต้องออกไปทำความเข้าใจเอง 8 ชั่วโมง

“ยิ่งตอนเข้าห้องสอบครั้งแรก จำได้ว่าก่อนนั้น ผมอ่านหนังสือชนิดหนักที่สุดในชีวิต อ่านทุกวันอยู่ 1 ปี ไม่ไปไหนเลย แต่เปิดกระดาษข้อสอบมา มีคำถามอยู่ 3 ข้อ ที่ผมตอบไม่ได้เลย งงมาก (เสียงดัง) เหมือนไม่เคยอ่านหนังสือมาก่อน ตอนนั้นรู้สึกเหมือนเส้นเลือดในหัวจะระเบิด โมโหตัวเองว่า รู้อย่างนี้ไปเที่ยวดีกว่า จะอ่านหนังสือทำไม พอตั้งสติได้ก็ได้ยินเสียงถอนหายใจดังลั่นห้อง คือทุกคนก็ทำไม่ได้เหมือนกัน สุดท้ายผมใช้วิธีกาคำถามในข้อสอบทิ้ง แล้วเขียนคำถามใหม่ 1 ข้อ จากนั้นใช้ข้อมูลจากทุกอย่างที่อ่านตลอด 1 ปี ออกมาตอบให้หมด ให้รู้ว่าเราอ่านมานะ โชคดีว่าสุดท้ายผมจบมาได้แบบเส้นยาแดงผ่าแปด”

หลังเรียนจบมหาวิทยาลัยระดับโลกแล้ว ทำอะไรต่อคะ

          “พอเรียนจบ เพื่อนส่วนใหญ่ที่จบมหาวิทยาลัยนี้มักไปอยู่สถาบันการเงินระดับท็อปของโลก แต่ผมเข้าสู่เฟสสามคือ คิดต่างว่า ถ้าไปอยู่องค์กรใหญ่ เราคงได้ทำแต่งานเล็กๆ ไม่ได้เห็นภาพใหญ่ ผมจึงเลือกไปทำงานที่สถาบันการเงินเล็กในเมืองจีน เพราะเขาเปิดประเทศมา 20 ปีแล้ว กำลังบูม ซึ่งผมได้ลองทำทุกอย่าง แล้วก็อยู่กับหุ้น pink sheet (หุ้นที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์) ซึ่งไม่มีข้อบังคับ หรือการกำกับดูแลเลย ดังนั้นหุ้นจะขึ้นที 20-30 เปอร์เซ็นต์ ก็ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ก็มี ซึ่งระหว่างที่ทำอยู่ที่นั่นจึงได้ไปเจอกับบิทคอยน์ ที่จู่ๆ ราคาก็พุ่ง 10,000 เปอร์เซ็นต์ เราสงสัยว่าคืออะไร ทำไมเร็วขนาดนี้ ขึ้นสูงกว่าพิงค์ชีทอีก ถามเพื่อนก็ไม่มีใครรู้ จึงหาข้อมูลเพิ่มเติม จนไปเจอบล็อคของ “มาร์ค แอนเดอร์สัน” ที่เขียนเล่าว่า Why Bitcoin Matters และได้เห็นอีกมุมหนึ่งว่า บิทคอยน์จะมาเปลี่ยนแปลงโลกการเงินอย่างไร ก็รู้สึกสนใจทันที

          “หลังจากนั้นผมเริ่มอึดอัดกับการทำงานในองค์กร รู้สึกทำอะไรก็ติดขัดต้องรอหัวหน้า รอเจ้าของบริษัทให้คำตอบ สุดท้ายจึงออกมาค้นหาตัวเอง ลองทำด้านอื่นๆ บ้าง ไปเป็น consulting ที่ซานฟรานซิสโกอยู่ช่วงหนึ่ง มีโอกาสได้ไปทำงานที่ฟิลิปปินส์เลยเจอเพื่อนที่นั่น จึงได้รู้จักกับคำว่า entrepreneurship ว่าการเป็นเจ้าของกิจการคืออะไร เดิมที่เคยคิดว่าจะทำงานไต่เต้าไปในองค์กรก็เปลี่ยนมาสนใจการทำสตาร์ทอัพ รู้สึกว่าเหมาะกับตัวเรามากกว่า อย่างที่บอกว่า ผมค่อนข้างขบถมาตั้งแต่เด็ก ไม่ตามคนอื่น แต่ชอบเซ็ตกฎของตัวเองขึ้นมา ซึ่งตอนนั้นเราไม่รู้ตัวหรอก แต่พอมองย้อนกลับไปก็เข้าใจ จึงเปลี่ยนมาทำบริษัทเกี่ยวกับบิทคอยน์ โดยบริษัทแรกเป็นศูนย์การซื้อขายบิทคอยน์ ชื่อ coins”

ประสบการณ์การเป็นเจ้าของกิจการครั้งแรกในวัยยี่สิบต้นๆ เป็นอย่างไรคะ

“ผมเป็น CEO ครั้งแรกในวัย 23 ปี คำว่า CEO ในที่นี้ หมายถึง Chief Everything Officer (หัวเราะ) คือทำเองทุกอย่าง ตั้งแต่จดทะเบียนบริษัท ทำบัญชี process operation การตลาด ทำมาแล้วทุกตำแหน่ง ทุกข์ทรมานมาก แต่ทำให้ผมรู้ทุกด้านของการทำบริษัทแบบลงลึก มีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เก่าๆ 1 เครื่อง โต๊ะเก้าอี้ที่ญาติบริจาคให้ ออฟฟิศคือชั้นลอยในร้านเสื้อผ้าที่ประตูน้ำของคุณพ่อคุณแม่ ส่วนการทำงาน ผมใช้วิธีสร้างแค่หน้ากากเว็บไซต์ แล้วไปใส่ลิงค์ไว้ตามกรุ๊ปต่างๆ ของเฟสบุ๊ค เพื่อให้คนคลิกลิงค์เข้ามา พอเขากดซื้อ เราก็แอบไปซื้อบิทคอยน์จากเว็บอื่นมาให้ เรียกว่าทั้งบริษัทมีแต่หน้ากาก ไม่มีเทคโนโลยีอะไรเลย กินค่าต่างอย่างเดียว ไม่นานแบงค์ชาติก็ส่งจดหมายเตือนแบงค์พานิชทั่วประเทศว่าบิทคอยน์อาจเป็นแชร์ลูกโซ่ มูลค่าอาจเหลือ 0 ได้ไม่นาน อย่าไปยุ่ง คุณพ่อเห็นจดหมายก็ทะเลาะกับผม ช่วงนั้นก็มีท้อ มีน้ำตา แต่ผมไม่ชอบแพ้ ผมเชื่อในสิ่งที่ทำและเชื่อว่า บิทคอยน์จะมาเปลี่ยนแปลงโลก ก็เลยยืนยันทำต่อ

“ผมทำคนเดียวอยู่พักใหญ่ ก่อนจะได้พนักงานมาช่วย 2 คน ซึ่งก็คือลูกพี่ลูกน้อง เพราะจ้างใครก็ไม่มีใครมา พอผ่านไปสิบเดือนก็มีเงินเก็บราว 6-7 แสนก็ย้ายจากชั้นลอย ไปใช้ออฟฟิศที่ co-working space แถวเอกมัย แล้วจ้างคนเพิ่มเรื่อยๆ จนมีทีมประมาณ 9-10 คน สักพักก็โดน ปปง. (สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน) ส่งจดหมายมาเรียกตัวไปสอบสวน ผมนี่มือสั่นเลย พอให้คุณพ่อดูท่านถามว่า ทำไมครอบครัวเราต้องเสี่ยงขนาดนี้ ทำไมต้องเอาขาข้างหนึ่งไปไว้ในตะราง ปิดบริษัทเดี๋ยวนี้ แต่ผมยังยืนยันว่าบิทคอยน์จะมาเปลี่ยนแปลงโลก ตอนนั้นโทรไปปรึกษาเพื่อนที่จบจากมหาวิทยาลัยดังๆ ด้านกฎหมาย พอเขารู้ว่าเป็นเรื่องบิทคอยน์ แม้ผมจะมีเงินจ่าย แต่ไม่มีใครกล้ารับ เพราะตอนนั้นคนยังมองเป็นเรื่องฟอกเงิน ตลาดมืด เงินของเล่น ผมจึงหาข้อมูลไปแก้ต่างเอง ช่วงนั้น ผมทำงาน 10โมงเช้า -1 ทุ่ม พอทุกคนกลับ ผมก็แอบอยู่ออฟฟิศต่อถึงตี 3 ทุกวันอยู่ 3 เดือน เพื่ออ่านกฎหมายเรื่องการฟอกเงิน แล้วทำรีพอร์ตส่งไปให้ ปปง. เพราะแบงค์ไม่เคยมี reporting system ของบิทคอยน์ ผมต้องแก้ต่างให้ตัวเอง โดยมีคุณพ่อขับรถไปส่ง

“พอผมกลับมาจาก ปปง. พนักงานขอลาออกครึ่งบริษัท ซึ่งทำให้ผมท้อมาก อุตส่าห์สร้างทีมมาอย่างยากลำบาก เรื่องทำงานหนักจนไม่ได้พักผมเฉยๆ นะ แต่การที่ทีมแตกนี่ ผมไม่เคยเจอมาก่อน เจ็บปวดมาก บวกกับความเครียดที่ ปปง. เรียกตัว เราจะติดคุกไหม เครียดไปหมด แต่พอผ่านมาได้ก็พบว่าประสบการณ์เหล่านี้ทำให้แกร่งขึ้น จากนั้นแบงค์ชาติก็เรียกตัว ตามมาด้วยสรรพากร ตอนนี้เป็น กลต. เรียกว่าผมน่าจะมีประสบการณ์กับทุกหน่วยงานกำกับดูแลในไทยแล้ว”

ตอนนั้นอะไรที่ทำให้คุณท๊อปเชื่อว่าบริษัทจะไปต่อได้คะ

“ผมว่าคริปโตเคอร์เรนซี่คือ ทิศทางความเป็นไปของโลก บิทคอยน์และคริปโตฯ คือโลกอนาคตของการเงิน แน่นอนว่าโลกต้องเปลี่ยนแปลง แต่จากการศึกษาพบว่าทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะส่งผลต่อคนจำนวนมาก มันจะมาในแพทเทิร์นเดียวกัน คือคนจะกลัวและต่อต้าน อย่างสมัยรถยนต์ออกมาใหม่ๆ เขาให้คนถือธงวิ่งนำหน้ารถ ซึ่งไม่เมคเซนส์เลย ถ้าให้คนวิ่งนำก็วิ่งได้ช้ากว่าม้าอยู่ดี แล้วจะใช้รถทำไม หรือตอนมี Airbnb มี grab ใหม่ๆ ตอนแรกก็ผิดกฎหมาย แต่ตอนนี้ถูกแล้ว เพราะกฎระเบียบนั้นสร้างมาโดยคน แต่พอถึงวันหนึ่งสิ่งที่ถูกสร้างมาแล้วไม่สมเหตุสมผลก็ต้องเปลี่ยนไปตามโลก สุดท้ายเทคโนโลยีเหล่านั้นจะมาเปลี่ยนวงการนั้นๆ ให้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เมื่อเราเข้าใจตรงนี้ก็จะไม่กลัว ทำไมเราต้องกลัวสิ่งที่จะเป็นความจริงของโลก ผมแค่เป็นคนส่วนน้อยที่ไม่คิดตามใคร

“ซึ่งผลจากความเชื่อของผม ก็ทำให้ผมสามารถขายบริษัทแรกให้ Gojek ไป ซึ่งถือเป็นดีลที่เรียกว่าใหญ่ที่สุดในวงการสตาร์ทอัพของเอเซียนเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว ต่อมา ผมก็เปิดบริษัทที่สอง คือ Bitkub ซึ่งตอนนั้นเรียกว่าผมขี่จักรยานเป็นแล้ว เพราะทำผิดพลาดมาเยอะในบริษัทแรก จึงรู้ว่าต้องวางแผนยังไง ต้องลงทุนอะไรบ้าง เตรียมไว้หมดแล้ว พอวันหนึ่งที่บริษัทเติบโตได้ ก็สามารถไปได้ไวโดยใช้เงินน้อยมาก ระดมทุนได้ 327 ล้านบาท แต่ใช้เงินจริงๆ แค่ 117 ล้าน ก่อนที่จะกำไรนะ ซึ่งการจะสร้างบริษัทมูลค่า 4 หมื่นล้าน โดยใช้เงินแค่ 117 ล้านนี่ ถือว่ามีประสิทธิภาพมาก ปกติในอเมริกา จะสร้างบริษัทยูนิคอร์น ต้องใช้เงินอย่างน้อย 400-500 ล้าน USD แต่ผมใช้เงินแค่ 3.2 ล้าน USD เพราะผมรู้แล้วว่าต้องทำยังไง ทำมา 8 ปี เปิดมา 2 บริษัท ก็ประสบความสำเร็จทั้งสองบริษัท ซึ่งผมก็ดีใจว่าปกติสตาร์ทอัพส่วนใหญ่จะมีรอดแค่ 1 ในพันเท่านั้น ถือว่าผมโชคดี”

ตอนทำ Bitkub ช่วงไหนที่ถือว่าโหดหินที่สุด

“มีหลายเคส เคสแรกคือช่วงกัดก้อนเกลือกินจนลำบากสุดๆ คือช่วงปีที่สอง ย้อนกลับไป Bitkub ปีแรกทำเงินได้ 3 ล้าน ใช้เงินไป 40 ล้าน, ปีที่สองทำเงินได้ 33 ล้าน แต่ใช้เงินไป 50 ล้าน ถือว่ารายได้โต 1,000% เรียบร้อยแล้ว แต่ดันใช้เงินไป 50 ล้าน เพื่อวางโครงสร้างบริษัท คือผมรู้แล้วว่าต้องใช้อะไรบ้าง ก็ทำเผื่อไว้เลยเพื่อที่พอบริษัทเติบโจะได้ไปเร็ว จึงขาดทุน ซึ่งตอนปลายปีที่สองนี่หนักมาก เพราะเราเหลือเงินแค่ 2 เดือนสุดท้าย ก็ต้องปิดบริษัท เพราะเงินจะหมด ความจริงมีคนเสนอให้เงิน แต่เขาให้มูลค่าบริษัทเราน้อยกว่าที่ผมทำไว้ ผมจึงดื้อไม่รับ แล้วไปวิ่งหาเงินทุกวัน จนพนักงานตกใจว่าคุณท๊อปหายไปไหน จะได้โบนัสไหม (หัวเราะ) ตอนนั้นคิดทางเลือกไว้ 2 ทาง คือขายบิทคอยน์ให้หมดแล้วคืนเงินผู้ถือหุ้นดีไหม จะได้ไม่มีใครเจ็บตัว หรือ ขายบิทคอยน์มาแล้วนำเงินใส่เข้าไปเพื่อช่วยบริษัท แต่สุดท้ายก็มีนักลงทุนที่เชื่อใจในบริษัทเรา ให้ทุนมา 50 ล้าน โดยให้มูลค่าบริษัทสูงถึง 750 ล้านบาท (จาก 525 ล้าน) ช่วยต่อลมหายใจไปได้อีก 6 เดือน แต่ระหว่างนั้นผมก็ผลักดันจนบริษัททำกำไรได้ พอเข้าปีที่สาม บริษัททำเงินได้ 350 ล้าน จากเดิมปีก่อนที่ทำได้ 33 ล้าน เรียกว่าโตขึ้นอีกพันเปอร์เซ็นต์ โดยมีค่าใช้จ่าย 250 ล้าน เหลือกำไร 100 ล้าน ถือเป็นปีแรกที่ทำกำไรได้ ที่สำคัญ เงิน 50 ล้านที่ระดมทุนมาได้ก็ไม่ได้ใช้ เพราะหลังจากนั้นมา Bitkub ก็ทำรายได้ทะลุเป้าทุกเดือน แต่อย่างน้อยก็สบายใจว่ามี 50 ล้านติดกระเป๋าไว้ มีอะไรขึ้นมาก็ได้จ่าย

“อีกเคสคือปีที่แล้ว ถือเป็นช่วงที่ผมเครียดและเหนื่อยมากที่สุด เพราะบริษัทโต 2,000 เปอร์เซ็นต์ ในทุกด้าน แล้วพื้นฐานบริษัทเราเดิมก็ใหญ่อยู่แล้ว การที่โตขึ้นอีก 2,000 เปอร์เซ็นต์ นี่คือ ถ้าให้เปรียบเทียบ ปีที่แล้วเราทำเงินได้มากกว่าแบงค์เล็กๆ ในไทยที่เปิดมาไม่รู้กี่ปีแล้วอีก แต่เราใช้เวลาแค่ 4 ปีในการทำทุกอย่างให้ได้สเกลเท่าแบงค์ เหมือนเราขับรถยนต์ที่เหยียบ 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแล้วเครื่องจักรพัง แต่เหยียบเบรกไม่ได้ ชิ้นส่วนหลุดไปหมดแล้วยังต้องไปต่อ แล้วเราก็ไม่รู้จะไปปรึกษาใคร ในไทยไม่มีใครเคยมีประสบการณ์แบบนี้ คนเดียวที่พอคุยกันได้คือ คุณคมสัน ลี (ผู้ก่อตั้ง Flash Express) เพราะเขายิ่งกว่าผมอีก ก็เหมือนได้แชร์ความทุกข์และความคิดกัน

“ปีที่แล้วนี่เหมือนมีไฟไหม้ทุกวัน ดับไฟเรื่องนี้ได้ เรื่องใหม่มาอีกแล้ว ผมวิ่งดับไฟวุ่นไปหมด อย่างตอนที่มีลูกค้าสมัครเข้าบิทคับเยอะมากจนแพล็ตฟอร์มจะระเบิด คือวันหนึ่ง มีคนเข้ามา 45,000 ทุกวัน แต่พนักงานทั้งบริษัทมีอยู่ 200 คน แล้วคนยังเข้ามาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายเราต้องปิดการให้บริการเพราะทำทุกอย่างไม่ทันจริงๆ ตอนนั้นคนด่าทั้งประเทศว่าหายไปไหน ส่วนผมก็ออกสื่อไม่ได้เพราะขออนุญาตอยู่ กลต. ตอนนั้นเหลือวันทำงาน 5 วัน ที่ต้องอัพเกรดระบบเพื่อให้รับคนจำนวนมากได้ทั้งหมด ตอนนั้นผมบอกพนักงานว่า 5 วันนี้ ต้องทำงานให้หนักที่สุดในชีวิต คือเราต้องทำงานที่ปกติใช้เวลาทำ 6 เดือนให้จบภายใน 5 วัน ซึ่งสุดท้ายก็ยืดเยื้อไปอีก เลยต้องควักเงิน 200 ล้านให้ลูกค้าเพื่อแก้ปัญหา แต่เราก็ผ่านกันมาได้ ผมไม่รู้จะใช้คำว่าอะไร นอกจากคำว่า ปาฏิหาริย์ ผมโชคดีมากที่ทีมงานเต็มที่กับการแก้ปัญหาจนผ่านทุกวิกฤติมาได้”

คุณท๊อปพูดมาตลอดว่า อยากให้ Bitkub กลายเป็นยูนิคอร์นของไทย พอมาเดินถึงเส้นชัยจริงๆ แล้ว รู้สึกอย่างไรบ้างคะ ได้ใช้ชีวิตแบบยูนิคอร์นแล้วหรือยัง

“รู้สึก Grateful ครับ คือทั้งดีใจและขอบคุณที่สุด รู้สึกว่าชีวิตมีประโยชน์ แต่ยอมรับว่า ตอนปีใหม่ผมมองย้อนกลับไปปีที่แล้ว รู้สึกว่าเป็นปีที่เหนื่อยและผจญภัยมาก โมเมนต์เหมือนตอนเรียนจบจากออกซ์ฟอร์ด คือ เป็นหนึ่งเรื่องในชีวิตที่ฉันทำได้แล้ว แต่ถ้าให้กลับไปทำอีก คือไม่เอาแล้ว ชีวิตนี้ขอครั้งเดียวพอ ถือเป็นประสบการณ์ที่เงินซื้อไม่ได้ ในห้องเรียนก็ไม่มีสอน มันหล่อหลอมให้เราเป็นตัวเราที่แตกต่างจากคนอื่นมากๆ เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม แต่ขอทีเดียวพอนะ (ยิ้ม)

“ส่วนปีนี้ พูดตามตรง ผมยุ่งกว่าเดิม ทำงานหนักกว่าเดิม ก็ยังงงๆ อยู่ว่าจะหนักขึ้นกว่านี้ได้ยังไง เมื่อก่อนหนักแบบยังพอรับไหว อย่างที่ผ่านมาสื่อไหนขอสัมภาษณ์หรือให้ไปพูดที่ไหน จะคนเยอะคนน้อย ผมรับหมด เพราะรู้สึกว่าเขาให้เกียรติ ทำงานไปด้วย ให้ความรู้ไปด้วย ใครฟังจะได้โชคดี แต่ทุกวันนี้ยุ่งจนผมรู้สึกว่าเวลา 24 ชั่วโมงต่อ 7 วัน ไม่พอ จึงต้องปฏิเสธไปหลายงานเลยครับ ซึ่งความจริงไม่ชิน รู้สึกผิด แต่ผมรับไม่ไหวแล้วจริงๆ มีโจทย์ใหม่มาทุกวัน ผมต้องจัดทัพใหม่ทุกสัปดาห์ อย่างล่าสุด ผมประชุมไป 5-6 วงประชุมต่อวัน ซึ่งไม่ได้ชอบ แต่ก็ไม่ได้ทุกข์ทรมาน เหนื่อยแบบภาคภูมิใจ ไม่รู้จะอธิบายยังไง เหมือนเราเสียสละเพราะมันมีความหมาย เป็นชีวิตที่มีประโยชน์ เป็น A life of service คือเพื่อสร้างฐานเงินให้กับคนมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี แค่หวังว่าปีนี้จะไม่หนักเท่าปีที่แล้ว” (ยิ้ม)

ปัจจุบันกลุ่มบริษัท Bitkub เติบโตไปถึงไหน จากบริษัทที่เริ่มต้นเพียงคนเดียว สู่พนักงานกว่าพันชีวิต คุณท๊อปต้องใช้กลยุทธ์ใดในการบริหารบ้างคะ

“ปีนี้ Bitkub มีอายุ 4 ปี นิดๆ แล้ว เราโตขึ้นมา 2,000 เปอร์เซ็นต์ แล้ว โดยทำรายได้ทั้งหมด 6,000 ล้าน กำไรสุทธิ 3,000 ล้าน พนักงานจาก 40 คน ขึ้นมาเป็น 1,600 คนแล้ว โดยปัจจุบันเรามี 9 บริษัท ส่วนใหญ่ทำเกี่ยวกับบล็อคเชนทั้งหมด  ทั้งตลาดซื้อขายคริปโตฯ, ตลาด NFT, Bitkub chain, Bitkub Academy, Bitkub Ventures ลงทุนในสตาร์ทอัพรุ่นน้อง, Bitkub M ที่เราไปพาร์ทเนอร์กับ The Mall, Bitkub World ที่พาร์ทเนอร์กับคุณวิชัย ทองแตง เปลี่ยนกลุ่มอาชีวะให้เขียนบล็อคเชนเป็น, Bitkub Tech ที่เปิดในเวียดนาม, Bitkub Infinity เป็น private fund ซึ่งอยู่ในช่วงขอใบอนุญาติ และ Bitkub Holdings อยู่บนสุด ถือ 100 เปอร์เซ็นต์  ในบริษัททั้งหมด ผมว่าเราน่าจะเป็นกลุ่มที่โตเร็วที่สุดในประเทศไทย ปีนี้ตั้งใจว่าจะเพิ่มพนักงานเป็น 2,000 คน

“ส่วนเรื่องการบริหาร ด้วยความที่ผมทำมาแล้วทุกเฟส รู้ว่าเฟสนี้ต้องทำตัวยังไง บริหารยังไง ตัดสินใจยังไง เหมือนเปลี่ยนประเภทกีฬาที่เล่นทุก 1 ปี เพราะบริษัทที่โต 1,000 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับทุก 1 ปี เราจะกลายเป็นบริษัทใหม่ การบริหารทีม 50 คน ต่างจาก 200 คน 500 คน 2,000 คน เข้าใจกฎใหม่ เปลี่ยนสกิลเซ็ตให้ได้ ก็ผ่านการเรียนรู้จากความผิดพลาดนี่แหละครับ ผมเพิ่งมารู้ทีหลังจากการอ่านหนังสือ Built to Last ของ Jim Collins เขาบอกว่า CEO มี 2 ประเภท ประเภทแรกคือคนบอกเวลา ประเภทที่ 2 คือคนสร้างนาฬิกา

“ผมเติบโตมาจากการเก็บเงินอย่างยากลำบาก ตั้งแต่ทำบริษัทแรก 10 เดือน ไม่ไปไหน  ได้เงินมา 6 แสนกว่าบาท พอจ้างพนักงานปุ๊บก็ต้องให้คุ้มสุดๆ  คือลงไป 1 บาท ต้องได้กลับมา 10 บาท ไม่อย่างนั้นบริษัทอยู่ไม่รอดครับ เราต้องบี้สุดๆ พอมาทำ Bitkub สองปีแรกนี่ถือเป็นช่วง Wartime คือต้องทำทุกอย่างให้มีกำไรเร็วที่สุด ผมจึงเป็นซีอีโอประเภทบอกเวลา เน้นคอนโทรลไปก่อน เหมือนเป็นเผด็จการ สั่งแบบไหนต้องได้แบบนั้น แต่ข้อเสียคือ พอคนที่บอกเวลาไม่อยู่ บริษัทไม่รู้จะไปต่อทางไหน

“จนพอ Bitkub เข้าปีที่ 3 ถือเป็นช่วง Rescale คือบริษัทเติบโตมหาศาล ดังนั้น ถ้าเห็นอะไรที่ไม่โอเค ผมก็จะทนไปก่อน เพราะน้ำขึ้นต้องรีบตัก เราโตประมาณ 1,000 เปอร์เซ็นต์น่ะ ถ้าจะมีอะไรไม่โอเคสัก 10 เปอร์เซ็นต์ ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมา 10 เปอร์เซ็นต์ พนักงานมี Culture Core Values ไม่เหมาะบ้าง ผมก็จะยอมปิดตาไปข้างหนึ่ง หรืออะไรที่ไม่ได้ทำเต็มที่ ผมก็จะโน้ตไว้แล้วเดี๋ยวตามคุยทีหลัง เพราะเรากำลังเติบโตมหาศาล

“ถัดมาคือช่วง Peace time หลังจากตักน้ำมาหมดแล้ว เราต้องทำอย่างไรให้บริษัทเป็น Long lasting company เผื่อว่าถ้าวันหนึ่งผมไม่อยู่ บริษัทก็ยังยิ่งใหญ่ต่อไปได้ เหมือนกับแอปเปิ้ลที่แม้ สตีฟ จ๊อบจะไม่อยู่แล้ว แต่ยังเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่อยู่ ดังนั้นเราต้องเน้นเรื่อง Core Value, Purpose, Mission, และ Vision ให้มากๆ รวมถึงกระจายอำนาจการตัดสินใจออกไปให้คนอื่นบ้าง (Decentralize decision-making) อย่างเมื่อก่อนผมมีประชุมทุกวันพุธ ที่ผมจะฟังทุกอย่างแล้วตัดสินใจเองคนเดียว ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นประชุมทุกวัน จันทร์ อังคาร พุธ โดยแต่ละวันจะมีแต่ละทีมนำ และมีซีอีโอของแต่ละบริษัทลูกมาช่วยกันออกความเห็น พอถึงวันพุธ ผมจะเข้าประชุมด้วย แต่เป็นการฟังสรุป ผมแค่รีวิวอย่างเดียว ไม่ได้ตัดสินใจเอง แต่ถ้าเรื่องไหนไม่เมคเซนส์ ผมก็มีสิทธิคัดค้านได้ ซึ่งเขาก็จะค่อยๆ เรียนรู้ว่าถ้าเรื่องไหนโดนค้านบ่อย ก็จะรู้แล้วว่าบอร์ดคิดอย่างไร ผมคิดอย่างไร จนนำไปสู่การตัดสินใจแบบเดียวกัน

“เพราะฉะนั้นมันก็จะเปลี่ยนวิธีการทำงาน เราเรียกว่า Organizational Design ในบริษัท เพื่อการสร้างนาฬิกา คราวนี้จะประชุมกันเยอะหน่อยก็ไม่เป็นไร เพราะการตัดสินใจหนึ่งครั้ง ถ้าพลาดจะเสียหายมหาศาล ยิ่งบริษัทใหญ่มากเท่าไร ผู้นำต้องตัดสินใจให้น้อยที่สุด แต่ต้องแม่นยำที่สุด และต้องกระจายอำนาจให้ถูกคน”

เป้าหมายต่อไปของ Bitkub คืออะไรคะ แล้วทำไมเราจึงตั้งเป้าไว้แบบนั้น

“Bitkub มี mission ที่ยึดมาตลอดไม่เคยเปลี่ยนคือ เราเปิดมาเพื่อมุ่งสร้างโอกาสให้มากที่สุด ซึ่งโอกาสมีหลายรูปแบบ โอกาสทางความรู้ โอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ดี ดังนั้น 9 บริษัทในกลุ่มบิทคับจะทำมาเพื่อสร้างโอกาสทั้งหมด แต่ Vision ของกลุ่มนั้น สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เดิมเราตั้งเป้าไว้ว่า จะเป็นยูนิคอร์นของประเทศไทย พอเป็นได้แล้ว เราก็เปลี่ยน Vision ใหม่ โดยมองให้ไกลกว่าเดิม คือ เราจะสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้กับ World 3.0 เพราะผมเห็นว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า การมาของเว็บ 3.0 จะทำให้เราเข้าสู่เฟส 3 ของโลก อินเตอร์เน็ตจะเป็น 3 มิติ ไม่ใช่ 2 มิติเหมือนเดิม อย่างโทรศัพท์มือถือที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้เป็น 2 มิติ คืออ่านตัวหนังสือ แชร์รูปภาพและวิดีโอ ไลฟ์สตีมมิ่งได้ พอเข้าสู่เว็บ 3.0 มันจะเป็น Hologram ผมสามารถให้สัมภาษณ์เสมือนผมนั่งอยู่ด้วยได้ แล้วเครื่องใช้ทุกอย่าง โต๊ะ เก้าอี้ ก็จะฉลาดหมด ถึงตอนนั้น เราจะเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

“ดังนั้นเราต้องมีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเพื่อรองรับไว้ คนส่วนใหญ่อาจยังไม่เห็นภาพ หรือเข้าใจว่า โครงสร้างนี้จำเป็นอย่างไรต่อสังคมหรือประเทศ แต่ผมเข้าใจ จึงต้องสร้างเตรียมไว้ ผมมองว่าจากนี้ไปเศรษฐกิจแบบ Physical คือที่เป็นอยู่นี้จะเล็กลงเรื่อยๆ แต่เศรษฐกิจดิจิทัลจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นเราต้องมีโครงสร้างที่แข็งแรงไว้รองรับ เหมือนยุคก่อนที่มีธนาคาร ตลาดหลักทรัพย์ ทางด่วน เราก็จะสร้างสิ่งเหล่านี้ในเศรษฐกิจ Digital เช่นกัน เราจึงตั้งเป้าหมายไว้เลยว่า เราจะไม่สร้างบริษัทที่เป็น Nice to have แต่สร้างบริษัทที่เป็น Must have คือจำเป็นต้องมี คือสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นของประเทศ ที่เซ็ตเป้าหมายไว้ขนาดนี้ เพราะมันต้องยิ่งใหญ่มากพอที่จะดึงคนที่เก่งไปรวมกันได้ เพราะสำหรับคนเก่ง เงินอาจไม่ใช่ประเด็นหลัก ใครก็ให้เงินได้ สิ่งที่ต่างคือบริษัทนั้นทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่แค่ไหน จะทิ้งอะไรไว้ให้สังคม ทุกคนล้วนอยากเป็นผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมในวงการ อยากโม้ให้ลูกหลานฟังว่าฉันเป็นทีมที่สร้างยูนิคอร์นของไทยนะ เราเป็นกลุ่มคนส่วนน้อยที่เห็นว่าอะไรจำเป็นในโลกอนาคต แล้วเราก็มีครบทั้ง ความรู้ ทรัพยากร เวลาที่ใช่ และกลุ่มคนที่มีความสามารถ ซึ่งไม่มีบริษัทไหนมีครบขนาดนี้นี้ ก็ต้องทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่”

จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา

ผ่านมาหลายพายุแล้ว ยังมีเรื่องอะไรในการทำงานที่คุณท๊อปกลัวอีกไหมคะ

“เรื่องเซอร์ไพรส์…. ผมรู้สึกว่าผมเจอมาบ่อยจนไม่อยากเจอแล้ว เช่น การได้จดหมายจาก ปปง. จนมือสั่น คือถ้าเจอเรื่องเดิม ผมก็คงไม่สั่นแล้ว แต่แค่ไม่อยากเจออารมณ์แบบนั้นอีก คือทุกคนจะมีจุดทดสอบขีดจำกัดของตัวเอง ผมแค่ไม่รู้ว่าเรื่องต่อไปของเราคืออะไร จะมีเซอร์ไพรส์อะไรที่ทำให้ตกอกตกใจอีกไหม คือกลัวสิ่งที่เราก็ยังไม่รู้ว่าจะเจออะไรเหมือนกัน

“แต่เรื่องเครียด นี่เครียดจนชินละ ทุกวันนี้ถ้าไม่เครียดสิแปลก เพราะถ้าเราแคร์เรื่องไหนมากๆ เราจะเครียด ถ้าไม่เครียดคือไม่แคร์ ถ้ามีเรื่องอะไรเข้ามา เราก็ทำไปด้วยความเคยชิน ยิ่งอุปสรรคเข้ามาเยอะๆ ก็ยิ่งทำให้เราปรับตัวได้ดีขึ้น ผมกลับมองว่า ถ้าไม่เคยโดนอะไรมาเยอะๆ ในบริษัทแรก Bitkub ก็คงมาไม่ถึงจุดนี้เหมือนกัน เราคงทนไม่ไหว ยอมรับว่าผมก็มีวันที่รู้สึกว่ามืดไปหมดทุกด้าน หาทางออกไม่ได้ แต่ผมเชื่อเสมอว่าสุดท้ายจะต้องมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ คือถ้าแย่ที่สุดจนแย่กว่านี้ไม่ได้แล้ว มันก็ต้องหักหัวขึ้นน่ะครับ เป็น Logic ของชีวิต เราแค่ทำของเราให้เต็มที่ที่สุด ถ้าเข้าใจเรื่องนี้ได้ เราก็จะไปต่อได้

ว่ากันว่า ชีวิตคนยิ่งสูงยิ่งหนาว คุณท๊อปเป็นอย่างนั้นไหมคะ

“ผมว่านี่คือเรื่องปกติของชีวิตอีกเหมือนกัน ทุกคนคงเจอเหมือนกันหมด อยู่ที่ว่าเราจะรับมืออย่างไร ผมเพิ่งไปคุยกับพระอาจารย์ชยสาโร ท่านบอกว่า ยิ่งผมมีชื่อเสียง และมีคนรู้จักมากขึ้น จะมีคน 5 ประเภทเข้ามา ประเภทที่ 1 คือคนที่ชอบเรามาก ๆ แบบไม่ลืมหูลืมตา ชอบเราโดยที่ไม่มีเหตุผล  ประเภทที่ 2 คือคนที่ชอบเราแบบมีเหตุผล ได้ผลประโยชน์จากเรา จึงชอบเรา ประเภทที่ 3 คือ Neutral กลางๆ ไม่ชอบ ไม่แคร์ ไม่สนใจ ประเภทที่ 4 คือ ไม่ชอบเราแบบมีเหตุผล เพราะเขาเสียผลประโยชน์ ประเภทที่ 5 คือไม่ชอบแบบไม่มีเหตุผล แค่เห็นก็เหม็นหน้าแล้ว ดังนั้น ต่อให้เราทำตัวดีหรือไม่ดีแค่ไหน ก็ยังมีคน 5 ประเภทนี้อยู่ดี เราเปลี่ยนไม่ได้ ขนาดพระพุทธเจ้าก็ยังมีคนไม่ชอบเลย เพราะฉะนั้นอย่าไปใส่ใจ พอเราเข้าใจแบบนี้ก็ ต่อให้ยิ่งสูงยิ่งหนาว เราก็ทำอะไรไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันให้ได้”…..

ติดตามอ่านบทสัมภาษณ์แบบเต็มๆ ต่อได้ที่ นิตยสารแพรว ฉบับเดือน เมษายน 2565

นิตยสารแพรวปกพีพี

อั้ม พัชราภา

เพื่อนลูกชายค่ะแม่ อั้ม พัชราภา สะดุ้งคนแซวว่าที่สะใภ้แม่ “ไฮโซพก”

ทำเอาซุปตาร์สาว อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ ถึงกับสะดุ้ง เมื่อคนคอมเมนต์แซวด้วยคำว่าว่าที่สะใภ้ใหญ่สะใภ้เล็ก หลังถ่ายภาพร่วมเฟรมกับ แต้ว ณฐพร ขณะทั้งคู่ไปร่วมงานวันเกิดแม่ของแฟนหนุ่มอย่าง ไฮโซพก ประธานวงศ์ และ ไฮโซณัย ประณัย 2พี่น้องตระกูล พรประภา

อั้ม พัชราภา

เพื่อนลูกชายค่ะแม่ อั้ม พัชราภา สะดุ้งคนแซวว่าที่สะใภ้แม่ “ไฮโซพก”

อั้ม พัชราภา

โดย อั้ม เผยว่าก็เป็นเพื่อนลูกชายก่อนได้ไหมคะ เราก็เจอคุณแม่บ่อย พอเห็นคอมเมนต์แบบนี้อ่านแล้วสะดุ้งเลย(หัวเราะ) แต่คุณพกสะดุ้งด้วยไหม ก็ไม่ได้ถามค่ะ คือ ถ้าไม่มีอะไร เราก็ไม่ได้กันเจอค่ะ เป็นแบบนี้มา 2-3 ปีแล้ว ก่อนโควิด-19 ก็จะเจอกันอาทิตย์ละ 3-4 วัน พอโควิดมาบางที 10 วันหรือ 2 อาทิตย์หรือเดือนครั้ง เจอใครก็ต้องระวังตัวค่ะ

อั้ม พัชราภา

สำหรับน้องแต้ว จริงๆ เราเคยเจอกันอยู่แล้วค่ะ แต่ไม่ได้ลงรูปเท่านั้นเอง แล้วที่อั้มข่วยโปรโมทแบรนด์ชุดว่ายน้ำของน้องแต้วลงไอจี คือ น้องน่ารัก ชุดก็น่ารักด้วย เราไม่ได้คุยกันบ่อย แต่ก็ทักกันในไอจี แล้วเจอกันบ้างค่ะ

อั้ม พัชราภา

ส่วนที่กลับมาเล่นหนังในรอบ 7 ปี คือ เรื่องนี้เราอยากเล่นมาก อ่านบทแล้วชอบ ตอนแรกก็ต่อต้านว่าบทจะเหมือนเดิมที่เราเคยเล่นหรือเปล่า แต่อั้มอ่านแล้วหัวเราะ ไม่ต้องคิดนานก็รับเล่นเลย แต่ก็แอบเครียดว่าจะไม่ขำเท่าที่อ่านหรือเปล่า ตัวจริงอั้มเป็นคนตลกอยู่แล้ว ชอบหัวเราะ ชอบเรื่องเฮฮาตลอดเวลา แต่อันนี้แบบตลกไปซะทุกอย่างเลย

อั้ม พัชราภา

เอาจริง พอถ่ายละครจากศัตรูสู่หัวใจจบก็อยากถ่ายต่อเลย แต่พอเจอโควิด-19 เราก็เริ่มขี้เกียจ แต่ตอนนี้รู้สึกว่าต้องทำงานแล้ว จริง ละครเรามี แต่ก็รอให้เขาพูดเองแล้วกัน เอาเป็นว่าก็ถ่ายหนังก่อนเพื่อให้ปรับเวลาด้วย

อั้ม พัชราภา

ก่อนหน้านี้ที่ฟิตหุ่นเหลือเอว 23 นิ้ว เพราะจะถ่ายละคร แต่ตอนนี้อ้วนขึ้นมาแล้ว เราอยากผอมช่วงล่าง แต่อั้มชอบผอมช่วงบน ตอนนี้ออกกำลังกายเหมือนเดิม แค่เพิ่มโปรตีน เพราะว่าหน้าตอบไปเลย ไหปลาร้าขึ้น คือ ผอมก็ดีแต่เราจะโทรม จริงๆ จะเห็นว่าอั้มกินเยอะมาก กินของหวานเยอะมาก แต่ข้าวกินน้อย ก็เป็นปัญหาเราอ้วน เลยต้องลดค่ะ

อั้ม พัชราภา

แล้วเรื่องรถที่บอกว่าจะขาย ก็ยังค่ะ ตีราคาก่อน เขาบอกว่าตอนนี้ราคาดี ของทุกอย่างแพงหมด เราก็เลยอยากจะขายของทุกอย่างเลย ถ้าราคาสูงก็ขาย แต่ยังไม่ได้ขายสักชิ้นเลยนะคะ กลับมาดู ไม่เคยใช้เลย เพราะโควิดไม่ได้ทำอะไรเลยแต่ก็เสียดาย คิดถึงด้วยค่ะ ก็เก็บไว้เป็นที่ระลึกค่ะ(หัวเราะ)”


ภาพจาก @pokphornprapha , @aum_patchrapa

 

พญ.ภัทรชนน อัศววรฤทธิ์

MY CHALLENGE OF ‘CHANGING THE CHANCE’ เรื่องราวชวนอุ่นใจเกี่ยวกับ ‘การให้’ ของคุณหมอขนม-พญ.ภัทรชนน อัศววรฤทธิ์

หลายคนคงมีความคิดที่อยากจะช่วยเหลือผู้อื่นเมื่อมีโอกาสและปัจจัยพร้อม สำหรับอาจารย์แพทย์ด้านความงามระดับสากลอย่าง หมอขนม พญ.ภัทรชนนอัศววรฤทธิ์ แห่ง RWC Clinic เธอเชื่อว่าสำหรับการช่วยเหลือนั้น ‘มากหรือน้อยไม่สำคัญ แต่ช่วยหรือไม่นั้นสำคัญยิ่งกว่า’

MY CHALLENGE OF ‘CHANGING THE CHANCE’ เรื่องราวชวนอุ่นใจเกี่ยวกับ ‘การให้’ ของคุณหมอขนม-พญ.ภัทรชนน อัศววรฤทธิ์

หมอขนม พญ.ภัทรชนน อัศววรฤทธิ์

เมื่อนึกย้อนกลับไปในช่วงที่อายุประมาณ 18 ปียังจำได้ดีว่าการก้าวเข้ามาเป็นนักศึกษาแพทย์ในสถาบันแพทย์แนวหน้าของไทยอย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยถือเป็นเรื่องท้าทายและไม่ง่ายเลย เพราะแม้จะสอบเข้าได้ แต่โอกาสในการเรียนให้จบก็ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างทั้งทุนทรัพย์ ความพร้อม ความสามารถ ความมุมานะทุ่มเท

สิ่งสำคัญที่หมอไม่เคยลืมคือการให้ ‘โอกาสตัวเอง’ ที่จะต่อสู้ให้สุดแรงเพื่อไปถึงในทุกเป้าหมาย และ ‘โอกาส’ ที่ได้รับจากอาจารย์และครอบครัว ซึ่งเป็นเหมือนประตูเปิดทางให้เราไปสู่ความสำเร็จ ท่านเหล่านี้คอยมอบทั้งเวลา ความรัก และประสบการณ์ให้เรา ซึ่งถือว่าเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ช่วยผลักดันให้หมอมีแรงพลังพอที่จะก้าวไปยังเวทีใหม่ ๆ เพื่อแสดงความสามารถให้ผู้คนได้เห็น หากปราศจากโอกาส ทั้ง 2 รูปแบบนี้ ต่อให้เรามุ่งมั่นขนาดไหน หนทางสู่เส้นชัยก็อาจไปไม่ถึง

หมอไม่ปล่อยให้ตัวเองพลาดโอกาส จึงใช้ความพยายามและทุ่มเทอย่างสุดกำลัง ช่วยให้เราสามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจสถาบัน Aesthetic & Wellness รวมถึงลูกค้าที่ได้ผลลัพธ์จากความมุ่งมั่นของเรา รางวัลต่าง ๆ ที่ได้จากหลากหลายสถาบัน รวมถึง Praew Iconic Beautyในปีที่ผ่านมา ถือเป็นเครื่องยืนยันความตั้งใจและการทุ่มเท

ขณะเดียวกันหมอก็ตระหนักเสมอถึงความสำคัญของ ‘การให้และการได้รับโอกาส’ ที่หมอทำเป็นประจำคือการมอบโอกาสให้ผู้ที่ขาดแคลน อย่างล่าสุดมอบทุนการศึกษาให้แก่โรงเรียนบ้านเด็กรามอินทรา - บ้านเด็กพิการ สังกัดมูลนิธิธรรมมิกชนสำหรับเด็กตาบอด ผู้พิการซ้ำซ้อน เพื่อสร้างโอกาสเล็ก ๆ ที่จะทำให้พวกเขาได้รับสิ่งที่เท่าเทียมอย่างที่เราเคยได้รับมาก่อน

แม้ร่างกายของพวกเขาไม่พร้อมเหมือนเด็กทั่วไป แต่กำลังแรงใจและความสามารถนั้นไม่ได้น้อยไปกว่ากัน สำหรับหมอขนม ที่อยากให้ไม่ใช่เพราะมากมี แต่เพราะเคยไม่มี จึงรู้ว่าเป็นอย่างไรจึงหวังว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นการจุดประกายให้น้องรุ่นต่อ ๆ ไปได้ก้าวขึ้นมาสร้างโอกาสให้ตนเองเช่นกัน เพราะเชื่อว่าการพัฒนาจะเกิดผลที่ดีได้ ย่อมเกิดจากการมีจุดเริ่มต้นที่ดีและการสร้างโอกาสให้ตัวเองได้พัฒนาอยู่เสมอ รวมถึงการรักษาทุกโอกาสของชีวิตไม่ให้หลุดมือไป จะทำให้คนรุ่นใหม่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต

เพื่อเติบโตมาเป็นแบบอย่างที่ดีและเปิดโอกาสให้ผู้อื่นในอนาคตเช่นกัน


เรื่อง: PADCHA PRAEWNISTA

 

 

อนันดา

อนันดา ตื่นเต้นเล่น The World of the Married  ประกบ “แอนทอง-แพทริเซีย”

ได้รับความสนใจจากเหล่าแฟน ตั้งแต่มีการเปิดเผยว่าหนุ่ม อนันดา ถูกวางตัวให้มารับบทในซีรีส์ The World of the Married  เวอร์ชั่นไทยเลยทีเดียว

อนันดา

ล่าสุดมีโอกาสเจอตัวหนุ่ม อนันดา เอเวอริ่งแฮม ในงานบวงสรวงภาพยนตร์ ทิดน้อย 2565 เลยต้องให้เจ้าตัวพูดถึงความรู้สึกที่ได้รับบทอี แท โอประกบนางเอกสาว แอน ทองประสม และ แพทริเซีย ธัญชนก กู๊ด ให้ฟังทันที

อนันดา ตื่นเต้นเล่น The World of the Married  ประกบแอนทองแพทริเซีย

อนันดา

อนันดา เปิดเผยว่าจริง เป็นเรื่องที่เราคุยกันมาพักใหญ่แล้ว วันนี้ผมคุยกับพี่แอนว่าอยากร่วมงานกันสักเรื่องตอนแรกคิดว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องนี้ พูดตรง ว่า The world of married ถูกวางตัวมาหลายครั้ง พอมาถึงผมก็ผ่านมาหลายคนแล้ว ไม่รู้เหมือนกัน เขาอาจจะหาพระเอกได้ไม่เลวพอมั้ง (หัวเราะ)

อนันดา

ผมคุยกับผู้กำกับ เขาอยากให้ผมดูเวอร์ชั่นของอังกฤษ พอดูแล้วก็ตกใจเหมือนกัน โทรไปหาพี่แอน ถามว่าจะเอาแบบนี้เลยใช่ไหม ผมโอเคนะ(ยิ้ม) จริง บทเจ้าชู้ลืมไปแล้ว ทำไม่เป็นแล้วนี่(หัวเราะ) เสน่ห์ของเรื่องนี้ไม่ใช่ว่ามีตัวไหนเลวหรอก

อนันดา

ตอนแรกผมเคยได้ยินซีรีส์เรื่องนี้ พอเขาติดต่อมาทุกคนตื่นเต้นมาก เราก็แบบจะขนาดนั้นเลยเหรอ แต่พอไปดูมันเป็นเนื้อหาที่นักแสดงทุกคนอยากแสดง ทุกบทน่าสนใจมาก ไม่มีใครดี ไม่มีใครเลว ทุกคนมีความเป็นมนุษย์มาก เราถึงเข้าใจได้ว่าทำไมพี่แอนถึงบอกว่าเรื่องนี้เขาอยากเล่น

อนันดา

นอกจากนี้ยังมีน้องแพทริเซียด้วย ความน่าตลกคือ ผมเล่นหนังกับน้อง และเพิ่งปิดกล้องไป เขาก็มาถามผมว่าพี่เล่นจริงใช่ไหม อย่างที่บอกว่าทุกตัวละครน่าสนใจ ผมค่อนข้างตื่นเต้นว่าเวอร์ชั่นเราจะเป็นยังไง เพราะของอังกฤษมี 10 ตอน ของเกาหลีมี 16 ตอน ส่วนของเรามีในบทมา 24 ตอน

อนันดา

แล้วคุณณัฐ ณิชชา แฟนผมเป็นแฟนคลับของพี่แอน เขากรี๊ดพี่แอนมาก อยากให้ผมได้เล่นกับพี่แอนอยู่แล้ว อีกอย่างเขาก็สนิทกับน้องแพทด้วย เลยบอกว่าเขาไม่หึงใครสักคน เต็มที่ (หัวเราะ) พอเราไปดูออริจินัลมาแล้ว ก็แบบโห ซึ่งปีนี้ผมมีโอกาสได้ร่วมงานกับทั้งพี่แอน และพี่อั้มเลย เดี๋ยวถ่ายหนังทิดน้อย 2556 กับพี่อั้มเสร็จ ก็ต่อด้วยซีรีส์กับพี่แอนน่าจะเปิดกล้อง มิ..นี้ครับ

อนันดา

ส่วนเรื่องแต่งงานของผม จริง ไม่ใช่แค่ผมคนเดียว มีเรื่องของครอบครัวด้วย ถ้าสมมติมีอะไรที่เป็นทางการจริง เดี๋ยวบอก ส่วนตัวผมว่าก็ถึงเวลาแล้วนะ ก็พร้อมมาพักนึง การหาคนที่จะมาเป็นคู่ชีวิตไม่ใช่เรื่องง่าย เรื่องแต่งงานเป็นเรื่องของครอบครัว ประเพณีความถูกต้อง ซึ่งเราเคยคุยกันไว้ว่าถ้าเป็นต่างจังหวัดได้ก็ดี แต่ยังไม่ใช่เร็ว นี้ คงต้องใช้เวลาครับ

จาค็อบ เอโลดี

หล่อเหลา กล้ามแน่น จาค็อบ เอโลดี พระเอกหนุ่มออสเตรเลียที่พกส่วนสูง 193 ซม.

จาค็อบ เอโลดี พระเอกหนุ่มชื่อดังจากออสเตรเลียที่มาพร้อมส่วนสูง 193 เซนติเมตรกับหุ่นงามๆ และใบหน้าหล่อเหลา ส่งให้เขาแจ้งเกิดจากผลงานเรื่อง The Kissing Booth เมื่อปี 2018 และตอนนี้เขากลับมาเรียกกระแสอีกครั้งจากซีรี่ส์ Euphoria ทางช่อง HBO แน่นอนว่ามีช็อตถอดเสื้อโชว์กล้ามสุดสตรอง

หล่อเหลา กล้ามแน่น จาค็อบ เอโลดี พระเอกหนุ่มออสเตรเลียที่พกส่วนสูง 193 ซม.

จาค็อบ เอโลดี

เขาเล่าถึงนิสัยการออกกำลังกายไว้ว่า “เดิมผมใส่เสื้อเวลาออกกำลังกาย แต่ช่วงหลัง ผมถอดออก สวมแค่หูฟัง เมื่อมองดูตัวเองผ่านกระจก ทำให้เข้าใจคนที่ถอดเสื้อตอน ออกกำลังกายแล้วว่า เฮ้ย รูปร่างเราดูดีมากเลย”

จาค็อบ เอโลดี
@vanityfair

ช่วงที่ไม่จำเป็นต้องฟิตกล้าม จาค็อบ จะเล่นกีฬาเบา ๆอย่างโยคะและพิลาทีสวันละ 45 – 60 นาที นอกจากจะช่วยรักษาหุ่น เบิร์น แคลอรีแบบไม่เจ็บกล้ามเนื้อแล้ว เขาบอกว่า โยคะกับพิลาทีสยังช่วยให้จิตใจสงบด้วย

แต่ถ้าต้องฝึกร่างกายอย่างหนักหน่วง เขาก็มีเคล็ดลับเพิ่มกล้ามเนื้อและซิกซ์แพ็ค โดยออกกำลังกาย 5 วันต่อสัปดาห์ด้วยสูตร 40 : 20 คือทำท่าละ 40 วินาที แล้วพัก 20 วินาที ทำทั้งหมด 4 รอบ ได้แก่ Tire Flip ผลักและดันล้อยางขนาดใหญ่ไปมา, Battle Rope Jumping Jack หรือการ กระโดดเชือกเส้นใหญ่, Ball Slam เป็นท่า ขว้างลูกบอล  โดยยกลูกบอลขนาดใหญ่ไว้ ระดับอก จากนั้นกระโดดแล้วยกบอลขึ้นเหนือ ศีรษะก่อนจะทุ่มลงไป แล้วย่อตัวรับบอลที่เด้งจากพื้น, Plank up เริ่มด้วยการทำท่า แพลงก์ปกติ โดยวางข้อศอกยันไว้ที่พื้น ยกลำตัวขนานกับพื้น จากนั้นดันแขนขวาขึ้น ให้ตั้งตรง ตามด้วยแขนซ้าย เหมือนกำลังทำท่าซิตอัพ

ในช่วงที่ต้องรักษาหุ่น เขาลดน้ำหนักลงถึง 10 กิโลกรัมเพื่อรับบทบาทใหม่ ในภาพยนตร์เรื่อง Deep Water ที่มีแพลนจะเข้าฉายปีนี้ เขาเล่าถึงวิธีการกินอาหาร ว่า “ผมกินไม่เยอะครับ  เน้นโปรตีน เพราะตอนนั้นต้องออกกำลังกาย อย่างหนัก แต่เดิมผมก็ไม่ได้สนุกกับการกินอาหารเท่าไร บางทีลืมกิน ด้วยซ้ำ จนต้องมีคนคอยเตือนว่ากินอาหารได้แล้วนะ  มื้อเช้าผม จะเลือกอะไรเบา ๆ อย่างผลไม้ และดูว่าผมอยู่ได้นานเท่าไรโดย ไม่ต้องกิน จากนั้นถ้าหิวผมจะกินอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างซูชิ นอกจากนี้ผมจะกินอาหารเสริมเป็นประจำด้วย เช่น น้ำมันตับปลา แมกนีเซียม และดอกเอคิเนเชียที่มาในรูปแบบเม็ด ช่วยเพิ่ม ภูมิคุ้มกันให้ร่างกายไม่ให้เป็นหวัดง่ายครับ

“แต่ถ้าวันไหนอยากกินอะไรที่ไม่สุขภาพ ผมก็ไม่เคยห้ามตัวเองนะ ทั้งแฮมเบอร์เกอร์ เบียร์ ถ้าให้เลือกระหว่างพิซซ่ากับ อาหารคลีน ผมเลือกพิซซ่าครับ ให้รางวัลตัวเองสัปดาห์ละครั้ง”


ที่มา : นิตยสารแพรว ฉบับ 980

ภาพ : Instagram/@jacobelordi

เราอยากจะบอกว่า… เผยเคล็ดลับหุ่นแซ่บของ “แจ็คสัน หวัง” GOT 7