รวมเทรนด์ แต่งงานออนไลน์ ของคู่รักจากหลากหลายทั่วโลกในช่วง COVID-19

รวมเทรนด์ แต่งงานออนไลน์ ของคู่รักจากหลากหลายทั่วโลกในช่วง COVID-19

รวมเทรนด์ แต่งงานออนไลน์ ของคู่รักจากหลากหลายทั่วโลกในช่วง COVID-19

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้จำเป็นต้องงดงานสังสรรค์ต่างๆ ไปชั่วคราว หรือถ้าใครเลื่อนหรืองดไม่ได้จริงๆ ก็จะควบคุมปริมาณคน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ งานแต่งงาน ที่ในช่วงโควิด-19 หลายคู่อาจต้องเลื่อนงานออกไปแบบไม่มีกำหนด แต่ในวิกฤตก็ยังมีโอกาส เมื่อเจ้าบ่าวเจ้าสาวเกิดปิ๊งไอเดียจัดงานแต่งออนไลน์ที่สามารถเชิญแขกร่วมงานได้ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดการแพร่กระจายของไวรัส ถือเป็นทางแก้ไขวิกฤติที่ใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์

รวมเทรนด์ แต่งงานออนไลน์ ของคู่รักจากหลากหลายทั่วโลกในช่วง COVID-19

เริ่มจาก Joseph Yew และ Kang Ting คู่รักชาวสิงคโปร์ ที่เพิ่งเดินทางกลับจากประเทศจีนไม่กี่วันก่อนถึงวันแต่งงาน จนสร้างความกังวลใจกับแขกที่ได้รับเชิญมาร่วมงานเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้ทั้งคู่จึงตัดสินใจจะเลื่อนงานแต่งงานออกไป เพื่อรอให้สถานการณ์ดีขึ้นก่อน แต่กลับเจอปัญหาเมื่อทางโรงแรมปฏิเสธที่จะให้เลื่อนวันจัดงาน ทำให้งานแต่งงานยังต้องดำเนินต่อไปโดยเปลี่ยนเป็นการแต่งงานออนไลน์ โดยเชิญแจกมาร่วมเฉลิมฉลอง และแสดงความยินดีกับคู่บ่าวสาวทางวิดีโอคอลแทน ซึ่งพวกเขากล่าวว่าไม่เสียใจที่ต้องจัดงานแบบนี้ เพราะไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว

รวมเทรนด์ แต่งงานออนไลน์

คู่ถัดมาคือ Jennifer Klasner และ Jack Allendorf  ที่แพลนจัดงานแต่งที่เมือง Gatlinburg เมืองตากอากาศบนภูเขาในเซเวียร์เคาน์ตี้รัฐเทนเนสซีสหรัฐอเมริกา ต้องถูกยกเลิกไปเพราะสถาณการณ์โควิด-19 ทำให้ทั้งคู่ตัดสินใจจัดงานแต่งในห้องนั่งเล่นผ่านเว็บไซต์เฉพาะกิจที่สร้างมา เพื่อให้ครอบครัวและเพื่อนๆ ได้เข้ามาร่วมแสดงความยินดี พร้อมชมภาพหวานๆ ของคู่บ่าวสาว ซึ่งทั้ง Jennifer และ Jack ยังกล่าวอีกว่าจะนัดฉลองกันอีกครั้งหลังสถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้น

รวมเทรนด์ แต่งงานออนไลน์

ถัดมาที่แฟนเพจเฟซบุ๊ก Duke University Hospital ได้โพสต์ภาพงานแต่งงานออนไลน์ของหมอคู่รักชาวอเมริกัน ระหว่างนายแพทย์หนุ่มจากแผนกจิตเวชศาสตร์ และแพทย์หญิงจากแผนกสูติ-นรีเวช ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย Duke พร้อมสักขีพยานเพื่อนและครอบครัวที่ต่างเข้ามาร่วมร้องเพลง และอวยพรให้ทั้งคู่ผ่านโปรแกรม Zoom ซึ่งงานแต่งงานในนี้จัดขึ้นภายในโรงพยาบาลที่ทั้งคู่ทำงานอยู่ โดยมีเพื่อนร่วมงานคอยช่วยจัดตกแต่งกรุบกริบ

รวมเทรนด์ แต่งงานออนไลน์ รวมเทรนด์ แต่งงานออนไลน์

ถัดมาอีกที่คู่รักชาวอังกฤษ  Chris Marshall และ Sue Barsby ที่จัดพิธี Handfasting หรือการสมรสแบบผูกข้อมืออย่างเรียบง่ายกลางห้องนั่งเล่นของพวกเขาผ่านการวิดีโอคอล โดยมีคนในครอบครัว รวมถึงเพื่อนของทั้งสองฝ่ายร่วมเป็นสักขีพยาน และได้ออแกไนเซอร์ชื่อดังอย่าง Ellie Brooks มาช่วยในการจัดงานครั้งนี้ด้วย ซึ่งรายได้ทั้งหมดจะนำไปบริจาคให้กับ National Health Service หรือระบบดูแลสุขภาพแห่งชาติในประเทศอังกฤษ โดยทั้งคู่เปิดใจว่าการแต่งงานในครั้งนี้ถือเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่ และน่าจดจำ

ถัดมาที่อีกหนึ่งคู่รักที่แต่งงานกันผ่านการถ่ายทอดสดบน Instagram เป็นพิธีเล็กๆ ในสวนสาธารณะ ซึ่งมีเพียงคู่บ่าวสาว แม่เจ้าสาว ผู้ประกอบพิธี และสุนัขตัวโปรดเท่านั้น โดยมีเพื่อนๆ และคนในครอบครัวคอยรับชมผ่านทางไลฟ์สดอินสตราแกรม

รวมเทรนด์ แต่งงานออนไลน์

ถัดมาที่คู่รักพยาบาลชาวจีน ทั้งคู่จัดสินใจจัดงานแต่งงานออนไลน์ผ่านการวิดีโอคอล เนื่องจากการระบาดของโควิด-19 ทำให้ฝ่ายชายถูกส่งไปปฏิบัติการสนับสนุนที่โรงพยาบาลหวงเปยฟางชาง นครอู่ฮั่น จึงไม่สามารถจัดงานแต่งงานตามกำหนดได้ ทำให้เร่งจัดงานผ่านวิดีโอคอล โดยพิธีเริ่มจากฝ่ายชายคุกเข่าถือดอกไม้อยู่ตรงกลาง และมีฉากหลังเป็นบรรดาเพื่อนร่วมงานถือแผ่นกระดาษที่เขียนข้อความแสดงความยินดีไว้ จากนั้นทางฝ่ายเจ้าสาวก็ค่อยๆ เดินถือช่อดอกไม้ออกมากลางซุ้มลูกโปร่งสีแดงในชุดพยาบาล พร้อมใส่เวลเจ้าสาวสีขาว ท่ามกลางเพื่อนๆ ที่มาร่วมร้องเพลง และแสดงความยินดีกับคู่บ่าวสาว

จากหลายเคสของคู่บ่าวสาวที่หันมาแต่งงานผ่านออนไลน์กัน ทำให้หลายคนอาจรู้สึกโชคดีเห็นถึงประโยชน์ของเทคโนโลยีที่เอื้ออำนวยความสะดวกในยุคสมัยนี้ สำหรับใครที่ช่วงนี้มีแพลนจะจัดงานแต่งงานหรือเลื่อนงานแต่งไม่ได้ ลองเอาไอเดียแต่งงานออนไลน์แบบนี้ไปใช้บ้างก็น่าจดจำไปอีกแบบนะคะ


ข้อมูล : bbc.com, wgntv.com, xinhuanet.com, ยูทูบดอทคอม โพสต์โดย  Good Morning America , wedding.kapook

ภาพ Cover : Pexels

 

 

กฎอันเคร่งครัดของ ราชวงศ์อังกฤษ 8 คำสามัญที่สมาชิกราชวงศ์ถูกห้ามใช้

ราชวงศ์อังกฤษ เรียกได้ว่ามีกฎระเบียบที่เคร่งครัดมากมายไม่ว่าจะเป็น กฎระเบียบในการเดินทาง กฎและมารยาทบนโต๊ะอาหาร กฎการแต่งกาย รวมถึง คำพูดที่สมาชิกราชวงศ์ถูกห้ามใช้

โดย 8 คำสามัญที่สมาชิกราชวงศ์อังกฤษถูกห้ามใช้นั้น บางคำอาจไม่เหมาะกับการเป็นสมาชิราชวงศ์ แต่บางคำนั้นก็ดูจะแปลก เพราะคนทั่วไปก็มักใช้กัน ซึ่ง 8 คำนี้ถูกเลี่ยงมาใช้คำอื่นที่มีความหมายใกล้เคียงกัน หรือความหมายเหมือนกันแต่ดูเป็นทางการมากขึ้น ซึ่งจะมีคำไหนบ้างไปดูกัน

กฎอันเคร่งครัดของ ราชวงศ์อังกฤษ 8 คำสามัญที่สมาชิกราชวงศ์ถูกห้ามใช้

Tea 

เดี่ยวก่อนคำนี้ไม่ได้หมายถึงเครื่องดื่ม ประเภท “ชา” แต่ในหลายพื้นที่ของสหราชอาณาจักรอาหารเย็นจะเกิดขึ้นระหว่าง 17.00 น. ถึง 19.00 น. ซึ่งจะถูกเรียกว่า Tea อย่างไรก็ตามคำนี้มักเกี่ยวข้องกับชนชั้นแรงงาน เป็นเหตุให้สมาชิกราชวงศ์เลี่ยงคำนี้ และใช้คำว่า dinner หรือ supper (อาหารมื้อค่ำ) แทน

Pardon (ขออภัย)

อันที่จริงคำว่า Pardon ออกจะดูสุภาพด้วยซ้ำ แต่สมาชิกราชวงศ์ก็เลี่ยงให้ใช้คำนี้ และ เปลี่ยนมาใช้คำว่า Sorry (ขอโทษ) หรือ sorry, what (น่าเสียใจ) แทน

Toilet (ห้องน้ำ)

หากคุณได้มีโอกาสไปพระราชวังบัคกิงแฮม และเกิดอยากจะทำธุระหนัก เบา โดยการถามหาคำว่า Toilet อาจจะดูไม่สุภาพมากนัก แต่ให้ลองเปลี่ยนไปใช้คำว่า  loo หรือ lavatory ก็จะดูสุภาพ และเป็นไปตามกฎ

Patio (ชานบ้าน)

เกือบจะทุกบ้านของชาวอังกฤษที่มักจะมี Patio (ชาน) ในสวนหลังบ้าน สำหรับราชวงศ์อังกฤษพวกเขาจะใช้คำว่า Terrace แทนซึ่งมีความหมายเหมือนกัน

Lounge (ห้องนั่งเล่น)

ในขณะที่ชาวอังกฤษหลายบ้านมักจะใช้คำว่า  “living room” (ห้องนั่งเล่น) ในการบอกส่วนต่างๆ ภายในบ้าน รวมถึงคำว่า Lounge ด้วย แต่กฎของราชวงศ์อังกฤษสั่งให้เลี่ยงสองคำนี้โดยเด็ดขาดและเปลี่ยนมาใช้คำว่า Drawing Room หรือ Sitting Room แทน

Perfume (น้ำหอม)

คำว่า Perfume (น้ำหอม) แทบจะเป็นคำสามัญที่ทุกคนใช้ แต่สำหรับราชวงศ์อังกฤษนั้น พวกเขาจะไม่ใช้คำนี้ แต่จะเลี่ยงมาใช้ว่า Scent ซึ่งก็แปลว่าน้ำหอม เช่นเดียวกัน

Posh (เริ่ดหรู)

Posh เป็นคำแสลงที่มีความหมายว่า เริ่ดหรู ยอดเยี่ยม แต่เป็นคำต้องห้ามที่ราชวงศ์ไม่ให้ใช้ ซึ่งคำว่า Smart (ดูดี) จึงถูกเข้ามาแทนที่คำนี้

Mum and Dad (พ่อและแม่)

คำว่าพ่อและแม่ในภาษาอังกฤษนั้นมีหลากหลายคำเรียกไม่ว่าจะเป็น Ma, Pops, Mommy, Daddy หรือ คำเรียกสั้นๆ ว่า Mum และ Dad ซึ่งสองคำนี้เป็นคำสามัญที่ราชวงศ์มักไม่ใช้กัน พวกเขาจะใช้คำว่า Mummy และ Daddy แทน แม้ว่าจะมีอายุมากขนาดไหนก็มักจะใช้สองคำนี้เสมอ ตัวอย่างเช่น เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ ทรงตรัสถึงพระมารดา (ควีนเอลิซาเบธที่ 2 ) ในคํากล่าวสุนทรพจน์ว่า Mummy


ที่มา : www.express.co.uk, www.rd.com

กฎและมารยาท 5 สิ่งที่ สมาชิกราชวงศ์อังกฤษ พึงระวังบนโต๊ะอาหาร

แปลกแต่จริง! 7 เรื่อง ชวนฉงน เกี่ยวกับการเดินทางของ ราชวงศ์อังกฤษ

ไดอาน่า เคท เมแกน และ ควีน ทำวิธีไหนที่ได้แหกกฎออกนอกวังไปช้อปปิ้ง ปาร์ตี้

อีกหนึ่งกฎควรรู้ ทำไมสมาชิกราชวงศ์อังกฤษต้องถือคลัทช์ด้วยสองมือ

 

สัญญาก่อนแต่ง

ทำไว้ไม่เสียใจ 8 เหตุผลที่คู่รักควรทำ สัญญาก่อนแต่งงาน เมื่อตกลงใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน

สัญญาก่อนแต่งงาน หรือ สัญญาก่อนสมรส ในภาษาอังกฤษเรียกว่า prenuptial agreement จะเรียกกันสั้นๆ ว่า prenup คือสัญญาที่คู่รักหรือว่าที่คู่แต่งงานทำขึ้นเพื่อจัดการทรัพย์สินและผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายทั้งก่อนแต่งงาน ระหว่างแต่งงาน และในกรณีถ้าเกิดมีการหย่าร้างหรือเสียชีวิต ว่าที่คู่แต่งงานจำเป็นจะต้องพูดคุยถึงทรัพย์สินและผลประโยชน์ที่ทั้งสองฝ่ายควรได้หรือไม่ได้รับก่อนที่จะมีการจดทะเบียนสมรสและใช้ชีวิตร่วมกันในฐานะคู่แต่งงาน ทั้งนี้ก็เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของทั้งสองฝ่าย เพราะการใช้ชีวิตร่วมกันของคู่รักนั้น บางทีอาจจะมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้ การเตรียมตัวไว้ก่อนจึงเป็นเรื่องดีในการรับมือกับปัญหาที่อาจจะตามมาทีหลังได้ แพรวเวดดิ้ง มีคำแนะนำดีๆ ในการทำ สัญญาก่อนแต่งงาน มาฝากว่าที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวที่กำลังจะแต่งงานใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ให้ช่วยกันพิจารณาว่าคู่ของคุณเข้าข่ายจะต้องทำสัญญาเหล่านี้หรือไม่ ทำแล้วมีผลดีผลเสียกับทั้งสองฝ่ายอย่างไรบ้าง ตามไปเช็คกันเลย

ทำไว้ไม่เสียใจ 8 เหตุผลที่คู่รักควรทำ สัญญาก่อนแต่งงาน เมื่อตกลงใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน

1. ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายเคยผ่านการแต่งงานมาแล้ว

สำหรับใครที่เคยผ่านการแต่งงานมาแล้วจะเข้าใจดีว่าการหย่านั้นมีเรื่องต้องให้จัดการยุ่งยากวุ่นวายแค่ไหน โดยเฉพาะคู่ไหนที่จบกันไม่ค่อยดีด้วยแล้วละก็ ดังนั้นจึงไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์อะไรแบบนั้นอีก การทำสัญญาก่อนแต่ง จะช่วยการันตีว่าทั้งสองฝ่ายจะได้ผลประโยชน์สูงสุดและไม่ถูกเอาเปรียบจากอีกฝ่ายนั้นเอง

สัญญาก่อนแต่ง

2. ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายต่างมีบุตร

บ่อยครั้งที่คู่รักที่มีลูกติดมาจากการแต่งงานก่อนหน้า อยากจะปกป้องผลประโยชน์บางส่วนให้กับบุตร การทำสัญญาก่อนแต่งจะทำให้เรามั่นใจว่าทรัพย์สินและรายได้ของทั้งสองฝ่ายนั้นแยกจากกันอย่างชัดเจน เพื่อสามารถส่งค่าเลี้ยงดูบุตรหรือมอบเป็นมรดกให้กับบุตรในกรณีเสียชีวิตได้อย่างไม่มีปัญหา

3. ฝ่ายหนึ่งมีทรัพย์สินและรายได้มากกว่า

กรณีนี้สัญญาก่อนแต่งจะช่วยปกป้องทั้งสองฝ่าย ในกรณีของฝ่ายที่ก่อนแต่งมีทรัพย์สินมากกว่าจะได้รับการการันตี    ลิมิตที่ชัดเจนและเป็นลายลักษณ์อักษรของทรัพย์สินและรายได้ที่คู่แต่งงานจะได้ไปจากเขาในขณะที่ใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน บางคนก็อาจจะบอกว่าเป็นสัญญาที่ทำให้แน่ใจว่า อีกฝ่ายไม่ได้แต่งงานกับเราเพื่อเงินนั้นเอง การทำสัญญานี้ยังเป็นการรักษาผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย สมมุติในกรณีที่ฝ่ายที่มีทรัพย์สินน้อยกว่าก่อนแต่งงาน เมื่อเวลาผ่านไปหลังแต่งงานแล้ว กลายเป็นฝ่ายที่มีทรัพย์สินมากกว่าก็จะได้ผลประโยชน์จากสัญญานี้เช่นกัน

4. ฝ่ายหนึ่งมีหนี้สินมากกว่า

หากว่าอีกฝ่ายมีประวัติการใช้เงินที่ไม่ราบรื่นนัก มีการกู้หนี้ยืมสินติดตัวมาก่อนจะแต่งงานกัน และเราไม่ต้องการที่จะมีส่วนในการรับผิดชอบหนี้ส่วนนั้น การทำสัญญาก่อนแต่งก็จะช่วยการันตีว่าหนี้ส่วนตัวก่อนแต่งงานของอีกฝ่ายจะไม่มีผลกระทบกับรายได้และทรัพย์ในส่วนของชีวิตแต่งงาน นอกเหนือจากนั้น สัญญาก่อนแต่งยังมีเงื่อนไขว่า หนี้สินก่อนแต่งงานไม่สามารถนำเงินหรือทรัพย์สินที่คู่สมรสมีร่วมกันระหว่างแต่งงานไปจ่ายได้ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนร่วม หรืออสังหาริมทรัพย์ที่มีชื่อของทั้งสองฝ่ายเป็นเจ้าของร่วมกันก็ตาม

 

5. ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายเป็นเจ้าของกิจการ

หากว่าคู่สมรสสร้างหรือเป็นเจ้าของกิจการก่อนที่จะแต่งงานและจดทะเบียนสมรสกัน การทำสัญญาก่อนแต่งจะช่วยการันตีว่าการแต่งงานครั้งนี้จะไม่มีผลกระทบกับกิจการ โดยเฉพาะในเรื่องของผลประโยชน์ หากว่าเรามีหุ้นส่วนคนอื่นในกิจการก็ยังเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของพวกเขาอีกด้วย นอกจากนี้ การทำสัญญาก่อนแต่งยังช่วยให้เราสามารถกำหนดการมีส่วนร่วมของคู่แต่งงานในกิจการของเราได้ และยังทำให้เรามีอิสระอย่างเต็มที่ในการบริหารกิจการทั้งในปัจจุบันและในอนาคตด้วย

สัญญาก่อนแต่ง

6. ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายไม่ต้องการเปิดเผยชีวิตส่วนตัว

ในสัญญาก่อนแต่งจะระบุว่า ถ้าไม่ได้มีการยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากอีกฝ่าย ก็จะไม่สามารถนำข้อมูลส่วนตัวของอีกฝ่ายไปทำการเผยแพร่ บอกต่อบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นๆ ได้ โดยเฉพาะในยุคนี้ที่โซเชี่ยลมีเดียนั้นค่อนข้างมีอิทธิพลอย่างแพร่หลาย ข้อมูลส่วนตัวใดๆ ที่คู่แต่งงานไม่ประสงค์ให้ออกสู่สายตาสาธารณะ หรือ คนอื่นๆ ได้รับรู้ หากไม่มีการยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วละก็ จะถือว่าเป็นการทำผิดสัญญาก่อนแต่งงานทันที

7. ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายมีมรดกตกทอดที่ต้องรักษา

ถ้าคู่แต่งงานได้รับมรดกตกทอดจากครอบครัว นั้นถือเป็นทรัพย์สินก่อนแต่งงานของฝ่ายที่ได้มรดก เว้นแต่ฝ่ายนั้นจะทำให้มรดกที่ได้รับตกทอดมานั้นกลายเป็นทรัพย์สินร่วมกันอย่างเช่น นำไปลงทุนในกองทุนร่วม หรือซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่ทั้งสองฝ่ายมีชื่อร่วมกันเป็นต้น การทำสัญญาก่อนแต่งจะช่วยให้มรดกที่ได้รับตกทอดมานั้นอยู่ในบัญชีทรัพย์แยกจากบัญชีคู่แต่งงาน และอยู่ในชื่อของผู้ได้รับมรดกคนเดียวเท่านั้น

8. ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งวางแผนที่จะทำงานเป็น “พ่อบ้าน” หรือ “แม่บ้าน” ที่บ้าน

สัญญาก่อนแต่ง จะช่วยปกป้องผลประโยชน์ของคู่แต่งงานที่ตัดสินใจทำงานดูแลบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงดูลูก ดูแลในส่วนของงานบ้าน คู่แต่งงานจะต้องมีการตกลงกันถึงเรื่องของการดูแลอีกฝ่ายอย่างยุติธรรม อาจจะมีการให้เงินเดือนที่ชัดเจน สภาพแวดล้อมที่สะดวกสบายต่อการใช้ชีวิต เป็นต้น

สัญญาก่อนแต่ง

 


ข้อมูล : brides.com, prenuptialagreements.org, freepik.com

เรียบเรียง : KimZ

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

หวานไม่สร่าง! 10 ไอเดีย ฉลองวันครบรอบ เติมความหวานให้ชีวิตคู่ไม่จืดจาง

7 วิธีรับมือ + เคลียร์ปัญหาคู่รักขาดระเบียบ ให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข

คู่รักควรระวัง 6 สัญญาณบ่งบอกว่า “งาน” กำลังเบียดเบียน “ชีวิตคู่” ของคุณอยู่

จวีจิ้งอี

งดงามดั่งภาพวาด “จวีจิ้งอี” กับฉายา “สาวจีนที่สวยที่สุดในรอบ 4,000 ปี”

งดงามดั่งภาพวาด “จวีจิ้งอี” นักแสดงหญิงแดนมังกร กับฉายาที่ถูกขนานนามว่า “สาวจีนที่สวยที่สุดในรอบ 4,000 ปี”

เป็นอีกหนึ่งนักแสดงหญิงของวงการบันเทิงจีน ที่นอกจากจะพกความสวยจนได้รับฉายาว่า “สาวจีนที่สวยที่สุดในรอบ 4,000 ปี” แล้ว ด้านความสามารถทางการแสดง จวีจิ้งอี้ ก็แทบเรียกได้ว่าเป็นตัวแม่ ซีรีส์จีนย้อนยุค เพราะนับตั้งแต่ปี 2018 จนถึง 2021 เธอก็ฟาดซีรีส์ย้อนยุคไปแล้วถึง 5 เรื่องด้วยกัน ซึ่งทุกเรื่องนั้นได้รับความนิยม และเป็นกระแสอย่างมาก

จวีจิ้งอี สาวจีนที่สวยที่สุดในรอบ 4,000 ปี

โดยเฉพาะ “The Legend of Yunxiซีรีส์จีนที่ดัดแปลงมาจากนิยายขายดีของประเทศจีนเรื่อง “มเหสียอดอัจฉริยะแห่งพิษ” มียอดวิวในออนไลน์สูงมากกว่า 1 ร้อยล้านวิว

นอกจากนี้ “The Legend of Yunxi” ยังติดอันดับท็อปชาร์ต 1 ใน ซีรีส์จีนมาแรงที่มียอดวิวสูงกว่า พันล้านวิว ซึ่งเรื่องแจ้งเกิดที่ทำให้ จวีจิ้งอีดังเป็นพลุแตก และจัดว่าเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของเธอ ว่าแล้วไปทำความรู้จักสาวฮอตขวัญใจหนุ่มๆ คนนี้กันเลยดีกว่า!!!

จวีจิ้งอี สาวจีนที่สวยที่สุดในรอบ 4,000 ปี

จวีจิ้งอี มีชื่อเล่นว่า เสี่ยวจวี เกิดวันที่ 18 มิถุนายน 1994 ในมณฑลเสฉวน เมืองซุยหนิง ประเทศจีน ปัจจุบันอายุ 26 ปี สูง 159 ซม. หนัก 38 กก. ด้วยความที่เป็นลูกสาวคนเดียวและมีพ่อแม่หัวสมัยใหม่ จึงส่งให้ จวีจิ้งอีเข้าเรียนโรงเรียนกวดวิชาต่างๆ เพื่อเสริมทักษะต่างๆ เช่นการเต้นรำ, ลีลาศ, เปียโน, ไวโอลิน จนทำให้ตัวเธอมีพรสวรรค์ทางด้านนี้เป็นพิเศษ

จวีจิ้งอี สาวจีนที่สวยที่สุดในรอบ 4,000 ปี

จนกระทั่งปี 2011 จวีจิ้งอีได้เริ่มต้นเข้าสู่วงการไอดอลจีนด้วยการเข้าร่วมออดิชั่นกับวง SNH48 และได้เป็นหนึ่งในสมาชิกวง SNH48 รุ่นที่ 2 ก่อนจะได้เลื่อนขั้นให้เป็นสมาชิกทีม NII ของ SNH48 และคว้าคะแนนเสียงอันดับ 1 จากสมาชิกกว่า 100 คนในงานเลือกตั้งประจำปีของวง SNH48 สองปีซ้อนเป็นคนแรก! จวีจิ้งอีจึงเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมในกลุ่มแฟนคลับทั่วเอเชีย โดยเฉพาะกลุ่มแฟนคลับชาวญี่ปุ่นที่ได้ตั้งฉายาเรียกเธอว่า “สาวจีนที่สวยที่สุดในรอบ 4,000 ปี” นั่นเอง!

คะแนนความนิยมของ จวีจิ้งอีเริ่มทวีคูณขึ้นเมื่อเธอได้มาชิมลางงานแสดงซีรีส์ “The Legend of Yunxi” กับบทบาทของหมอสาวคนเก่ง “หยุนซี” ที่ถือว่าเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงและสร้างชื่อเสียงให้ จวีจิ้งอีในฐานะนักแสดงหญิงอย่างเต็มตัว! การันตีความสำเร็จด้วยยอดวิวสูงมากกว่า 1 พันล้านวิว แถมยังติดอันดับท็อปชาร์ต 1 ใน 3 ซีรีส์จีนมาแรง! นอกจากนี้ยังส่งผลให้ จวีอิ้งอี คว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมและรางวัลซีรี่ย์ยอดเยี่ยม จากงานเทศกาลโทรทัศน์ จีน-แคนาดาประจำปี 2019 อีกด้วย


ภาพ : เสี่ยวจู จวีจิ้งอี Ju JingYi ThaiFanclub

4 นักแสดงหญิงแดนมังกร สาวงามชาวซินเจียง ที่ประสบความสำเร็จในประเทศจีน

จากนักเชลโล่ สู่ดาวรุ่งแดนมังกร Ouyang Nana ซุป’ตาร์คนใหม่ของจีน

เจี๊ยบ-พิจิตตรา

คู่รักสายบุญ บอย & เจี๊ยบ-พิจิตตรา ส่งความช่วยเหลือถึงผู้เดือดร้อนจากโควิด-19

เสียงจากใจ บอย &  เจี๊ยบ-พิจิตตรา ส่งความช่วยเหลือถึงมือผู้เดือดร้อนจากโควิด-19 ตื้นตันจนเก็บน้ำตาไม่อยู่ ดีใจได้เป็นส่วนเล็กๆที่ช่วยเหลือสังคม

เดินหน้าทำดีโดยไม่เคยรีรอส่งน้ำใจผ่านล้อรถพุ่มพวง หรือ รถกับข้าวเคลื่อนที่อย่างต่อเนื่อง สำหรับคู่รักนักสู้ บอย อนุวัฒน์ และ เจี๊ยบ พิจิตตรา ที่ขอทำสุดกำลังเพื่อช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนจากสถานการณ์โควิดระลอก 3 ที่ยังคงแพร่กระจายเป็นวงกว้าง งานนี้ทั้งคู่ นอกจากคิดไอเดียเก๋แล้วยังวางแผนลงมือทำเองทุกอย่างเพื่อให้รถพุ่มพวง บอย & เจี๊ยบ เข้าไปช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนให้ได้มากที่สุด และกับความรู้สึกแรกที่ทั้งคู่ได้เห็นส่งรถพุ่มพวงออกช่วยเหลือผู้เดือดร้อนจากโควิด 19 ถึงกับตื้นตันใจจนเก็บน้ำตาไม่อยู่ เพราะดีใจที่ได้เป็นส่วนเล็กๆ ที่ช่วยเหลือสังคม

คู่รักสายบุญ บอย & เจี๊ยบ-พิจิตตรา ส่งความช่วยเหลือถึงมือผู้เดือดร้อนจากโควิด-19

เจี๊ยบ-พิจิตตรา

บอย อนุวัฒน์ และ เจี๊ยบ พิจิตตรา กล่าวว่า “สำหรับที่มาของไอเดียของรถกับข้าวนี้ เริ่มจากช่วงโควิดครั้งที่แล้ว ทางเจี๊ยบ บอย และทีมงานที่ร้านทำอาหารแจก จนโควิดครั้งนี้ คนที่ได้รับแจกไปส่งข้อความมาถามโทรมาที่ร้านว่ามีการแจกไหม แจกวันไหนบ้างเราทั้งคู่เลยมานั่งคิดดูถ้าเราแจกครั้งนี้ อยากให้เป็นกระบวนการที่ไปส่งถึงบ้านเลย เพราะว่าโซนที่เราอยู่ค่อนข้างไกลเหมือนกันคนที่มารับอาหารคือต้องนั่งรถมาไกลเหมือนกัน แล้วจำนวนคนที่ได้รับก็ไม่ค่อยทั่วถึงแล้วครั้งที่แล้วเราแจกเป็นอาหารกล่องแล้วทานได้มื้อเดียว ครั้งนี้เราเลยคิดว่าเราอยากถ้าเป็นรถพุ่มพวงไปส่งถึงตามแต่ละชุมชนที่เดือดร้อนน่าจะเข้าถึงแล้ว 1 ชุดที่เราจัดไปน่าจะได้สักประมาณ 3 – 4 มื้อ เราอยากให้อาหารไปถึงมือจริงๆ แล้วอยากให้ได้ทานกันทั้งครอบครัว เรามองว่าอาหารเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด กองทัพต้องเดินด้วยท้องเพราะฉะนั้น พอท้องอิ่มก็จะทำให้เรามีแรงมีกำลังที่จะลุกขึ้นสู้วิธีการหารายได้ของแต่ละคน เราทั้งคู่เลยส่งกำลังใจไปในรูปแบบของอาหาร ซึ่งครั้งแรกที่เราได้เห็นภาพรถที่ออกไปทีมงานส่งคลิปมาคือ น้ำตาคลอเลย ซึ่งทุกคนก็เข้าใจกฎระเบียบกติกาที่เราขอความร่วมมือเป็นอย่างดี ทุกคนใส่แมส ทุกคนยืนเว้นระยะห่าง และเจ้าหน้าที่อาสาสมัครของแต่ละชุมชนเขามาช่วยเหลือเรามาจัดระเบียบ ทำให้การที่เราไปแจกแต่ละครั้งแจกด้วยความรวดเร็วเพราะทุกคนมีความเป็นระเบียบ ซึ่งความตั้งใจของเราคือ แจกให้เร็วที่สุดและให้จำนวนคนที่รับได้รับมากที่สุดให้ทั่วถึงทุกบ้านอย่างเต็มที่ค่ะ ซึ่งเราก็รู้สึกดีใจที่ได้เห็นภาพนั้นออกมาเพราะวันนี้ เย็นนี้ เขามีอาหารทานแล้ว ก็อยากจะฝากกำลังใจไปให้กับทุกๆ คน ทุกๆ ครอบครัว ที่กำลังประสบปัญหานี้มากน้อยก็ตามแต่ที่ ผมเชื่อว่าทุกคนมีทางออกและผมเชื่อว่าคนไทยพวกเราไม่เคยทิ้งกัน และ เราก็จะไม่ทอดทิ้งกันมีอีกหลายๆ ครอบครัวที่พร้อมจะหยิบยื่นน้ำใจตรงนี้ อย่าท้อนะครับ ในฐานะที่พวกเรากำลังจัดเตรียมรถกับข้าวก็จะพยายามทำหน้าที่นี้ หน้าที่เล็กๆ ของเราให้ดีที่สุดและได้ช่วยหลายๆ ชุมชนให้ได้มากที่สุด เป็นกำลังใจให้นะคะ”

เจี๊ยบ-พิจิตตรา ช่วยโควิด-19


สามารถติดตามอ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่นี่

ซนเยจินสาขาไทย “เจี๊ยบ พิจิตรา” สวยละมุน ในวัย 40 บอยแซวจะเอาเสื้อไปเผา

ออร่าแรงมาก! เจี๊ยบ พิจิตตรา สวยอัพเลเวล ขึ้นรับรางวัลใน ชุดแบรนด์ไทย

ฟาดทุกลุค! ส่องคอสตูม ‘เจี๊ยบ พิจิตตรา’ นางร้ายไบโพลาร์ จอมขโมยซีนยุค2020

หยอด กาวติดเล็บ แทน น้ำตาเทียม เหตุเพราะหยิบผิด หวิดตาบอด!

อุทาหรณ์ชวนระวัง! หยอด กาวติดเล็บ แทน น้ำตาเทียม เหตุเพราะหยิบผิด หวิดตาบอด!

อุทาหรณ์ชวนระวัง! หยอด กาวติดเล็บ แทน น้ำตาเทียม เหตุเพราะหยิบผิด หวิดตาบอด!

หยอดตาผิดชีวิตเกือบเปลี่ยน! สำหรับเรื่องราวของสาวคนหนึ่งนามว่า Yacedrah Williams อาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา ความไม่รอบคอบ ไม่เช็คให้ดีก่อนจะทำอะไรกับร่างกายตัวเอง ในเคสนี้ สาวคนนี้ต้องการจะหยิบน้ำตาเทียมมาหยอดตา แต่เจ้ากรรมดันหยิบผิด และไม่มองให้ดีว่าสิ่งที่เธอหยิบได้ไม่ใช่น้ำตาเทียม แต่เป็น กาวติดเล็บ ต่างหาก

โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นราวๆ ตีหนึ่ง ที่อยู่ๆ เธอก็ตื่นขึ้นมากลางดึก เพราะรู้สึกไม่สบายตาจากการลืมถอดคอนแทคเลนส์ก่อนเข้านอน และในตอนที่ตื่นมาเธอรู้สึกตาแห้งมากจนจำเป็นต้องหยอดน้ำตาเทียมตา เพื่อช่วยในการถอดคอนแทคเลนส์ ดังนั้น เธอจึงล้วงมือควานหาน้ำตาเทียมในกระเป๋าด้วยความง่วงงัวเงีย และจังหวะนั้นเองก็พลาดหยิบขวดกาวติดเล็บปลอมออกมา โดยเข้าใจผิดคิดว่าสิ่งที่หยิบได้คือน้ำตาเทียม หลังหยิบได้ก็จัดการหยดกาวติดเล็บใส่ดวงตาทันที

หยอด กาวติดเล็บ แทน น้ำตาเทียม เหตุเพราะหยิบผิด

แต่วินาทีที่เธอหยดกาวติดเล็บที่เธอคิดว่าเป็นน้ำตาเทียมลงสู่ดวงตา เธอก็สัมผัสได้ทันทีว่า เธอพลาดแล้ว!!

“ฉันรู้สึกประมาณว่า OMG! ฉันหยดอะไรเข้าตาเนี่ย และพยายามจะเช็ดออก แต่กาวก็ติดตาฉัน จนลืมตาไม่ได้เลp ฉันพยายามล้างกาวด้วยน้ำเย็น พยายามดึงตาให้ลืมออก แต่ก็ทำไม่ได้เลย” Yacedrah Williams 

แต่ถือว่าเธอยังโชคดีที่กาวส่วนใหญ่นั้นหยดลงไปบนคอนแทคเลนส์ ดวงตาจริงๆ ของเธอจึงถูกปกป้องไว้ และเมื่อเธอไปถึงโรงพยาบาล ทีมแพทย์ก็สามารถนำคอนแทคเลนส์ออกจากตาเธอได้ โดยที่เธอเสียแค่ขนตาไปเท่านั้น ซึ่งถือว่าเล็กน้อยมาก หากเธอไม่มีคอนแทคเลนส์กันไว้อีกชัั้น ดวงตาเธออาจเป็นอันตรายมากกว่านี้

หยอด กาวติดเล็บ แทน น้ำตาเทียม เหตุเพราะหยิบผิด

และอีกเรื่องที่เธอไม่ควรทำคือ ใส่คอนแทคเลนส์นอน เพราะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในดวงตา กระจกตาเป็นแผล หรืออาจรุนแรงถึงขั้นสูญเสียการมองเห็นได้ อีกคำแนะนำก็คือ ไม่ควรใส่คอนแทคเลนส์เกิน 12 ชั่วโมงต่อวัน และหากคุณเริ่มมีอาการเหล่านี้ คุณควรไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพดวงตา

นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์ โดยทั่วไปควรเอาคอนแทคเลนส์ออกก่อน จึงค่อยหยอดน้ำตาเทียม ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที แล้วจึงค่อยใส่คอนแทคเลนส์กลับไป เพราะการใช้น้ำตาเทียมชนิดที่มีสารกันเสียอาจทำให้คอนแทคเลนส์เปลี่ยนสี หรืออาจทำลายเซลล์เยื่อบุกระจกตาได้ เช่น สารเบนซาลโคเนียมคลอไรด์ (Benzalkonium Chloride) หากเยื่อบุกระจกตาต้องสัมผัสกับสารนี้เป็นเวลานานอาจทำให้เซลล์เยื่อบุกระจกตาถูกทำลายได้ หรือควรเลือกน้ำตาเทียมที่เหมาะสำหรับใช้กับคอนแทคเลนส์ คือ เลือกใช้น้ำตาเทียมแบบกระเปาะที่ใช้ได้ภายใน 1 วัน หรือเลือกใช้น้ำตาเทียมชนิดที่ไม่ใส่สารกันเสีย หรือใส่สารกันเสียที่มีผลเสียกับเยื่อบุกระจกตาน้อย

สำหรับเรื่องราวในครั้งนี้ Yacedrah Williams เธอบอกว่าคงเข็ดและจำไปอีกนานเลย และต่อไปนี้เธอจะไม่เก็บกาวติดเล็บปลอมไว้กับน้ำตาเทียมอีกต่อไปแล้ว


ข้อมูล : livescience และ wxyz
ภาพประกอบอื่นๆ : Pexels

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ทำความเข้าใจ “อาการแพ้วัคซีนป้องกันโควิด-19” จาก ศ.พญ.ศศิโสภิณ เกียรติบูรณกุล

ไดเอตสไตล์ Paleo Diet กินอาหารแบบมนุษย์ยุคหิน ดีจริงหรือไม่? กินอะไรได้บ้าง

อยากผอม! สาวหมวย ชาเลนจ์ลดน้ำหนัก กินแตงกวาติดต่อกัน 21 วัน ผลที่ได้….

 

‘วันพุธ อึดอัด เพราะหน้าที่การงานจึงจัดได้ไม่เต็ม’ ดูดวงรายวัน 5 พฤษภาคม 2564

ดูดวงรายวัน 5 พฤษภาคม 2564 #หมอปุ้ยพยากรณ์ เช็กทุกวัน เป๊ะปังทุกดวง ทั้งการงาน การเงิน ความรัก และสุขภาพ

‘วันพุธ อึดอัด เพราะหน้าที่การงานจึงจัดได้ไม่เต็ม’

ดูดวงรายวัน 5 พฤษภาคม 2564

ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์

การงาน  :  ช่วงนี้คุณจะได้ริเริ่มงานใหม่ หรือได้พบช่องทางทำมาหากินใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นนักคิด นักเขียน นักประดิษฐ์ นักวิทยาศาสตร์ ฯลฯ วันนี้มีความเป็นไปได้ที่ความเหน็ดเหนื่อยตรากตรำกับการสร้างผลงานมานานนับปี จะได้พบกับความสำเร็จ แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้น คุณมีโอกาสได้พบกับพวกที่มีความคิดเห็นขัดแย้งกับคุณทุกอย่าง คอยปัดแข้งปัดขาไม่ให้ไปสู่ความสำเร็จ ก็เท่ากับเป็นบทพิสูจน์ความเป็นตัวจริงของคุณได้อย่างดี ทางที่ดีควรขยันและตั้งใจทำงานให้มากขึ้น

การเงิน  :  ช่วงแรกๆ อาจฝืดเคืองบ้าง แต่เมื่อมีผลงาน การงาน การเงิน โชคลาภ ชื่อเสียงก็จะเข้ามาไม่ขาดสาย ยิ่งคุณใจดี ใจบุญอยู่แล้ว ก็ไม่ควรนำไปช่วยเหลือหรือทำบุญหมดนะคะ

ความรัก : คุณมีความเป็นตัวเองสูง จึงควรหาเวลานั่งคุย เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน แม้จะคุยกันได้ไม่นานก็วงแตก เพราะความคิดเห็นไม่ลงรอยกัน แต่หากทำได้ ชีวิตครอบครัวของคุณจะราบรื่นขึ้นเลยทีเดียว  คนโสด หากวันนี้คบกับใคร คงต้องใช้เวลาศึกษานิสัยใจคอกันมากหน่อย เพราะคุณมีโลกส่วนตัวสูง แล้วก็ไม่ยอมใคร ขี้หึงอีกต่างหาก

สุขภาพ :  โหมงานหนักจนไม่ได้พักผ่อนนอนหลับเต็มที่ รับประทานอาหารไม่ตรงเวลา จะเป็นสาเหตุของโรคกระเพาะอาหารและลำไส้ มีโอกาสที่จะเป็นแบบเรื้อรังเสียด้วยสิ จึงควรดูแลสุขภาพ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ผ่อนคลายความเครียดด้วย

 

ผู้ที่เกิดวันจันทร์

การงาน  :  นับว่าคุณโชคดี ไม่ค่อยมีอุปสรรคมากนัก ผู้ใหญ่และคนใกล้ชิดให้การส่งเสริมสนับสนุนให้คุณได้ทำในสิ่งที่ตั้งใจไว้ ดังนั้น คุณจึงหมกมุ่นครุ่นคิดถึงความสำเร็จอย่างยิ่ง ทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับการทำงาน จนไม่มีเวลาปฏิบัติภารกิจส่วนตัวเลย ยิ่งคุณเป็นประเภทกล้าคิดกล้าทำ หากตั้งใจทำอะไรแล้ว ใครก็ขวางไม่ได้เสียด้วย จึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดการขัดแย้งกับเพื่อนร่วมงานอย่างมาก วันนี้ควรใช้สติ อดทน และรอคอยจังหวะและโอกาสมากกว่าที่จะใช้อารมณ์ วู่วาม เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายมากมายขึ้นในภายหลัง

การเงิน :  ผู้ใหญ่ให้ความอุปถัมภ์ แต่วันนี้อาจมีภาระรีบด่วนให้คุณนำเงินไปช่วยเหลือคนอื่นต่อ จึงทำให้คุณต้องบริหารจัดการการเงินตัวเป็นเกลียว

ความรัก : คุณเอาแน่นอนไม่ได้ เดี๋ยวก็ทำงานจนไม่มีเวลาให้กับครอบครัวและตัวเอง เดี๋ยวก็เรียกร้องต้องการเวลาที่จะอยู่กับครอบครัว จึงทำให้คนที่อยู่ด้วยเดาใจลำบาก ทำตัวไม่ถูกเลยทีเดียว  คนโสด งานยุ่งจนไม่มีเวลาที่จะจริงจังกับใครหรือเปล่าคะ เพราะวันนี้จะมาถึงจุดที่คุณคิดว่า หากมีคู่ไม่ดีก็ขออยู่เป็นโสดดีกว่า

สุขภาพ  :  มีความเสี่ยงที่จะเกิดพยาธิ์ในลำไส้ ควรงดรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ รสจัด  รวมถึงมีโอกาสที่จะเกิดภาวะเครียด จนถึงขั้นนอนไม่หลับ จึงควรหลีกเลี่ยงการรับประทานยาปฏิชีวนะ ยานอนหลับ ยาแก้ปวดลดไข้ ในปริมาณที่มากกว่าปกติ

 

ผู้ที่เกิดวันอังคาร

การงาน :  ก็ยังอยู่ที่อีโก้และความเชื่อมั่นในการทำงาน เพราะคุณมีความคิดและจินตนาการสูงมากจนยากที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในสายงานหรือเกี่ยวข้องกับงานศิลปะ ศิลปิน งานที่เกี่ยวกับความสวยความงาม วันนี้หากคุณจะเข้าประมูลงาน หรือลงสนามแข่งขัน ซึ่งคุณคาดหวังความสำเร็จไว้สูงมาก ดังนั้น หากเป็นไปได้ควรทำในลักษณะจ็อบพิเศษ หรือไม่ก็ทำธุรกิจส่วนตัวไปเลย แล้วคุณจะรุ่ง รวยคนเดียว ดังคนเดียว

การเงิน :  คุณใจดี ใจบุญ ชอบช่วยเหลือผู้อื่นที่เดือดร้อน โดยไม่หวังคืนกลับด้วย ซึ่งผลแห่งการให้นั้นจะส่งผลให้คุณตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ มีผู้ใหญ่อุปถัมภ์ และมีโอกาสได้รับเงินพิเศษจากงานพิเศษ หรือได้รับรางวัลตอบแทนความดีของคุณ

ความรัก : คุณมีภาวะผู้นำสูง ทำหน้าที่ทั้งในบ้านและนอกบ้านเป็นอย่างดี นอกจากนั้นยังส่งเสริมหน้าที่การงานของคู่ชีวิตด้วยดีมาตลอด  แต่วันนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะคู่คุณอาจไม่ชอบในสิ่งที่คุณทำให้ กลายเป็นการยั่วยุให้เกิดความขัดแย้งกันไปใหญ่โต คนโสด  คุณมีเสน่ห์มาก แต่ความรักของคุณวันนี้ เป็นความรักในอุดมคติ อุดมการณ์ มากกว่าจะทางชู้สาว ดังนั้น วันนี้คุณจึงชอบอยู่ท่ามกลางเพื่อนๆ มากกว่าจะคบใครเป็นจริงเป็นจัง

สุขภาพ  : สภาพร่างกายจะไวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศนะคะ ตอนนี้ฝนตกบ่อย จึงต้องระวังจะป่วยไข้ไม่สบาย รวมถึงภูมิแพ้ด้วย

 

ผู้ที่เกิดวันพุธ

การงาน :  สำหรับบุคคลในเครื่องแบบ ทำงานราชการ วิศวกร เกษตรกร หรืองานที่ต้องใช้ความสามารถส่วนตัวค่อนข้างสูง หากวันนี้คุณจะรับอาสาเจ้านายไปปฏิบัติภารกิจที่มีความอ่อนไหว เสี่ยงต่ออันตรายและความผิดพลาด  ก็ควรมีการวางแผนให้รอบคอบ เพราะดวงบริวารของคุณไม่ค่อยดีนัก มีความเสี่ยงที่จะถูกทรยศ หักหลัง ที่จะเข้ามาอย่างกะทันหัน ยิ่งหากคุณต้องเข้าประมูลงานหรือลงแข่งขันด้วยแล้ว ยิ่งต้องใช้ความรู้ ความสามารถ และบารมีจากตำแหน่งหน้าที่การงานของคุณออกหน้าแทนเลย จึงจะไปได้อย่างราบรื่น

การเงิน :  เก็บเงินไม่อยู่ ยิ่งวันนี้คุณมีโอกาสได้รับเงินพิเศษจากงานพิเศษ จึงควรปรึกษาผู้บริหารหญิงให้เธอช่วยบริหารจัดการทรัพย์สินของคุณให้หน่อย

ความรัก : คุณเป็นประเภทรักง่ายหน่ายเร็ว พอหมดช่วงโปรโมชั่นก็เริ่มมีปัญหาไปหมด แต่คุณก็ ยังได้รับความเกรงใจจากคู่ที่ยอม ไม่ตอบโต้อันใด คนโสด คุณหลงคนง่าย หากถูกใจใครก็ทุ่มเทให้จนหมด เพื่อต้องการให้เขามาเป็นของคุณ แต่ด้วยหัวโขนที่สวมอยู่  ทำให้คุณไม่สามารถแสดงออกได้อย่างที่ใจต้องการ

สุขภาพ : ระมัดระวังเรื่องลำไส้อักเสบ ระบบย่อยอาหาร โรคกระเพาะ ท้องอืด ท้องเฟ้อ จึงควรรับประทานอาหารให้ตรงเวลา ทางที่ดีช่วงนี้งดดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟก่อน

 

ผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี

การงาน  :  สำหรับผู้ที่ทำงานหรือเกี่ยวข้องกับงานที่ต้องติดต่อสื่อสาร งานโครงข่าย วางเครือข่าย อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือไฮเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ ฯลฯ  มีความเป็นไปได้ที่คุณจะเข้าไปทำงานทางด้านการเกษตร ครอบคลุมตั้งแต่เกษตรกร นักธุรกิจสินค้าโอท็อป นักออกแบบตกแต่งสวน ฯลฯ ซึ่งจะประสบความสำเร็จด้วยดี สร้างชื่อเสียงให้กับคุณ แต่เพราะวันนี้ความคิดและจินตนาการของคุณล้ำเลิศมาก จนยากที่จะร่วมงานกับใคร ทางที่ดีรับงานของตัวเองเลย หรือหากมีกำลังความสามารถ เปิดธุรกิจส่วนตัวเลยค่ะ ดังคนเดียว รวยคนเดียว

การเงิน : มีความเป็นไปได้ที่คุณจะต้องใช้เงินลงทุน หรือหมดไปกับความรัก แต่เดี๋ยวคุณก็จะมีโอกาสได้เงินจากการซื้อ-ขายที่ดินทางการเกษตร ก็ไม่ควรนำไปช่วยเหลือใครหมดนะคะ

ความรัก :  คุณอาจแต่งงานหรืออยู่ด้วยกันมาเป็นเวลานาน ก็ไม่แปลกที่จะเริ่มเบื่อหน่ายกันและกัน ก็อย่าปล่อยให้ไปถึงจุดนั้นเลย เพราะคุณยังมีโอกาสที่จะกลับมาหวานกันใหม่ได้ คนโสด มีโอกาสได้พบคนที่รักและจริงใจของคุณ เรียกว่าเป็นคนที่อยู่ในอุดมคติของคุณเลย

สุขภาพ :  ออกจากบ้านควรพกยาดม ยาหม่อง ยาประจำตัวไปด้วยนะคะ เพราะระบบหมุนเวียนเลือดไม่ค่อยดี ทำให้เกิดอาการหน้ามืด วิงเวียนศีรษะ จนถึงเป็นลมได้ รวมถึงสภาพร่างกายอาจเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะอากาศ จึงมีเสี่ยงที่จะเกิดภูมิแพ้และไม่สบาย

 

ผู้ที่เกิดวันศุกร์

การงาน :  สำหรับผู้ที่ทำงานหรือเกี่ยวข้องกับการทำงานที่มีลำดับขั้นตอน มีรูปแบบชัดเจน เช่น งานในหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ งานบัญชี เอกสาร ฯลฯ ด้วยความที่คุณชอบอยู่ในเซฟโซน จึงทำให้คุณตั้งใจและขยันทำงาน มองโลกในแง่ดี นอกจากนั้นยังเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้ร่วมงานได้อย่างดี แต่ทุกสิ่งย่อมมีการเปลี่ยนแปลง แม้คุณจะไม่ชอบก็ตาม วันนี้มีความเป็นไปได้ที่จะถึงเวลาที่คุณจะได้ออกจากเซฟโซนไปสู่สิ่งที่ดีกว่า (คิดในทางบวกไว้ก่อนค่ะ)

การเงิน :  คุณชอบทำบุญ ช่วยเหลือผู้อื่น แต่วันนี้ต้องดูให้ดี อย่าหลงเชื่อคำพูดที่มีหลักการและเหตุผลมาขอให้คุณช่วยเหลือทางด้านธุรกิจ การลงทุนต่างๆ เพราะมีความเป็นไปได้ที่คุณจะถูกมิจฉาชีพหลอก

ความรัก : ชีวิตครอบครัวของคุณราบรื่นและราบเรียบมาตลอด แต่วันนี้อาจมาถึงเวลาที่ความจริงเปิดเผยว่า ที่ผ่านมาภายใต้ผิวน้ำที่ราบเรียบ มีคลื่นอยู่ใต้น้ำตลอด จนต้านทานไม่ไหวแล้ว คนโสด วันนี้ความหึงหวงจะเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ความรักต้องยุติลงนะคะ

สุขภาพ :  หากคุณน้ำหนักเกินมาตรฐานอยู่ ควรเอาจริงเอาจังกับการลดน้ำหนักได้แล้ว เพราะมีความเสี่ยงที่จะนำไปสู่โรคอ้วนเรื้อรัง รวมถึงโรคต่างๆ ที่จะตามมาด้วย

 

ผู้ที่เกิดวันเสาร์

การงาน  :  หากคุณกำลังจะเซ็นเอกสารสัญญาการจ้างงาน ก็ควรพิจารณาเงื่อนไขต่างๆ ให้ดี เพราะคุณอาจถูกสัญญาผูกมัดจนไปทำงานที่ไหนไม่ได้ เพราะจากกิตติศัพท์การทำงานและ ความคิดสร้างสรรค์ของคุณ ใครๆ ก็อยากได้ไปร่วมงานด้วย แต่เพราะคุณชอบทำงานคนเดียว กล้าได้กล้าเสีย โดยไม่รับฟังความคิดเห็นของใคร ดังนั้น วันนี้จึงต้องระวังการตัดสินใจที่ไม่รอบคอบ และการมีบริวารที่ไม่ซื่อสัตย์ จะทำให้คุณผิดพลาดล้มเหลวอย่างไม่น่าจะเกิดขึ้น

การเงิน : เป็นนักลงทุนที่เก่ง และประสบความสำเร็จ แต่ก็ไม่สามารถรักษาเงินไว้กับตัวได้นาน มีความเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

ความรัก :  มีโอกาสที่จะมีบุคคลที่สามเข้ามาในครอบครัว มาหลอกให้รัก เพื่อหวังผลประโยชน์ แล้วเมื่อเธอได้สมใจก็จากไป ซึ่งคุณอาจไม่แคร์เลยก็ได้ เพราะไม่ใช่เงินคุณ คนโสด มีความเป็นไปได้ที่คุณจะติดอยู่ในบ่วงรัก ตัดไม่ขาด แต่หากคุณอยากจะตัดจริงๆ คุณก็ตัดให้ขาดเลยชั๊บ ชั๊บ ชั๊บ

สุขภาพ :  ส่วนใหญ่คุณหมดกับการทำงานมากกว่าจะเอาใจใส่ดูแลตัวเอง กว่าจะรู้ตัว ร่างกายก็แทบรับไม่ไหว โดยเฉพาะสมองและหัวใจที่ต้องให้ความสำคัญอย่างมาก

 

 

 

อุ้ม สิริยากร

สัมภาษณ์พิเศษ ชีวิตในต่างแดนของอดีตนางเอกในดวงใจ อุ้ม สิริยากร

ห่างหายจากวงการบันเทิงมาร่วม 10 ปี สำหรับอดีตนักแสดงสาวมากความสามารถ อุ้ม สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท หากใครได้ติดตามอินสตาแกรมของเธอคงได้เห็นวิถีชีวิตของคุณแม่ลูกสองที่ปัจจุบันครอบครัวมาร์ควอร์ทตั้งรกรากอยู่ที่ พอร์ตแลนด์ สหรัฐอเมริกา ใครจะเชื่อว่านักแสดงสาวสุดติสท์ มีความเป็นตัวเองสูง จะเปลี่ยนไปได้แบบชนิดที่ตัวเธอเองก็ยังไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมาอยู่ในจุดนี้

แพรวได้มีโอกาสสัมภาษณ์ อุ้ม สิริยากร เธอได้เล่าเรื่องราวต่างๆ นับตั้งแต่ย้ายไปสหรัฐฯ แบบหมดเปลือก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความน่ารักของ น้องเมตตา และ น้องอนีคาลูกสาวทั้งสองคนที่มาเติมเต็มชีวิตให้สมบูรณ์แบบมากขึ้น

ลูกเปลี่ยนชีวิต อุ้ม สิริยากร เผยชีวิตเรียบง่ายในสหรัฐฯ กับบทบาทคุณแม่ลูกสอง

อุ้ม สิริยากร มาร์ควอร์ท

อัพเดตชีวิตตอนนี้หน่อยค่ะ ว่าเป็นยังไงบ้าง ตอนนี้ทำอะไรอยู่

อุ้ม สิริยากร วัคซีนโควิด-19

ตอนนี้ก็ประคับประครองครอบครัวอยู่ค่ะ เพราะว่ายังอยู่ในช่วงโควิด ซึ่งสถานการณ์ที่นี่ก็ยังหนักอยู่ เมตตาก็ยังต้องเรียนออนไลน์อยู่ที่บ้าน คริสโตเฟอร์ (สามี) ก็ทำงานที่บ้าน สถานการณ์ที่อเมริกาทั้งประเทศตอนนี้ ก็ยังไม่ได้พ้นช่วงอันตรายเลย ทุกคนออกจากบ้านก็ยังต้องใส่แมสก์ เวลาออกไปซื้อกับข้าวแล้วเจอคนเยอะๆ บางทีก็ต้องใส่สองชั้น แต่ตอนนี้อุ้มกับสามีฉีดวัคซีนเรียบร้อยแล้วค่ะ ซึ่งเข็มที่ 2 เพิ่งฉีดไปเมื่อวันที่ 2 มีนาคม ที่ผ่านมา

โดยรวมของสหรัฐฯ ตอนนี้ถือว่าดีขึ้นหน่อย หลังจากเปลี่ยนรัฐบาลเป็น โจ ไบเดน ทุกอย่างมีแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่วนงานที่ทำอยู่ตอนนี้นอกจากจะดูแลคนในครอบครัวแล้ว อุ้มก็มีเขียนคอลัมน์ให้ The Cloud เดือนละครั้ง เป็นคอลัมน์คุณภาพชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจจากพอร์ตแลนด์ เมืองที่อุ้มอยู่ แล้วก็มีแปลหนังสือซึ่งตอนนี้เสร็จไปแล้วเรื่องหนึ่งค่ะ

ตอนนี้บริษัทบ้านอุ้มยังทำอยู่ไหมคะ

ไม่แล้วค่ะ ตอนนี้บริษัทบ้านอุ้มปิดไปแล้ว เพราะว่าอุ้มไม่ได้ทำอะไรเลย ไม่ได้เคลื่อนไหวมาหลายปีมาก ก็คิดว่าทำเรื่องปิดบริษัทดีกว่า ตอนนี้เลยเขียนให้สำนักพิมพ์อื่นแทน แล้วก็แปลหนังสือให้สำนึกพิมพ์แมร์รี่โกราวด์ค่ะ

จากสาวติสท์ สู่การเป็นแม่บ้านเต็มตัว ปลูกผัก เย็บเสื้อให้ลูกใส่

อุ้ม สิริยากร น้องเมตตา

ลูกสาว อุ้ม สิริยากร

เริ่มจากการมีลูก แล้วก็ย้ายมาอยู่ที่พอร์ตแลนด์ค่ะ ก็เลยต้องหาอะไรทำเพราะไม่งั้นมันจะรู้สึกว่าเราไม่มีอะไรทำเลย อุ้มย้ายมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่ปี 2009 ก็เกือบ10 ปีแล้วที่เราไม่ได้ทำงานอะไรเลยนอกจากเลี้ยงลูก ช่วงแรกๆ ก็ยังทำหนังสือของสำนักพิมพ์ตัวเองบ้าง แต่พอมีลูกชีวิตมันก็เปลี่ยนไปเลย คือยุ่งอยู่กับการเลี้ยงลูกมาก แต่ความที่ยังชอบทำนู่นทำนี่ เป็นคนอยู่ไม่สุข ก็เลยคิดว่าจะทำอะไรดี อย่างก่อนหน้านี้เย็บผ้าก็เย็บไม่เป็นนะคะ เคยเรียนเย็บผ้าตอน ม.2 วิชาคหกรรมแต่ก็ไม่เคยตัดเย็บจริงจัง ไม่เคยเย็บอะไรได้เลย แพทเทิร์นก็ไม่เคยใช้ แต่พอมาอยู่ที่นี่ก็เลยอยากลองตัดเสื้อให้ลูก เพราะเหมือนเป็นความฝันว่าอยากตัดชุดผู้หญิงน่ารักๆ ทีนี้ก็เลยไปซื้อแพทเทิร์นมาลองตัดดู ซึ่งแพทเทิร์นก็เป็นแบบเก่าเลยนะคะ ยุคฟิฟตี้อะไรแบบนี้ ซึ่งอุ้มไปซื้อมาจากร้านขายของวินเทจ แล้วก็มาเริ่มหัดใช้แพทเทิร์นตัดเสื้อ อย่างชุดกระโปรงของลูก ปัจจุบันชุดแรกก็ที่ตัดได้ก็ยังเก็บไว้อยู่เลยค่ะ พอทำเป็น ทำได้ ก็ทำมาเรื่อยๆ

หลังจากอุ้มตัดชุดลูกได้ ก็คิดว่าเอ๊ะเราจะตัดชุดให้ตัวเองได้ไหม ทีนี้อุ้มก็เลยไปซื้อแพทเทิร์นของผู้ใหญ่มา แล้วก็เริ่มลองตัด ต้องบอกเลยว่า ที่นี่มีร้านผ้าน่ารักเยอะมาก พอตัดเสื้อได้ก็เริ่มถักนิตติ้ง จากเป็นแม่บ้านว่างๆ ไม่เคยทำอะไรพวกนี้ก็หัดลองถักดู พอถักได้ก็มาถักสเวตเตอร์แบบมีฮู้ดให้ลูก จากที่คิดว่าเราไม่น่าจะทำได้ แต่สรุปว่า เอ้า เราก็ทำได้หนิ

หนึ่งคำขวัญประจำใจ กลายเป็นแรงผลักดันที่ตั้งใจทำอะไรแล้วต้องทำให้ได้

ตัวอุ้มมีคำขวัญประจำใจอยู่ประโยคหนึ่ง ซึ่งคุณย่าเป็นคนสอน เมื่อก่อนเวลาอุ้มจะทำอะไร ก็มักจะไปถามคุณย่าว่า คุณย่าขาอันนี้ทำยังไง คุณย่าก็จะพูดว่า “มันจะไปยากอะไรล่ะลูก” ก็คือถ้าเราอยากทำให้ได้ต้องตั้งใจ และหัดทำมันไปเรื่อยๆ อุ้มรู้สึกว่าทุกวันนี้ถ้าอยากทำอะไรมันง่ายมาก เพราะว่าในยูทูปมีวิดิโอเต็มไปหมด มีวิดีโอสอนทำทุกอย่าง อย่างการถักนิตติ้งมันก็ต้องมีแพทเทิร์นเหมือนกัน มีสติช (ลาย) แบบต่างๆ ให้เลือกถัก อันไหนที่เราไม่รู้ก็ไปเปิดยูทูป แกะรหัสไปเรื่อยๆ มันเหมือนเป็นบทเรียนของเรา เหมือนกับการไปเข้าคลาสเรียน

จากตัดเสื้อ ถักนิตติ้ง พอทำได้แล้ว อุ้มก็เริ่มไปทำโปรเจ็กต์อื่นต่อๆ อย่างการปลูกผักกินเอง อยู่เมืองไทยอุ้มก็ไม่เคยปลูก คือเราทำนาก็จริง อันนั้นคือแบบเรื่องใหญ่ไปเลย  แต่ว่าปลูกผักสวนครัวอุ้มไม่เคยทำ เพราะเราเป็นคนเมือง แต่พอมาอยู่ที่นี่ มันมีความรู้สึกว่า เอ้อคนอื่นเขาก็ทำกันหนิ

หน้าบ้านของคนที่นี่จะมีแปลงผักอยู่แทบทุกบ้าน พอเห็นแบบนี้อุ้มก็ขุดหลังบ้านทำแปลงผักเลย ซึ่งเราก็ไปซื้อเมล็ดพันธุ์ผักมา หาข้อมูลเรื่องปุ๋ย เดินผ่านบ้านไหนเห็นเขาปลูกแล้วผักงาม ก็ไปถามเขาว่าใช้ดินอะไร ปลูกยังไง ขอคำแนะนำจากเขา พอได้ข้อมูลมาเราก็ลองปลูกดู ปรากฏว่าก็ทำได้ นี่อุ้มก็เพิ่งลงกระเทียมไปอีก 80 หัว

แม่บ้านครบวงจร ขาดไม่ได้คือการทำอาหาร

อยู่เมืองไทย อุ้มไม่เคยทำกับข้าวเลย พอแพรวถามก็ทำให้คิดขึ้นได้ว่า เรื่องที่อุ้มทำเหมือนปกติวิสัยในทุกวันนี้ จริงๆ เพิ่งมาหัดทำที่นี่ทั้งหมด  อย่างเดี๋ยวนี้บ้าเลือดทำขนมเปียกปูน แล้วก็ปั้นสิบ อุ้มก็ไปเสาะหาวัตถุดิบจากร้านเอเชียซึ่งอยู่ไกลจากบ้านมาก ไปซื้อปูนแดงมาทำน้ำปูนใส คืออยู่เมืองไทยไม่เคยมีความคิดจะทำอะไรพวกนี้เลย เพราะว่ามันหากินง่าย ไม่ต้องเดือดร้อนทำ อยากกินเปียกปูน อยากกินขนมชั้นก็ไปซื้อที่ร้านขนมหวานดำรงค์ แต่พออยู่ที่นี่อยากกินขึ้นมาแล้วจะไปหาที่ไหนก็ต้องทำเอง ได้หัดทำก็พบว่าจริงๆ มันก็ไม่ได้ยากอะไร

ถ้าอุ้มทำได้ ใครๆ ก็ทำได้ ตัวอุ้มไม่ได้มีพลังวิเศษอะไรมากจากไหน อุ้มก็เป็นผู้หญิงทำงาน วิ่งประชุมวุ่นวายอยู่ในกรุงเทพฯ จนกระทั่งย้ายมาอยู่ที่นี่ก็พบว่าสิ่งที่คิดว่าทำไม่ได้ พอได้ลองทำจริงๆ มันก็ไม่ยากเกินความสามารถ

นักแสดงสาวไทยมากความสามารถ ชีวิตเปลี่ยนหลังย้ายมาอยู่อเมริกา

ชีวิตอุ้มเปลี่ยนเลยค่ะ คือคนที่รู้จักเราอย่างเพื่อนฝรั่งทั้งหลาย เขาไม่เคยรู้มาก่อน เขานึกภาพไม่ออกว่าอุ้มเคยเป็นดารา แต่พอคบกันไปนานๆ เขาก็เริ่มรู้ เริ่มเข้าใจถึงความบ้าเลือดของเราว่าเอ่อยัยคนนี้มันทำนู่นทำนี่ทั้งวัน เขามองว่าอุ้มก็เป็นแม่บ้านคนหนึ่งที่อยู่บ้านเลี้ยงลูก

ก่อนหน้านี้เราเคยทำงานในวงการบันเทิง รับผิดชอบแค่หน้าที่ของเรา เสร็จงานแล้วก็กลับบ้าน พอมาทำบริษัทของตัวเอง เราก็เริ่มดูแลคนอื่น แต่ทุกวันนี้กลายเป็นเราที่เป็นคนดูแลทุกคนในครอบครัว ทำทุกอย่าง กลายมาเป็นเหมือนคุณย่าตัวเองได้ยังไงก็ไม่รู้ คอยดูแลอาหารการกิน เสื้อผ้า การเป็นอยู่ สุขอนามัยทุกอย่าง อุ้มต้องจัดการเรื่องโรงเรียนของลูก กิจกรรมนู่นนี่ พลังงานที่มีก็ทุ่มเทไปกับครอบครัวมากๆ ค่ะ คือไม่คิดว่าตัวเองจะกลายเป็นแบบนี้เลย

เมตตา อนีคา สาวน้อยนักกิจกรรม

ตอนนี้เมตตากำลังจะ 8 ขวบค่ะ เรียนอยู่ชั้นป.2 (Second Grade) ส่วนอนีคากำลังจะ 5 ขวบ เดือนกันยานี้ก็กำลังจะไปอนุบาล ก็จะเริ่มไปโรงเรียนเต็มเวลาแล้ว แต่ช่วงนี้เมตตาก็ยังเรียนออนไลน์ เพราะล็อกดาวน์อยู่บ้าน แต่กิจกรรมแน่นมากเพราะแม่เองก็เป็นแบบ Project Manager หาอะไรให้ลูกทำตลอดเวลา อย่างงานศิลปะ อ่านหนังสือ เกมส์ ที่บ้านเล่นบอร์ดเกมส์เยอะมาก เพราะว่ารู้สึก เมตตาเรียนออนไลน์ 6-7 ชม ตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึงบ่าย 2 ทุกวันเลยจันทร์ถึงศุกร์ คือรู้สึกว่าใช้เวลาไปกับตรงนี้เยอะมากๆ แล้ว ก็พยายามจะหากิจกรรมที่มันออฟไลน์ให้เขาอ่ะค่ะ แล้วก็ต้องออกไปใช้ชีวิตนอกบ้านด้วย ทุกวันต้องออกไปเล่นนอกบ้าน

ลูกไม้ใต้ต้น ฉายแววนักแสดง มีความคิดสร้างสรรค์

สองคนพี่น้องเคยคิดละครเวทีกันเอง มีแอบซ้อม มีพร็อพด้วยนะคะ แล้วก็เรียกคุณพ่อคุณแม่ไปดู อุ้มส่งเสริมการใช้ความคิดสร้างสรรค์ให้กับลูก ช่วงอาทิตย์ สองอาทิตย์ที่ผ่านมาพวกเราติดดูมิวสิควิดีโอของวง OK GO มากเป็นวงที่ทำมิวสิควิดีโอได้สร้างสรรค์ที่สุดในโลก จริงๆ อุ้มเคยดูมาตั้งนานแล้วค่ะ วันหนึ่งก็คิดขึ้นมาว่าลองเปิดให้ลูกดูดีกว่า ปรากฏว่าโอ้โหสนุกมากๆ นั่งดูกับลูกๆ แล้วก็ช่วยกันคิดว่าแบบนี้จะยังไง คืออุ้มชอบให้เขาคิด อย่างสมมุติว่าเราจะไปที่จุด D มันไม่ได้มีทางเดียวที่จะไปได้ ลองคิดดูสิว่าไปทางไหนได้อีกบ้าง

นอกจากนี้ยังมีเกมโชว์ของอังกฤษที่พวกเราชอบดูกันมากชื่อรายการว่า whose line is it anyway เป็มคอมเมเดี้ยนแนวตลก ซึ่งตอนหนึ่งในรายการเขาให้อุปกรณ์ชิ้นหนึ่งอย่างไม้ถูพื้นมาเป็นโจทย์ และให้เราลองคิดว่าหากไม่นำมาถูพื้นจะเอามาเป็นอะไรได้อีกบ้าง ดูเสร็จอุ้มก็ลองให้โจทย์ เมตตา กับอนีคาอย่างผ้าเช็ดหน้าหนึ่งผืนสามารถกลายเป็นอะไรได้บ้าง แล้วก็มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน

คอยซัพพอร์ต สนับสนุนในสิ่งที่ลูกอยากทำ

สิ่งที่อุ้มทำ คือได้แต่เตรียมซัพพอร์ต เตรียมสนับสนุนแล้วก็ดูว่าเขาสนใจอะไรในช่วงเวลาไหน เพราะว่าคนเราเปลี่ยนแปลงตลอด บางช่วงสนใจเรื่องนี้ก็หาอะไรมาให้ทำ ห้องสมุดที่นี่ดีมากๆ ด้วย คือไม่ว่าจะสนใจอะไรก็มีหนังสือให้ยืมหมดค่ะ แล้วสามีอุ้มเป็นครูเขาก็จะชอบเรื่องการศึกษา อย่างเรื่องหนังสือก็ไม่ต้องเป็นห่วงเลยสามีหามาให้หมด

ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายเราทั้งคู่ก็ต้องวางแผน อุ้มกับคริสโตเฟอร์เริ่มเก็บเงินกันตั้งแต่เมตตายังไม่ขวบนึงเลยค่ะ เพราะว่าค่าเล่าเรียนที่นี่โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยมันแพงมากๆ แล้วก็ต้องคิดไปถึงอีก 18ปีข้างหน้าที่เมตตากับอนีคาจะเข้ามหาลัยคือเงินเฟ้อ มันเพิ่มแบบ 4-5% ทุกๆ ปี พอถึงตอนนั้นมันก็เป็นจำนวนเงินมหาศาลถ้าเราไม่เก็บตั้งแต่ตอนนี้ลูกก็จะต้องไปกู้ซึ่งลำบากต่อชีวิตเขาอีก เพราะฉะนั้นเราก็ค่อยๆ เก็บไปด้วย

นอกเหนือจากเรื่องวิชาการก็ส่งเสริมด้านอื่นด้วยที่ไม่ใช่เรื่องการเรียนอย่างเดียว เมตตากับอนีคาเริ่มเรียนบัลเล่ต์ตั้งแต่ 3 ขวบคือเขาไปเต้นเล่นๆ ที่โรงเรียนแล้วเกิดสนใจจริงๆ ก็เลยพาไปลงเรียนที่เป็นคลาสสอนบัลเล่ต์เลย เมตตาเรียนมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบันก็ 5ปีแล้ว ช่วงก่อนหน้านี้ที่ไม่มีโควิดก็ให้เรียนซอคเก้อร์ ไปเรียนเตะฟุตบอลอีกด้วยค่ะ

ถอดแบบแม่ เข็มแข็งแต่อ่อนโยน สายบู๊ลุยทุกที่

เมตตา กับ อนีคาเป็นเหมือนอุ้มทั้งคู่เลยค่ะ แต่จะคนละแบบ คือเมตตาก็จะค่อนข้างจริงจัง ตั้งอกตั้งใจถ้าจะทำอะไรก็ต้องทำให้ได้ทำให้ดี  ค่อนข้างเซ้นซิทีฟเวลาแม่ทำงานเหนื่อยๆ ก็จะทำการ์ดมาให้ บางทีก็นวดให้แม่ ส่วนอนีคาเป็นแบบสายบู้ สายลุยจะทำอะไรก็จะทำหกล้มก็ลุกขึ้นมาปัด ไม่เจ็บก็วิ่งต่อไป อึดหน่อยแล้วก็ร่าเริงบ้าๆ บอๆ (หัวเราะ)

สอนให้รักความเป็นไทย ไม่ลืมบ้านเกิดตัวเอง

ทุกวันนี้อุ้มพูดกับลูกเป็นภาษาไทย น้องสองคนพูดไทยได้ แต่เรื่องเขียนไทยยังห่างไกลค่ะ เมื่อซัมเมอร์ก็เริ่มสอนภาษาไทยให้เมตตาแบบจริงจัง เพราะก่อนหน้านี้เคยพยายามสอนแต่เขาไม่อยากเรียน เพิ่งจะมาจริงจังตอนซัมเมอร์นี้พอสอนปั๊ปก็ไปได้เร็วเลย เพราะเขาเรียนโรงเรียนสองภาษาอย่างอังกฤษกับญี่ปุ่น เหมือนความเข้าใจเรื่องภาษาเขาก็ดีอยู่แล้ว พอเพิ่มอีกภาษาเขาก็เข้าใจว่าพยัญชนะจะผสมขึ้นมาเป็นคำยังไง พอเริ่มจะเขียนได้บ้างแล้วค่ะ

คุยกันมาเรื่อยๆ แพรวก็ได้ลองถาม อุ้ม สิริยากรว่าครั้งหนึ่งเธอเคยให้สัมภาษณ์ว่ากับแพรวว่า คุณสามี คริสโตเฟอร์ มาร์ควอร์ท บอกว่าอุ้มดูดฝุ่นเก่งมาก ตอนนี้ยังดูดฝุ่นเก่งเหมือนเดิมไหม?

ซึ่งอุ้มก็ได้หัวเราะกับคำถาม พร้อมกับตอบว่า เก่งเหมือนเดิมค่ะ เป็นแบบโรคจิตชอบดูดฝุ่นชอบทำความสะอาดบ้าน ถ้าบ้านไม่สะอาดจะรู้สึกจิตใจเราวุ่นวาย เราก็จะเริ่มเก็บบ้านทำความสะอาด จิตใจก็จะรู้สึกสบายขึ้น อุ้มกับสามีจะเหมือนกันเลย แต่สามีอุ้มหนักกว่าอีก คือเหมือนจะทำไรไม่ได้เลยถ้าบ้านรก

ลูกคือจุดเปลี่ยนของชีวิต

ใช่ค่ะ จะเรียกว่ายังไงดีคือ อุ้มลืมไปเลยว่าชีวิตก่อนหน้านี้เป็นยังไง อุ้มคิดว่าคนมีครอบครัวน่าจะรู้สึกคล้ายๆ คือมันเหมือนชีวิตที่อุ้มลืมไปเลยว่าการไปเที่ยวคนเดียว การไปไหนมาไหนคนเดียวมันเป็นยังไง เพราะว่าเดี๋ยวนี้ทำอะไรก็ทำเหมือนกันทั้งครอบครัว

มุมมองการใช้ชีวิตของผู้หญิงที่ชื่อ อุ้ม สิริยากร

อุ้มว่าชีวิตคนเราเนี่ยก็มีช่วงเวลาต่างๆ เรามีบทบาทเปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อยๆ บางทีเราอาจจะเป็นผู้หญิงทำงาน จนกลายมาเป็นแม่ อีกหน่อยอุ้มก็อาจเป็นยาย เป็นอะไรก็ตามแต่ เพราะฉะนั้นเรามีหน้าที่อะไรในช่วงไหนของชีวิตเราก็ทำมันให้ดีที่สุด แต่อย่าลืมว่าความเชื่อหรือว่าความสนใจ แพชชั่นของเราอยู่ที่ไหนก็ต้องไม่ลืม

ถึงแม้อุ้มจะไม่ได้ทำงานในวงการบันเทิงเหมือนเดิมแต่ตอนนี้ความเชื่อของอุ้มก็ยังเหมือนเดิมในเรื่องการรักธรรมชาติ เชื่อในความจริง ฝึกฝนการใช้ชีวิตอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม เพราะฉะนั้นเนี่ยไม่ว่าอุ้มจะอยู่ในบทบาทใดที่ไหนก็ตามบนโลกนี้ อุ้มก็จะยังสื่อสารสิ่งเหล่านี้อยู่เสมอ ไม่ว่าจะตอนเป็นนักแสดงมีใครมาสัมภาษณ์มักจะแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ อย่างลึกซึ้ง

อุ้มจะพูดในสิ่งที่ตัวเองเชื่อเสมอ พอมาเป็นแม่อุ้มก็สอนลูกในสิ่งที่เราเชื่อแต่ไม่บังคับว่าเขาต้องเชื่อตามเราอย่างอุ้มเป็นมังสวิรัติ สามีก็เป็นมังสวิรัติมาเป็น10ปี แต่อุ้มก็ให้ลูกกินเนื้อสัตว์ เพราะว่าพอถึงวันหนึ่งเขาต้องเลือกเอง อย่างเราก็เลือกที่จะเป็นมังสวิรัติไม่มีใครมาบังคับ อุ้มเป็นตัวอย่างให้เขาดูแล้วก็อธิบายให้เขาฟังว่าทำไมพ่อกับแม่ถึงไม่กินเนื้อสัตว์

หรือตอนนี้อุ้มเขียนคอลัมส์ ก็เขียนในสิ่งที่อุ้มเชื่อ แม้จะดูว่าอุ้มชอบเย็บผ้า ปลูกผัก ทำกับข้าว เหมือนกับว่าเป็นแม่บ้านจังเลยแต่อุ้มไม่ได้ทำสิ่งเหล่านี้เพราะว่าอุ้มเป็นแม่บ้านแต่ว่าอุ้มดูในเนื้อหาสิ่งที่ทำมันมีความเชื่ออยู่ในนั้นมันไม่ใช่แค่ทำเพื่ออยู่รอดไปวันๆ เพราะฉะนั้นอุ้มเชื่อว่าคนเราถ้าใส่ใจกับสิ่งที่ทำย่อมทำได้เสมอ

ครอบครัว อุ้ม สิริยากร

ส่วนเรื่องครอบครัวอุ้มเชื่อว่าพอมาเป็นแม่คน เราได้เรียนรู้ว่าเป็นหน้าที่สำคัญที่สุดในชีวิตคือการสร้างคนที่เขาจะไปเป็นทรัพยากรของโลกนี้ต่อไป มันเป็นหน้าที่ที่สำคัญมาก แล้วเราได้โอกาสมาเป็นพ่อเป็นแม่ได้ทำมันอย่างมีความหมาย อุ้มบอกลูกเสมอนะวันหนึ่งที่พวกหนูจะโตขึ้นไปจะสร้างสิ่งดีๆ ให้โลกนี้ อย่างวันก่อนอุ้มพาเขาออกไปเดินเก็บขยะที่หน้าบ้านเขายังเล็กก็ให้เขาทำเท่านี้ พอโตขึ้นก็ค่อยรับผิดชอบในสิ่งที่มากขึ้น พอกลับมาอุ้มก็ถามเขาว่าทำไมต้องพาไปเก็บขยะ เขาก็ตอบว่ามันดีต่อคนอื่นและมันเป็นการช่วยคนอื่นแต่เรายังเด็กเลยทำได้แค่นี้

อุ้มหวังว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้คุณพ่อคุณแม่ อุ้มว่ามือถือหรือไอแพดเนี่ยเป็นทางสิ่งท้ายๆ เลยค่ะที่จะเอาใส่มือลูก ยังมีอย่างอื่นที่ให้พวกเขาใช้ความพยายามและจินตนาการได้ลองเรียนรู้อีกมากมาย


เรื่อง : New Nitcha

ภาพ : อุ้ม สิริยากร IG (@oomsiriyakorn)

9 คำคมสะท้อนตัวตน อุ้ม-สิริยากร นี่แหละ #อาร์ตตัวแม่ ของจริง

เรียกพี่สาวก็ยังได้ 6 ดาราสาว วัย 40 อัพ สตัฟฟ์หน้าเด็ก เข้าวงการจนมีลูกก็ยังสวยไม่เปลี่ยน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Coach Swinger Bag กระเป๋าดีไซน์วินเทจ

ฮ็อตปรอทแตก! Coach Swinger Bag กระเป๋าดีไซน์วินเทจ น่ารักทุกเฉดสี

เหล่าเซเลบอวดความน่ารักของกระเป๋า Coach Swinger Bag นำทีมโดย คุณโบว์ เมลดา , คุณณิชา ณัฏฐณิชา , คุณซาร่า เล็กจ์ , คุณแพรวา ณิชาภัทร รวมไปถึง Coach Family อย่าง โคกิ (Kōki) และหยางจื่อ (Yang Zi)

กระเป๋า The Swinger Bag ที่ถูกพูดถึงกันมากมายในช่วงซัมเมอร์นี้ เป็นกระเป๋าจากคอลเล็คชั่น The Coach Originals ซึ่งเป็นคอลเล็คชั่นที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความเป็นตัวตนของแบรนด์ ที่มีต้นกำเนิดที่นิวยอร์ก โดยผลิตจากหนัง glovetanned leather เป็นที่นิยมในยุค 1980 ผสมผสานด้วยผ้า jacquard กับลวดลาย Signature C อันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมปรับดีไซน์ให้ทันสมัยและเหมาะสมกับยุคปัจจุบัน

ฮ็อตปรอทแตก! Coach Swinger Bag กระเป๋าดีไซน์วินเทจ น่ารักทุกเฉดสี

กระเป๋า Coach Swinger Bag กระเป๋า Coach Swinger Bag หยางจื่อ กระเป๋า Coach Swinger Bag กระเป๋า Coach Swinger Bag ณิชา ณัฏฐณิชา กระเป๋า Coach Swinger Bag โบว์ เมลดา Coach Swinger Bag

อีกทั้งยังใช้ Turnlock ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Coach สำหรับไว้ล็อคตัวซิปกระเป๋า สายหนังสะพายแบบสั้น และยังมีสายสะพายแบบยาวสำหรับสะพายข้างได้อีกด้วย และปฏิเสธไม่ได้ถึงความน่ารักของสีสันที่มีมาให้เลือกถึง 6 และด้วยความพิถีพิถันในการทำกระเป๋าของ Coach ทำให้กระเป๋าใบนี้ทำออกมาได้ตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้หญิงยุคใหม่ที่ไม่ทิ้งกลิ่นอายความคลาสสิก

Coach Swinger Bag

Coach Swinger Bag

กระเป๋า Coach Swinger Bag

กระเป๋า Coach Swinger Bag

SWINGER BAG IN SIGNATURE JACQUARD วางจำหน่ายแล้วในราคา 14,500 บาท ใครอยากเป็นเจ้าของก็ไม่ต้องคิดเยอะ เพราะปังทั้งดีไซน์และราคา


ภาพ : Coach

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เกินวัยหรือมีสไตล์? ‘Maya Basol’ แฟชั่นนิสต้าวัย 6 ขวบ ใส่ชุดไหนก็สวยปัง

ใครถือบ้าง? BOYY กระเป๋าแบรนด์ไทย ดีไซน์ถูกใจเซเลบต่างชาติ

เจ้าแม่ Hermes แห่งเกาหลีใต้! บุกคลัง กระเป๋า ‘เจสสิก้า’ เยอะจนบ้านไม่พอเก็บ!

 

เจ้าหญิง ทาลิทา วอน เฟอร์สเตนเบิร์ก

เจ้าหญิง ทาลิทา ฟอน เฟอร์สเตนเบิร์ก เชื้อพระวงศ์ทายาทยักษ์ใหญ่ในโลกแฟชั่น

เจ้าหญิง ทาลิทา ฟอน เฟอร์สเตนเบิร์ก แห่งเยอรมนี เชื้อพระวงศ์ และ ทายาทยักษ์ใหญ่ในโลกแฟชั่น หลานสาวมหาเศรษฐี เจ้าของ DFS (Duty Free Shops)

เป็นอีกหนึ่งสาวที่มีคุณสมบัติพร้อมพรั่งสำหรับการเป็นบุคคลระดับเอลิสต์ เธอสวย เปรี้ยว สืบเชื้อสายขุนนางเยอรมนี และมีคุณย่าเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ระดับโลก บวกกับทรัพย์สมบัติมากมายมหาศาลจากฝั่งมารดา ซึ่งเป็นทายาทอภิมหาเศรษฐีอเมริกัน เธอเกิดมาพร้อมคำนำหน้าว่า เจ้าหญิง จึงไม่น่าแปลกใจที่จะเห็นเธอเฉิดฉายอยู่ในโลกแฟชั่นด้วยมาดชิคแอนด์คูล พร้อมแก๊งเพื่อนสาวลูกท่านหลานเธอที่เริดไม่แพ้กัน

เธอคือ เจ้าหญิง ทาลิทา ฟอน เฟอร์สเตนเบิร์ก แห่งเยอรมนี

Who is Talita?
เจ้าหญิงทาลิทา นาตาชา ฟอน เฟอร์สเตนเบิร์ก (Princess Talita Natasha von Furstenberg) เป็นพระธิดาในเจ้าชายอเล็กซานเดอร์ วอน เฟอร์สเตนเบิร์ก และอเล็กซานดร้า มิลเลอร์ หากมองทางฝั่งพระบิดา เจ้าหญิงพระชันษา 18 ปี คือทายาทผู้สืบทอดเชื้อสายราชสกุลเฟอร์สเตนเบิร์ก ซึ่งเป็นตระกูลขุนนางเก่าแก่ของเยอรมนีกับตระกูลอันเญลลี (Agnelli) ตระกูลเก่าแก่ของอิตาลี บรรพบุรุษของเธอคือ จิโอวานนี อันเญลลี ผู้ก่อตั้งบริษัทเฟียต และเจ้าหญิงเวอร์จิเนีย เบอร์เบิน เดล มอนเต คุณปู่และคุณย่าของเจ้าหญิงเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ชื่อดังทั้งคู่ คือ เจ้าชายเอกอนวอน เฟอร์สเตนเบิร์ก และไดแอน ฟอน เฟอร์สเตนเบิร์ก ตระกูลทางฝั่งมารดาของเธอก็มิได้น้อยหน้ากัน คุณตาของทาลิทาคืออภิมหาเศรษฐีพันล้าน โรเบิร์ต วอร์เรน มิลเลอร์ ผู้ร่วมก่อตั้ง DFS (Duty Free Shops) ซึ่งมีทรัพย์สินทั้งสิ้น 2.3 พันล้านเหรียญ

เจ้าหญิง ทาลิทา วอน เฟอร์สเตนเบิร์ก

เจ้าหญิงมีพระอนุชาอีกสองพระองค์คือ เจ้าชายเอกอน แม็กซิมิเลียน ฟอน เฟอร์สเตนเบิร์ก และพระอนุชาต่างพระมารดาคือ เจ้าชายลียง ฟอน เฟอร์สเตนเบิร์ก เธอเป็นหลาน (ป้า) ของเปีย เก็ตตี้ และเจ้าหญิงมารีแชนทัล มกุฎราชกุมารีแห่งกรีซและเจ้าหญิงแห่งเดนมาร์ก และเป็นพระนัดดา (หลานอา) ของเจ้าหญิงทาเทียนา ฟอน เฟอร์สเตนเบิร์ก

เจ้าหญิง ทาลิทา วอน เฟอร์สเตนเบิร์ก

เจ้าหญิงทาลิทาเกิดในนิวยอร์กซิตี้ เพิ่งจบการศึกษาจาก Brentwood School ในแอลเอ และเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์พร้อมกับเจ้าชายคอนสแตนติน อเล็กซิออสแห่งกรีซ และเดนมาร์ก ลูกพี่ลูกน้องของพระองค์ ถึงแม้จะทรงเป็นสาวสังคมสุดเปรี้ยว แต่เจ้าหญิงก็ไม่เคยทรงทิ้งการเรียน นอกจากนั้นพระองค์ยังทรงเปิดเผยทัศนคติทางการเมืองอย่างชัดเจน ทรงสนับสนุนฮิลลารี คลินตัน อย่างเต็มที่ และเคยเป็นอินเทิร์นช่วยรณรงค์หาเสียงในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้ฮิลลารีอีกด้วย

หลานสาวคนโปรดของคุณย่า
เจ้าหญิงทาลิทาทรงเป็นหลานสาวคนแรกของไดแอน วอน เฟอร์สเตนเบิร์ก ซึ่งเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ที่โด่งดังตั้งแต่ยุค 70 และได้รับการยกย่องให้เป็น “The most marketable woman since Coco Chanel” ภาพคุณย่าสุดเปรี้ยวไปไหนมาไหนกับหลานสาวคนสวยมักพบเห็นออกสื่อบ่อยครั้ง และที่จะพลาดไม่ได้คือ งานแฟชั่นโชว์เสื้อผ้าแบรนด์ DVF ของคุณย่าจะต้องมีเจ้าหญิงนั่งแถวหน้าริมรันเวย์ให้กำลังใจคุณย่าเสมอ

เป็นที่รู้กันดีว่า ไดแอน ฟอน เฟอร์สเตนเบิร์ก เป็นนักธุรกิจหญิงผู้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการสร้างอาณาจักรแฟชั่นแบรนด์ DVF เป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ระดับตำนาน เป็นหนึ่งในสตรีผู้สร้างแรงบันดาลใจอย่างสูงสุดในอุตสาหกรรมแฟชั่น นอกจากนั้นสมัยสาวๆ คุณย่าไดแอนยังสวยเฉี่ยวและเปรี้ยวจี๊ดสุดๆ ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยว่า ใครเป็นผู้ถ่ายทอดความเป็นแฟชั่นนิสต้าให้เจ้าหญิง แน่นอนว่าพระองค์ทรงได้จากคุณย่ามาอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง เพราะอีกครึ่งหนึ่งทรงได้รับจากพระมารดา อเล็กซานดร้า มิลเลอร์ ซึ่งเป็นน้องนุชคนสุดท้องใน The Miller Sisters สามใบเถาสาวเปรี้ยวลูกสาวของอภิมหาเศรษฐี โรเบิร์ต มิลเลอร์ พี่สาวคนโตคือ เปียเก็ตตี้ ซึ่งแต่งงานกับเศรษฐีน้ำมัน คริส เก็ตตี้ พี่สาวคนรองคือ มารี แชนทัล ซึ่งกลายเป็นเจ้าหญิงเนื่องจากการเสกสมรสกับเจ้าชายเปาโลส มกุฎราชกุมารแห่งกรีซ

สามสาวตระกูลมิลเลอร์จึงส่งต่อความเป็นเซเลบสามใบเถาระดับเอลิสต์ไปโดยปริยาย เมื่ออิซาเบล เก็ตตี้ ลูกสาวของเปีย เจ้าหญิงมาเรีย โอลิมเปีย ธิดาของเจ้าหญิงมารี แชนทัล และเจ้าหญิงทาลิทา ซึ่งบังเอิญอยู่ในวัยใกล้กัน แท็กทีมออกงานสังคมในลุคสาวน้อยสวยเปรี้ยว ไม่แพ้เหล่ามารดาของพวกเธอ จนถูกสื่อเรียกว่า The Miller Cousins ความแตกต่างระหว่างเดอะมิลเลอร์ซิสเตอร์สและเดอะมิลเลอร์เคาซินส์คือ การมีโซเชียลมีเดีย สมัยที่สาวมิลเลอร์รุ่นคุณแม่กำลังเฟี้ยวฟ้าวในวงสังคมนั้นอยู่ในยุค 90 ซึ่งโลกโซเชียลยังไม่ดุเดือดขนาดนี้ ความสนใจของสาธารณชนต่อพวกเธอล้นหลาม แต่ไม่จี๊ดจ๊าดวุ่นวายเหมือนสมัยนี้ พระมารดาของเจ้าหญิงให้ความเห็นว่า ทุกอย่างแพร่กระจายไปไวเหมือนไฟลามทุ่งและดูไม่สมจริง ไม่ว่าจะเรื่องเสื้อผ้า เมคอัพ หรือการคอนทัวร์ใบหน้าก็ดูเว่อร์วังเสียเหลือเกิน

ในขณะเดียวกันสามสาวมิลเลอร์รุ่นเล็กก็ให้ความเห็นว่า พวกเธอไม่ได้แม้เศษเสี้ยวของรุ่นคุณแม่เลย เพราะสมัยนั้นยังไม่มีโทรศัพท์มือถือด้วยซ้ำ นึกไม่ออกเลยว่าชีวิตจะเป็นอย่างไร เมื่อต้องใช้โทรศัพท์สาธารณะ เพื่อโทร.เช็กข้อความ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ตอนนี้สามสาวมิลเลอร์รุ่นเล็กก็ยึดพื้นที่ข่าวสังคมแวดวงไฮเอนด์ไปเรียบร้อยแล้ว

ชีวิตสุดเริดของเจ้าหญิงยุคใหม่
ถึงแม้ว่าประเทศเยอรมนีจะไม่มีสถาบันกษัตริย์นานแล้ว แต่ทายาทผู้สืบเชื้อสายราชสกุลต่างๆ ต่อมาจนถึงปัจจุบันยังคงยศเจ้าหญิงและเจ้าชายสืบเนื่องมา ดังนั้นเจ้าหญิงยุคใหม่อย่างพระองค์จึงไม่ต้องปฏิบัติภารกิจออกงานพิธีการต่างๆ ในฐานะเชื้อพระวงศ์อย่างราชวงศ์อังกฤษ หรือประเทศในยุโรปที่ยังคงมีสถาบันกษัตริย์ พระองค์จึงทรงใช้ชีวิตอย่างลูกผู้ดีตระกูลเก่าแก่ สุขสบายหรูหราสมฐานะ

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าเทรนด์ของลูกท่านหลานเธอยุคนี้คือ การเข้าสู่โลกแฟชั่นชั้นสูง จึงมักเห็นเชื้อพระวงศ์รุ่นใหม่นั่งอยู่แถวหน้าริมรันเวย์เสมอ และหากสวยเตะตาพอจะเป็นนางแบบได้ ก็มักถูกโมเดลลิ่งชื่อดังจับเซ็นสัญญาเป็นนางแบบในสังกัด เจ้าหญิงทาลิทาก็ทรงอยู่ในเกณฑ์นี้เช่นกัน พระองค์คือส่วนผสมที่ลงตัว ทรงเป็นเชื้อพระวงศ์ที่เป็นทายาทยักษ์ใหญ่ในโลกแฟชั่น เรียกว่าแฟชั่นอยู่ในสายเลือดก็ว่าได้ นอกจากทรงเป็นนางแบบแล้ว ยังทรงเคยฝึกงานที่นิตยสารวัยรุ่นเล่มหนึ่งและช่วยงานที่ห้องเสื้อ DVF ของคุณย่า ตอนพระชันษา 16 ปี เจ้าหญิงทรงได้ลงปกนิตยสารชื่อดังและได้ลงคอลัมน์ในนิตยสารอีกด้วย

ปีที่แล้วเจ้าหญิงทรงออกงาน Met Gala ในนิวยอร์กเป็นครั้งแรก พระองค์ทรงงดงามโดดเด่นบนพรมแดงในชุดราตรียาวสีดำเรียบหรู ดูคลาสสิกจากแบรนด์ของคุณย่า สไตล์การแต่งตัวของเจ้าหญิงคือ เก๋ เท่ โดยไม่ดูพยายามมากเกินไป ด้วยส่วนผสมของความเป็นวัยรุ่นและความหรูหรา พระองค์ทรงเคยสรุปไว้ว่า สไตล์ของพระองค์คือ California Casual ซึ่งก็ดูเข้ากับบุคลิกสบายๆ บางครั้งก็ทรงออกงานกับคุณย่าโดยแต่งตัวแมตช์กันพอหอมปากหอมคอ

ใครอยากเห็นว่าชีวิตของเจ้าหญิงหรูเริดเพียงใด ต้องตามไปส่องไอจีของพระองค์ @talitavon ช่วงเบรกฤดูหนาว เจ้าหญิงทรงไปงานปารีสโอต์กูตูร์และเฉลิมฉลองวันขอบคุณพระเจ้าที่เกาะบริติชเวอร์จิ้น ส่วนช่วงซัมเมอร์จะทรงไปพักผ่อนที่กรีซเป็นประจำพระองค์เพิ่งถ่ายแบบให้ Moda Operandi และลงคอลัมน์ในนิตยสารดังอีกฉบับหนึ่ง แน่นอนว่าเจ้าหญิงไม่ได้ทำงาน เพราะยังทรงเป็นผู้เยาว์ เพิ่งเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรในอนาคต แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้ทรงขึ้นทำเนียบเป็น It Girl อีกคนหนึ่งแล้ว และถูกมองว่ามีแววจะเป็นแฟชั่นไอคอนในอนาคตเหมือนคุณย่าแน่นอน


เรื่อง : นิตยสารแพรว ฉบับ 924 คอลัมน์ HOT FAB ROYAL หน้า 64 – 67
ภาพ IG : talitavon

สวยไม่สร่าง 'แอนนา นาตาชา' วัย 53 ปี หน้าใส หุ่นเป๊ะทุกสัดส่วนในชุดบิกิินี่สุดแซ่บ

สวยไม่สร่าง ‘แอนนา นาตาชา’ วัย 53 ปี หน้าใส หุ่นเป๊ะทุกสัดส่วนในชุดบิกิินี่สุดแซ่บ

สวยอมตะ แถมรูปร่างเป๊ะไม่เปลี่ยนสมกับเป็นอดีตนางแบบและนักแสดงชื่อดัง สำหรับ “แอนนา นาตาชา เปลี่ยนวิถี” คุณแม่ลูกหนึ่งคนสวย อดีตภรรยาของนักร้องและนักแสดงชื่อดัง ตุ้ย ธีรภัทร์ และต้องขอซูฮกให้กับแอนนา ถึงความหน้าเด็กดูอ่อนกว่าวัย แม้แท้จริงแล้ว ปีนี้เธอจะอายุ 53 ปีแล้วก็ตาม

แถมล่าสุด เธอได้ลงภาพสุดเซ็กซี่ชุดบิกินี่ในทริปท่องเที่ยวทะเลกับ น้องไตตั้น ลูกชายสุดที่รัก ก็ทำเอาแฟนๆ ที่ติดตามอินสตาแกรมพากันกดเลิฟกันกระหน่ำ เพราะชื่นชอบและอยากทราบถึงเคล็ดลับการดูแลตัวเองยังไงถึงดูดีไม่มีเปลี่ยน แม้วัยเลข 5 แล้วก็ตาม ซึ่งในหลายๆ คอมเมนต์ก็ไปในทิศทางเดียวกันคือ สวยแซ่บเหมือนเดิมเป๊ะ หุ่นแม่ฟาดมาก ถ้ามีโอกาสแอดจะล้วงเคล็ดลับวิธีดูแลผิวให้ดูอ่อนเยาว์ และรูปร่างราวกับนางแบบเหมือนในอดีตมาฝากแฟนๆ แพรวนะคะ

‘แอนนา นาตาชา’ วัย 53 ปี สวยไม่สร่าง เป๊ะทุกสัดส่วนในชุดบิกิินี่สุดเซ็กซี่

สวยไม่สร่าง 'แอนนา นาตาชา' วัย 53 ปี สวยไม่สร่าง 'แอนนา นาตาชา' วัย 53 ปี สวยไม่สร่าง 'แอนนา นาตาชา' วัย 53 ปี สวยไม่สร่าง 'แอนนา นาตาชา' วัย 53 ปี สวยไม่สร่าง 'แอนนา นาตาชา' วัย 53 ปี


ภาพ IG : natashaplienvitee

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

แซ่บเซี๊ยะ “ไอซ์ อภิษฎา” ปล่อยความเซ็กซี่อันลิมิตในบิกินี่ตัวจิ๋วกับหุ่นสุดเฟิร์ม

“สรัย วัชรพล” แชร์วิธีลดน้ำหนัก ลดลง 18 โล ผอมเพรียว ชัดทั้งรูปร่างและโครงหน้า

สวยเพอร์เฟ็ค! เคล็ดลับปั้นหุ่นแบบ “พิม พิมประภา” เอวคอด S Curve สะโพกเป๊ะ

 

'Maya Basol' แฟชั่นนิสต้าวัย 6 ขวบ

เกินวัยหรือมีสไตล์? ‘Maya Basol’ แฟชั่นนิสต้าวัย 6 ขวบ ใส่ชุดไหนก็สวยปัง

แม้จะมีเสียงวิจารณ์ว่า Maya Basol สาวน้อยวัย 6 ขวบจากตุรกี แต่งตัวโตเกินวัย แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าแต่ละลุคของเธอสวยจนผู้ใหญ่ยังต้องยอมหลบให้ 

สาวน้อยเครื่องหน้าสวย แต่งตัวมีสไตล์ Maya Basol ในวัย 6 ขวบ ขึ้นแท่นเป็นอินฟลูอินเซอร์รุ่นจิ๋วด้วยยอดผู้ติดตามอินสตาแกรมที่มีมากถึง 320k followers จากสไตล์การแต่งตัวที่น่าสนใจ ทำให้สาวน้อยมายาไปเตะตาผู้จัดงานอีเว้นต์ระดับโลก และได้รับเชิญเข้าร่วมงาน Mercedes-Benz Fashion Week Istanbul 2019 ซึ่งจะเชิญเฉพาะคนมีชื่อเสียงของตุรกี

แฟชั่นนิสต้าวัย 6 ขวบ maya basol

maya basol

นอกจากนี้ น้องมายายังได้ร่วมงานกับแบรนด์เสื้อผ้า LC Waikiki ที่จำหน่ายเสื้อผ้าเด็กเล็กไปจนถึงเด็กโต รวมถึงเครื่องประดับ และอุปกรณ์แต่งบ้าน โดยมีสาขามากถึง 400 สาขาทั่วโลก เรียกว่าจากการสนับสนุนจากคุณแม่ Asya Basol ผู้ชื่นชอบแฟชั่น ที่เริ่มจากจับลูกสาวแต่งตัวเก๋ๆ ถ่ายรูปอัพบนโซเชียล ตั้งแต่อายุ 2 ขวบ จนทำให้น้องมายาเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ

แม้จะมีหลายความคิดเห็นมองว่าแต่งตัวไม่เหมาะสมกับวัยไปบ้าง แต่เมื่อครอบครัวให้การสนับสนุนและตราบใดที่ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ก็เดินหน้าทำต่อไปอย่าได้แคร์ค่ะแม่ ที่สำคัญจริตการโพสต์ท่าถ่ายรูปของน้องมายา ก็ฉายแววนางแบบตัวแม่ในอนาคตจริงๆ

เกินวัยหรือมีสไตล์? ‘Maya Basol’ แฟชั่นนิสต้าวัย 6 ขวบ ใส่ชุดไหนก็สวยปัง

แฟชั่นนิสต้าวัย 6 ขวบ maya basol แฟชั่นนิสต้าวัย 6 ขวบ maya basol แฟชั่นนิสต้าวัย 6 ขวบ maya basol แฟชั่นนิสต้าวัย 6 ขวบ maya basol แฟชั่นนิสต้าวัย 6 ขวบ maya basol แฟชั่นนิสต้าวัย 6 ขวบ maya basol แฟชั่นนิสต้าวัย 6 ขวบ maya basol maya basol maya basol maya basol maya basol maya basol maya basol maya basol maya basol maya basol

คุณแม่ปูทางมาดีขนาดนี้ อนาคตนางแบบชื่อดังคงไม่ไกลเกินเอื้อม อาจได้ไปเฉิดฉายบนรันเวย์ของแบรนด์ระดับโลก หรือได้ร่วมงานแบรนด์ดังในรูปต่างๆ ไม่ว่าจะถ่ายแบบหรือแคมเปญโปรโมตสินค้าก็เป็นไปได้


ภาพ : IG@mayabasol

เรื่อง : ฮานะ_แพรวนิสต้า

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

คุณอาจไม่เคยรู้ ราชวงศ์อังกฤษไม่สวมชุดที่ออกแบบจาก ผ้าลินิน

ชุดเดิมแต่พระสไตล์ไม่ซ้ำ ควีนเลตีเซีย กับไอเดียแต่งฉลองพระองค์ที่ทำตามได้

ใครถือบ้าง? BOYY กระเป๋าแบรนด์ไทย ดีไซน์ถูกใจเซเลบต่างชาติ

 

เลี้ยงลูกให้เป็น จีเนียส แต่ใช้ชีวิตเหมือนเด็กธรรมดา ตามแบบฉบับ โอ๋-บุปผา

นอกจากเรื่องงานที่ทุ่มเทอย่างเต็มที่โดยไม่กลัวเหนื่อย เรื่องลูก และครอบครัว “โอ๋-บุปผา ธรรมบุตร กิ่งชัชวาลย์” เจ้าของร้านเพชร Sincere Jewelry ก็ให้ความสำคัญ และยกให้เป็นอันดับ 1 ของชีวิต

โอ๋-บุปผา

หากใครที่เกิดในยุค 90 คงจำเธอกันได้กับ โอ๋-บุปผา กิ่งชัชวาลย์ เจ้าของเพลงในตำนาน “เธอบอกให้ลืม” ที่แม้เวลาผ่านมา 30 ปี ก็ยังถูกนำโคฟเวอร์จนกลายเป็นเพลงฮิตฟังไม่มีเบื่อ ย้อนกลับไปในช่วงปี 1990 คุณโอ๋เรียกได้ว่าเป็นนักร้องหญิงที่ดังมากๆ แต่แล้วเธอก็ตัดสินใจแต่งงาน และสานต่อกิจการร้านเพชร Sincere Jewelry ของสามี “คุณต้อย กอบชัย กิ่งชัชวาลย์”

โอ๋-บุปผา

จากคนที่ไม่เคยรู้อะไรเลยเกี่ยวกับงานจิเวลลี่ คุณโอ๋ต้องฝึกฝนและเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด จนกระทั่งวันนี้ Sincere Jewelry กลายเป็นร้านเพชรที่ยืนหยัดอยู่ในวงการจิเวลลี่ไทยมาแล้วถึง 30 ปี

เรื่องงานคุณโอ๋ว่าเต็มที่แล้ว เรื่องลูกและครอบครัวเธอยกให้เป็นอันดับ 1 เหนือสิ่งอื่นใด ซึ่งลูกๆ ทั้งสามคนของคุณโอ๋ต้องบอกเลยว่านำความภาคภูมิใจมาให้คนเป็นแม่อย่างมาก พลอย เพชร พร้อม กิ่งชัชวาลย์ ถูกส่งไปเรียนประเทศอังกฤษตั้งแต่อายุ 13 ปี ไกลหู ไกลตาที่บ้าน แต่ก็ไม่ทำให้คุณแม่ผิดหวังสักนิดเดียว ซึ่งคุณโอ๋มีวิธีการเลี้ยงลูกอย่างไรให้กลายเป็น จีเนียส แต่พวกเขาก็ยังใช้ชีวิตเหมือนเด็กธรรมดาบนกองเงิน กองทอง ไปอ่านบทสัมภาษณ์ของเธอกันได้เลยค่ะ

ลูกๆ แต่ละคนตอนนี้เรียน หรือ ทำงานที่ไหนกันบ้างคะ

โอ๋-บุปผา

น้องพลอย จิตติกา กิ่งชัชวาลย์  จบชั้นประถมจากโรงเรียนบางกอกพัฒนา แล้วก็ไปเรียนต่อระดับมัธยมที่ประเทศอังกฤษชื่อว่า Wycombe Abbey School เป็นโรงเรียนประจำหญิงล้วนที่อยู่ในระดับท็อป 3 ของประเทศ จากนั้นน้องพลอยก็สอบเข้า University of Cambridge สาขา English Literature BA

เรียนจบปริญญาตรีพลอยก็ไปต่อโทที่มหาวิทยาลัย UCL พลอยเลือกเรียนด้าน Modern English ซึ่งมันเป็นความคิดของพลอยเองว่าอยากเรียนภาษาใหม่ด้วยเวลาทำงานอย่างการเขียนวรรณกรรม หรือเขียนอะไรก็ตามมันจะกว้างครอบคลุมพื้นที่การทำงานได้เยอะ

พลอยจบมาก็ทำงานอยู่ที่บริษัท PayPal ลอนดอน แต่ทำไปได้ปีหนึ่งก็ถึงเวลาที่ต้องกลับบ้านเพราะว่ากฏระเบียบอังกฤษมันเปลี่ยนไปเยอะ นักเรียนไทยอยู่ทำงานได้ 1 ปีหลังจากเรียนจบ จากนั้นต้องให้บริษัทที่จ้างเรายื่นเรื่องมากมาย เราต้องเก่งเกินคนฝรั่งไป 3 เท่า เพราะทุกที่เขาต้องให้การคนของเขาได้มีงานทำ

พลอยก็บอกแม่ว่าคิดจะกลับบ้าน แต่ก็หางานบริษัทผ่านเว็บไซต์ สุดท้ายก็ได้เข้าไปทำงานกับคนฝรั่งเศส ในตำแหน่ง Digital Marketing Analytics คือภาษาเขาดีนายก็เลยรับเขาล่วงหน้า 5 เดือน ซึ่งตอนนี้เซ็นสัญญาเรียบร้อยแล้ว

โอ๋-บุปผา

คนที่ 2 ห่างจากพี่พลอย 4 ปี ชื่อน้องเพชร ชนิสา กิ่งชัชวาลย์ คนนี้ก็เรียนโรงเรียนประจำเดียวกับพลอย เพชรก็ได้ทั้งมหาลัยวิทยาลัยที่อังกฤษและอเมริกา แต่ใจเขาชอบโลกตะวันตกอยากไปอยู่อเมริกาเพราะว่ามันทันสมัยดีเขาก็เลือกของเขาเอง เพชรอาจจะเบื่ออังกฤษแล้ว เขาก็อยากจะค้นคว้าโลกของเขา เพชรก็เลยเลือกเรียนต่อที่ Vassar College สาขา Art History ที่ประเทศอเมริกา

คนที่ 3 ชื่อน้องพร้อม ฐิติภัทร กิ่งชัชวาลย์  ตอนนี้กำลังศึกษาอยู่ที่ Charterhouse School ประเทศอังกฤษ เป็นโรงเรียนประจำชายล้วน เรียนเหมือนพี่ๆ เขาที่เรียนโรงเรียนประจำมาเหมือนกัน

ส่งลูกไปเรียนเมืองนอก ต้องวางแผนอย่างไร

ไม่เคยวางแผนอะไรเลย ก่อนหน้านี้เราคิดว่าลูกเราจะเรียนโรงเรียนไทย โรงเรียนที่พี่จบ ปรากฏว่าวันหนึ่งเราไปดูโรงเรียนนานาชาติ (บางกอกพัฒนา) แล้วเราก็หลงรักโรงเรียนแบบนี้ เพราะมันมีห้องสมุดที่แบบเด็กๆ สามารถอ่านหนังสือจากทั่วโลกได้ มีภาษาไทยด้วย มีสอนภาษาไทยเป็นคาบอาทิตย์ละ 3 วัน พี่มองว่าถ้าลูกจะโตมาแบบภาษาอังกฤษก็ได้ ภาษาไทยก็ดี คิดแค่นั้นก็เลยเปลี่ยนเลย จากโรงเรียนไทยไปอยู่อินเตอร์ตั้งแต่อนุบาล

ทำไมต้องอายุ 13

อายุ 13 เป็นปีที่เขากำลังรับเด็กจากต่างประเทศให้ไปเริ่มเรียนประจำ ที่จริงเขารับตั้งแต่ 10 แล้วค่ะ เริ่มตั้งแต่อายุ 10 ขวบกับ 13 ปี แต่พี่ว่า 10 ขวบมันเด็กเกินไป ลูกจะเหนื่อย แต่พ่อแม่บางคนเขาก็จะส่งลูกไปเลย อย่างบางบ้านเขาอยากให้ลูกจบมัธยมก่อนแล้วถึงค่อยไป ซึ่งพี่มองว่า ลูกพี่เป็นหนอนหนังสือ เขาชอบอ่านหนังสือมาก เขาสามารถอ่านหนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์เล่มหนาๆ จบภายในคืนสองคืน พี่ก็เห็นว่าเขาเป็นเด็กที่ชอบศึกษา แต่ถ้าอยากจะเข้ามหาวิทยาลัยระดับโลก ถ้าไปตอนโตแล้ว เราอาจจะติดเรื่องภาษา เพราะเราต้องไปแข่งกับฝรั่ง

โอ๋-บุปผา

บ้านไกลเวลาน้อย ใช้เวลาคุยกันให้มากที่สุด

พี่ใช้คอนเซ็ปต์บ้านไกลเวลาน้อย เพราะว่าลูกไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่อายุ 13 เด็ก 13 เนี่ยเพิ่งดัดฟันเอง ถ้าเป็นเด็กๆ เหมือนเราตอนอยู่เมืองไทยก็คงยังไม่ค่อยรู้อะไรมากมาย อายุ 13 พ่อแม่ก็ยังต้องไปรับไปส่งอยู่แล้ว แต่พวกเขาไปเมืองนอก ไปในที่ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน เวลาที่พี่ไปเยี่ยมลูกๆ ก็มีเวลาน้อย เวลาเขาหยุดทีอย่างมากก็ประมาณ 5 วัน บางครั้งนอน 3 คืนก็ต้องบินกลับแล้ว เพราะว่าเราก็ต้องกลับมาทำงานเหมือนกัน

เราไปอยู่เป็นเพื่อนเขา เพราะว่าโรงเรียนปล่อยออกมา โรงเรียนที่นู่นปิดเทอมแล้วไม่ให้อยู่ที่โรงเรียน ทุกคนต้องกลับบ้าน เลยต้องมีกาเดี้ยน กาเดี้ยนคือผู้ปกครองที่เมืองนอก แต่พี่คิดว่าเราไม่จำเป็นต้องมี เราดูแลลูกเองได้ เราเป็นกาเดี้ยนให้ลูกได้ และเราก็ไม่รู้ว่าจะไปฝากลูกกับใครตอนนั้น พี่กับสามีเลยผลัดกันบินไปดูแลลูก

การที่บ้านไกลเวลาน้อยคือ เราต้องใช้เวลาอยู่กับลูก อย่างหยุด 3 วันนี้ต้องล้วงลึกให้หมด พี่จะไม่ใช้วิธีเป็นแม่ที่ดุอย่างเดียว ต้องทำอย่างนี้ ต้องเป็นอย่างนั้น หรือมีข้อที่ต้องทั้งหมด คิดว่าลูกจะมีความสุขไหมล่ะ มันจะต้องเป็นความทรมานมากเลยนะ เพราะว่าเราให้เขาอยู่โรงเรียนประจำแล้ว

พี่ก็เคยอยู่โรงเรียนประจำมาเหมือนกัน เคยเรียนที่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย อย่างพ่อแม่พี่เอาจริงๆ ก็ไม่ใช่พ่อแม่หัวโบราณ แม่ห่างจากพี่ 19-20 ปี เอง เพราะฉะนั้นพี่ก็โตมาแบบแม่ที่เลี้ยงดูลูกๆ แบบเข้าใจมาโดยตลอด แม่ให้โอกาสเรามาก พี่ก็เลยอยากทำตรงนั้นให้ลูกพี่เหมือนกัน ไปที่นู่นพี่ก็คุยกับ อยากทานอะไร อยากได้อะไรบ้าง ใช้เวลาคุยกันให้มากที่สุด

น้องๆ ไปอยู่เมืองนอกตั้งแต่เด็ก มีการปรับตัว หรือเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง

เปลี่ยนทุกอย่างเลย มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือ ลูกได้ภาษา ลูกได้ซึมซับความรู้เร็ว เขาได้ค้นคว้า ได้เข้าห้องสมุดเหมือนกับเดินเรียน คล้ายกับเราเรียนมหาวิทยาลัยที่ไทย ที่นั่นจะเป็นการเดินเรียนตั้งแต่เด็กเลย ได้เรียนวิชาเฉพาะเหมือนกับการเรียนของผู้ใหญ่

ซึมซับวัฒนธรรมตะวันตกมามาก กลัวไหมว่าลูกจะลืมความเป็นไทย

การส่งลูกไปเรียน ข้อดีคือ ลูกก็จะได้ภาษา ฝึกการเป็นผู้ใหญ่ แต่ตอนนี้ระบบการศึกษาที่เมืองไทยพัฒนาดีขึ้นมาก ตอนนั้นเราก็คิดแค่ว่าไปเรียนเหอะจะได้ไปฝึกวินัยด้วย แต่สิ่งหนึ่งคือวัฒนธรรมความเป็นไทยเราต้องเติมให้เต็ม พี่สอนนะ สอนมาตั้งแต่อายุก่อน 13 สอนไหว้ เราต้องนอบน้อมโดยเฉพาะเราทำงานด้านนี้ที่เจอผู้ใหญ่เยอะๆ ลูกก็จะเป็นคนไหว้เก่งมาตั้งแต่เด็กแล้วค่ะ ลูกเราทุกคนไหว้ง่ายมาก เรื่องพวกนี้เราต้องปลูกฝังเอง

 

ดูโพสต์นี้บน Instagram

 

โพสต์ที่แชร์โดย Buppa Kingchatchaval (@buppa_buppa) เมื่อ

ที่โรงเรียนของน้องพลอย ไม่มีคนไทยเลย พี่เลยต้องปลูกฝังความเป็นไทยมากว่าเด็กคนอื่น เราไม่ต้องการให้ลูกเราดัดจริตแบบฝรั่งจ๋า หรืออาจจะเป็นฝรั่งในความคิด เป็นฝรั่งในการศึกษา ยูอาจจะพูดภาษาฝรั่งสำเนียงดีมาก แต่ในขณะเดียวกันยูต้องเป็นคนไทยด้วยในจิตใจในหัวใจของหนูด้วย คนไทยอ่อนน้อมถ่อมตน ไปมาลาไหว้ ฝรั่งมันอาจจะแค่ฮายบายแล้วก็จบ และถ้าเราทำผิดก็ต้องขอโทษ

ถึงจะไปอยู่ที่นู่น แต่เราก็ต้องสอนให้เขาเป็นคนมีน้ำใจ อย่างน้องพร้อมที่เป็นเด็กไทยยังไปติวภาษาอังกฤษให้เพื่อนฝรั่งแท้ๆ ซึ่งคุณครูที่นั่นก็ยังงงว่า พร้อมนี้เหรอติวภาษาอังกฤษให้เพื่อนฝรั่ง เราก็บอกใช่ คือเราจะเก่งยังไงก็ได้แต่จะไม่ทำตัวว่าเราเก่ง คนจะรู้เราเองว่าเราเป็นคนที่มีอะไรอยู่ข้างใน เราต้องสอนเยอะมากในขณะที่ฝรั่งทุกคนสอนให้โชว์ออฟ คือจะโชว์อะไรก็โชว์ไปเลย แต่เรากับเขาประเพณีมันต่างกัน

เป็นทั้งแม่ และเพื่อนให้กับลูก

พี่เลี้ยงลูกให้อบอุ่น เราเป็นที่ปรึกษามากกว่าที่จะเป็นแม่ จริงๆ มันก็อาจจะไม่ดีนะ สำหรับบางบ้านอาจจะไม่เวิร์กก็ได้ แต่สำหรับลูกพี่เวลาเขาทำผิดก็แอบมาเล่าได้ เวลาในการใกล้ชิดกับลูกผ่านไปเรื่อยๆ อย่างคุณพ่อเขาจะเป็นคนเจ้าระเบียบ พี่ก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง คือเราต้องเลี้ยงลูกแบบช่วยกัน

สอนให้ประหยัด ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่ใช้เงินเกินตัว

ทุกอย่างอยู่ที่พ่อแม่มากกว่า ถ้าไม่ตู้ม ไม่เซ็นเช็คให้ หรือว่าเอาการ์ดไปรูดได้เลย ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดู เราต้องใช้เหตุผล ลูกเห็นเราลูกเข้าใจ ว่าเราใช้ชีวิตยังไง ไม่ใช่ใช้ชีวิตเพ้อเจ้อ เขาก็เห็น

การที่ลูกทำอะไรเขามองเราตลอด หลังงานแล้วจะกินอะไรก็ได้ เพียงแต่อาชีพของเราเท่านั้นที่เราต้องทำแบบนี้ ของทุกอย่างมันต้องดีเยี่ยมในธุรกิจ แต่เวลาในชีวิตจริงเราไปกินเยาวราชกันก็ได้ ลูกไม่ต้องเห็นว่าเงินคือทุกอย่าง ลูกพี่ไม่ใช้เงินเลย พลอยเนี่ยช้อปของจตุจักรตลอด ทุกวันนี้เรียนจบเมืองนอก แต่แบรนด์เนมเนี่ยนานๆ จะใช้ที เคยให้กระเป๋าไปใบหนึ่งก็ใช้จนพัง คือทุกอย่างมันอยู่ที่การเลี้ยงดู

หรืออย่างเพื่อนเขาที่อังกฤษจัดงานวันเกิดใหญ่โต แต่อย่างลูกเราก็แค่เลี้ยงไอศกรีมเพื่อนฝรั่งก็ได้ ไม่ต้องปิดโรงแรมจัดงาน ไม่ต้องล่องเรือในแม่น้ำเทมส์ เราต้องสอนให้เขาหาเงินได้ก่อน โตพอ พร้อมที่จะซื้อ ไม่ใช่ว่าเขาโตเป็นสาวก็ให้หมด นี่คือวิธีการเลี้ยงลูกของพี่

เด็กสมัยนี้มีความคิดเป็นของตัวเองสูง บางคนก็จะไม่ค่อยฟังพ่อแม่ มีวิธีฝากไปถึงพ่อแม่รุ่นใหม่ยังไงให้ลูกยังอยู่ในโอวาท

อันนี้มันก็อยู่กับความตั้งใจของพ่อแม่ตั้งแต่แรกเริ่มว่าเราจะเลี้ยงลูกแบบไหน ต้องมีการคุยกันว่าเราต้องการลูกไปในทิศทางไหน  การตามใจลูกมันก็อยู่กับขอบข่ายของพ่อแม่นั่นแหละว่าเราให้เขาไหม ถ้าเราบอกยูไม่ควรได้ยูเด็กเกินไปยูไม่ควรมี เราก็ควรมีวิธีพูดที่ไม่หักหาญน้ำใจ อีกอย่างเราต้องไว้ใจและให้เกียรติเขาด้วย

ทั้งนี้คุณโอ๋ยังเผยด้วยว่า หากลูกๆ อยากเดินตามความฝัน ทำในสิ่งที่รัก และไม่ต้องการสานต่อกิจการครอบครัว เธอก็ไม่ขัดข้อง ซึ่งคุณโอ๋ยังบอกอีกด้วยว่า เครื่องเพชรและจิเวลลี่ทั้งหมดในร้านก็ให้ไปแบ่งกันใส่ เพราะของแบบนี้ไม่มีวันเสื่อมสลายอยู่แล้ว


เรื่อง : Nitcha

ภาพ : IG : buppa_buppa, ployking.png

 

4 สาว BLACKPINK

4 สาว BLACKPINK ติดอันดับผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดของเอเชีย

4 สาว BLACKPINK ไอดอลวงเดียวที่ติดอันดับผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดของเอเชีย Gold House’s 100 Most Impactful Asians

กลุ่มไม่แสวงหากำไรที่มีชื่อว่า Gold House ได้เฉลิมฉลองเดือนแห่งมรดกทางวัฒนธรรม ด้วยการประกาศ 100 อันดับ ผู้ทรงอิทธิพลที่ยกระดับชื่อเสียงให้กับชาวเอเชีย โดยการคัดเลือกในครั้งนี้เป็นไปอย่างเข้มงวดโดยคณะกรรมการจากหลากหลายสาขาอาชีพ อาทิ Bob Iger, Daniel Dae Kim, George Takei, Lea Salonga, Lisa Ling, Michael B.Jordan และ Michelle Yeoh

โดยคนดังที่มีชื่อติดโผในครั้งนี้ได้แก่ คามาลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา Chloé Zhao ผู้กำกับหญิงคนแรกของเอเชียที่คว้ารางวัลออสการ์ รวมถึง 4 ศิลปินสาวจากเกาหลีใต้ BLACKPINK เป็นไอดอลวงเดียวที่มีชื่อติดโผในครั้งนี้

4 สาว BLACKPINK ติดอันดับผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดของเอเชีย

4 สาว BLACKPINK

รายชื่อผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดของเอเชียด้าน Entertainment

Alice Wu  – Writer, Director, Producer
Ally Maki – Actress & Founder of Asian American Girl Club
Anderson .Paak – Grammy Award-winning Artist and 2021 Grammy Nominee
Auli’i Cravalho  – Actress
Bao Nguyen – Director
Bela Bajaria – Head of Global TV, Netflix
BLACKPINK – K-Pop Artists – highest-charting female K-pop act on both Billboard Hot 100 and Billboard 200
Bowen Yang – Comedian, Writer, & Actor
Caroline Yim – Partner and Co-Head of Hip-Hop/R&B, WME
Chloé Zhao – Director and Writer, “Nomadland” – Oscar-winning director
Christina Oh – Producer
Derek Hsu and Sean Miyashiro-   CEO and COO, 88Rising
Destin Daniel Cretton-  Director
Eric Wong – President & CMO, Warner Recorded Music
Gemma Chan – Actress
H.E.R. – Grammy Award-winning Artist, Oscar winner.
Ian Alexander – Actor
Jeannie Mai – Emmy-Award Winning Host & Activist
Joji – Musician
Kelly Marie Tran – Actor & Producer
Lee Isaac Chung – Writer & Director
Maitreyi Ramakrishnan, Poorna Jagannathan, Richa Moorjani – Actors
Olivia Munn – Actress & Activist
Olivia Rodrigo – Singer/Songwriter
Phillip Sun – Co-Founder & Managing Partner, M88
Ramsey Naito-  President, Nickelodeon Animation
Riz Ahmed – Actor
Ronny Chieng – Comedian, Actor and Writer
Ryan Kaji – Highest-paid YouTuber at 9-years-old
Saweetie – Rapper/Songwriter, Actress, & Entrepreneur
Simu Liu – Actor, Author, & Activist
Theresa Kang-Lowe – Founder & CEO, Blue Marble Pictures
Vivek J. Tiwary-  Producer, Author, and Founder of Tiwary Entertainment Group
Wendy Ong – President, TaP Music


ข้อมูลจาก : varitey

Song Joong Ki

7 เรื่องไม่ธรรมดาของ Song Joong Ki สามีมหาชน ที่ไม่ได้มีดีแค่หน้าตา

หากพูดถึงหนึ่งในพระเอกเกาหลีใต้ที่เป็นขวัญใจของเหล่าสาวกซีรีส์ชาวไทยคงตกหล่นชื่อของหนุ่มคนนี้ไปไม่ได้เลยสำหรับ ซงจุงกิ (Song Joong Ki) นักแสดงหนุ่มหน้าหล่อความสามารถล้น ที่บอกเลยว่าเขาไม่ได้สมบูรณ์แบบแค่ในซีรีส์เท่านั้น แต่นอกจอหนุ่มคนนี้ก็ยังเก่งรอบด้านไม่แพ้ใคร เพราะตัวจริงของหนุ่มจุงกิเลย เต็มไปด้วยความสามารถที่น่าทึ่งเหมือนกัน เอาเป็นว่าวันนี้ แพรวดอทคอม จะพาไปรู้จักหนุ่มคนนี้ให้ลึกซึ้งกันค่ะ

7 เรื่องไม่ธรรมดาของ Song Joong Ki สามีมหาชน ที่ไม่ได้มีดีแค่หน้าตา

1.นักกีฬาสปีดสเก็ตติ้ง

ในซีรีส์ Vincenzo ตัวละครเอกอย่าง วิเซนโซ่ กาซาโน ถูกสร้างขึ้นมาให้ต้องเป็นคนเก่งรอบด้าน แม้แต่กิจกรรมยามว่างเล็กๆ น้อยๆ อย่าง กีฬาฮอกกี้ เขาก็ต้องเล่นออกมาให้ได้อย่างมืออาชีพ แน่นอนว่าบางเรื่องอาจเลือกใช้สแตนอินมืออาชีพ แต่ไม่ใช่กับพระเอกซงจุงกิ เพราะหากเป็นกีฬาประเภทนี้แล้ว เรียกได้เลยว่าเขาเป็นตัวจริง เนื่องตอนมัธยมศึกษาตอนต้นเขาเคยเป็นนักกีฬาสปีดสเก็ตติ้ง เคยร่วมแข่งขันในระดับประเทศและระดับชาติมาพอสมควร แต่เพราะอาการบาดเจ็บที่หัวเข่าทำให้เขาต้องจำใจเลิกเล่นไป ซึ่งเจ้าตัวเคยให้สัมภาษณ์ว่าตอนที่เขาตัดสินใจยอมแพ้กับเรื่องนี้ เขาร้องไห้หนักมากๆ

Vincenzo

2.เด็กเก่งระดับหัวกะทิ

หลังจากเลิกเล่นสปีดสเก็ตติ้ง ดาราหนุ่มก็หันมามุ่งความสนใจในด้านการเรียนอย่างเต็มที่ความเก่งของซงจุงกิในด้านการเรียนจัดได้เลยว่าอยู่ในนักเรียนระดับเทพ โดยตลอด 3 ปีที่เรียนชั้นมัธยมปลายเขาไม่เคยขาดเรียนเลยแม้แต่วันเดียว และยังได้เกรด A ทุกวิชา นอกจากนี้ยังได้รับเรื่องให้เป็นรองประธานนักเรียน โดยนักแสดงหนุ่มคนนนี้ยังได้คะแนนสอบมากถึง 380 คะแนน จาก 400 คะแนน ในการสอบเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยแนวหน้าอย่าง Sungkyunkwan University  ด้วย และข้างใต้นี้คือภาพของ ผลการเรียนของจุงกิในช่วงวัยเยาว์ที่เปิดเผยกับรายการ Good Morning ทางช่อง SBS นอกจากนี้เขายังเคยเป็นตัวแทนนักศึกษามหาวิทยาลัย เข้าร่วมการแข่งขัน Quiz Korea ทางช่อง KBS

สามีแห่งชาติ Song Joong Ki

ผลการเรียนของ ซงจุงกิ

3.ความหล่อสะดุดตา

นักแสดงหลายคนอาจก้าวสู่วงการด้วยการไปออดิชันหน้ากล้อง แต่สำหรับหนุ่มจุงกิกลับแตกต่างออกไป เนื่องจากหลังจากการปรากฏตัวของเขาในรายการ Quiz Korea เขาได้กลายเป็นที่สนใจมากๆ จนถูกชักชวนให้ไปเป็นเด็กฝึกของค่ายเอนเตอร์เทนเมนท์แห่งหนึ่ง นอกจากนี้เขายังได้รับการทาบทามให้ร่วมเดินแบบในงานแฟชั่นโชว์ของดีไซเนอร์ชาวเกาหลีชื่อดัง อังเด คิม ซึ่งเป็นงานใหญ่ที่มีคนดังระดับฮันรยูสตาร์เข้าร่วมเพียบอีกด้วย

ซงจุงกิ ตอนเด็ก ซงจุงกิ ตอนเด็ก

 4.นักแสดงคุณภาพ

น้อยมากที่คนธรรมดาจะจับพลัดจับผลูมาเป็นนักแสดงนำตั้งแต่ผลงานชิ้นแรก ดาราส่วนมาก กว่าที่จะได้รับบทบาทใหญ่ ต้องใช้เวลาในการฝึกฝนฝีมืออยู่นานหลายปี โดยผลงานแรกของพวกเขาส่วนมากจะเป็นบทบาทเล็กๆ ที่ผู้ชมอาจจะไม่ได้จดจำด้วยซ้ำ หนึ่งในนั้นคือ ซงจุงกิ นักแสดงหนุ่มที่ตัดสินใจเดบิวต์ในภาพยนตร์แนวอีโรติก”A Frozen Flower” รับบทเป็นหนึ่งในทหารราชองครักษ์ ที่หลายคนจำชื่อไม่ได้ด้วยซ้ำ ต่อมากได้ปรากฏตัวอีกครั้งในเรื่อง Five Senses of Eros , Triple และ Will it Snow at Christmas ซึ่งได้รับบทเล็กๆ เช่นเดิม

แต่ในที่สุดโอกาสก็มาถึงเมื่อเขาได้รับบทบาทในละครย้อนยุคเรื่อง  Sungkyunkwan Scandal รับบทบาทเป็น กูยงฮา ซึ่งแม้จะเป็นบทนักแสดงสมทบ แต่เขาก็ได้รับการพูดถึงอย่างมาก ซึ่งผลงานชิ้นนี้ยังทำให้เขาได้รับรางวัล Best Couple Award ร่วมกับนักแสดงชาย ยูอาอิน ซึ่งกลายมาเป็นเพื่อนสนิทกันในชีวิตจริงอีกด้วย

จุงกิกลายเป็นพระเอกเต็มตัวจากเรื่อง Innocent Man จากนั้นก็มีผลงานต่อมาอีกหลายเรื่อง Descendants of the Sun,Arthdal Chronicles และ Vincenzo ซึ่งจะเห็นได้ว่าแต่ละเรื่องเขาค่อนข้างรับบทบาทที่แตกต่างกัน ไม่ได้จมกับสไตล์เดิมๆ แถมแต่ละผลงานก็ยังได้กระแสตอบรับจากผู้ชมดีมากๆ ทั้งยังกวาดรางวัลใหญ่ๆ บทเวทีสำคัญมาเพียบเลยทีเดียว

จุงกิ

 

5. Top 10 นักแสดงชายที่มีค่าตัวมากที่สุดของเกาหลี

หากพูดถึงนักแสดงชายที่มีค่าตัวแรงอันดับต้นๆ คงตกชื่อของหนุ่ม ซงจุงกิ ไม่ได้เลยเนื่องจากมีการเปิดเผยว่าค่าตัวการแสดงของเขาต่อ 1 ตอนอยู่ที่ 4.7 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าหลังจากผลงาน Descendants of the Sun ประสบความเสร็จอย่างท่วมท้น นอกจากนี้เขายังมีรายได้จากงานโฆษณา ว่ากันว่เขาทำเงินจากส่วนนี้ได้มากถึง 1 พันล้านบาทอีกด้วย

นี่ยังไม่นับรวมการซื้ออสังหาริมทรัพย์ไว้เก็งกำไรอีกหลายแห่งที่มีมูลค่ามากถึง 400 ล้านบาท ซึ่งหนึ่งในนั้นมีคอนโดสุดหรูมูลค่า 100 ล้านบาท ที่พระเอกหนุ่มซื้อไว้เพื่อพักผ่อนหย่อนใจที่โฮโนลูลู ฮาวายไว้ด้วย

Song Joong Ki

 

6.ฉายาสามีแห่งชาติไม่ได้มาเพราะโชคช่วย

นอกจากความหล่อเหล่าและบุคลิกผู้ชายนิสัยดีในละครจะทำให้สาวๆ ใจละลายแล้ว ตัวจริงของเขาก็ยังดูเป็นมิตรมากๆ อีกด้วย เห็นได้จากการที่เขามีเพื่อนในวงการค่อนข้างเยอะและมักพูดถึงเขาในแง่ดี  รวมถึงความน่ารักและให้เกียรติทีมงาน จนมีเรื่องราวดีๆ ออกมาอย่างไม่ขาดสาย ( ซงจุงกิ โชว์ความเป็นสุภาพบุรุษกับทีมงานหญิงในกองละคร ‘Vincenzo’ หลวงพี่เล่าถึงเบื้องหลัง! ความน่ารักและมีน้ำใจของ พระเอกเกาหลี ซงจุงกิ) เห็นแบบนี้ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมแฟนคลับและแฟนไม่คลับต่างตกหลุมรักหนุ่มคนนี้จนถูกเรียกว่า สามีแห่งชาติ 

7.หล่ออันตราย

หล่ออันตรายอาจเป็นคำที่ฟังดูเกินจริง แต่กับกรณีของจุงกิ บอกเลยค่ะว่าไม่เกินจริงเลย ย้อนกลับไปช่วงละครเรื่อง Descendants of the Sun พระเอกหนุ่มคนนี้ได้ความรักอย่างมากมาย จนมีประกาศเตือนของหน่วยงานดูแลความปลอดภัยประชาชนของจีน เนื่องจากทำให้สาวๆ เกิดอาการ Love sick ซึ่งอาจฟ้องร้องระหว่างคู่รักได้


สามารถติดตามอ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่นี่

หลวงพี่เล่าถึงเบื้องหลัง! ความน่ารักและมีน้ำใจของ พระเอกเกาหลี ซงจุงกิ

ออกงานคู่ 2 เพื่อนสนิท ซงจุงกิ และ อีกวางซู ร่วมงานวิวาห์กลางสายฝน

รวบตึงโมเมนต์เรียกรอยยิ้ม ของทนายมาเฟีย วินเชนโซ่ กาซาโน

เอพี ไทยแลนด์

เอ่ยคำว่า “รัก” เพื่อแชร์พลังบวก = วัคซีนแห่งสายใย สร้างภูมิคุ้มกันหัวใจให้แข็งแรง

ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่า จากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้ความหมายของ “บ้าน” เปลี่ยนไป ทำให้เรากลับมามองเห็นความหมายที่ไม่เคยนึกถึงมาก่อน เช่นเดียวกับคนในบ้านที่อาจจะเห็นกันอยู่ทุกวัน แต่อาจจะหลงลืมและละเลยการกระชับหัวใจง่ายๆ อย่าง “การบอกรักกัน” เสียสนิท ทั้งๆ ที่ผลวิจัยมากมายล้วนสรุปไปในทิศทางเดียวกันว่า การบอกรักกันช่วยส่งต่อพลังบวกได้เป็นอย่างดี แต่ทำไมเราถึงบอกรักกันน้อยลง ? จึงเป็นคำถามที่ แพรว อยากพาทุกคนไปค้นหาคำตอบ พร้อมแชร์ไอเดียการส่งต่อความรู้สึกดีๆ ให้คนที่คุณรักด้วย AP 30 x 30 YOU ARE MY HOME Collection โปรเจ็กต์พิเศษที่ เอพี ไทยแลนด์ จับมือร่วมกับ 30 illustrators แนวหน้าของเมืองไทย สร้างสรรค์การ์ดเมสเสจขนาดใหญ่ในรูปแบบกระเป๋า เพื่อเป็นสื่อกลางแทนคำพูดแก่คนสำคัญ ซึ่งเปรียบเสมือนวัคซีนที่จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันหัวใจให้แข็งแรง

ก่อนอื่นขอเล่าข้อดีของ “การบอกรักกัน” ให้ทุกคนรู้ก่อนว่า วิธีง่ายๆ แค่นี้กลับช่วยให้ความสัมพันธ์ทุกรูปแบบแนบแน่นขึ้นกว่าเดิมได้จริงๆ แถมถือเป็นการส่งต่อกำลังใจดีๆ ให้แก่กันอีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งผลวิจัยทั่วโลกยืนยันตรงกันว่า การสื่อสารเป็นหัวใจสำคัญของสัมพันธภาพ โดยครอบครัวที่อยู่ดีมีความสุข มักเริ่มต้นจากการมีการสื่อสารที่ดีก่อนเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เราต้องเผชิญกับปัญหาชีวิตต่างๆ จนเกิดความเครียดหรือความท้อใจ แต่คำว่า “รักนะ” เป็นคำที่สร้างพลังบวกให้กับผู้ฟังได้อย่างมหาศาล

เอพี ไทยแลนด์

เมื่อแค่ “การบอกรักกัน” ช่วยสร้างพลังบวกได้ขนาดนี้ แต่ทำไมเราถึงบอกรักกันน้อยลง ? นั่นเป็นเพราะปัจจัยต่างๆ รอบตัว รวมถึงด้วยนิสัยส่วนตัวของแต่ละคน ซึ่งบางคนอาจจะเขินอายกับการบอกรักกันแบบตรงๆ จึงเลือกแสดงออกแบบอ้อมๆ แทน

ด้วยเหตุนี้เอง เอพี ไทยแลนด์ ในฐานะผู้นำแบรนด์อสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทย ซึ่งดำเนินงานมายาวนาน 30 ปี โดยให้ความสำคัญกับการสร้างที่อยู่อาศัยคุณภาพ ควบคู่กับการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีของคนในบ้าน จึงสร้างสรรค์กิจกรรมสุดคูลที่แสบอบอุ่น เพราะทุกคนในบ้านคือพลังที่เติมเต็มชีวิต ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เอพี ไทยแลนด์ ร่วมกับ 30 illustrators ถ่ายทอดความหมายระหว่างคุณ – คนสำคัญ กับพื้นที่ในบ้าน ในรูปแบบกระเป๋ารุ่นลิมิเต็ด เพื่อให้คุณได้ส่งแทนความรู้สึกไปยังคนสำคัญ ที่ช่วยเติมเต็มชีวิตให้คุณมาตลอด ซึ่งเปรียบเสมือนวัคซีนแห่งสายใย ที่จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันหัวใจของคนไทยให้แข็งแรง และสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาวิกฤตินี้ไปได้ นอกจากนี้ยังมีวอลเปเปอร์สำหรับคอมพิวเตอร์ และสมาร์ทโฟนที่สามารถดาวน์โหลดไปใช้ได้แบบไม่อั้น!

เอพี ไทยแลนด์

เอพี ไทยแลนด์

สำหรับ 30 illustrators แนวหน้าของเมืองไทยที่ร่วมถ่ายทอดมุมมองของคำว่า “บ้าน” ในแคมเปญ AP 30×30 HOME IS EMPOWERING YOU ได้แก่

YOU ARE MY KITCHEN
YOU ARE MY KITCHEN
Jeep Jeep , Kapi , Chubbynida , Oreo Jimnom , Pomme Chan

YOU ARE MY TERRACE
YOU ARE MY TERRACE
Suntur , Tuna Dunn , Yune , Very Kind Invention , Yuree Kensaku

YOU ARE MY GARDEN
YOU ARE MY GARDEN
Parnarts , Cuscus , Pang Pattreeda , Inflowerlesson , Try2benice

YOU ARE MY BEDROOM
YOU ARE MY BEDROOM
Reenp , Jaruwat , Jirayu Koo , Pairojpichet , The Pigeon Post

YOU ARE MY BATHROOMYOU ARE MY BATHROOMWisut , Nyyydesign , Nut.Dao , Oterawat , Be Our Friend

YOU ARE MY LIVING ROOMYOU ARE MY LIVING ROOMJuli Baker , Painterbell , BHBH , The Fairy Dust , Viput.A

เอพี ไทยแลนด์

เอพี ไทยแลนด์

หากใครอยากได้กระเป๋าผ้าลวดลายพิเศษ และวอลเปเปอร์สำหรับคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนสุดเก๋ทั้ง 30 ลาย ซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยความหมายดีๆ ของคำว่า “บ้าน” ที่เทียบเท่ากับความสัมพันธ์ของคนในบ้าน แถมยังเป็นผลงานของ illustrators เบอร์ต้นๆ ของเมืองไทย สามารถลงทะเบียนรับฟรีได้ตั้งแต่วันนี้ – 19 พ.ค. นี้ ที่ APthai30.com ซึ่งของขวัญสุดพิเศษแบบนี้มีจำนวนจำกัด รีบหน่อยนะคะ

บิลล์ เกตส์ เมลินดา เกตส์

บิลล์ เกตส์ เลิกภรรยาหลังครองรักมานาน 27ปี อาจเป็นการหย่าที่แพงที่สุดในโลก

เป็นอีกหนึ่งมหาเศรษฐีโลกที่เลิกภรรยาสำหรับ บิลล์ เกตส์ และ เมลินดา ซึ่งครองรักกันมานานถึง 27 ปี ล่าสุดทั้งคู่ออกมาประกาศว่ากำลังหย่าร้างกัน เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

โดยถ้อยคำประกาศในครั้งนี้ เขาและภรรยาได้กล่าวว่า “หลังจากครุ่นคิดอย่างหนัก และงานมากมายที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเรา เราได้ตัดสินใจแล้วว่า จะยุติชีวิตคู่ของเรา”

บิลล์ เกตส์ เมลินดา เกตส์

“ในช่วง 27 ปีที่ผ่านมาเราได้เลี้ยงดูลูกๆ ที่น่าทึ่งทั้งสามคน รวมถึงสร้างรากฐานไว้ทั่วโลก เพื่อให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดี มีชีวิตที่มีประสิทธิภาพ เพื่อที่จะดำเนินชีวิตต่อไป”

“เราทั้งคู่ยังคงมีความเชื่อร่วมกันในภารกิจนี้ และเรายังคงทำงานร่วมกันในมูลนิธิ (Bill & Melinda Gates Foundation) แต่เราคิดว่าไม่สามารถเติบโตไปด้วยกันในฐานะคู่สามีภรรยาได้อีกต่อไป เราจึงขอพื้นที่ ขอความเป็นส่วนตัว ให้กับครอบครัวของเรา สำหรับการเริ่มต้นชีวิตใหม่”

ครอบครัว บิลล์ เกตส์

สำหรับ บิลล์ เกตส์ และ เมลินดา นั้นมีทายาททั้งหมด 3 คน ได้แก่ เจนนิเฟอร์ อายุ 25 ปี ลอรี่ 21 ปี และ ฟีบี้ อายุ 18 ปี ทั้งนี้ เจนนิเฟอร์ได้ออกมาโพสต์อินสตาแกรมหลังข่าวการหย่าร้างของพ่อและแม่เผยแพร่ออกไป ซึ่งเธอเผยว่ามันเป็นการ “ท้าทาย” และ และขอบคุณคนที่รัก และให้การสนับสนุน

อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องที่ไม่แน่ชัดว่า บิลล์ และ เมลินดา ทำสัญญาก่อนสมรสหรือไม่ (สัญญาก่อนเลิก ว่าจะได้ส่วนแบ่งเท่าไหร่) ทั้งนี้ New York Times ได้ออกมารายงานว่า

บิลล์ เป็นหนึ่งในชายที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ปัจจุบันเขามีทรัพย์สินสุทธิ $130.5 พันล้านสหรัฐ บิลล์สร้างรายได้ให้กับตัวเขาเองในฐานะผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft ซึ่งเป็นกิจการที่เขาเริ่มต้นในปี 1975 เมื่อประมาณ 20 ปีก่อนที่เขาจะแต่งงานกับเมลินดา

บิลล์ เกตส์มีทรัพย์สมบัติมากมายในขณะที่แต่งงานกับ เมลินดา เกตส์ และการแยกทางกันอาจก่อให้เกิดการหย่าร้างครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติกาล

ดังเช่นกรณีของ เจฟฟ์ เบซอส ที่หย่าร้างกับ แม็คเคนซี สก็อต ซึ่งการหย่าร้างในปี 2019 ของคู่นี้ส่งผลให้ แม็คเคนซี กลายเป็นผู้หญิงที่รวยที่สุดในโลก โดยเธอได้เงินจากการฟ้องหย่าถึง 38,000 ล้านดอลลาร์

สำหรับเส้นทางความรักของ บิลล์ และ เมลินดานั้น ทั้งคู่เริ่มออกเดทในปี 1987 หลังจากพบกันที่งานแสดงสินค้าในนิวยอร์ก ก่อนจะแต่งงานกันในวันขึ้นปีใหม่ในปี 1994 ที่ฮาวาย ในขณะนั้น เมลิดา เกตส์ ทำงานในแผนกการตลาดของ บริษัท ก่อนที่เธอจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็น General Manager of Information Products ในช่วงต้นปี 1990 หลังจากนั้นเธอได้ออกจากบริษัทเพื่อมาเป็นแม่บ้านเลี้ยงลูกเต็มตัว

ในปี 2000 ทั้งคู่เริ่มก่อตั้งมูลนิธิ Bill and Melinda Gates และได้บริจาคเงินประมาณ 50 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อริเริ่มงานการกุศลต่างๆ ทั่วโลก และในขณะที่ COVID-19 กำลังระบาดมูลนิธิเกตส์ได้บริจาค $1.7 พันล้านเหรียญสหรัฐในการต่อสู้กับไวรัส โดยการผลิตและการจัดซื้อ “วัสดุทางการแพทย์ที่สำคัญ” แบบไม่แสวงหาผลกำไรในเดือนธันวาคม ปี 2020

ทั้งนี้มูลนิธิ Bill and Melinda Gates ได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับการหย่าร้างหลังจากการประกาศของทั้งคู่ ซึ่งมูลนิธิกล่าวว่า ทั้งสองจะยังคงเป็นประธานร่วมและเป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ขององค์กร

“ไม่มีการวางแผนการเปลี่ยนแปลงบทบาทของพวกเขาหรือองค์กร พวกเขาจะยังคงทำงานร่วมกันเพื่อกำหนดและอนุมัติกลยุทธ์ของมูลนิธิ รวมถึงกำหนดทิศทางโดยรวมขององค์กร”


ที่มา : nypost.com

เผย 3 สิ่งที่ บิลล์ เกตส์ มหาเศรษฐีอันดับ 2 ของโลก คนรวย สุดประหยัดยอมเปย์

4 มหาเศรษฐีโลก รวยระดับล้านล้าน ใช้ชีวิตเรียบง่าย แต่ไม่สโลว์ไลฟ์

ส่อง 4 นาฬิกา มหาเศรษฐีโลก รวยล้านล้าน แต่ใช้นาฬิกาเรือนเก่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

กระเป๋า Bottega Veneta รุ่นใหม่ The Doll

เรียบหรู ต้องมีถือสักใบ! กระเป๋า Bottega Veneta รุ่นใหม่ The Doll ในรูปทรงสามมิติ

สำหรับคอลเล็คชั่น Salon 01 กระเป๋า Bottega Veneta รุ่นใหม่ The Doll มาพร้อมฟังก์ชั่นและเพรียบพร้อมต่อการใช้งานไม่มีสิ้นสุด ทั้งยังมีรูปทรงแปลกใหม่สะดุดตา

โดยกระเป๋ารุ่นนี้ประกอบด้วยวัสดุหนัง 8 ชิ้นที่นำมาต่อกัน ผสานการใช้เทคนิคเจียระไน เพื่อสร้างรูปทรงสามมิติ ด้วยงานย้ำหมุดและแม่เหล็กที่ถูกซ่อนไว้สะดวกต่อการใช้งานที่ง่ายขึ้น

เรียบหรู ต้องมีถือสักใบ! กระเป๋า Bottega Veneta รุ่นใหม่ The Doll ในรูปทรงสามมิติ

กระเป๋า Bottega Veneta รุ่นใหม่ The Doll

กระเป๋า Bottega Veneta รุ่นใหม่ The Doll

ขอบกระเป๋าที่สร้างสรรค์อย่างประณีตทำให้กระเป๋าดูเงาเป็นพิเศษ โดย The Doll นำเสนอในรุ่นผิวเรียบสีสดใสและลาย cocco ที่มาพร้อมสีสุดคลาสสิกอย่างสีดำและสีสันที่ต้อนรับซัมเมอร์ 2021

กระเป๋า Bottega Veneta รุ่นใหม่ The Doll กระเป๋า Bottega Veneta รุ่นใหม่ The Doll กระเป๋า Bottega Veneta รุ่นใหม่ The Doll


ภาพ : Bottega Veneta

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เจ้าแม่ Hermes แห่งเกาหลีใต้! บุกคลัง กระเป๋า ‘เจสสิก้า’ เยอะจนบ้านไม่พอเก็บ!

ดัชเชสคามิลลา ชื่นชอบ กระเป๋า Chanel เพราะโลโก้ ‘CC’ มีความหมายพิเศษ

หลักร้อยถึงหลักแสน! กระเป๋า มิว นิษฐา นอกจาก Chanel ยังใช้อีกหลายแบรนด์