ฝึก 11 นิสัยการกิน และใช้ชีวิต เคล็ดลับรักษารูปร่างให้เป๊ะไม่เปลี่ยน

การลดน้ำหนักเป็นสิ่งที่ไม่ยั่งยืนเสมอไป เป็นเรื่องง่ายที่จะน้ำหนักขึ้นหลังจากการลดน้ำหนักอย่างมาก จริงๆ แล้วรายละเอียดการบริโภคอาหารในชีวิตมีมากมาย ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปสามารถช่วยปรับรูปร่างของคุณได้ เช่น การไม่นั่งหลังอาหารนานเกินไป การdboเนื้อสัตว์โดยไม่กินหนัง การเคี้ยวช้าๆ ฯลฯ ลองฝึกพัฒนา นิสัยการกิน ที่ดี 11 ข้อต่อไปนี้ เพื่อรักษารูปร่างให้เป๊ะไม่เปลี่ยนและเพื่อสุขภาพที่ดีต่อร่างกาย 1. ไม่กินหนังสัตว์การกินหนังสัตว์ทำให้อ้วนได้ง่าย หนังสัตว์มีไขมันสูงมาก การกินมากเกินไปจะส่งผลเสียต่อน้ำหนักและการควบคุมไขมันในเลือด และอาจนำไปสู่โรคอ้วนได้ง่าย แนะนำให้ลอกหนังทิ้งให้เป็นนิสัยก่อนกินอาหารและรับรองช่วยลดปริมาณไขมันได้ 2. เทน้ำมันออกเมื่อกินของมัน เช่น เกี๊ยวหรือซุปเกี๊ยวปริมาณไขมันในเกี๊ยวนั้นสูงมากและเป็นไขมันอิ่มตัวโดยทั่วไปเชื่อกันว่าจำเป็นต้องมีไขมันไม่อิ่มตัวและไขมันอิ่มตัวไม่จำเป็น เกี๊ยวต้มที่ดูดีต่อสุขภาพประกอบด้วยผัก เนื้อสัตว์ แต่จริงๆ แล้วมีความมันมาก ดังนั้น ถ้าอยากกินแล้วดีต่อสุขภาพของคุณ แนะนำให้เทไส้ที่ความมันและซุปออกก่อนจะดีกว่า 3. เลิกของหวานของหวานเป็นศัตรูตัวฉกาจของการลดน้ำหนักอย่างแน่นอน การไม่กินของหวานมีประโยชน์มากมาย สามารถลดน้ำหนักและไขมันในร่างกายได้ ปรับปรุงสภาพผิว ลดโอกาสการเกิดสิว ปรับปรุงสภาพจิตใจ เป็นต้น กล่าวได้ว่าของหวานไม่มีประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น 4. ไม่นั่งหรือนอนทันทีหลังกินอาหารการนั่งหรือนอนเป็นเวลานานหลังกินอาหารไม่เอื้อต่อการย่อยอาหารและอาจเพิ่มการสะสมไขมัน การยืดกล้ามเนื้อเบาๆ ช่วยย่อยอาหาร แต่อย่าออกกำลังกายหนักๆ หลังอาหาร ถ้าออกกำลังกายแนะนำให้รอเกิน 30 นาที เพื่อให้ร่างกายได้ย่อยก่อน 5. ไม่ดื่มเครื่องดื่มอัดลมและไม่กินอาหารขยะเครื่องดื่มอัดลมมีปริมาณน้ำตาลสูงมาก หากคุณดื่มเป็นประจำ อาจทำให้เกิดโรคอ้วน โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคหลอดเลือดหัวใจอื่นๆ ได้ ส่วนอาหารขยะก็ยังมีน้ำตาลสูงมาก ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอ้วนและโรคเบาหวาน […]

วิธีรับมือ ‘พฤติกรรมรุนแรงในเด็ก’ สำหรับผู้ปกครอง ปัญหาใหญ่ที่ต้องแก้

คงจะได้เห็นข่าวกันบ่อยๆ เกี่ยวกับความคิดและ พฤติกรรมรุนแรงในเด็ก จนส่งผลกระทบต่อผู้อื่น หลายกรณีรุนแรงจนถึงขั้นอีกฝ่ายเสียชีวิต ซึ่งสาเหตุของพฤติกรรมรุนแรงในเด็กและวัยรุ่น มีความซับซ้อนและเกี่ยวโยงกันหลายๆ อย่าง ไม่อาจตอบได้ทีเดียวว่าปัจจัยใดมากกว่าปัจจัยใด โดยปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงให้เกิดความรุนแรงได้แก่ ในกรณีนี้คนรอบข้างหรือในคนครอบครัว ควรสังเกตบุตรหลานอย่างใกล้ชิดว่ามีความเสี่ยงที่จะมีพฤติกรรมรุนแรงหรือไม่ โดยประเมินได้จากการที่เด็กแสดงอารมณ์โกรธอย่างรุนแรงมากกว่าปกติ, มีการระเบิดอารมณ์ที่บ่อยขึ้น, หงุดหงิดงุ่นง่าน พลุ่งพล่าน อยู่ไม่สุข, หุนหันพลันแล่น ควบคุมความโกรธ/อารมณ์ไม่ได้, ถูกกระตุ้นอารมณ์ได้ง่าย, พฤติกรรมแปลกไปกว่าเดิม เช่น พูดน้อยลงหรือมากขึ้น นิ่งลง ซึ่งพฤติกรรมที่แสดงออกก็อยู่ที่ความสามารถทางสติปัญญาในการวางแผนด้วย หากพบว่าบุตรหลานมีพฤติกรรมรุนแรงควรรับมืออย่างไรเมื่อไหร่ที่ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลคนอื่น เช่นครู รู้สึกว่าเด็กมีพฤติกรรมแปลกไป ควรจะพาไปประเมินอย่างละเอียดโดยจิตแพทย์ หรือนักจิตวิทยา ซึ่งการเข้ารับการรักษาเร็ว สามารถช่วยลดความเสี่ยงการเกิดความรุนแรงได้มาก โดยเป้าหมายของการรักษา คือช่วยให้เด็กเรียนรู้การควบคุมความโกรธ การแสดงออกความไม่พอใจได้อย่างเหมาะสม  ให้เด็กมีความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองและยอมรับผลของการกระทำนั้น เช่น กำหนดข้อตกลงบทลงโทษของการทำผิด และคุยต่อว่าสิ่งนี้จะส่งผลกระทบต่อไปอย่างไรหากอยู่ในสังคมทั้งที่ใกล้ตัวและสังคมที่ใหญ่ขึ้นไป นอกจากนี้เรื่องปัญหาความขัดแย้งในครอบครัว ปัญหาที่โรงเรียน ปัญหาของสังคมรอบข้างก็ควรได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม วิธีการป้องกันไม่ให้เกิดพฤติกรรมรุนแรง  พฤติกรรมความรุนแรงในเด็ก ทุกๆ คนมีส่วนสำคัญในการป้องกันไม่ให้เกิดได้ เพียงแค่ใส่ใจ หมั่นสังเกตและพูดคุยกับเด็กอย่างสม่ำเสมอ แต่หากพบว่ามีความเสี่ยงควรพาไปประเมินกับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา เพื่อลดความสูญเสียหรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ ขอบคุณข้อมูล : แพทย์หญิงอริยาภรณ์ ตั้งชีวินศิริกูล […]

‘โรคพาร์กินสัน’ มีอาการอะไรบ้าง? นอกจากมือสั่นที่ไม่ควรละเลย

โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s Disease) เป็นโรคทางสมองที่เกิดจากเซลล์สมองในบางตำแหน่งเกิดมีการตายโดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด จึงทำให้สารสื่อประสาทในสมองที่มีชื่อว่า “โดพามีน” (Dopamine) ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายมีการตายและลดจำนวนลง จึงทำให้ร่างกายของผู้ป่วยเกิดอาการสั่น แขนขาเกร็ง เคลื่อนไหวร่างกายช้า และสูญเสียการทรงตัว ซึ่งอาการเหล่านี้จะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปและทวีความรุนแรงขึ้นอย่างช้าๆ และในปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้ โดยปกติแล้วโรคนี้จะมีอาการที่แสดงออกมามาก หรือน้อยแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่าง ซึ่งอาการที่แสดงออกมีดังนี้ อาการสั่น เคลื่อนไหวช้า กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง การทรงตัวไม่ดี เสียงค่อยและเบาลง สีหน้าไร้อารมณ์ หลังค่อม ตัวงุ้มลง ความสามารถในการได้กลิ่นลดลง ท้องผูก ตะโกนร้อง หรือมีการขยับแขนขาอย่างรุนแรงในขณะหลับ เขียนตัวหนังสือเล็กลง เป็นต้น โรคพาร์กินสัน รักษาได้โดยการกินยา เพื่อเพิ่มปริมาณสารเคมีโดปามีนให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย โดยแพทย์จะพิจารณาการให้ยาตามอาการของผู้ป่วย การทำกายภาพบำบัด เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นการเดิน การนั่ง และการทรงตัว ผู้ป่วยจะสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นปกติมากยิ่งขึ้น และการผ่าตัด เหมาะสมกับผู้ป่วยที่มีภาวะการตอบสนองต่อยาไม่สม่ำเสมอ หรือมีภาวะแทรกซ้อนจากการกินยา การผ่าตัดจะใช้วิธีฝังขั้วไฟฟ้าเพื่อไปกระตุ้นสมอง เรียกว่า การผ่าตัดกระตุ้นสมองส่วนลึก หากพบว่าคนในครอบครัวมีอาการเข้าข่ายจะเป็นโรคนี้ควรรีบพาเข้าพบแพทย์เพื่อรับการรักษาและป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วยนั่นเอง ข้อมูล : โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ภาพ : Pexels […]

‘ไข้หวัดใหญ่’ เกิดจากอะไร? ใครเสี่ยงบ้าง? พร้อมวิธีป้องกันทุกสายพันธุ์

ฤดูฝนมาพร้อมๆ กับการระบาดของทั้ง ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ เอ และบี เราจะป้องกันได้อย่างไร และเมื่อไหร่ควรมาพบแพทย์ รวมไปถึงการเช็คอาการของโรค สำหรับนำไปเฝ้าระวัง สังเกตตนเองและคนรอบข้าง เพื่อเข้าสู่กระบวนการวินิจฉัย และการรักษาอย่างเหมาะสม บุคคลที่เป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการรับเชื้อและเกิดภาวะแทรกซ้อน ที่ควรได้รับวัคซีนป้องกันอย่างเหมาะสม โรคไข้หวัดใหญ่ เกิดจากการติดเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซ่า (Influenza Virus) ในระบบทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้มีไข้ ไอ น้ำมูก คัดจมูก จาม เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลีย โดยอาการคล้ายกับไข้หวัด แต่มักจะรุนแรงกว่าและหายช้ากว่า บางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคหลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ จนทำให้มีอาการหอบเหนื่อยได้ การแพร่กระจายของเชื้อทางการหายใจ โดยการรับเชื้อที่ปนเปื้อนที่อยู่ในอากาศ จากการ ไอ จาม หรือพูดของผู้ที่ป่วยโดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีคนอยู่รวมกันหนาแน่นหรือพื้นที่ปิด เช่น โรงเรียน ออฟฟิต การสัมผัสฝอยละอองน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย จากมือที่สัมผัส แล้วใช้มือสัมผัสที่จมูกและปาก บุคคลกลุ่มเสี่ยงต่อการรับเชื้อและการเกิดภาวะแทรกซ้อน ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ 2 ชนิด ได้แก่1. วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ชนิด 3 […]

ทำไมหลายคนดื่ม ‘สมูทตี้’ แล้วน้ำหนักขึ้น? พร้อมแนะสูตรสมูทตี้ที่ดีต่อสุขภาพ

ไม่มีอะไรจะง่ายไปกว่าการใส่ส่วนผสมลงในเครื่องปั่นแล้วกดปุ่มเมื่อคุณต้องการอาหารให้อิ่มท้องในเวลารวดเร็ว บางทีความง่ายของการทำ สมูทตี้ อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ได้รับความนิยมมาก รวมปัจจัยด้านความสะดวกสบายเข้ากับความสามารถในการปรับแต่งส่วนผสมด้วยอาหารที่หลากหลาย และข้อเท็จจริงที่ว่าสมูทตี้มีรสชาติอร่อย จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ตลาดสมูทตี้ทั่วโลกจะมีมูลค่ามากกว่า 27 พันล้านดอลลาร์ แต่สมูทตี้มีประโยชน์ต่อสุขภาพจริงหรือ?  สิ่งที่สามารถทำให้สมูทตี้มีสุขภาพดีหรือไม่ดีต่อสุขภาพได้สมูทตี้มักทำโดยการผสมส่วนผสมต่างๆ เช่น ผลไม้ ผัก นม และโยเกิร์ต แต่ก็ถือว่าพอใช้ได้สำหรับอะไรก็ได้ เนื่องจากมีหลายวิธีในการสร้างสมูทตี้ แต่การตัดสินว่าสมูทตี้จะดีต่อสุขภาพหรือไม่นั้น มักขึ้นอยู่กับว่าใช้อะไรเป็นส่วนผสมบ้าง ตัวอย่างสมูทตี้ที่อาจไม่ดีต่อสุขภาพขึ้นอยู่กับส่วนผสมที่ใช้ ได้แก่ กล้วย 2 ลูก โยเกิร์ตสตรอเบอร์รี่เติมน้ำตาล 1 ที่ น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ และนม 1 ส่วน ถือเป็นสูตรสมูทตี้ที่อร่อย แต่กลับไม่มีความสมดุลระหว่างคาร์โบไฮเดรต ไขมันที่ดีต่อสุขภาพ เส้นใยอาหาร และโปรตีนเพราะมีน้ำตาลมากกว่า 65 กรัม โดยที่ 33 กรัมเป็นน้ำตาลที่เติมเข้าไป (ไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ) ซึ่งหมายความว่าสมูทตี้มีน้ำตาลมากกว่าโซดาปกติกระป๋อง น้ำตาลไม่ใช่สิ่งชั่วร้าย แต่นั่นมันเยอะมาก เพราะเราควรจำกัดปริมาณน้ำตาลที่เพิ่มในแต่ละวันให้ไม่เกิน 25 ถึง 36 กรัมต่อวัน (ขึ้นอยู่กับเพศ) เนื่องจากการบริโภคมากเกินไปอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพ เช่น เบาหวานชนิดที่ 2 และโรคหัวใจ  ฉะนั้น การเพลิดเพลินกับสมูทตี้ไปพร้อมๆ กับการรักษาวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดีนั้นเป็นไปได้ด้วยความสมดุลที่เหมาะสมของส่วนผสมที่มีคาร์โบไฮเดรต […]

พลังของ ‘โพรไบโอติก’ ต่อสุขภาพทางเดินอาหารและด้านอื่นๆ ที่หลายคนยังไม่รู้

ปัจจุบันในหลายพื้นที่ของเอเชีย โพรไบโอติก เป็นที่รู้จักกันในฐานะจุลินทรีย์ที่มีความสำคัญต่อสุขภาพทางเดินอาหาร ซึ่งคาดว่าตลาดโพรไบโอติกจะเติบโตขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยเป็นผลมาจากความสนใจด้านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพของผู้คนที่เพิ่มขึ้น อ้างอิงจากผลการศึกษาในปี 2564 ของ Lynch และคณะ พบว่า จำนวนกว่าครึ่งหนึ่งของผู้บริโภคนิยมใช้โพรไบโอติกเพื่อบำรุงรักษาสุขภาพและเพื่ออายุที่ยืนยาว ส่วนอีก 45% เชื่อว่าโพรไบโอติกสามารถช่วยให้ระบบทางเดินอาหารมีสุขภาพ   โพรไบโอติกคืออะไร?โพรไบโอติก เป็นจุลินทรีย์ “ดี” ที่ทำให้ร่างกายแข็งแรง ด้วยการเข้ามาช่วยสร้างสมดุลให้ลำไส้ เนื่องจากในลำไส้คนเราประกอบไปด้วยแบคทีเรีย เชื้อราและจุลินทรีย์อื่นๆ หลายล้านชนิด ทำให้บางครั้งการกินอาหารหรือยาบางอย่างอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในลำไส้จนเกิดเป็นปัญหาตามมาได้ ดังนั้น โพรไบโอติกจึงกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในการดูแลสุขภาพเพิ่มมากขึ้น ประโยชน์ของโพรไบโอติกบทบาทที่สำคัญของโพรไบโอติกสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในวันทางเดินอาหารโลก 2023 (World Digestive Health Day) เมื่อองค์การระบบทางเดินอาหารโลก (WGO) ได้เลือกพูดถึงหัวข้อ “สุขภาพทางเดินอาหารดี เริ่มต้นที่ลำไส้ดี” แม้ว่าประโยชน์ของโพรไบโอติกที่เกี่ยวกับระบบย่อยอาหารจะถูกพูดถึงเป็นวงกว้าง แต่ประโยชน์ต่อสุขภาพด้านอื่นๆ ของโพรไบโอติกก็ยังคงถูกค้นพบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับได้รับการสนับสนุนจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มากมาย เช่น วิธีสร้างการเจริญเติบโตให้แบคทีเรียชนิดดี อาหารสมัยใหม่ไม่ได้มีโพรไบโอติกสูงตามธรรมชาติ ดังนั้น เพื่อเป็นการชดเชย มนุษย์จึงคิดค้นวิธีใหม่ๆ ในการเพิ่มโพรไบโอติกเข้าสู่ระบบทางเดินอาหารให้มากขึ้น ทำให้อาหารที่มีโพรไบโอติกและอาหารเสริมโพรไบโอติกเป็นที่นิยมมาแรง อย่างไรก็ตาม ควรกินอาหารเสริมในปริมาณที่พอดีตามที่ระบุฉลากบนผลิตภัณฑ์ และหากมีปัญหาสุขภาพ ควรปรึกษาแพทย์หรือแพทย์ก่อนตัดสินใจกินอาหารเสริม ข้อมูล : Alex Teo ผอ.ฝ่ายวิจัยและพัฒนากิจการวิทยาศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของเฮอร์บาไลฟ์  บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

‘พิษจากน้ำ’ คืออะไร? สาเหตุ อาการ และวิธีแก้ ควรดื่มน้ำวันละเท่าไรจึงจะดีต่อสุขภาพ

การดื่มน้ำนั้นดีต่อร่างกายอย่างแน่นอน แต่จะส่งผลอย่างไรต่อร่างกายมนุษย์หากเราดื่มน้ำมากๆ ในระยะเวลาอันสั้น? ในต่างประเทศ มีกรณี “พิษจากน้ำ” เกิดขึ้นจากการดื่มมากเกินไป ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ ปวดศีรษะ โคม่า และถึงขั้นเสียชีวิตได้ “พิษจากน้ำ” คืออะไรกันแน่? ความรู้ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับ “พิษจากน้ำ” ในบทความนี้มีค่าควรแก่ความเข้าใจของทุกคน เหตุการณ์ “น้ำเป็นพิษ” ที่ผ่านมาในช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2023 มีข่าวว่าแม่วัย 35 ปีที่อาศัยอยู่ในรัฐอินเดียนา สหรัฐอเมริกา และมีลูก 2 คนเสียชีวิตจากอาการเมาน้ำ เนื่องจาก “ดื่มมากเกินไป” Devon Miller บอกกับ WRTV ว่า Ashley Summers น้องสาวของเขาขาดน้ำระหว่างการเดินทาง ทางเรือกับสามีและลูกสาวสองคนของเธอ โดยต้องรับมือกับอาการปวดหัวและเวียนศีรษะด้วยการดื่มน้ำปริมาณมากในช่วงเวลาสั้นๆ บางคนบอกว่า Ashley Summers ดื่มน้ำประมาณ 1.89 ลิตรใน 20 นาที ซึ่งเท่ากับปริมาณน้ำที่มนุษย์ต้องการในหนึ่งวัน ต่อมาเมื่อ Ashley Summers กลับบ้านเธอก็โคม่าในโรงรถของบ้านและไม่ตื่นขึ้นมาเลย เธอถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลสันนิษฐานว่าเสียชีวิตจากพิษจากน้ำ พิษจากน้ำคืออะไร?ความเป็นพิษจากน้ำเรียกอีกอย่างว่า “ภาวะโซเดียมในเลือดต่ำ” ,”ปริมาณน้ำมากเกินไป” และชื่ออื่นๆ ปัญหาหลักของการเป็นพิษจากน้ำส่งผลต่อความเข้มข้นของโซเดียม ซึ่งเป็นหนึ่งในอิเล็กโทรไลต์ที่สำคัญในร่างกาย แพทย์ฉุกเฉิน […]

ปรับพฤติกรรมอย่างไรเลี่ยง ‘ภาวะร่างกายขาดแคลเซียม’ ต้นเหตุเสี่ยง ‘โรคกระดูกพรุน’

ปัญหาเรื่อง ภาวะร่างกายขาดแคลเซียม นับเป็นปัญหาใหญ่ของคนไทย กระทรวงสาธารณสุขได้มีการเปิดเผยข้อมูลว่าคนไทยมีความเสี่ยงเป็น โรคกระดูกพรุน ถึง 90% ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากที่ร่างกายขาดแคลเซียมส่งผลให้กระดูกบางลง ทำให้เปราะหักง่าย เนื่องจากสาเหตุร่างกายได้รับแคลเซียมในปริมาณที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ นับว่าเป็นปัญหาใหญ่ต่อทุกเพศทุกวัย นอกจากนี้ข้อมูลยังพบว่าคนไทยอายุ 70 ปีขึ้นไป เป็นโรคกระดูกพรุนมากกว่า 50% โดยพบในเพศหญิงถึง 35% มากกว่าเพศชายถึง 20% และยังพบด้วยว่าคนไทยมีแนวโน้มว่าอายุเฉลี่ยของผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนจะลดลงทุกปี ปัจจุบันภาวะกระดูกบางหรือกระดูกพรุน สามารถพบได้ในทุกเพศทุกวัย เนื่องจากพฤติกรรมการกินอาหาร หรือการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป นับเป็นปัญหาด้านสุขภาพของคนไทยที่ถดถอยลงเรื่อยๆ   สาเหตุของภาวะร่างกายขาดแคลเซียม แคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญต่อร่างกายมนุษย์เรามากที่สุดเมื่อเทียบกับแร่ธาตุชนิดอื่น แคลเซียมอยู่ในร่างกายเราถึง 98% ในส่วนของกระดูก มีผลต่อการสร้างมวลกระดูกที่แข็งแรง ไปจนถึงระบบประสาทที่มีผลต่อการพัฒนาสมองของคนเรา และที่สำคัญร่างกายไม่สามารถผลิตแคลเซียมได้เอง ต้องมีการบริโภคอาหารที่มีแคลเซียมเข้าไปให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ไม่ใช่แค่เด็กหรือผู้สูงอายุเท่านั้นที่ต้องการแคลเซียม สำหรับคนทั่วไป ร่างกายต้องการแคลเซียมในปริมาณเฉลี่ยที่ 1,000 มิลิกรัมต่อวัน เพื่อนำมาใช้ทดแทนแคลเซียมที่สูญเสียไปในแต่ละวัน เราสามารถเลือกกินอาหารที่มีแคลเซียมได้จาก ข้าวโอ๊ต คะน้า บล็อกโคลี่ กุ้งแห้ง เพื่อให้ได้ปริมาณแคลเซียมตามที่ร่างกายต้องการ หากแต่ว่าพฤติกรรมการใช้ชีวิตในปัจจุบันส่งผลให้เราไม่สามารถกินอาหารหลักที่ได้ปริมาณแคลเซียมครบตามที่ร่างกายต้องการ สำหรับหญิงที่กำลังเตรียมพร้อมสำหรับการตั้งครรภ์ หรือตั้งครรภ์ ร่างกายจะต้องการปริมาณแคลเซียมในปริมาณที่มากกว่าคนทั่วไป ปริมาณเฉลี่ยที่ต้องการ 1,500 มิลิกรัมต่อวัน เพื่อให้ทารกสามารถนำแคลเซียมไปใช้ในการสร้างตั้งแต่ระบบประสาท กระดูก กล้ามเนื้อ และฟันในทารก อีกทั้งยังเสริมสร้างความสมบูรณ์ของเซลล์ ที่ควบคุมระบบการทำงานของหัวใจ ป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดในร่างกายของทารก รวมถึงหัวใจและระบบประสาทของทารกก็ใช้แคลเซียมด้วย อีกทั้งยังเสริมสร้างสติปัญญาของทารกในครรภ์ หากคุณแม่มีแคลเซียมไม่เพียงพอต่อความต้องการของทารก ทารกจะดึงแคลเซียมสะสมของคุณแม่ไปใช้ ส่งผลให้แคลเซียมสะสมของคุณแม่น้อยลง […]

สัญญาณเตือน ‘โรคต้อหิน’ ภัยเงียบเสี่ยงตาบอดถาวร

โรคต้อหิน สาเหตุหลักอย่างหนึ่งของการสูญเสียการมองเห็นแบบถาวรและไม่สามารถรักษาให้หายได้หากมีอาการผิดปกติรีบพบแพทย์ทันที โรคต้อหิน เป็นสาเหตุลำดับต้นๆ ของโลกที่ทำให้สูญเสียการมองเห็นถาวร เป็นโรคที่มีความเสื่อมของเส้นประสาทตา และมีการสูญเสียสายตาที่มีลักษณะค่อนข้างเฉพาะตัว โดยพบว่า ความดันลูกตาที่สูงเป็นปัจจัยเสี่ยง ที่สำคัญในการทำให้เกิดโรคต้อหิน เมื่อเป็นมากๆ หากไม่ทำการรักษา หรือตรวจพบแล้ว แต่ทำการรักษาไม่ต่อเนื่องควบคุมโรคไม่ดีจะสูญเสียการมองเห็นไปในที่สุด ต้อหินสัมพันธ์กับความดันตาสูง เมื่อผู้ป่วยมีความดันตาสูง ลูกตาจะแข็ง มีลักษณะเหมือนเป็นลูกหิน คนไทยเรียกว่า ต้อหิน โดยค่าเฉลี่ยความดันลูกตาอยู่ที่ประมาณ 13-14 มิลลิเมตรปรอท ดังนั้น หากมีค่าความดันตา 21 มิลลิเมตรปรอท หรือสูงกว่าก็ถือว่าผิดปกติ ซึ่งในปัจจุบันพบว่า ผู้ป่วยที่มีความดันตาที่ไม่สูง ก็สามารถเป็นโรคต้อหินได้เช่นกัน ต้อหินมี 2 แบบ สำหรับอาการของโรค ใหญ่ๆ คือ ต้อหินมุมเปิดและมุมปิด ขึ้นกับว่าเป็นต้อหินชนิดไหน โดยที่เป็นต้อหินมุมปิดเฉียบพลัน ผู้ป่วยจะมาด้วยอาการปวดตา ตาแดง ตามัวแบบฉับพลันทันที ในบางรายมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และปวดหัวร่วมด้วย ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีจำนวนไม่มาก กลุ่มที่พบมากมักเป็นต้อหินเรื้อรัง ในกรณีที่เป็นมุมเปิด หรือมุมปิดเรื้อรัง ผู้ป่วยจะไม่มีอาการปวดตา แต่ระยะยาวจะมี ตามัว ลานสายตา ที่แคบลง […]

6 ข้อที่ทำให้คน ‘ลดความอ้วน’ ล้มเหลวเสมอ และเสี่ยงน้ำหนักมากกว่าเดิม

แน่นอนว่าการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วเป็นเรื่องที่น่าพึงพอใจ แต่ในบางคนทำไมถึงลดน้ำหนักได้ 2-3 กิโลกรัมเสมอแล้วกลับมามีน้ำหนักเพิ่มขึ้นทันที? บทความนี้จะพามาดูวิธีการลดน้ำหนักให้ได้ผลจริงและไม่กลับมาอ้วนอีก และวิธีลดน้ำหนักแบบไหนที่เป็นเพียงวิธีแก้ปัญหาชั่วคราวแต่ไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริง นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารจะสอน “ความลับ 6 ประการ” ของการ ลดความอ้วน และหลีกเลี่ยงไม่ให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น  #1 กินอาหารทดแทนทุกคนคิดเสมอว่าการกินอาหารทดแทนเท่ากับการลดน้ำหนัก แท้จริงแล้ว สามารถช่วยปรับปริมาณแคลอรี่ได้ แต่เราไม่สามารถกินอาหารทดแทนได้ตลอดชีวิต ดังนั้น ตั้งแต่วันที่คุณกลับมากินอาหารตามปกติ หากคุณไม่ควบคุมปริมาณแคลอรี่อย่างเคร่งครัด ประตูสู่การเพิ่มน้ำหนักจะเปิดรอคุณอยู่ และยังทำให้คุณอ้วนเพิ่มขึ้นอีกด้วย เพราะคุณกินอาหารประเภทเดียวเป็นเวลานานจึงทำให้เกิดภาวะโภชนาการผิดปกติได้ง่าย #2 ไม่ต้องออกกำลังกายก็ได้แม้ว่าการลดน้ำหนักจะแบ่งเป็น 7 คะแนนสำหรับการควบคุมอาหารและ 3 คะแนนสำหรับการออกกำลังกาย แต่การเชื่อมโยงของการควบคุมอาหารมีความสำคัญมากในการลดน้ำหนัก น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจะเกิดขึ้นหลังจากกลับไปกินอาหารแบบเดิม และการออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญมากในการรักษารูปร่าง นอกจากช่วยเผาผลาญไขมันแล้ว ยังช่วยเพิ่มความไวของกล้ามเนื้อต่ออินซูลิน และหลีกเลี่ยงการสะสมความร้อนเนื่องจากความผันผวนของน้ำตาลในเลือดมากเกินไป #3 กินน้อยลงการกินน้อยเกินไปก็ก่อให้เกิดปัญหาเช่นกัน โดยเฉลี่ยอัตราการเผาผลาญพื้นฐานของผู้หญิงอยู่ที่ 1,100-1,400 แคลอรี่ ส่วนผู้ชายอยู่ที่ 1,400-1,700 แคลอรี่ สูตรการคำนวณมีดังนี้ ●BMR (ชาย)=(13.7×น้ำหนัก (กก.))+(5.0×สูง (ซม.))-(6.8×อายุ)+66 ●BMR (เพศหญิง)=(9.6×น้ำหนัก (กก.))+(1.8×สูง (ซม.))-(4.7×อายุ)+655 หากปริมาณแคลอรี่ของคุณต่ำกว่าที่ควรจะเป็น และร่างกายไม่ได้เติมแคลอรี่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ร่างกายจะกระตุ้นกลไกการป้องกันโดยอัตโนมัติ และลดอัตราการเผาผลาญโดยรวม ด้วยวิธีนี้แม้ว่าปริมาณแคลอรี่ที่ได้รับจะน้อยลง แต่ระบบการเผาผลาญของร่างกายก็จะช้าลงเช่นกัน หลังจากนั้นอาหารในกระเพาะจะย่อยและดูดซึมได้ไม่ง่ายจนนำไปสู่การสะสมไขมันในที่สุด […]

5 ข้อดีของการ ‘ฝึกโยคะ’ มากกว่าการออกกำลังกายเพื่อรูปร่างอย่างเดียว

ทางเลือกของการออกกำลังกายในทุกวันนี้ มีให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเน้นในเรื่องการเผาผลาญไขมันในช่วงเวลาสั้นๆ การวิ่งมาราธอน การเต้นในรูปแบบต่างๆ ซึ่งก็อยู่ที่แต่ละคนจะเลือกตามความชอบ และเป้าหมายของการออกกำลังกายกับอีกหนึ่งทางเลือกดีๆ ในรูปแบบของการ ฝึกโยคะ จะมีข้อดีอย่างไรบ้าง 1. ดูเด็กลง ลองพิสูจน์ดูได้เลยค่ะ เวลาไปคลาสโยคะ เรามักจะเจอแต่คนที่หน้าดูอ่อนกว่าวัยกันทั้งนั้น เหตุผลสำคัญนั้นเป็นเพราะการฝึกโยคะจะช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ประกอบกับท่วงท่าในการฝึกที่ต้องยืด เหยียด ยิ่งช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวได้มากขึ้นไปอีก เมื่อเลือดไหลเวียนได้ดี ระบบต่างๆ ภายในร่างกายของเราก็ทำงานได้ดีตามไปด้วย นอกจากนั้นยังเน้นเรื่องการกำหนดลมหายใจ ทำให้ออกซิเจนเข้าปอดได้อย่างเต็มที่ เลือดก็นำออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่างสะดวก ทั้งยังมีส่วนในการขจัดของเสียออกจากร่างกาย ผิวพรรณจึงดูสวยเปล่งปลั่ง 2. อกเป็นอก เอวเป็นเอว แบบไม่มีห่วงยาง เพราะการฝึกโยคะในแต่ละท่านั้นจะมีการใช้กล้ามเนื้อทั่วทุกส่วนของร่างกาย ทั้งกล้ามเนื้อมัดเล็กและมัดใหญ่ ซึ่งการใช้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เป็นการใช้พลังงานส่วนเกินที่สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ในรูปแบบของไขมัน ทำให้กล้ามเนื้อตึงกระชับ ทั้งท่าทางในการบิดตัวต่างๆ นั้นยังช่วยให้สัดส่วนของคุณสาวๆ เข้าที่ เซ็กซี่ได้ตามบุคลิก 3. สง่าทุกท่วงท่า เพราะการฝึกโยคะนั้นนอกจากจะมีการยืดเหยียดกล้ามเนื้อแล้ว ยังเน้นเรื่องการทรงตัว และความสมดุล โดยเป็นการฝึกการกระจายน้ำหนักอย่างเหมาะสมทั้งในส่วนของแขน ขา กล้ามเนื้อกระดูกสันหลัง รวมทั้งกระดูกข้อต่อที่จะได้รับการปรับให้เกิดความสมดุล จึงได้บุคลิกภาพที่ดีเป็นของแถมมาจากการฝึกโยคะอีกด้วย 4. สดใสไร้เครียด ก่อนจะฝึกโยคะทุกครั้งจำเป็นต้องมีการผ่อนคลายจากความคิด […]

ปรับพฤติกรรม 4 ข้อลดเสี่ยง ‘คอเลสเตอรอลสูง’ อันตรายที่ไม่ควรมองข้าม

ทุกคนคงจะพอคุ้นเคยกับคอเลสเตอรอลกันพอสมควร ก็เจ้าคอเลสเตอรอลนี่ล่ะค่ะ ที่อาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคที่อันตรายถึงชีวิตกันได้หลายอย่างเลย โดยหากร่างกายของเรามี คอเลสเตอรอลสูง ก็จะเป็นสาเหตุทำให้ไขมันไปสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือดต่างๆ ทำให้เลือดไหลผ่านได้ยากขึ้น หากเป็นหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ก็จะทำให้เสี่ยงต่อโรคหัวใจล้มเหลว และหากเป็นหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ก็อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคเส้นโลหิตในสมองแตก หรือเกิดภาวะเส้นเลือดสมองอุดตันได้ วิธีการดูแลสุขภาพ เพื่อลดความเสี่ยงจากการมี คอเลสเตอรอลสูง ทำได้ไม่ยาก เรื่องของโภชนาการเป็นสิ่งที่สำคัญ ระมัดระวังในเรื่องของคอเลสเตอรอลนั้น แนะนำว่าในแต่ละวันควรบริโภคอาหารที่ปรุงด้วยไขมันไม่เกิน 5-7 ช้อนชา กินผักและผลไม้สดให้มากขึ้น และเลือกกินเนื้อปลาแทนที่เนื้อสัตว์ชนิดอื่นที่มีไขมันสูง ที่สำคัญควรออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายสร้างไขมันประเภท HDL ขึ้นมาให้มากขึ้น เป็นตัวช่วยในการขจัดไขมันตัวร้ายออกจากร่างกาย สำหรับผู้ที่เริ่มมีปัญหาคอเลสเตอรอลสูง โดยทั่วไปอาจจะมีทางเลือกสองอย่าง คือการใช้ยาตามคำสั่งแพทย์ ซึ่งก็มักจะเป็นยาในกลุ่มสแตติน หรืออีกทางเลือกหนึ่ง คือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ชีวิต วิธีหลังนี้ นอกจากจะไม่ต้องง้อยาแล้ว ยังจะช่วยให้สุขภาพดีขึ้นในส่วนอื่นๆ อีกด้วย สำหรับผู้ที่มีคอเลสเตอรอลที่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนั้นมีอะไรบ้าง ขอขอบคุณข้อมูลจาก ไลฟ์เซ็นเตอร์บล็อก https://lifecenterthailand.wordpress.com ภาพ : Pexels บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ปรับกิจวัตรยังไงเมื่อพบ ‘ไขมันในเลือดสูง’ อะไรที่กินได้และไม่ได้บ้าง

โดยปกติร่างกายสามารถสร้างไขมันได้จากตับเพื่อนำมาใช้ในกระบวนการที่จำเป็นของร่างกาย เช่น ช่วยในการย่อยอาหาร สร้างฮอร์โมนต่างๆ แต่หากมีการกินไขมันจากอาหารมากเกินไป มีโรคทางพันธุกรรม มีการใช้ยาหรือสารต่างๆ ที่ทำให้การเผาผลาญไขมันในร่างกายผิดปกติก็จะทำให้เกิดภาวะ ไขมันในเลือดสูง ได้ ไขมันในเลือดสูง คือไขมันชนิดไหน?ไขมันในเลือดมีหลายชนิด มีทั้งชนิดที่ดีและไม่ดีต่อร่างกาย โดยจะทราบได้จากค่าผลการตรวจไขมันในเลือด จึงจำเป็นต้องงดอาหารก่อนทำการตรวจเป็นเวลา 8-12 ชั่วโมง ซึ่งจะทำให้ทราบถึงค่าไขมันต่างๆ ดังนี้ ค่าไขมันในเลือด แบบไหนผิดปกติ?ค่าไขมันในเลือดที่ปกติมีความแตกต่างไปตามอายุและเพศ โดยทั่วไปแล้วในผู้ที่อายุมากกว่า 20 ปี ควรมีค่า สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของการเกิด ไขมันในเลือดสูงภาวะไขมันในเลือดสูงสามารถเกิดได้จากการกินอาหารที่มีส่วนผสมของไขมันมากเกินไป โดยเฉพาะไขมันชนิดอิ่มตัวและไขมันทรานส์ การไม่ออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ กรรมพันธุ์ การมีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคตับ ตับอ่อน ภาวะพร่องไทรอยด์ ภาวะถุงน้ำในรังไข่จำนวนมาก โรคไตวาย โรคเบาหวาน หรือการใช้ยาบางชนิด เช่น ฮอร์โมนหรือยาคุมกำเนิด ยาสเตียรอยด์ ยาต้านไวรัส HIV เป็นต้น ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดไขมันในเลือดสูง เช่น การมีประวัติไขมันสูงในครอบครัว มีภาวะอ้วน การกินอาหารที่ไม่ถูกหลักโภชนาการ การดื่มสุรา สูบบุหรี่ เป็นต้น […]

พักแบบมีคลาส ‘วินแดม แกรนด์ ในหาน บีช ภูเก็ต’ เปิดตัว ‘เพลนารี เวลเนส’ ชูท่องเที่ยวเชิงสุขภาพครบวงจร

ซิซซา กรุ๊ป (CISSA Group) ผู้นำด้านการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนชั้นนำของประเทศไทย เผย วินแดม แกรนด์ ในหาน บีช ภูเก็ต (Wyndham Grand Nai Harn Beach Phuket) โรงแรมหรูระดับ 5 ดาว พร้อมให้บริการเต็มรูปแบบภายใต้แนวคิดเมดิคอล เวลเนส รีสอร์ต (Medical Wellness Resort) ด้วยการเปิดตัว “เพลนารี เวลเนส (Plenary Wellness)” ศูนย์สุขภาพและความงาม เพื่อเติมเต็มความสมบูรณ์แบบแบบองค์รวมระดับไฮเอนด์แก่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ผลักดันให้ภูเก็ตและประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางและศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการแพทย์ (Medical Wellness Hub) ชั้นนำแห่งเอเชีย   นายอรรถนพ พันธุกำเหนิด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซิซซา กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “เนื่องจากพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักเดินทาง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีกำลังการใช้จ่ายสูง เริ่มมีการผสานแพ็คเกจสุขภาพเข้าเป็นส่วนหนึ่งในโปรแกรมการท่องเที่ยวมากขึ้น ซิซซา กรุ๊ป จึงมุ่งมั่นพัฒนา วินแดม แกรนด์ ในหาน บีช ภูเก็ต ให้เป็น ‘เมดิคอล เวลเนส รีสอร์ต’ (Medical Wellness […]

‘เบลล่า ฮาดิด’ เปิดใจเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพมากมาย รวมถึงโรคลายม์ที่เธอต่อสู้มามากกว่าครึ่งชีวิต

‘เบลล่า ฮาดิด’ (Bella Hadid) ซูเปอร์โมเดลวัย 26 ปี ได้แชร์โพสต์บนอินสตาแกรมที่มีรูปถ่ายของเวชระเบียนและคำแถลงที่สะท้อนประสบการณ์ของเธอเกี่ยวกับความเจ็บป่วยเรื้อรัง “ตัวฉันต้องทนทุกข์ทรมานมาตั้งแต่ตอนอายุประมาณ 17 ปีจนถึงปัจจุบัน คงภูมิใจในตัวฉันที่เติบโตโดยไม่ยอมแพ้ ขอบคุณแม่ที่ … อยู่เคียงข้างฉัน ไม่เคยห่างหาย ปกป้อง ช่วยเหลือ แต่เหนือสิ่งอื่นใด เชื่อฉันตลอดเรื่องทั้งหมดนี้” หนึ่งในเอกสารทางการแพทย์ที่มีภาพลงวันที่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2014 ระบุรายละเอียดการต่อสู้กับปัญหาสุขภาพของ Bella Hadid กับปัญหาสุขภาพมากมาย รวมถึงความเหนื่อยล้า โรคสมาธิสั้น ความจำแปรปรวน ภาวะซึมเศร้า ความผิดปกติของการนอน ปวดหัว ภาวะเสียสมดุล ฝันร้าย กล้ามเนื้ออ่อนแรง เจ็บหน้าอก และใจสั่น  “การอยู่ในสภาพนี้ ทรุดโทรมลงเรื่อยๆ ด้วยเวลาและงาน ในขณะที่พยายามทำให้ตัวเอง ครอบครัว และคนที่สนับสนุนฉันภูมิใจ ได้สร้างผลกระทบต่อฉันในแบบที่ฉันอธิบายไม่ได้จริงๆ” “การต้องเศร้าและเจ็บป่วยกับพร/สิทธิพิเศษ/โอกาส/ความรักที่อยู่รอบๆ ตัวฉันอาจเป็นเรื่องที่สับสนมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา สิ่งหนึ่งที่ฉันอยากจะบอกทุกคนก็คือ 1: ฉันสบายดี และคุณไม่ต้องกังวล…” และ 2: ฉันจะไม่เปลี่ยนแปลงอะไรให้กับโลกใบนี้ ถ้าฉันต้องผ่านทั้งหมดนี้อีกครั้ง ในช่วงเวลาที่ฉันอยู่ตอนนี้ อยู่กับพวกคุณทุกคน ในที่สุดสุขภาพแข็งแรง […]

วิธีควบคุมสัดส่วนอาหารเพื่อลดน้ำหนักกับ 8 เคล็ดลับในการเสิร์ฟและจัดจาน

รู้หรือไม่ว่าวิธีการเสิร์ฟและการจัดจานอาหารมีผลต่อปริมาณการกินของเรา บางครั้งการกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพจำนวนมากเกินไปอาจฟังดูเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก แต่ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่กินอาหารเพื่อสุขภาพมากเกินพอดีจนนำมาสู่ปัญหาน้ำหนักตัวเกิน ดังนั้น การควบคุมสัดส่วนและปริมาณในจานอาหารจึงเป็นส่วนสำคัญในการลดน้ำหนักหรือควบคุมแคลอรี่ อ้างอิงจากผลการวิเคราะห์อภิมาน (Meta – Analysis) ที่ตีพิมพ์ใน Obesity Research & Clinical Practice เรื่องการใช้จานควบคุมสัดส่วนอาหาร (Portion-Control-Plates) ในกลุ่มอาสาสมัครที่เข้าร่วม พบว่าน้ำหนักตัว ดัชนีมวลกายและเส้นรอบเอวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซูซาน บาวเวอร์แมน MS, R.D., CSSD, CSOWM, FAND – ผู้อํานวยการอาวุโส การศึกษาและฝึกอบรมโภชนาการทั่วโลกของเฮอร์บาไลฟ์ ได้รวบรวม 8 เคล็ดลับช่วยควบคุมสัดส่วนอาหาร โดยมีคำกล่าวที่ว่า “Your eyes are bigger than your stomach” แปลตรงๆ ก็คือตาคุณใหญ่กว่าท้องคุณ แต่ความหมายที่แท้จริงคือ เราตักอาหารใส่จานมากเกินไป เพราะใช้สายตาที่เห็นในการกะปริมาณและกำหนดสัดส่วนอาหาร ซึ่งส่วนมากปริมาณอาหารที่ได้มักมากกว่าที่เรากินได้หรือควรกิน ทำให้เราต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่าง “หน่วยบริโภค (Serving)” และ “สัดส่วน (Portion)” เพราะหน่วยบริโภคคือสิ่งที่เห็นได้ในข้อมูลโภชนาการบนบรรจุภัณฑ์อาหาร แต่อาจไม่สามารถสะท้อนปริมาณที่กินจริงๆ […]

ความเครียดมีผลไหม? พร้อมวิธีสังเกตตัวเองเบื้องต้นว่าคุณเสี่ยงเป็น ‘โรคซึมเศร้า’ หรือไม่?

“ซึมเศร้า” ทางการแพทย์ หมายถึง ภาวะซึมเศร้าที่มีความรุนแรงมากกว่าอารมณ์เศร้าตามปกติ โดยบางรายอาการเด่นอาจจะมีลักษณะ ความสุขหายไปก็ได้ สาเหตุของโรคเกิดจากมีความผิดปกติในการหลั่งสารเคมีของสมองบริเวณส่วนของความคิด อารมณ์ ความรู้สึกและพฤติกรรม พบได้ทั้งในวัยรุ่น วัยผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ แต่ส่วนใหญ่จะเริ่มพบได้ในช่วงวัยรุ่น โดยเฉพาะผู้ที่มีความเครียดสูง ซึ่งในปัจจุบัน โรคซึมเศร้า สามารถรักษาหายขาดได้ด้วยการใช้ยา หรือการใช้ยาร่วมกับการทำจิตบำบัด ความเครียด สาเหตุของโรคซึมเศร้าที่พบบ่อยเกิดจากความเครียดที่สะสมมากขึ้นเรื่อยๆ ก็อาจจะทำให้เกิดโทษกับชีวิตได้ บางกรณีอาจจะพัฒนากลายเป็นโรคจิตเวชอื่นๆ ต่อไป แล้วจะเริ่มสังเกตตัวเองอย่างไร?  วิธีสังเกตตัวเองว่าคุณเสี่ยงเป็น โรคซึมเศร้า หรือไม่? ทางกาย1. พฤติกรรมการกินเปลี่ยน น้ำหนักลดหรือเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว2. การนอนผิดปกติ บางคนอาจจะมีการนอนไม่หลับแต่บางคนอาจจะนอนมากเกินกว่าปกติ3. ปวดเมื่อยตามตัว ปวดหัว ปวดคอบ่าไหล่ อ่อนเพลีย ไม่สดชื่นเท่าปกติ4. มีการสูบบุหรี่หรือดื่มเหล้ามากขึ้น5. โรคประจำตัวเดิมอาจจะคุมได้ลำบากขึ้น เช่น ความดันขึ้น ทางอารมณ์1. มีความกังวล รู้สึกเครียดตลอดเวลา2. ซึมเศร้า รู้สึกทุกข์ใจมากกว่าปกติ3. อารมณ์หงุดหงิดมากผิดปกติ4. มีความกระวนกระวายใจ ว้าวุ่นใจ ทางความคิด1. ไม่มีสมาธิในการทำกิจกรรมต่างๆ หลงลืมมากกว่าปกติ2. การตัดสินใจหรือการแก้ไขปัญหาแย่ลง3. คิดฟุ้งซ่าน คิดหมกมุ่นในเรื่องอดีต4. ความมั่นใจในตนเองลดลง5. มีความคิดทำร้ายตนเอง คิดเรื่องตาย หากมีอาการเหล่านี้หลายข้อ หรือครบทุกข้อ และมีอาการต่อเนื่องอย่างน้อย 2 สัปดาห์ อาจจะต้องระวังว่าคุณกำลังเสี่ยงเป็น ‘โรคซึมเศร้า’ จำเป็นต้องปรึกษาและได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีจากแพทย์เฉพาะทาง เพราะหากปล่อยไว้อาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงขึ้นและนำไปสู่การสูญเสียได้ ฉะนั้นการปล่อยให้มีอาการที่สะสมขึ้นเรื่อยๆ ก็อาจจะทำให้เกิดผลเสียกับชีวิตได้ ข้อมูล : โรงพยาบาล Bangkok Mental Health […]

เปิดประสบการณ์ผ่อนคลายกลางกรุงฯ ในโอเอซิสแห่งสุขภาพที่ Mövenpick BDMS Wellness Resort Bangkok

ลองจินตนาการถึงการหลีกหนีออกจากความวุ่นวายในชีวิตประจำวัน แล้วพาตัวเองมาพักกายพักใจในโอเอซิสแห่งสุขภาพ พร้อมดื่มด่ำท่ามกลางความเงียบสงบของธรรมชาติและการออกแบบตกแต่งภายใน ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ราวกับว่าได้หลุดเข้าไปในจักรวาลคู่ขนาน ให้รางวัลชีวิตชาร์จพลังเพื่อเริ่มต้นวันใหม่ ทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นเพียงความฝัน แต่เป็นจริงได้ ใจกลางกรุงเทพฯ ที่ Mövenpick BDMS Wellness Resort ประสบการณ์พักผ่อนสุดพิเศษ ที่ผ่านการรังสรรค์ผลงานด้านออกแบบและตกแต่ง โดยทีมงานมากฝีมือจาก dwp I Design Worldwide Partnership บริษัทที่ปรึกษาด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบระดับสากลที่มีรางวัลระดับโลกการันตีผลงาน เปิดประสบการณ์ผ่อนคลายกลางกรุงฯ ในโอเอซิสแห่งสุขภาพที่ Mövenpick BDMS Wellness Resort Bangkok นริศา การุณยะวนิช Director of Marketing Communication จาก Mövenpick BDMS Wellness Resort กล่าวว่า “ในฐานะที่เราเป็นโอเอซิสแห่งใหม่ ด้านแห่งการดูแลสุขภาพที่ก้าวล้ำเหนือคำจำกัดความเดิมของการพักผ่อนและการฟื้นฟู โดยเฉพาะ Be Well Spa สปาขนาดใหญ่ 771 ตร.ม.ตั้งอยู่ภายใน Mövenpick Hotels & Resorts […]

keyboard_arrow_up