วิธีจับคู่ ผมเจ้าสาว ต่างหู และรูปหน้า ให้ดูไม่เยอะเกินงามแถมสวยเป๊ะเว่อร์

ผมเจ้าสาว กับต่างหู และรูปหน้า ใครคิดว่าไม่ต้องเข้าคู่กันก็ได้? แต่เราบอกเลยว่าเรื่องเล็กๆ แบบนี้แหละที่ทำเจ้าสาวพลั้งพลาดมาแล้วนักต่อนัก มาดูกันว่าถ้าไม่อยากพลาดต้องจับคู่ยังไง

ต่างหูแบบใส่ติดหู แมทช์กับผมทรงเรียบ หรือทรงเปิดหูที่เซตให้ดูหลุดนิดๆ

ด้วยความที่ต่างหูชิ้นเล็กที่ใส่ติดหูมักจะมีรายละเอียดไม่เยอะ ทำให้สามารถแมทช์กับทรงผมที่ค่อนข้างใหญ่ได้โดยภาพรวมดูไม่รกเกินไป หรือถ้าอยากเป็นเจ้าสาวสไตล์มินิมัลเรียบง่ายสุดๆ แมทช์ต่างหูคู่เล็กกับทรงผมเรียบโก้ไม่หลุดลุ่ย เปิดหูสวยๆของเราเลยก็ได้ แถมยังเป็นสไตล์ต่างหูที่เข้าได้กับทุกรูปหน้าอีกด้วยนะ

ผมเจ้าสาว

ต่างหูห้อยตุ้งติ้งเล็กๆ แมทช์กับผมด้านหน้าปล่อยม้วนลอนบางเบา หรือทรงเปิดหูครึ่งหนึ่ง

ถือเป็นต่างหูสไตล์สุดฮิตของเหล่าเจ้าสาว เพราะดูมีอะไรแต่ก็ไม่เยอะเกินไป สามารถแมทช์ได้กับทุกรูปหน้า รวมทั้งแมทชืได้กับหลากหลายทรงผม ทั้งผมเกล้าหลวมๆ ที่มีการปล่อยผมด้านหน้าออกมาประใบหน้าให้ดูละมุน หรือทรงเกล้าเปิดหูครึ่งหนึ่งก็จะดูสวยกำลังดี ถ้าขนาดของต่างหูไม่ใหญ่มาก ก็สามรถแมทช์กับทรงผมเกล้าเรียบเปิดหูก็ได้เหมือนกัน

ผมเจ้าสาว

ต่างหูทรงยาว แมทช์กับผมทรงเปิดหูครึ่งหนึ่ง หรือทรงเกล้ามวยสูงเซตให้ดูมีวอลูม

ใครว่าเจ้าสาวใส่ต่างหูทรงยาวไม่ได้? โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นเจ้าสาวที่มีใบหน้ารูปหัวใจที่ส่วนหน้าผากกว้างแต่ส่วนคางยาว เราเชียร์เลยละ เพราะต่างหูทรงยาวจะช่วยทำให้ใบหน้าของคุณดูสมส่วนสวย แมทช์กับผมทรงเกล้าหลวม หรือทรงมวยสูงที่เปิดหูเพียงครึ่งหนึ่ง ลุคโดยรวมจะดูสมส่วนกำลังดีค่ะ

ผมเจ้าสาว

ต่างหูระย้าทรงแชนเดอเลีย แมทช์กับทรงผมเซตมีวอลูม เปิดใบหูครึ่งหนึ่ง

สำหรับเจ้าสาวสไตล์วินเทจหรือสไตล์เจ้าหญิงที่ชอบแอ็คเซสเซอรี่อลังการ ต่างหูทรงแชนเดอเลียคือคำตอบของคุณเลยค่ะ แต่สิ่งที่ควรระวังสำหรับการใส่ต่างหูทรงนี้ในวันแต่งงานคือทรงผมจะต้องไม่ดูรกหรือเยอะจนเกินไป เราไม่แนะนำทรงผมที่ปล่อยผมด้านหน้ามาระใบหน้า และทรงผมเกล้าเรียบตึงที่ไม่มีวอลูมเพราะจะยิ่งทำให้ต่างหูดูใหญ่และเยอะ ควรจะเป็นทรงผมเซตพองๆมีวอลูมนิดๆ ปิดใบหูครึ่งหนึ่ง หากเจ้าสาวต้องการใส่ลูกเล่นกับทรงผม สามารถใส่ลูกเล่นกับมวยผมด้านหลังแทนได้ค่ะ

ผมเจ้าสาว

เป็นยังไงกันบ้างคะ สำหรับการแมทช์ทรงผมกับต่างหูและรูปหน้าให้เข้ากัน เรารับรองว่าถ้าทำตามนี้ เจ้าสาวจะได้ลุคสวยพอดีดูไม่เยอะเว่อร์เกินไปค่ะ

ถ้าชอบคอนเท้นต์นี้ของเรา ลองคลิกอ่าน วิธีการเลือกทรงผมเจ้าสวยยังไงให้สวยเปะจากช่างผมเจ้าสาวมืออาชีพ กันค่ะ

Credit Photo: Magnolia Rouge, Style Bistro, Brides.com, etsy.com

บิ๊นท์-สิรีธร

เวลคัมทูไทยแลนด์ บิ๊นท์-สิรีธร มิสอินเตอร์เนชั่นแนล 2019 หอบมงกุฎกลับบ้านเกิด

แฟนนางงามไทยเต็มสนามบินสุวรรณภูมิ ต้อนรับการกลับมาของ บิ๊นท์-สิรีธร ลีห์อร่ามวัฒน์ มิสอินเตอร์เนชั่นแนล 2019 ซึ่งสร้างประวัติศาสตร์เป็นสาวไทยคนแรกที่พิชิตมงกุฎนี้

เดินทางกลับมาถึงเมืองไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับ บิ๊นท์-สิรีธร ลีห์อร่ามวัฒน์ มิสอินเตอร์เนชั่นแนล 2019 ซึ่งสร้างประวัติศาสตร์เป็นสาวไทยคนแรกที่พิชิตมงกุฎได้สำเร็จ โดยวันที่ 21 พ.ย. 2562  เมื่อเวลา 18.00 น. เธอได้เดินทางมาถึงท่าอากาศยาน สุวรรณภูมิ ซึ่งกองประกวดนางสาวไทย ได้จัดงานแถลงข่าวต้อนรับโดยมีครอบครัวและแฟนคลับมาต้อนรับเป็นจำนวนมาก โดยหลังจากเสร็จพิธีการบนเวที สาวงามได้เปิดใจถึงความรู้สึกกับสื่อมวลชนไทยด้วย

 มิสอินเตอร์เนชั่นแนล 2019

ความรู้สึกตั้งแต่ลงเครื่องบินมาเป็นอย่างไรบ้าง ?

“ตอนแรกไม่ได้คิดอะไร บรรยากาศตอนที่มาจากญี่ปุ่นก็จะเงียบๆ แต่พอเครื่องบินแลนดิ้งก็มีคนมาต้อนรับ ตอนนั้นเราก็ตื่นเต้นระดับหนึ่งแล้ว แต่พอเดินออกมาที่หน้าประตู เจอคนมาต้อนรับเยอะมากรู้สึกใจเต้นแรงและน้ำตาจะไหลตลอด บิ๊นท์ขนลุกเลยไม่คิดว่าชีวิตจากเด็กธรรมดาทั่วไป ไม่เคยคิดว่าจะมีใครมารอ แต่พอวันนี้มีคนมาต้อนรับก็รู้สึกน้ำตาจะไหลตั้งแต่ก้าวแรกเลย บิ๊นท์ดีใจและมีพลังมาก แล้วก็ภูมิใจว่าเราทำหน้าที่ให้ประเทศไทยได้แล้วนะ เพราะแฟน ๆ ก็รอมงกุฎจากเวทีนี้มานาน”

คุณพ่อ-คุณแม่ก็ร้องไห้ด้วย?

“คุณพ่อเซนซิทีฟมากเพราะบิ๊นท์ไม่ได้เจอคุณพ่อมาร่วม 2 เดือนแล้ว เพราะติดภารกิจตั้งแต่เวทีนางงามกรุงเทพฯ นางสาวไทย จนมาถึงมิสอินเตอร์เนชั่นแนล หนูเองก็เหมือนคุณพ่อคือค่อนข้างเซนซิทีฟร้องไห้ง่าย น้ำตาจะไหลตาม ต้องบอกให้คุณแม่ช่วยปลอบคุณพ่อหน่อยเพราะไม่อย่างนั้นบิ๊นท์จะร้องไห้ตาม คือช่วงที่แข่งขันจะไม่ค่อยโทรศัพท์หาครอบครัวเพราะว่ากลัวจะคิดถึงมากและหลุดโฟกัสจากการทำงาน ก็เลยคิดว่าไม่โทรดีกว่าและรอกลับมาเจอทีเดียว ซึ่งตอนแรกก็ไม่ได้คิดว่าจะได้ตำแหน่งที่หนึ่ง เดี๋ยวก็ได้กลับมาสู่อ้อมอกคุณพ่อ-คุณแม่แล้ว แต่พอมันได้ปุ๊บมันก็ดีใจแต่คุณพ่อ-คุณแม่ก็บอกว่าทำไมไปไกลขนาดนี้”

 มิสอินเตอร์เนชั่นแนล 2019

ก่อนจะไปคาดหวังกับมงกุฎมากน้อยแค่ไหน?

“คือเป็นคนที่มักจะกำหนดเป้าหมายของตัวเองไว้ไกลๆ คือที่ประกวดเราก็อยากได้ที่หนึ่งนะแต่ว่าไม่ได้หวังมากว่าจะต้องได้ ที่ไม่ได้หวังไว้มากเพราะว่ากองประกวดเขาเก็บทุกอย่างเงียบมากไม่บอกไม่หลุดเลยอะไรเลย ไปรู้พร้อมกันวันสุดท้ายจริงๆ ส่วนตัวก็มองว่าตัวเองน่าจะเป็นม้ามืดเพราะตอนที่เก็บตัวมีตัวเก็งเยอะมาก แล้วปีนี้ผู้เข้าแข่งขันสวยและมีความสามารถมาก ๆ นั่นจึงเป็นอันนึงที่ทำให้เราไม่คิดว่าจะเป็นเรา จริงๆ ตอนแรกบิ๊นท์ก็เตรียมจับมือกับเวียดนามแล้ว เพราะคิดว่าอีกคนจะได้เพราะเขาตอบคำถามดี แต่พอประกาศว่าเป็นชื่อเราก็เลยตกใจ แว๊บแรกคือสมองไม่สั่งการแล้วจนเพื่อนเข้ามากอดก็เลยเป็นโมเมนต์ที่แบบดีใจมาก”

จำคำตอบบนเวทีของตัวเองได้ไหม?

“คำถามคือเชียร์ผู้หญิงให้ได้ทำสิ่งต่างๆ ซึ่งบิ๊นท์ได้เลือกการเชียร์จากประสบการณ์ของตัวเองเพื่อเป็นแรงบันดาลใจว่า ถ้าเกิดผู้หญิงธรรมดาอย่างบิ๊นท์ทำได้ พวกคุณก็ทำได้เหมือนกัน บิ๊นท์รู้สึกว่าความเป็นคนธรรมดาทุกคนต้องเคยเป็นมาก่อนไม่มีใครเกิดมาแล้วเป็นดาราเลยหรือไม่มีใครเกิดมาแล้วประสบความสำเร็จเลย บิ๊นท์คิดว่าเป็นคำตอบที่น่าจะให้แรงบันดาลใจกับผู้หญิงคนอื่นๆได้ ตอนนั้นเราก็แค่อยากสื่อสารออกไปว่าเราอยากให้ผู้หญิงทุกคนกล้าในสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำ และลงมือทำเลยถ้ามันเป็นความฝันเรา”

 มิสอินเตอร์เนชั่นแนล 2019

รู้สึกอย่างไรบ้างที่เอาชนะคำสบประมาทได้?

“ไม่เชิงคำสบประมาทหรอก เพราะว่าจริง ๆ บิ๊นท์ก็เข้าใจว่าทุกคนอยากได้ตัวแทนประเทศที่ดีที่สุด คงไม่มีใครอยู่ดีๆลุกขึ้นมาด่าเพราะเราไม่สวยมันคงไม่ใช่เหตุผล บิ๊นท์มองว่าเขาอยากได้ตัวแทนที่ดี แต่ตอนนั้นก็ยอมรับว่าเรายังขาดในหลายจุดในเวทีนั้นเพราะเราเพิ่งจะเริ่ม”

มีท้อแท้บ้างไหม?

“ไม่ค่อยท้อค่ะ เพราะบิ๊นท์เป็นคนที่ถ้ามีอะไรที่เข้ามาแล้วทำให้เราเครียด เราจะทิ้งเร็วมากเพราะเรารู้สึกว่ามันจะทำให้เราไม่พัฒนาและมันจะทำให้เราทำเป้าหมายที่หวังไว้ไม่สำเร็จ ก็เลยเลือกทิ้งไปก่อน แต่เราก็เก็บคำติมาปรับปรุงนะ ซึ่งวันนี้มันก็เป็นบทพิสูจน์นึงที่บิ๊นท์ทำให้ทุกคนเห็นได้แล้ว ไม่ใช่ความรู้สึกสะใจแต่เป็นความรู้สึกว่าอยากให้คนภูมิใจในตัวฉัน บิ๊นท์เสียใจแค่วันแรก หลังจากได้ตำแหน่งและโดนด่าบิ๊นท์ตกใจร้องไห้ แต่พอวันที่สองเราก็คิดได้ว่าเขาคงติเพื่อก่อ ฉะนั้นเราเลยคุยกับทีมว่าต้องเพิ่มตรงนั้นตรงนี้ พัฒนาไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็อย่างที่ทุกคนเห็นว่าไม่มีใครเกลียดขนาดนั้นหรอกถ้าเราพัฒนาแล้ว สุดท้ายทุกคนก็กลับมารักเราบิ๊นท์รู้สึกภูมิใจมากๆ”

คำวิจารณ์ไหนที่กระทบกับจิตใจมากที่สุด?

“จำไม่ได้ เพราะบิ๊นท์รู้สึกว่ามันเป็นคำวิจารณ์ภายนอกรูปลักษณ์เราอาจจะยังไม่ดี และบิ๊นท์เองก็ไม่ได้เป็นคนที่มายด์เรื่องรูปลักษณ์ขนาดนั้น บิ๊นท์ไม่ได้แคร์ว่าเราต้องสวยที่สุดในการแข่งขัน เรามองว่ามันเป็นความท้าทายที่ว่าฉันจะทำดีให้ดูเองว่าบิ๊นท์ทำได้”

สวยขึ้นมั่นใจขึ้น?

“สวยขึ้นก็ต้องขอบคุณคุณหมอจริงๆ บิ๊นท์ไม่ได้ศัลยกรรมแต่จะเป็นการปรับแต่งรูปหน้า ฟิลเลอร์ ไฮฟู เทอร์มาจ คือคุณหมอจะออกแบบและคุยกับเราตลอดว่าโอเคไหม ซึ่งหลายอันเรากลัว แต่หัวใจก็คิดอย่างเดียวเลยว่าเราจะเป็นตัวแทนประเทศนะ จะไม่ทำเหรอ บิ๊นท์ไม่เคยไปทำอะไรกับหน้าเลยจนกระทั่งครั้งนี้ที่เราต้องปรับรูปหน้านิดนึง เพราะเวลาออกกล้องหน้ามันจะขยาย ต่อให้หน้าจริงเราจะเข้ารูปแต่พอออกทีวีมันจะขยาย ซึ่งมันก็เป็นส่วนหนึ่งในงานเราบิ๊นท์จึงยอมเจ็บตัว ปกติแล้วบิ๊นท์จะกลัวมาก และค่อนข้างพอใจในหน้าเดิมของตัวเองอยู่แล้ว”

 มิสอินเตอร์เนชั่นแนล 2019

ลงทุนลงแรงไปทุกอย่างภูมิใจไหมกับความสำเร็จ?

“ภูมิใจมากที่สุดในชีวิตแล้ว บิ๊นท์ก็เคยคิดตั้งแต่เด็กๆ เวลามองนักกีฬาโอลิมปิคหรือนักกีฬาระดับชาติเขาได้เหรีญทองรู้สึกว่าเขาเท่จังเลย เขาเป็นตัวแทนประเทศ เขาขลังมาก แล้วเราอยากทำอะไรให้ประเทศอย่างนั้นได้บ้าง แต่ตอนเด็ก ๆ เราก็ไม่ได้คิดว่าเราจะทำได้จนกระทั่งเราได้ลองเดินตามความฝันที่เราอยากทำจริงๆ และมันทำได้ ก็เลยมีความสุขและอิ่มใจมาก ยิ่งวันนี้เห็นทุกคนมาต้อนรับก็ยิ่งดีใจมากๆ”

ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างไร?

“บิ๊นท์เพิ่งกลับมาไทยยังไม่ได้รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงถึงแม้ทุกคนจะบอกว่าชีวิตเปลี่ยนแล้วนะ แต่เรายังรู้สึกว่าเป็นตัวเราเยอะอยู่ดี แต่ถ้ามาถามหลังจากนี้อาจจะเปลี่ยนคำตอบ แต่ตอนนี้ยังเป็นคนเดิมยังเหมือนเดิม”

ภารกิจหลังจากนี้ต้องทำอะไรบ้าง?

“หลักๆก็จะมีงานด้านการกุศล แล้วก็มีออกรายการต่างๆนะคะ ก็ติดตามรอชมสัมภาษณ์ได้ช่วงเวลานั้นอาจจะเหนื่อยและเปลี่ยนคำตอบได้”

 มิสอินเตอร์เนชั่นแนล 2019

วันนี้นำมงกุฎกลับมาบ้านเกิดด้วย?

“ต้องขอบคุณทีมไทยมากๆนะคะที่ทำให้เรานำมงกุฎนี้มาได้ คือเราพาคนดูแลมากับเราเลย ถ้าเกิดว่าไม่มีคนดูแลจากฝั่งเขามาเขาจะไม่อนุญาตให้เอาออกมา เขาเคยเล่าว่าหลายครั้งเขาต้องนอนกอดมงกุฎหลับบนเครื่องเลยไหม เขาบอกว่าเขาแทบจะล่ามมงกุฎไว้กับตัวเอง เพราะราคา 17 ล้านมันสูงมาก ซึ่งทางมิกิโมโตเขาก็กังวล แต่ตอนนี้ก็ทำประกันเรียบร้อยแล้ว มงกุฎนี้จะอยู่กับเรา 5 วันจนถึงวันอาทิตย์ก็อาจจะได้เห็นในหลาย ๆ รายการ

จะมีการแห่รอบเมืองไหม?

“ก็มีแฟน ๆ เรียกร้องมาว่าอยากเห็นสักครั้ง เพราะสมัยรุ่นพี่สองคน ก็มีการแห่ซึ่งทางทีมงานก็ได้สรุปว่าเป็นวันที่ 24 พฤศจิกายนนี้ 16.30 น.แถวช่วงสวนสวนลุมพินีถึงงานกาชาติไปเจอกันได้ เดี๋ยวจะแจ้งรายละเอียดอีกที”

มีโครงการอะไรที่อยากสานต่อบ้าง?

“บิ๊นท์ยืนตรงนี้สิ่งที่ดีที่สุดคือคำพูดและกระบอกเสียง ที่ง่ายที่สุดเป็นกระบอกเสียงเลย ตัวบิ๊นท์เป็นเภสัชดังนั้นจึงมีความสนใจในเรื่องสุขภาพของคนไทย ซึ่งช่วงเวลาที่ไปเก็บตัวที่ประเทศญี่ปุ่น บิ๊นท์ก็ได้อะไรหลายๆอย่างในด้านนี้เพราะบิ๊นท์ไปเยี่ยมชมเขาดำน้ำเก็บไข่มุกและคนที่ดำน้ำอายุ 60กว่าหมดเลย แต่เขาสามารถดำน้ำเย็นประมาณ 10องศาได้ บิ๊นท์ก็เลยถามเขาว่าเขาทำอย่างไร ซึ่งบิ๊นท์ว่ามันน่าสนใจมาก การกินการออกกำลังกายมีผล การกินของประเทศญี่ปุ่นแตกต่างจากการกินของไทยเยอะ การกินของไทยยังมีส่วนประกอบที่ทำให้คอเลสเตอรอลสูง บ้านเขาซีเรียสเรื่องแคลอรี่มากซึ่งมันดีเพราะมันทำให้อายุเขายืนมันเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับประเทศไทย และบิ๊นท์ก็อยากสานต่อโครงการอะไรแบบนี้ที่จะทำให้สุขภาพคนไทยดียั้งยืนได้”

 มิสอินเตอร์เนชั่นแนล 2019

และภารกิจที่ญี่ปุ่นยังต้องบินกลับไปทำอะไรบ้าง?

“เดี๋ยวเขาจะแจ้งเรื่อย ๆ แต่ภารกิจหลักคือมอบมงกุฎให้มิสอินเตอร์เนชันแนลประเทศต่างๆ อันนี้แฟนคลับจากต่างประเทศเขาก็รอเจอเราเหมือนกัน ก็ดีใจนะคะที่จะได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมประเทศอื่นๆดูวัฒนธรรมเขา มันมีประโยชน์กับตำแหน่งเราเพราะตำแหน่งเราต้องมีความรู้ของชาติอื่นๆเพื่อที่จะมาปรับปรุงประเทศเราด้วย”

งานวงการบันเทิง?

“ช่วงนี้เป็นช่วงที่มีโอกาสใหม่ ซึ่งบิ๊นท์ก็มีโอกาสด้านนี้เข้ามาทางด้านวงการบันเทิงและงานการกุศลบิ๊นท์ก็สนใจด้านนี้ บิ๊นท์อยากตักตวงสิ่งที่เราเคยอยากทำตอนเด็กๆ ส่วนเรื่องเภสัชมันอยู่ในตัวบิ๊นท์อยู่แล้วบิ๊นท์ไม่ได้กลัวว่ามันจะหายไปเลยเพราะเราไม่มีทางทิ้งอาชีพนี้ได้ เพราะก็มีแพลนว่าในอนาคตถ้าอยู่ตัวอายุมากหน่อยก็อยากทำร้านยาชุมชนแต่ก็ต้องดูกันต่อไปเพราะมันก็เป็นแพลนในระยะยาว แต่ตอนนี้เราก็โฟกัสกับโอกาสใหม่ที่เข้ามาด้วย ส่วนตัวก็สนใจเพราะตอนเด็กๆก็ชอบดูละคร บิ๊นท์ไม่ได้มองบทนางเอกแต่มองบทนางร้ายเพราะมันดูสนุก แต่สุดท้ายก็แล้วแต่ความเหมาะสม”

สุดท้ายให้ขอบคุณแฟนนางงามที่ติดตามบิ๊นท์มาตลอดสักหน่อย?

“ก็ขอขอบคุณพี่น้องชาวไทยทุกคนจริง ๆ เพราะตอนที่บิ๊นท์อยู่ญี่ปุ่นมันคือการอยู่คนเดียว แต่ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจได้นอกจากครอบครัวและทีมงานก็คือแฟนๆชาวไทย บิ๊นท์เข้าไปอ่านคอมเมนต์และได้พลังกลับมาเยอะมาก บิ๊นท์ไม่เคยคิดว่ากำลังใจจากคอมเมนต์จะมีอิมแพ็คกับเรามากขนาดนี้จนกระทั่งอยู่คนเดียว มันอิ่มใจจนไม่กลัวอะไรเลยเพราะรู้สึกว่าเราเป็นตัวแทนหนึ่งเดียวของประเทศไทย แล้วข้างหลังมีคนสนับสนุนเราเต็มเลยเราต้องกลัวอะไร มันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรามั่นใจและได้มงกุฎมาด้วย”

 มิสอินเตอร์เนชั่นแนล 2019


ภาพ : เอกชัย สายสุวรรณ

เวทีประกวดเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด ปีที่ 11 หนุนสร้าง “เกษตรกรรุ่นใหม่ ใส่ใจผู้บริโภค” สร้างความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจและสังคม

19 พฤศจิกายน 2562 – ดีแทค กรมส่งเสริมการเกษตร และมูลนิธิร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด สนับสนุนแนวคิดสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ยึดผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง ส่งเสริมการผลิตอาหารที่ปลอดภัย สอดรับเทรนด์สุขภาพคนเมือง-ความต้องการของตลาดโลก 

เวทีประกวดเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด พ.ศ.2562 ดำเนินมาถึงปีที่ 11 ภายใต้แนวคิด “เกษตรกรรุ่นใหม่ ใส่ใจผู้บริโภค” โดยเล็งเห็นถึงความสำคัญของภาคการเกษตรที่เป็นมิตรต่อทุกชีวิต มุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตอาหารที่ปลอดภัยสู่ผู้บริโภค โดยเริ่มจากการสร้างความยั่งยืนให้กับตนเองแล้วส่งต่อให้กับผู้อื่น ด้วยการเกษตรวิถีอินทรีย์แบบครบวงจร ตั้งแต่ กระบวนการปลูก การแปรรูปเพิ่มมูลค่า การนำเทคโนโลยีนวัตกรรมมาปรับใช้เพื่อลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต รวมไปถึงการบริหารจัดการด้านการตลาด โดยยึดหลักสำคัญทั้ง 4 ประการ คือ สุขภาพ(health) นิเวศวิทยา(ecology) ความเป็นธรรม(fairness) และการดูแลเอาใจใส่ (care) นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (eco-friendly) ตั้งแต่กระบวนผลิต การขนส่ง การบริโภค ไปจนถึงการจัดการและกำจัดของเหลือใช้ในฟาร์ม

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า อาหารปลอดภัยเป็นความท้าทายหนึ่งของโลกที่กำลังเผชิญ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขทั้งระบบ ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้บริโภค ตลอดจนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน 

ปัจจุบัน รัฐบาลได้เห็นความสำคัญในการผลักดันประเด็นดังกล่าว โดยคณะรัฐมนตรีมีมติมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลัก ในการจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2564 ทั้งนี้ ในกระบวนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติ ได้มีการจัดตั้งกลไกการขับเคลื่อนทั้งระดับชาติและระดับจังหวัด ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคการศึกษา เกษตรกรและผู้บริโภค เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการเพิ่มพื้นที่และจำนวนเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ เพิ่มสัดส่วนตลาดเกษตรอินทรีย์ภายในประเทศ รวมทั้งยกระดับกลุ่มเกษตรอินทรีย์วิถีพื้นบ้าน นำไปสู่การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทย

ทั้งนี้ พื้นที่ทำการเกษตรอินทรีย์ที่มีอยู่ทั่วโลกรวมกันประมาน 436.53 ล้านไร่ ใน 173 ประเทศ มีมูลค่าทางการตลาดสูง 3 ล้านล้านบาท ประเทศไทยจัดว่าเป็นอันที่ 7 ของภูมิภาค ซึ่งมีพื้นที่รวม 360,000 ไร่ โดยรัฐบาลตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องมีพื้นที่เกษตรอินทรีย์ให้ได้ 1.3 ล้านไร่ ให้ได้ในปี 2565 ซึ่งการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านเกษตรอินทรีย์นี้ จะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคด้านการผลิต การค้า การบริโภคและการบริการเกษตรอินทรีย์ที่มีความยั่งยืนและเป็นที่ยอมรับในระดับสากลได้ในอันใกล้นี้อย่างแน่นอน

นายบุญชัย เบญจรงคกุล ประธานกรรมการ มูลนิธิร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด กล่าวว่า โครงการประกวดเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด มีความมุ่งหวังเชิดชูเกษตรกรตัวอย่าง และขยายแนวคิดการทำเกษตรอินทรีย์ ที่ปลอดภัย ใส่ใจผู้บริโภค ภายใต้แนวคิด “เกษตรวิถีอินทรีย์แบบครบวงจร” โดยคำนึงถึงผลกระทบในทุกมิติ อันได้แก่ ชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งคำนึงถึงสุขภาพของผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง 

ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการผู้บริโภคยุคใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์การรับประทานอาหารจานด่วน อาหารแปรรูป และอาหารปรุงแต่งที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพ และยากต่อการคัดเลือกวัตถุดิบ ดังนั้น การเลือกบริโภคอาหารที่มีวัตถุดิบอินทรีย์ถือเป็นทางเลือกในการรับประทานอาหารของคนเมือง เพื่อการรับประทานที่อุดมไปด้วยโภชนาการและปราศจากสารปนเปื้อน นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งเสริม สนับสนุนและเป็นกำลังใจสำคัญให้กับเกษตรกรในการประกอบอาชีพการเกษตรวิถีอินทรีย์ ที่ต้องใช้ความวิริยะ อุตสาหะและความประณีตอย่างสูง เพื่อสร้างอาหารปลอดภัยให้ผู้บริโภค

“กว่าทศวรรษที่เราดำเนินโครงการประกวดเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด เราภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้เชิดชูเกษตรกรต้นแบบที่มีศักยภาพ  จนเกิดเป็นเครือข่ายเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด ที่กระจายอยู่ทั่วทุกพื้นที่ของประเทศ  พร้อมสร้างความเข้มแข็งให้กับแผ่นดิน ร่วมกันขับเคลื่อนชุมชน สังคมและเศรษฐกิจของประเทศให้มั่งคั่งยั่งยืน” นายบุญชัยกล่าว 

นางอเล็กซานดรา ไรช์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค กล่าวว่า “ดิจิทัลเทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมอาหารที่กำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหาร (Food security) จากการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรโลก และการเปลี่ยนรูปแบบของวิถีชีวิตจากชนบทสู่เมืองที่เพิ่มมากขึ้น (Urbanization) โดยประชากรเมืองจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 66% ภายในปี 30 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันที่ 50% ของประชากรทั้งประเทศ ส่งผลให้เกิดความตระหนักในความปลอดภัยของอาหาร ซึ่งสามารถติดตามแหล่งที่มาของวัตถุดิบในการผลิตได้ (Traceability)”

เพื่อให้สอดรับกับแนวโน้มความต้องการของโลกที่เน้นความยั่งยืนทางอาหารมากขึ้น ประเทศไทยในฐานะเป็นผู้ผลิตทางการเกษตรรายใหญ่ของโลก จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาทำให้ห่วงโซ่ทางการเกษตรมีประสิทธิภาพผ่านการทำเกษตรอย่างแม่นยำ (precision farming) ซึ่งผ่านการวิเคราะห์ข้อมูล (data) ที่ได้จากแปลงเกษตรจริง ทำให้ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรปลอดภัยมากขึ้น ลดการพึ่งพาสารเคมี สร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภค 

ดีแทคมีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งในการเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืนผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล โดยยึดหลักการสร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Value) หรือ CSV ระหว่างภาคธุรกิจ สังคมและประชาชน เพื่อเสริมศักยภาพภาคการเกษตรไทย อันเป็นการตอกย้ำบทบาทของดีแทคที่มากกว่าการเป็น Mobile connectivity” นางอเล็กซานดร้า กล่าว 

ผลการตัดสินเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด พ.ศ.2562

  • รางวัลชนะเลิศ นายปรีชา หงอกสิมมา จ.ขอนแก่น เกษตรกรรุ่นใหม่ผู้มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาและเป็นแบบอย่างของการทำเกษตรแบบยั่งยืน หลังจากผ่านประสบการณ์อันเลวร้ายจากการทำเกษตรแบบใช้สารเคมีและไม่ได้รับความเป็นธรรม

หลังจากสำเร็จการศึกษาด้านเกษตรมาโดยตรงและเริ่มทำงานในโครงการส่วนพระองค์ มูลนิธิชัยพัฒนา ทำหน้าที่เป็นวิทยากรฝึกอบรมให้เกษตรกรและผู้สนใจแนวพระราชดำริ ก่อนจะลาออกแล้วหันหน้ายึดอาชีพเกษตรกร โดยนำความรู้พื้นฐานด้านเกษตรที่ร่ำเรียนบวกกับความชอบเรื่องระบบนิเวศน์ป่าและธรรมชาติมาวางแผนในการทำแปลง โดยเน้นเรื่องป่าไม้ควบคู่กับการทำเกษตร 

 ปรีชา ได้ยึดแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยแบ่งพื้นที่ 14 ไร่ เป็นแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ที่มีการผสมผสานกิจกรรมทางการเกษตรอย่างครบวงจร ได้แก่ ธนาคารต้นไม้ พื้นที่ปลูกผักอินทรีย์ ฟาร์มไก่ไข่อารมณ์ดี การแปรรูปสมุนไพรและพื้นที่ที่จัดสรรเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร นอกจากนี้ ยังได้นำผลผลิตจากป่ามาแปรรูปเป็นสินค้าเกษตรอินทรีย์ พร้อมทั้งผลิตพืชผักและสมุนไพรอินทรีย์ภายใต้แบรนด์ “WANAPHANW” (วนพรรณ)

ขณะเดียวกัน ได้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ โดยยึดความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก สามารถเลือกปลูกผลผลิตนำมาแปรรูป เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าทางการเกษตรได้ ทำน้อย ได้มาก สร้างรายได้ให้ทั้งตัวเองและชุมชน พัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนอย่างยั่งยืน

  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 นายโกสินธุ์ สุวรรณภักดี จ.มหาสารคาม ผู้คิดค้น ต่อยอด สร้างมูลค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์ “กล้วยเสียบตอก” ด้วยการนำวัสดุพื้นบ้านมาใช้ สามารถสร้างงานสร้างรายได้ให้ชุมชน
  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 นางกล้วย ดวงคำ จ.ยโสธร ผู้นำกลุ่มนาข้าวอินทรีย์ที่เข้มแข้ง มีเครือข่ายข้าวอินทรีย์ที่ได้มาตรฐานออร์แกนิค สามารถส่งไปจำหน่ายในต่างประเทศในนาม “ข้าวอินทรีย์บ้านเชียงเพ็ง”

เอส แอนด์ พี เดินหน้าธุรกิจยั่งยืน คว้ารางวัลแบรนด์ไทยยอดเยี่ยม

“เอส แอนด์ พี” ตอกย้ำความเป็นผู้นำแบรนด์อาหารไทยยั่งยืน ด้วยการดำเนินธุรกิจบนหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนระดับสากล ตามเป้าหมายขององค์การสหประชาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป้าหมาย 5 ข้อ ได้แก่ การขจัดความหิวโหย บรรลุความมั่นคงทางอาหาร ส่งเสริมเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน (Zero Hunger) การรับรองการมีสุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคนทุกช่วงอายุ (Good Health and well-being) ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง ครอบคลุมและยั่งยืน การจ้างงานที่มีคุณค่า (Decent Work and Economic Growth) การรับรองแผนการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน (Responsible Consumption and Production) และสร้างพลังแห่งการเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือระดับสากลต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Partnerships for the Goals) ด้วยความมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานความยั่งยืนนี้เอง ทำให้ บริษัท เอส แอนด์ พี  ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ได้รับรางวัลและประกาศนียบัตรด้านความยั่งยืนหลากหลายรายการ

มณีสุดา ศิลาอ่อน ผู้อำนวยสำนักพัฒนาความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บมจ. เอส แอนด์ พี ซินดิเคท กล่าวว่า “เอส แอนด์ พี มุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจอาหารไทยใส่ใจสุขภาพ พร้อมผลักดันกลยุทธ์แบรนด์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยการเดินหน้าปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ โดยปัจจุบัน เอส แอนด์ พีได้เปลี่ยนมาใช้หลอดกระดาษ และหลอดพลาสติกย่อยสลายได้ รวมถึงกล่องบรรจุอาหารและขนมหลายรายการ ซึ่งในปีที่ผ่านมา เอส แอนด์ พี สามารถลดการใช้พลาสติกไปแล้วกว่า 100 ตัน พร้อมตั้งเป้ายกเลิกการใช้ถุงหูหิ้วพลาสติกภายในปี 2565  เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม หวังปลุกสำนึกรักษ์โลกให้กับคนรุ่นใหม่ รวมไปถึงการเลือกใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่นที่ปลอดภัย ไม่มีสารพิษ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับเกษตรกรไทย และสร้างสุขภาพที่ดีให้แก่ผู้บริโภค อีกทั้ง ยังเพิ่มทางเลือกอาหารสุขภาพให้แก่ผู้บริโภค อาทิ เมนูโซเดียมต่ำ เบเกอรี่สูตรหวานน้อย เจลลี่สูตรหญ้าหวาน ตลอดจนปรับปรุงกระบวนการผลิตให้มีของเหลือทิ้งเป็นศูนย์ (Zero Waste) อีกด้วย”

ทั้งนี้ บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ได้รับรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น (Prime Minister’s Export Award : PM Export Award 2019) ประเภทแบรนด์ไทยยอดเยี่ยม (Best Thai Brand) จากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ณ ตึกสันติไมตรีทำเนียบรัฐบาล โดยรางวัล PM Export Award ถือเป็นรางวัลสูงสุดของรัฐบาลที่มอบให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่นเพื่อเป็นเครื่องหมายแห่งความภาคภูมิใจของประเทศและเป็นการประกาศเกียรติคุณถึงความสำเร็จและความทุ่มเทของผู้ประกอบการไทย เมื่อเร็วๆ นี้

อีกทั้ง ยังได้รับการรับรองฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์สำหรับผลิตภัณฑ์เค้กกล้วยหอม  ในงาน ร้อยดวงใจ ร่วมใจลดโลกร้อน ซึ่งจัดโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) โดยมีนายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ เลขานุการรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้มอบ ณ โรงแรมเดอะเบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ หลังจากที่ได้รับการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์สำหรับผลิตภัณฑ์บัทเทอร์เค้ก เอส แอนด์ พี ไปเมื่อปีก่อน ซึ่งทั้งสองรายการเป็นผลิตภัณฑ์ที่มียอดขายจำนวนมากเป็นอันดับต้นๆ ของแบรนด์

รวมถึง ได้รับมอบประกาศนียบัตรใน “พิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ภาคอุตสาหกรรมที่เข้าร่วมโครงการประชาสัมพันธ์มาตรการปรับลดปริมาณเกลือหรือโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหารเชิงสมัครใจ”  ในกิจกรรมรณรงค์ “รู้ฉลาก กินฉลาด ลดโซเดียม”  ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมี นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้มอบ เพื่อรณรงค์ให้ผู้บริโภคตระหนักรู้เรื่องการบริโภคลดโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหาร นำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค อันเป็นการลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ณ ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ 

นอกจากนี้  ยังได้รับรางวัล 3Rs Award รางวัล Zero Waste to Landfill Achievement Award และรางวัล 3Rs+ Awards ระดับเหรียญทอง ในโครงการพัฒนาศักยภาพการใช้ประโยชน์กากของเสีย ประจำปีงบประมาณ  พ.ศ. 2562 สำหรับสายการผลิตอาหารในภาคอุตสาหกรรม โดยมีนายบรรจง สุกรีฑา รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม เป็นผู้มอบ ณ สโมสรทหารบก ซึ่งการจัดการกากอุตสาหกรรมตามหลัก 3Rs คือ การลดการใช้ (Reduce) การใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด โดยการนำสิ่งของเครื่องใช้มาใช้ซ้ำ (Reuse) และ การนำหรือเลือกใช้ทรัพยากรที่สามารถนำกลับมา รีไซเคิล หรือนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) เป็นการส่งเสริมการหมุนเวียนใช้ประโยชน์ของเสียและลดปริมาณของเสียที่ต้องกำจัด เพื่อมุ่งสู่การใช้ประโยชน์ของเสียได้ทั้งหมด โดยไม่มีการนำของเสียไปฟังกลบ (Zero  Waste to Landfill) อันเป็นตัวอย่างที่ดีในการจัดการของเสียให้กับภาคอุตสาหกรรมต่อไป นับเป็นความภาคภูมิใจของ บมจ.เอส แอนด์ พี ซินดิเคท ที่มีกระบวนการผลิตอาหารที่ยั่งยืนเพื่อส่งเสริมสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย และโลกของเราต่อไป

ICONSIAM presents Bangkok Illumination 2019

มหัศจรรย์ประดับประดาแสงไฟและอลังการขบวนต้นคริสต์มาสเอกลักษณ์ไทยที่ยาวที่สุดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ร่วมเฉลิมฉลองบรรยากาศแห่งความสุขต้อนรับคริสต์มาสและปีใหม่ยิ่งใหญ่ตระการตาในงาน  “ICONSIAM presents Bangkok Illumination 2019”

กรุงเทพฯ ไอคอนสยาม สัญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์ของไทย แลนด์มาร์คแห่งใหม่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ร่วมกับ บริษัท ดิไอคอนสยาม เรสซิเดนซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และ บริษัท ดิไอคอนสยาม ซูเปอร์ลักซ์ เรสซิเดนซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด  พร้อมด้วย ธนาคารกสิกรไทย จัดงาน “Bangkok Illumination 2019”  (แบงคอก อิลลูมิเนชั่น 2019) เนรมิตพื้นที่ ริเวอร์พาร์ค ริมน้ำเจ้าพระยา ให้เป็นดินแดนแห่งความสุข สุดตระการตามหัศจรรย์ประดับประดาแสงไฟและขบวนต้นคริสต์มาสที่ยาวที่สุดริมน้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีความโดดเด่นในการออกแบบผ่านแรงบันดาลใจจากเรื่องราวที่เป็นอัตลักษณ์ของไทยจากสถาปัตยกรรมของพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร ซึ่งในสมัยกรุงธนบุรีเป็นราชธานี วัดอรุณราชวราราม ถือเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองที่สำคัญที่มีความวิจิตรงดงาม นำมาผสมผสานลวดลายไทยมาไว้บนต้นคริสต์มาสที่ริมน้ำพระเจ้ายาประดับตกแต่งไฟสวยงาม เฉิดฉายโดดเด่นสูงตระหง่านกว่า 22 เมตร  ณ ริเวอร์พาร์ค ภายใต้คอนเซปต์ “Glory of ICONSIAM”   เพื่อเฉลิมฉลองต้อนรับเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ที่จะมาถึงนี้  ตอกย้ำความเป็นแลนด์มาร์คระดับโลกที่รวมจุดหมายปลายทางที่รวมสิ่งที่ดีที่สุดของไทยและสิ่งที่ดีที่สุดของโลกเข้าไว้ด้วยกันในที่เดียวได้อย่างแท้จริง ทำให้แม่น้ำเจ้าพระยาสายประวัติศาสตร์กลายเป็น Global Destination จุดหมายปลายทางที่ทุกคนทั่วโลกต้องมาเยือน  ระหว่างวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 ถึง วันที่  5 มกราคม 2563 ณ ไอคอนสยาม ถนนเจริญนคร  

โดยภายในงานได้รับเกียรติจาก  คุณนภินทร ศรีสรรพางค์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธี  พร้อมด้วยเหล่าเซเลบริตี้และศิลปินดารา อาทิ สกาย- วงศ์รวี นทีธร, ณัฏฐิ์ประภา ชุณหะวัณ, กนกรส กิตติขจร, ศรัณย์ภัค เพ็ญชาติ, หฤทัย ไชยยันต์ ณ อยุธยา, และ จรสพรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา ให้เกียรติเข้าร่วมงาน 

Bangkok Illumination 2019 เฉลิมฉลองบรรยากาศแห่งความสุขต้อนรับคริสต์มาสและปีใหม่ไปกับเทศกาลประดับไฟตกแต่งอิลลูมิเนชั่นริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา พบกับความสวยงามสว่างไสวตระการตาของการออกแบบไฟประดับที่ผสมผสานลวดลายไทยเข้าไปอย่างวิจิตร พร้อมชม ICONIC Multimedia Water Features ระบำสายน้ำผสมผสานแสง สี เสียง และมัลติมีเดีย ที่ยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความยาวกว่า 400 เมตร ณ ริเวอร์พาร์ค ไอคอนสยาม 

นายสุพจน์  ชัยวัฒน์ศิริกุล   กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า “บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด ร่วมกับ ธนาคารกสิกรไทย ได้ร่วมกันจัดงาน “Bangkok Illumination 2019” (แบงค็อก อิลลูมิเนชั่น 2019) ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เ พื่อส่งเสริมกิจกรรมการจัดแสดงงานด้านศิลปะร่วมสมัยที่ผสมผสานงานออกแบบลวดลายศิลปะไทยอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติเข้าด้วยกัน  รวมทั้งเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมอันโดดเด่นของประเทศไทยในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติอย่างแพร่หลายในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ นอกจากนั้นยังเป็นการตอกย้ำสถานภาพของกรุงเทพฯ ในฐานะจุดหมายปลายทาง ที่เป็น ‘สุดยอดของโลก’ แห่งหนึ่ง ด้วยการนำเสนอปรากฏการณ์ที่เป็น ‘ครั้งแรกในโลก’ และ ‘ครั้งแรกในประเทศไทย’ มาไว้ด้วยกัน

ตระการตาไปกับขบวนต้นคริสตมาสต์เอกลักษณ์ไทยที่ประดับตกแต่งสุดอลังการ  ประกอบด้วยสีทอง สีเงิน และสีพิงค์โกลด์ ที่โดดเด่นด้วยความสูงกว่า 22  เมตร ตั้งเด่นเปล่งประกายส่องแสงสว่างไสวริมแม่เจ้าพระยา สร้างมหาปรากฏการณ์ครั้งใหม่ให้แก่นักท่องเที่ยว  ต้อนรับเทศกาลเซเลบเบรชั่นที่ ริเวอร์พาร์ค  เพื่อมอบความสุขให้แก่ลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้ 

นอกจากนี้  ไอคอนสยาม ยังมีการเปิดการแสดงระบำสายน้ำประกอบแสงสีเสียงยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ‘ICONIC Multimedia Water Features’ (ไอคอนิค มัลติมีเดีย วอเตอร์ ฟีเจอร์) ความยาวกว่า 400 เมตร ผสมผสานแสง สี เสียง สุดยิ่งใหญ่ตระการตา  โดยเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายวันละ 4 รอบ ได้แก่ เวลา 16.30 น.,18.30 น., 20.00 น.และ 21.30 น. ณ ริเวอร์ พาร์ค ไอคอนสยาม 

ร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปี กับขบวนต้นคริสต์มาสเอกลักษณ์ไทยที่ยาวที่สุดริมแม่น้ำเจ้าพระยา อวดโฉมให้สัมผัส  ระหว่างวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 ถึง วันที่            5 มกราคม 2563 ณ ไอคอนสยาม ถนนเจริญนคร  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 1338 หรือ www.iconsiam.com 

ชีวิตหรูขึ้นอีกระดับกับ ขวดน้ำพร้อม กระเป๋า CHANEL ราคากรุบๆ 1.6 แสนบาท

ชีวิตหรูขึ้นอีกระดับกับ ขวดน้ำพร้อม กระเป๋า CHANEL สายแฟ เตรียมเงินให้พร้อม มาเติมเต็มความลักชัวรี่เล็กๆ ให้กับชีวิตกับไอเท็มที่จะช่วยให้คุณเลิกกระหายน้ำภายในพริบตา

ช่วงนี้กระแสลดโลกร้อน รณรงค์ให้เลิกใช้ถุงพลาสติก โดยการพกถุงผ้า ไปซื้อของใช้ หรือพกขวดน้ำ แก้วน้ำ เวลาไปซื้อเครื่องดื่ม มีให้เห็นกันอย่างต่อเนื่อง งานนี้ใครที่กำลังมองหาขวดน้ำสำหรับพกพาไปที่ต่างๆ ไม่ว่าจะไปเที่ยว ไปฟิตเนส หรือให้ลูกไปโรงเรียน มาเลยจ่ะพี่จ๋า เรามีไอเท็มสุดหรูอย่าง ขวดน้ำพร้อม กระเป๋า CHANEL มาให้พี่ๆ ตำไปใช้กัน

 กระเป๋า CHANEL

 กระเป๋า CHANEL

สำหรับแอคเซสซอรี่ชิ้นนี้อยู่ในคอลเล็คชั่น Cruise 2020 ขวดน้ำแสนเก๋ไก๋สีทอง ฝาด้านบนปั้มโลโก้ชาแนล มีสายหนังร้อยโซ่สีทองไว้คล้องแขน มาพร้อมกับกระเป๋าหนังแกะสุดหรูลดลาย quilted ลายไอคอนิคของแบรนด์ ทั้งนี้ยังมีสายหนังยาวร้อยโซ่สีทองสำหรับไว้สำหรับสะพายเพื่อความสะดวกในการพกพา

IG: dantl8779
IG: paris.liuqq

มาถึงในส่วนของราคานั้นอยู่ราวๆ ที่ $5,551 ดอลลาห์ หรือประมาณ 167,556 บาท ซึ่งจะมีวางจำหน่ายที่ช็อป CHANEL แต่จะมีเฉพาะบางสาขาเท่านั้นนะยูวววว์ หากคุณกำลังมองหาอุปกรณ์เสริมที่จะช่วยเติมเต็มให้ชีวิตหรูหราขึ้น จัดไปอย่าได้เสีย


ภาพ : Chanel

ชีวิตติดหรูที่แท้ทรู AIRPODS PRO ทองคำ ราคา 2 ล้านบาท ฟังแล้วขึ้นสวรรค์!

ทิ้งไม่ลง! ถังขยะใบละ 2 แสน จาก แอร์เมส ในคอลเล็คชั่น Équilibre d’Hermès

ชิลล์ๆ รับลมร้อน รองเท้าแตะยาง Hermes ราคาจุกๆ เพียง 14,000 บาท

จัดไปอย่าให้เสีย! 10 กระเป๋าลายโมโนแกรม ซีซั่นนี้มิควรพลาด

ครีเอทเก่ง! กระเป๋า Moschino F/W 2019 แปลกแต่เก๋ไก๋ไม่หยอก

เปิดลิสต์ 16 กระเป๋า Navy Blue โทนสีสุภาพ เรียบหรู แมทช์กับชุดไหนก็ดูแพง

ล้มไม่เจ็บ! สนับเข่าชิคๆ หมวกสุดเก๋ ไอเท็มล่าสุดจาก Gucci

เตียงนอนอัจฉริยะ 1.2 ล้านบาท มาพร้อมโปรเจคเตอร์ 4K และเทคโนโลยีสุดล้ำ

แฮงค์เอ้าท์ไม่มีเบื่อ! LV ออกไอเท็มสายแฟ Jenca ลายโมโนแกรม ราคาแสนนิดๆ

 ของมันต้องมีที่แท้ทรู! รองเท้าแตะยาง Gucci ฝนตก แดดออก น้ำท่วม ก็เอาอยู่

LV ออกไอเท็มใหม่เอาใจสายสปอร์ต ลูกวอลเลย์ลายโมโนแกรม ราคาเหยียบแสน

 

กระเป๋าเดินทาง RIM Series

RIM Series กระเป๋าเดินทางดีไซน์ใหม่แบบเปิดหน้า สวยล้ำ เรียบหรู จุและหยิบของง่ายขึ้น

หลายครั้งเมื่อต้องเดินทางไปทำงานหรือไปในสถานที่เที่ยวต่างๆ ไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศ ปัญหาที่หลายคนพบเจอคือ การหยิบจับเสื้อผ้าของใช้ส่วนตัวจากกระเป๋าเดินทางใบโตลำบาก เพราะต้องเปิดแผ่กางออก เพื่อค้นของ ไม่ว่าจะที่สนามบิน ที่บ้าน หรือในห้องพักโรงแรม ซึ่งมักจะกินพื้นที่ขนาดใหญ่ ทั้งเกะกะ จะหยิบของอะไรก็ลำบาก และเต็มไปด้วยความเคอะเขินสำหรับคุณผู้หญิงที่ไม่ค่อยอยากเปิด เพราะกลัวคนอื่นๆ จะเห็นของใช้ส่วนตัว เช่น ชุดชั้นใน ฯลฯ

แต่ตอนนี้อุ่นใจขึ้นเมื่อเจอ กระเป๋าเดินทางรุ่นใหม่ RIM Series ซึ่งออกแบบกระเป๋ารุ่นใหม่นี้ตอบโจทย์การใช้งาน เพื่อแก้ปัญหาให้ผู้ใช้งานได้ตรงจุด โดยรุ่นนี้ได้ออกแบบและทดสอบใช้กว่าสองปีเต็มก่นจะผลิตเพื่อจำหน่ายอย่างเป็นทางการ เริ่มตั้งแต่ร่างแบบด้วยมือหลายรูปแบบ ผ่านการคิดเผื่อหลายสถานการณ์ การออกแบบภายนอกที่เป็นทั้งศาสตร์ และศิลป์ จากนั้นขึ้นแบบเป็นโมเดล ทำสินค้าต้นแบบเพื่อนำไปลองใช้จริง  ซึ่งกว่าจะเป็นกระเป๋าเดินทาง RIM Series ออกมานั้นไม่ง่าย ทุกขั้นตอนผ่านการตรวจสอบหลายครั้ง จนได้มาเป็นโมเดลลิขสิทธิ์เฉพาะของทางแบรนด์ MOOF49

กระเป๋ารุ่น Rim เน้นความสำคัญไปที่ฟังก์ชั่นการใช้งานเป็นหลัก ทำให้แต่ละไซส์มีรายละเอียดที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับการใช้งาน ลองมาดูกันค่ะว่าไซส์ไหนตอบโจทย์เพื่อนๆ บ้าง และแต่ละไซส์มีดียังไงถึงถูกใจคนใช้ ต้องลองเปิดใจให้กับดีไซน์ใหม่แบบเปิดหน้าค่ะ

เริ่มจากไซส์ 20 นิ้ว (3.2 kg / ความจุ 39L ราคา 4,500 บาท) เป็นขนาดตามมาตรฐาน Carry on มีช่องเปิดด้านหน้าเพื่อหยิบ Laptop มาสแกนได้สะดวก และหยิบของต่างๆ เช่นเสื้อกันหนาวในสนามบิน โดยไม่ต้องวางกระเป๋านอนลง ทั้งยังมีซิปที่ทำให้เปิดได้ถึงด้านในเพื่อหยิบของ รวมถึงการเปิดด้วยซิปตรงกลางเพื่อจัดเรียงสัมภาระได้ง่าย

ไซส์ 25 นิ้ว (4.3 kg / ความจุ 71L ราคา 5,800 บาท) มีซิปขยาย ทำให้มีขนาดเทียบเท่า 26 นิ้ว และซิปเปิดฝาหน้าสำหรับหยิบของได้ง่าย ประหยัดพื้นที่ได้ถึง 50% เมื่อเทียบกับรุ่นอื่นในไซส์เดียวกัน สำหรับหยิบของได้ง่าย ทำให้ลดความเขินอายในการเปิดกระเป๋าเพื่อจัดของใหม่ในสนามบิน ทั้งยังสามารุแพ็คของสะดวก ถ้ามีกล่องหรือของชิ้นสูงๆ เช่นกล่องรองเท้า กล่องโมเดล

ไซส์ 30 นิ้ว (5.5 kg / ความจุ 115L ราคา 7,200 บาท) ไซส์นี้สามารถเปิดได้ทั้งสองทาง ด้านหน้าและตรงกลาง ทั้งเปิดกลางได้เพื่อการจัดที่สะดวก หรือเปิดจากด้านหน้าหากมีพื้นที่จำกัด และมีช่องเก็บและซิปแยกเป็นสัดส่วน ง่ายต่อการจัดเก็บเสื้อผ้า แถมยังขยายพื้นที่การเก็บของได้อีกด้วยซิปขยาย แต่ไม่เกินมาตรฐานสายการบินทั่วโลก

อีกทั้งการออกแบบดีไซน์เน้นความเรียบหรู และคูลแบบญี่ปุ่น วัสดุเน้นความคงทน น้ำหนักเบา และแก้ปัญหาอื่น ๆที่เกิดขึ้น รวมถึงราคาเป็นมิตรไม่สูงจนเกินไปอีกด้วย มุมต่างๆ ของกระเป๋าเป็นมุม 49 องศา เพื่อลดแรงกระแทก และทุกขนาดสามารถซ้อนเก็บได้ เพื่อง่ายต่อการจัดเก็บเมื่อไม่ใช้งาน สภาพผิว pc 100% จากเยอรมัน ทนต่อความร้อน และแรงกระแทกสูง วัสดุที่ใช้เป็นผิวแบบด้าน กันน้ำ เช็ดทำความสะอาดได้ง่าย มีความปลอดภัยมาตรฐานสากล กับ TSA lock และ double zip กันขโมย

ส่วนล้อ Hinomoto ล้อที่ได้รับรางวัลอันดับ 1 ของโลก ขึ้นชื่อเรื่องความเงียบและทนทาน คันชักคู่ผลิตจากอลูมิเนียมคุณภาพสูง ปรับได้หลายระดับ มีความลื่นและ Effortless และมีซองคลุมกระเป๋าที่สามารถพับเก็บได้ ไม่เกะกะ และสามารถคลุมกระเป๋าพร้อมใช้งานไปด้วยได้ อะไหล่ต่างๆ ก็ได้รับประกันจากแบรนด์ Moof49 ถึง 5 ปีเต็ม หมดกังวลเรื่องปัญหาจากสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพแบบที่เคยพบจากที่อื่นๆ และมีสีให้เลือกถึง 4 สี ดำ/แดง/เหลือง/เขียว

MOOF49 เริ่มเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นคนจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย สิงคโปร์ หรือชาวยุโรป และอเมริกา เริ่มแวะเวียนมาชมและซื้อสินค้า ทั้งหลายช่องทางไม่ว่าจะหน้าร้าน Multi-Brand ทั่วประเทศ ห้างสยามดิสคัฟเวอร์รี หรือช่องทางออนไลน์

สามารถดูรีวิวเพิ่มเติมได้ที่ #moof49rimseries หรือ www.moof49.com หากสนใจไปชมสินค้าหน้าร้าน พุ่งตัวไปได้ที่ 📍MOOF49 SHOP BTS วงเวียนใหญ่ กรุงเทพฯ [ MULTI-BRAND STORE ] 📍Siam @siamdiscovery ชั้น M กรุงเทพฯ 📍BOC @boc.multibrandstore นครปฐม 📍OOTD @outfitoftheday.th เชียงใหม่ นอกจากนี้ยังติดตามอัพเดทรุ่นใหม่ๆ ได้ที่ FB : moof49shop หรือ IG : @moof49.official, @moof49.shop

 

 

 

4 สัญญาณบอกว่าถึงเวลาที่คุณต้องรีไซส์แหวนแต่งงานแล้วล่ะ

ก็ในเมื่อ แหวนแต่งงาน เป็นเครื่องประดับที่ต้องใส่ติดนิ้วเอาไว้ ตอนแรกก็ใส่พอดีอยู่หรอก แต่ใส่ไปใส่มาบางคนก็ดันคับ บางคนก็ดันหลวม ครั้นจะพยายามใส่ติดนิ้วไว้เหมือนเดิมก็เห็นจะไม่ได้ความ แพรวเวดดิ้ง เลยจัด 4 สัญญาณเตือนมาให้ว่าเมื่อไหร่ถึงเวลาที่คุณจะต้อง รีไซส์แหวนแต่งงาน แล้ว

ใส่แล้วติดที่ข้อนิ้ว

สัญญาณสุดคลาสสิคที่บอกว่าแหวนแต่งงานของคุณเล็กเกินไปแล้ว เพราะไม่สามารถผ่านข้อนิ้วลงไปได้ (หรือต้องใช้ความพยายามในการดันลงไปอย่างมาก) หรือผ่านลงไปได้แต่ดันถอดไม่ได้ซะนี่

ใส่แล้วบีบที่นิ้วมือ

ถ้าแหวนมีขนาดเล็กเกินไป มันจะเกิดการบีบรัดที่นิ้วมือของคุณ สังเกตได้จากเนื้อส่วนเกินที่ล้นออกมารอบขอบแหวน ถ้าเกิดอาการอย่างนี้ก็แสดงว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนไซส์แหวนแล้วจ้า

ใส่แล้วเลื่อนหลุดจากข้อนิ้ว

นี่เป็นสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้แหวนหายโดยไม่รู้ตัว และเป็นสัญญาณว่าแหวนแต่งงานใหญ่เกินไปสำหรับนิ้วของคุณ แต่ถ้ายังลังเลว่ามันใหญ่เกินไปจริงไหมนะ? ให้ลองถูมือด้วยสบู่แล้วล้างด้วยน้ำเย็น ถ้าแหวนร่วงออกจากนิ้วก็แสดงว่าคุณต้องรีไซส์ให้แหวนแต่งงานมีขนาดเล็กลง เพราะหากคุณอยู่ในที่ที่มีอากาศเย็นหรือสภาพอากาศที่แห้งมากๆ อาจทำให้แหวนหลุดออกจากนิ้วได้ง่ายแบบแทบจะไม่รู้ตัว

ใส่แล้วแหวนหมุนได้รอบนิ้ว

โดยส่วนมากถ้าคุณสามารถหมุนแหวนไปมาได้รอบๆ นิ้วมือได้ง่ายๆ ก็ให้คิดไปก่อนเลยว่าแหวนแต่งงานนั้นไซส์ใหญ่เกินไป บางครั้งอาจเกิดจากดีไซน์หรือน้ำหนักของตัวเรือน ซึ่งก่อนที่จะรีไซส์แหวนแต่งงานคุณอาจจะลองสวมแหวนวงที่มีขนาดพอดีกับนิ้วมือของคุณดูก่อนเพื่อเปรียบเทียบว่าจะต้องรีไซส์ให้ขนาดเล็กลงแค่ไหน

แต่เพื่อความชัวร์ที่สุด แพรวเวดดิ้ง ขอแนะนำให้บ่าวสาวนำแหวนแต่งงานเข้าไปปรึกษากับช่างผู้เชี่ยวชาญจากร้านที่บ่าวสาวซื้อแหวนแต่งงานมาจะดีที่สุด เพราะบางร้านอาจะมีบริการหลังการขายที่ดูแลเรื่องนี้อยู่ หรือจะลองสอบถามถึงบริการนี้ไว้ก่อนเลือกซื้อเลยก็ได้นะคะ

Asian Academy Creative Awards 2019

เจาะลึก 4 ละครเข้ารอบสุดท้าย รางวัล Asian Academy Creative Awards 2019

เจาะลึก 4 น้ำดีของช่อง 3 เข้ารอบสุดท้ายชิงรางวัล Asian Academy Creative Awards 2019 ประกาศผลธันวาคมนี้ ที่ ประเทศสิงคโปร์

Asian Academy Creative Awards 2019

รางวัล Asian Academy Creative Awards 2019 เป็นรางวัลคนบันเทิงยิ่งใหญ่ระดับเอเชีย ซึ่งจะมีการประกาศผลรางวัลในวันที่ 6 ธันวาคม 2562 ที่ประเทศสิงคโปร์ สำหรับในปีนี้มีคอนเทนท์ต่างๆ ของประเทศไทยที่ได้คัดเลือกเป็นตัวแทนของประเทศ ที่เรียกว่า Regional Winner เพื่อไปเข้าชิงกับคู่แข่งอีก 15 ประเทศ เพื่อเลือกผู้ชนะเลิศของทวีปเอเชียในส่วนของคอนเทนท์ละคร และละครช่อง 3 ได้เป็น Regional Winner ส่งเข้าชิงถึง 9 รางวัล ซึ่งมากที่สุด จากผลงานของละคร 4 เรื่องได้แก่ “กรงกรรม” 6 รางวัล, “ทองเอก หมอยาท่าโฉลง” 1 รางวัล, “อังกอร์” 1 รางวัล และ “วัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2” 1 รางวัล มาร่วมเจาะลึกรางวัลของละครแต่ละเรื่องว่ามีรางวัลอะไรบ้าง

เริ่มกันที่ละคร “กรงกรรม” ที่มีผลงานเข้ารอบถึง 6 รางวัล ได้แก่ รางวัล Best Drama Series ละครยอดเยี่ยม, รางวัล Best Actor in a Leading Role นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม “เจมส์ จิรายุ”, รางวัล Best Actor in a Supporting Role “เด่นคุณ งามเนตร”, รางวัล Best Actress in a Supporting Role “แพร์ พิชชาภา”, รางวัล Best Direction (Fiction) โดย “อ๊อฟ พงษ์พัฒน์”, รางวัล Best Theme Song ได้แก่ เพลง “ผิดหรือที่รักเธอ” ร้องโดย “ใหม่ เจริญปุระ”

เหตุผลที่ทุกคนต้องดู “กรงกรรม” ทั้งๆที่เป็นละครสะท้อนสังคมดราม่าหนัก ไม่ใช่ละครเน้นความสวยงามมีตอนจบ พระ-นาง ต้องรักกัน แต่การวางโครงเรื่องของ “กรงกรรม” อัดแน่นไปด้วยสาระ นำเสนอ‘ความรัก’ในหลายรูปแบบ ตัวละครหลัก “นางย้อย” แม่ผัวที่รักลูกชายมากกว่าตัวเอง ตั้งความคาดหวังกับลูกทุกคน และ“เรณู” ลูกสะใภ้โสเภณีสู้ชีวิต ที่ทำได้ทุกอย่างเพื่อให้ได้ชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเดิม เมื่อความรักตั้งอยู่บนความคาดหวังความเสียใจและผิดหวังจึงตามมา ถึงตัวหลักทั้งสองจะเป็นตัวเดินเรื่อง แต่แทนที่จะทิ้งน้ำหนักไว้ที่ตัวละครทั้งสอง ละครยังให้ความโดดเด่นกับตัวละครอื่นๆเท่าๆกัน ไม่มีตัวไหนถูกทิ้งให้ด้อยลง คนดูจึงเกิดความรักในตัวละครทุกตัว ประกอบกับการแสดงที่ดีมากของนักแสดงในเรื่องทั้ง ใหม่-เจริญปุระ, เบลล่า-ราณี, เจมส์-จิรายุ, แพร์-พิชชาภา และ เด่นคุณ งามเนตร ที่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกให้กับคนดูอย่างเต็มที่ และเกิดความรักในละคร “กรงกรรม” จนได้รับเลือกเข้าชิงรางวัล ละครดราม่ายอดเยี่ยม, ผู้กำกับ และเพลงประกอบละครยอดเยี่ยม

ในส่วนนักแสดงเริ่มที่ “เจมส์ จิรายุ” เข้าชิงรางวัล Best Actor in a Leading Role ในบท “อาซา” ลูกชายคนที่สามของแม่ย้อย ที่ดูเหมือนบทจะง่าย วางพื้นฐานไว้ให้เป็นเด็กผู้ชายโลกสวย เชื่อฟังพ่อแม่ เสียสละ และอยู่ในกฎระเบียบของแม่ย้อย ทั้งที่จริงๆแล้วบทของ อาซา มีความซับซ้อนทางความคิดและจิตใจ มีความขัดแย้งในตัว สิ่งที่อยากทำ กับความเป็นจริง มันต่างกัน เจมส์-จิรายุ ต้องแสดงออกทางสายตา และร่างกาย เพื่อสื่อให้คนดูเข้าใจเห็นใจในความรู้สึก รัก กับ อึดอัด ในเวลาเดียวกันมันทรมาน อาซา เป็นคนดี น่ารัก น่าสงสาร และจิตใจงดงามไม่เสแสร้ง จึงเป็นที่รักของคนดูจนได้เข้าลุ้นรางวัลในครั้งนี้

Asian Academy Creative Awards 2019

ส่วน “แพร์-พิชชาภา” เข้าชิงรางวัล Best Actress in a Supporting Role ในบท “พิไล” ลูกสะใภ้คนที่สองของบ้านแม่ย้อย นิสัยทะเยอทะยาน ต้องการความเหนือกว่า และมีความโลภในจิตใจ ถือว่า แพร์-พิชชาภา ถ่ายทอดความรู้สึกคนขี้อิจฉา โลภโมโทสัน ออกมาได้แซ่บ..!! อย่างไม่น่าเชื่อ ความแซ่บ..!! ของ “ซ้อพิไล”

แพร์-พิชชาภา

สามารถทำให้เกิดกระแสในสังคมออนไลน์ไปทั่วโดยเฉพาะ ‘พันทิพ’ ว่าบทบาทนี้สามารถเข้าชิงได้ถึงรางวัลนำหญิงยังได้เลย เพราะแค่ฉากเดียว พิไล สามารถทำให้คนดูเกิดความรู้สึกหลากหลาย ทั้งสงสาร สมน้ำหน้า และเห็นใจในเวลาเดียวกัน อีกคนของละคร “กรงกรรม” คือ “เด่นคุณ งามเนตร” รางวัล Best Actor in a Supporting Role ในบท “ไอ้ก้าน” ชายหนุ่มแสนจนคนซื่อ ผู้ชายธรรมดาแสนธรรมดา แต่หน้าตาดีรูปร่างดี จนสาวๆแอบหลงรัก แต่มาชอบลูกสาวกำนัน รักจริงหวังแต่ง ทั้งๆที่ความรักครั้งนี้ความเป็นไปได้แทบจะไม่มี ต้องฝ่าฟันอุปสรรค์จนท้อแท้ เด่นคุณ งามเนตร ถ่ายทอดบทบาทของ ไอ้ก้าน ออกมาได้อย่างน่าสงสาร ทำให้ใครๆก็หลงรัก และชื่นชอบในบทบาทการแสดงจนเกิดแฟนคลับมากมาย กระแสโซเชียลกระหึ่ม..!! เอาใจช่วย ไอ้ก้าน ให้พิชิตใจพ่อตาแม่ยายได้สำเร็จ จนได้เข้าชิงรางวัลในครั้งนี้ ทีมละคร “กรงกรรม” ทั้งผู้กำกับ “อ๊อฟ พงษพัฒน์”, “เจมส์-จิรายุ”, “เด่นคุณ งามเนตร” “แพร์-พิชชาภา” รวมถึง “แดง-ธัญญาโสภณ” ผู้จัด, “น้องบีบี-เอกนรี” ลูกสาวคนเก่งทายาทละคร ร่วมเดินทางไปลุ้นการประกาศผลรางวัลในครั้งนี้ครบทีม

กรงกรรม

ทางด้านรางวัล Best Comedy Performance ได้แก่ “มาริโอ้ เมาเร่อ” จากเรื่อง “ทองเอก หมอยาท่าโฉลง” ละครพรีเรียด-คอมเมดี้ ย้อนยุค ที่มีความแปลกไม่เหมือนใคร เป็นละครตลกแฝงความจริงใจของหมอยาไทยโบราณคนหนึ่ง เป็นคนธรรมดา มีความตลกบนพื้นฐานของจิตใจ มีความมุ่งมั่นที่จะรักษาคนไข้ด้วยความจริงใจ พร้อมสอดแทรกสาระความรู้ทางยาสมุนไพรโบราณในการช่วยรักษาโรค ทำให้ยิ่งเพิ่มความน่าสนใจ ซึ่งการคัดเลือกนักแสดงมารับบทถือว่าสำคัญ มาริโอ้-เมาเร่อ มีพื้นฐานของความเป็นคนตลก มีสายตาที่อ่อนน้อม จริงใจ ขี้เล่น จึงเหมาะสมลงตัว ทำให้พ่อหมอทองเอกได้รับความรักจากคนดูทั่วไปประเทศ และได้รับเลือกขึ้นเป็นตัวแทนประเทศไทยลุ้นรางวัล Best Comedy Performance ต่อไป

ทองเอก หมอยาท่าโฉลง

เมื่อมีผลงานละครและนักแสดงยอดเยี่ยม ก็ต้องมีรางวัล Best Original Screenplay เจ้าของบทประพันธ์และผู้เขียนบทโทรทัศน์ยอดเยี่ยม จากละครเรื่อง “วัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2” ได้แก่ “ณัฐิยา ศิรกรวิไล” และทีมงาน เป็นละครโทรทัศน์ไทยแนวโรแมนติก-ดราม่า สร้างจากเค้าโครงเรื่องโดย “ณัฐิยา ศิรกรวิไล” เขียนบทโทรทัศน์โดย ณัฐิยา ศิรกรวิไล, กุศลิน เมฆวิภาต, ชญานิน, สายขิม, วาณี, กัลยาณมิตร กำกับการแสดงโดย “ศุภณา ครุฑนาค” นำแสดงโดย “อาเล็ก-ธีรเดช เมธาวรายุทธ” และ “จ๊ะ-จิตตาภา แจ่มปฐม” ละครน้ำดีตีแผ่ปัญหาสังคมที่กวาดรางวัลจากภาคแรกอย่างมากมาย สำหรับโครงการ 2 ถือว่ามีความเข้มข้นเพิ่มขึ้น ศึกษาทุกปัญหาแบบเจาะลึกมากกว่าภาคแรก สะท้อนปัญหาที่สามารถเกิดขึ้นจริงในสังคมยุคปัจจุบัน ผ่านการแก้ปัญหาจากบุคคลที่เข้าใจปัญหา แต่บุคคลคนนั้นกลับมีปัญหาของตัวเองเช่นกัน เรียกว่าทิ้งจุดสำคัญของปัญหาเอาไว้หลายจุด เป็นเรื่องยากอีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องทำให้คนดูไม่เครียดและร่วมติดตามเรื่องราวไปจนจบเรื่อง บทละครจึงสำคัญอย่างมาก ผู้เขียนบทและทีมงานต้องทำการบ้านศึกษาเรื่องราวอย่างละเอียดก่อนคนอื่นๆ เพื่อขยายให้คนดูเกิดความเข้าใจ รางวัลนี้จึงสำคัญ ถือเป็นความภูมิใจของคนไทยอีกหนึ่งรางวัลซึ่ง“คุณเอิน-ณิธิภัทร์” ผู้จัด ร่วมเดินทางไปลุ้นรางวัลด้วยตัวเอง

วัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2

อีกหนึ่ง รางวัล Best Visual or Special FX in TV Series สุดยอด สเปเชี่ยลเอฟเฟค ที่น่าลุ้น กับละครเรื่อง “อังกอร์” เป็นผลงานสุดคลาสสิกของ ฉลอง ภักดีวิจิตร หรือ อาหลอง ซึ่งคนดูติดกันทั้งบ้านทั้งเมืองไม่ว่าจะมาทำในเวลาไหน ก็ยังคงความนิยมทั้งๆที่รู้เรื่องราวของ อังกอร์ กันแล้วส่วนใหญ่ เพียงแค่ได้ยินประโยคที่ว่า “ปิ้งไก่ ระเบิดภูเขา เผากระท่อม” จะรู้กันทันทีว่าละครแอคชั่น เอฟเฟคซีจี ฟอร์มไทยแลนด์

กำลังมา และเมื่อเพลงขึ้น “เสมือนท้องฟ้าวิปริต แปรปรวนทันใด” แล้วสามารถร้องต่อประโยคได้ว่า… “เปรี้ยงปร้างสว่างไสวอันตรายไปทุกที่…อังกอร์…” แสดงว่าช่วงเวลาของเสือร้ายที่กำลังทำให้ป่าทั้งป่าปั่นป่วนได้เกิดขึ้นแล้ว คนตายต้องมี คนบาดเจ็บต้องมา นั่นคือ “อังกอร์” ละครแอ็คชั่น ดราม่า แฟนตาซี ทั้งหมดนี้คือความตั้งใจและใส่ใจของทีมงานค่าย อาหลองจูเนียร์ เมื่อละครออกอากาศทำให้เรตติ้งกระฉูดไม่แพ้เรื่องอื่นๆถือเป็นมหากาพย์ของละครที่ไม่เหมือนใคร การหลบหนีที่มาพร้อมความหวาดเสียว จากระเบิด อำนาจมนต์ดำ และจากสถานที่อันลี้ลับต่างๆ พร้อมกับ เอฟเฟคซีจี ที่ใส่มาเต็มที่ จึงส่งผลให้ละครเหมือนมีมนต์สะกด และได้เข้าลุ้นรางวัลในครั้งนี้

อังกอร์

รางวัล Asian Academy Creative Awards 2019 จะประกาศผลในคืน‪วันที่ 6 ธันวาคม ‪2562 ณ โรงละครวิคตอเรีย ประเทศสิงคโปร์ ร่วมส่งกำลังใจ ร่วมลุ้นไปกับผลงานละคร ผู้จัด ผู้กำกับ นักเขียนบทละคร และนักแสดง ทั้ง 9 รางวัล กับละครทั้ง 4 เรื่อง ให้ได้รับรางวัลกันให้มากที่สุด


ข้อมูลจาก : ช่อง 3

“HARNN” ส่งมอบความสุข ช่วงเทศกาลปีใหม่ พิเศษสุดกับ “HARNN x Jirayu Koo”

“HARNN” (หาญ) ส่งมอบ ‘ความสุข’ ช่วงเทศกาลปีใหม่ กับ “Festive Collection 2020” สุดพิเศษ “HARNN x Jirayu Koo” ภายใต้ความร่วมมือกับศิลปินไทยชื่อดังในระดับสากล ‘จิรายุ คูอมรพัฒนะ’ พร้อมด้วยสิทธิพิเศษสำหรับทุกท่านตลอดช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองนี้

“HARNN” (หาญ) แบรนด์ไทยชั้นนำระดับโลก ผู้บุกเบิกบอดี้แคร์ สกินแคร์ ผลิตภัณฑ์สปาและอโรมาเธอราพีแบบออร์แกนิครายแรกของไทย ส่งมอบความสุขช่วงเทศกาลปีใหม่กับ “Festive Collection 2020” ด้วยเซ็ตผลิตภัณฑ์สุดพิเศษที่พร้อมเติมเต็มสีสันและอัตลักษณ์ความเป็นไทยร่วมสมัยกับ Festive Set “HARNN x Jirayu Koo” ซึ่งได้รับความร่วมมือจากศิลปินชาวไทยที่มีผลงานอันโดดเด่นด้วยการวาดภาพลายเส้นและการใช้สีสันสดใสอย่าง คุณจิรายุ คูอมรพัฒนะ หรือ ‘จิรายุ คู’ (Jirayu Koo)

ช่วงเทศกาลปีใหม่

เป็นครั้งแรก ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Reflection of Thai Scents’ โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากวัฒนธรรมไทยเดิมอันเปี่ยมไปด้วยความผูกพันกับวิถีชีวิตริมแม่น้ำมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ตั้งแต่การเดินทางขนส่งดอกไม้ เครื่องเทศ สินค้านานาชนิด และการเดินทางจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งในอดีต ไปจนถึงการรวมเอาภาพของหนุ่มสาวยุคใหม่ผสมผสานเข้ากับการล่องเรือหางยาวท่องเที่ยวถ่ายรูปมาหลอมรวมไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ซึ่งได้เชื่อมต่อกิจกรรมทางเรือของทั้งสองยุคสมัยมาผสมผสานเข้าด้วยกันผ่านภาพลายเส้นและสีสันโทนสดใสอันเป็นเอกลักษณ์ในแบบฉบับของคุณจิรายุ คูอมรพัฒนะ เพื่อสัมผัสเห็นถึงความมีชีวิตชีวา อีกทั้งการรับเอาสิ่งใหม่ๆ มาปรับใช้กับความเป็นไทยแบบดั้งเดิมเฉกเช่นกับความเป็นตัวตนของแบรนด์ “HARNN” ในยุคปัจจุบัน

สำหรับ Festive Set “HARNN x Jirayu Koo” ประกอบไปด้วย 4 เซ็ตที่มาพร้อมผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรรณแบบออร์แกนิคที่มีสารสกัดจากพืชพรรณธรรมชาติที่ถูกคิดค้นมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการในเรื่องการบำรุงผิวหน้าและผิวกายอย่างลึกล้ำ ได้แก่ เซ็ต ‘Cruise of Love, ‘Gondola of Wealth’, ‘Barge of Prosperity’ และ ‘Ferry of Happiness’

ช่วงเทศกาลปีใหม่

เซ็ต ‘Cruise of Love’ ประกอบไปด้วยผลิตภัณฑ์บำรุงผิว อย่าง ‘Jasmine Natural Cleansing Gel’, ‘Jasmine Natural Body Lotion’ และ ‘Jasmine & Pomegranate Hand Cream’ ราคา: 2,400

เซ็ต ‘Gondola of Wealth’ ประกอบไปด้วยผลิตภัณฑ์บำรุงผิว อย่าง ‘Oriental Herbs Shower Gel’, ‘Oriental Herbs Body Lotion’ และ ‘Oriental Herbs Hand Cream’ ราคา: 2,400 บาท

เซ็ต ‘Barge of Prosperity’ ประกอบไปด้วยผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณและเส้นผม ‘Cymbopogon Collection’ อย่าง ‘Cymbopogon Body Wash’, ‘Cymbopogon Body Soufflé’, ‘Cymbopogon Hair Nourishment Shampoo’, ‘Cymbopogon Hair Nourishment Conditioner’ และCymbopogon Hand Cream ราคา: 3,150 บาท

เซ็ต Ferry of Happiness ประกอบไปด้วยผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณและเส้นผม ‘Rose Collection’ อย่าง ‘Oriental Rose Shower Gel’, ‘Oriental Rose Revitalizing Shampoo’, ‘Oriental Rose Revitalizing Conditioner’, ‘Oriental Rose Body Balm’ และ ‘Oriental Rose Hand Balm’ ราคา: 3,390 บาท

พร้อมส่งต่อความสุขด้วยสิทธิพิเศษที่ “HARNN” มอบให้ทุกๆ ท่าน เมื่อซื้อสินค้า Festive Set “HARNN x Jirayu Koo”เซ็ตใดก็ได้ 2 เซ็ต รับของขวัญ ‘HARNN Limited Edition Tote Bag’ (มูลค่า 1,250.-) และโปสการ์ดที่ออกแบบลวดลายอันโดดเด่นในธีม ‘Reflection of Thai Scents’ โดยคุณจิรายุ คูอมรพัฒนะ รวมทั้งจะได้เป็นสมาชิกระดับ ‘HARNN VIP Classic’ ทันที พร้อมรับ Welcome Gift Set จากทางแบรนด์ ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2562

นอกจากนี้ทุกท่านยังสามารถสร้างสรรค์ Gift Set ในแบบของคุณเองสำหรับมอบเป็นของขวัญปีใหม่ที่คนรับจะต้องประทับใจยิ่งด้วยผลิตภัณฑ์บอดี้แคร์, สกินแคร์ และผลิตภัณฑ์สปาและอโรมาเธอราพีอันหลากหลายจาก HARNN ที่ล้วนถ่ายทอดคอนเซ็ปต์อันวิจิตรงดงามของความเป็นไทย รวมไปถึงการเลือกใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติที่รังสรรค์ออกมาเป็นสุดยอดแห่งผลิตภัณฑ์แบบออร์แกนิคอย่างแท้จริงได้ที่ร้าน HARNN ทุกสาขา

 

คลายสงสัย เหตุใด “ดัชเชสเมแกน” ถึงสวมแหวนถึง 3 วงบนนิ้วนางข้างซ้าย

เหตุใด ดัชเชสเมแกน ถึงสวมแหวนถึง 3 วงบนนิ้วนางข้างซ้าย แล้วแต่ละวงนั้นสำคัญอย่างไร เราจะมาคลายข้อสงสัยถึงเรื่องนี้ให้คุณๆ ได้รู้กันค่ะ

เรียกได้ว่าเป็นสมาชิกราชวงศ์อังกฤษที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษมากกว่าสมาชิกองค์อื่นๆ เลยทีเดียวสำหรับ ดัชเชสเมแกน เพราะไม่ว่าพระองค์จะทรงทำอะไร เสด็จไปไหน สวมฉลองพระองค์แบรนด์ใด หรือแม้กระทั่งดีเทลเล็กๆ น้อยๆ บนพระวรกายก็มักมีผู้คนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก

อย่างล่าสุดมีภาพที่เผยให้เห็นว่าดัชเชสเมแกนทรงสวมแหวนถึง 3 วง ซึ่งแต่ละวงนั้นรวมอยู่บนนิ้วซ้าย จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่านอกจากแหวนหมั้นและ แหวนแต่งงานแล้ว แหวนวงที่ 3 นั้นมาจากไหน และสำคัญอย่างไร ทำไมพระองค์ถึงใส่รวมกับแหวนวงอื่น แพรวดอทคอมจะมาคลายข้อสงสัยให้คุณๆ ได้รู้กันค่ะ

ดัชเชสเมแกน

แหวนวงแรกสุดคือ แหวนหมั้น (พระธำมรงค์หมั้น) เป็นแหวนที่เจ้าชายแฮร์รี่ทรงคุกเข่าขอดัชเชสเมแกนแต่งงาน ซึ่งเจ้าชายแฮร์รี่ยังทรงออกแบบแหวนวงนี้ด้วยพระองค์เอง มีการดีไซน์แบบ Trilogy เพชร 3 เม็ดเรียงต่อกัน ความพิเศษของแหวนหมั้นวงนี้คือ ประกอบด้วยเพชรถึง 3 เม็ด ซึ่งเม็ดกลางนั้นเป็นเพชรทรงคุชชั่นที่ได้มาจากบอตสวานา เป็นสถานที่ที่ความรักของทั้งสองพระองค์เริ่มต้นที่นี่

นอกจากนี้ยังมีเพชรอีก 2 เม็ดที่ขนาบข้างกันซึ่งได้มาจากเครื่องประดับของเจ้าหญิงไดอานา พระมารดาของเจ้าชายแฮร์รี่ ซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนของพระองค์ที่มีพระจริยวัตรงดงาม ทรงมุ่งมั่น แข็งแกร่ง เด็ดเดี่ยว ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค และยังเปรียบเหมือนกับพระมารดาทรงร่วมฉลองความยินดีกับทั้งสองพระองค์ แหวนวงนี้จึงมีความหมาย และสำคัญกับดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกส์เป็นอย่างมาก

ด้าน Eddie LeVian ซีอีโอของ jeweler Le Vian กล่าวกับ Express.co.uk ว่า “แหวนของดัชเชสเมแกน ปัจจุบันเป็นแหวนหมั้นร่วมสมัยที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก” แหวน Trilogy วงนี้ได้รับการออกแบบให้มีความคลาสสิค ไร้กาลเวลา และเป็นสัญลักษณ์ของอดีต ปัจจุบัน และอนาคตร่วมกันของทั้งสองพระองค์

แม้ว่าภายหลังจะมีดราม่าเรื่องที่ว่า ดัชเชสเมแกนทรงเปลี่ยนดีไซน์ของแหวนหมั้น จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมที่ว่า พระองค์ทรงทำลายความตั้งใจของเจ้าชายแฮร์รี่ซึ่งเป็นผู้ออกแบบ เพียงเพราะต้องการให้แหวนดูมีความทันสมัยมากขึ้น ซึ่งงานนี้มีผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

ดัชเชสเมแกน

ถัดมาวงที่สองคือ แหวนแต่งงาน โดยแหวนวงนี้ เจ้าชายแฮร์รี่ทรงสวมให้กับดัชเชสเมแกน เมื่อครั้งที่ทั้งสองพระองค์เข้าพิธีเสกสมรส ณ โบสถ์เซนต์จอร์จ พระราชวังวินด์เซอร์ เมื่อปี 2018 ที่ผ่านมา โดยเป็นแหวนทองคำล้วน Welsh Gold 24 กะรัต (ทองคำบริสุทธิ์แท้ 100%)

ดัชเชสเมแกน

ทั้งนี้ทองคำที่นำมาทำแหวนวงนี้ได้มาจากเหมืองทองคำที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเวลส์โดย Clogau (โคลกัว) แบรนด์เครื่องประดับชื่อดังของอังกฤษเป็นผู้จัดหาทองคำ ณ เหมืองนี้มาให้ ส่วนการออกแบบและจัดทำนั้น โดย บริษัทวาร์ดสกี้ (Wartski) ทั้งนี้ตามธรรมเนียมของการเสกสมรสของสมาชิกราชวงศ์อังกฤษนั้น แหวนแต่งงานของทุๆ พระองค์ต้องทองคำต้องนำมาจากเหมืองนี้เท่านั้น ซึ่งเป็นธรรมของราชวงศ์อังกฤษที่สืบทอดต่อกันมานับ 100 ปีแล้ว โดยทองคำที่นำมาทำพระธำมรงค์แต่งงานของ ควีนเอลิซาเบธที่ 2 และ ดัชเชสเคท ก็ทรงได้จากเหมืองแห่งนี้ด้วยเช่นกัน

ดัชเชสเมแกน

สำหรับแหวนวงสุดท้ายที่ช่างภาพและสื่ออังกฤษตาดีไปเห็นนั้น เป็นแหวนเพชรเรียงต่อกันรอบวง หรือที่เรียกว่า Eternity Ring โดยแหวนวงนี้ เจ้าชายแฮร์รี่ทรงมอบให้เป็นของขวัญเนื่องจาก ดัชเชสเมแกนทรงให้การประสูติ Archie Harrison ออกแบบโดยช่างฝีมือ Lorraine Schwartz ซึ่งตัวเรือนทำจากทองคำล้อมด้วยอัญมณีหลากหลายชนิดไม่ว่าจะเป็น เพอริดอท, มรกต, ทับทิม ซึ่งอัญมณีต่างๆ นั้นล้วนแต่มีความหมาย เช่น “ไพลิน”  เชื่อกันว่าจะปกป้องคุณจากภัยอันตรายต่างๆ “เพอริดอท” เพื่อปลูกฝังอำนาจให้ผู้สวมใส่ และ “มรกต” ถือเป็นสัญลักษณ์ของการเกิดใหม่และความรัก

ทั้งนี้  Eternity Ring  ยังมีความหมายว่า รักที่ไม่มีวันสิ้นสุด รักนิรันดร รักแท้ที่จะดำรงอยู่ไปตลอดกาล ซึ่งส่วนใหญ่มักจะใช้เป็นแหวนหมั้น หรือ แหวนที่ให้ในวันครบรอบ, วันเกิดลูก และวันพิเศษต่างๆ


ข้อมูล : www.express.co.uk

ภาพ : Getty Image

 

 

Miss Universe 2019

หลากหลายไอเดีย ชุดประจำชาติ บนเวที Miss Universe 2019

ประมวลภาพชุดประจำชาติ 5 ประเทศ สร้างสรรค์หลากหลายไอเดีย ที่เตรียมขึ้นเวทีการประกวด “มิสยูนิเวิร์ส 2019 ” Miss Universe 2019

หลังจากค้นหาตัวแทนสาวงามจากทั่วโลก เวที “มิสยูนิเวิร์ส 2019” Miss Universe 2019 ก็พร้อมเข้าสู่การประกวดครั้งที่ 68 แล้ว โดยในรอบตัดสินจะมีขึ้นตามเวลาประเทศไทย ในวันจันทร์ที่ 9 ธันวาคม ที่ เมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งล่าสุดหลายประเทศก็ได้มีการทยอยปล่อยภาพชุดประจำชาติหลากหลายไอเดียออกมาให้แฟนคลับนางงามทั่วโลกได้ตื่นเต้น ซึ่งวันนี้ “แพรวดอทคอม” ได้รวบรวมชุดจาก 5 ประเทศมาเป็นน้ำจิ้มให้ได้ชมกันก่อน

Thailand

“ไทย” (Thailand) เปิดตัวชุดประจำชาติ “ผีตาโขน Festival of Thailand” ซึ่งเป็นไอเดียที่ชนะเลิศจากการแข่งขันประกวดชุดประจำชาติ ในโครงการ “ความเป็นไทยร่วมสมัยที่ฟ้าใสจะใส่ไปคว้ามง” ออกแบบจากเอกลักษณ์ท้องถิ่นอย่าง “ประเพณีผีตาโขน” ของอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ให้ไปมีบทบาทและเป็นที่จดจำบนเวทีจักรวาล

โดยชุดนี้ยังมีคอนเซ็ปต์ที่โดดเด่น นอกจากสื่อความเป็นไทยก็คือการนำวัสดุเหลือใช้ ซึ่งได้รับความร่วมใจจากกลุ่มแฟนคลับจัดหาถุงก๊อปแก๊ปหลากสี ช้อนพลาสติกหลากสี ขวดน้ำอัดลมพลาสติกสีเขียว เชือกฟางหลากสี หลอดดูดน้ำหลากสี ตะกร้าพลาสติกที่พังแล้ว ลูกโป่ง และพรมเช็ดเท้าสานแบบบาง ซึ่งเป็นของใช้แล้วและกำลังจะกลายเป็นขยะ แต่ถูกนำมาเพิ่มคุณค่าในรูปแบบของงานศิลปะ

ฟ้าใส ปวีณสุดา ดรูอิ้น

Puerto Rico

ชุดประจำชาติของสาวงามจาก “เปอร์โต ริโก” (Puerto Rico ) ดีไซน์เป็นรูปดอกชบา ราชินีแห่งดอกไม้เมืองร้อน และเป็นดอกไม้ประจำชาติ บางพื้นที่เรียกว่า “กุหลาบแห่งอัลเทีย” หรือ “กุหลาบแห่งชารอน” ตัวชุดจะคลุมตัวนางงามก่อนจะเปิดออกมาเป็นดอกไม้ เครื่องหัวทำเป็นยอดเกสรดอกไม้ กระโปรงสีแดงเป็นกลีบดอก ส่วนด้านล่างนั้นสวมเป็นบูทสีเขียวเป็นกลีบเลี้ยง

Miss Universe 2019
ภาพจาก : Missosology

Malaysia

เล่นใหญ่รัชดาลัยเธียเตอร์ต้องยกให้ “มาเลเซีย” (Malaysia) ที่มาในคอนเซ็ปต์ความอร่อยสายหวานออกแบบโดย “Carven Ong” ดีไซน์เนอร์วัย 51 ปี เครื่องแต่งกายมีน้ำหนัก 28 กิโลกรัม ได้รับแรงบัลดาลใจจากความหลากหลายทางวัฒนธรรมของมาเลเซีย ใช้เวลาการทำเป็นเวลา 3 เดือน ผ้าที่ใช้ในชุดหลักเป็นผ้า songket ซึ่งเป็นผ้าหรูที่มักใช้ในงานแต่งงาน

สำหรับอุปกรณ์ประกอบชุดได้ไอเดียมาจากขนมดั้งเดิมของชาวมาเลย์และชาวเปอรานากัน ประกอบด้วย Onde-Onde คล้ายกับขนมต้ม, Kuih Koci ขนมโกชี , Ang Ku kuih ขนมอังกู๊, Kuih Talam, Kue lapis, red eggs ซึ่งรวมอยู่ในตะกร้าพื้นเมือง โดยจากภาพเคลื่อนไหวชุดนี้มีการใช้ล้อเข้ามาช่วยรับน้ำหนักและเลื่อนย้าย แม้จะดูเทอะทะแต่กลับค่อนข้างคล่องตัว ไม่ว่าจะหันซ้ายหันขวาก็ทำได้อย่างทันท่วงที

มาเลเซีย

Indonesia 

“อินโดนีเซีย” (Indonesia) เองก็เพิ่งเปิดตัว 4 ชุดที่จะใส่ขึ้นประกวดบนเวทีมิสยูนิเวิร์สไปสดๆ ร้อนๆ โดยหนึ่งในนั้นก็มีชุดประจำชาติที่ใช้ชื่อว่า “Sang Wanita” ออกแบบโดย “Morphacio” และ Mayarith Couture ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตำนานนักรบหญิง “Srikandi”

ภาพจาก : angelopedia.com

Japan

ด้าน “ญี่ปุ้่น” (Japan) ปีนี้มาในธีม “Shishimai”หรือ การเชิดสิงโตแบบญี่ปุ่น นิยมจัดแสดงที่ศาลเจ้าและสถานที่ต่างๆ ทั่วญี่ปุ่นในระหว่างการเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ ร่วมไปกับเทศกาลดนตรี เจ้าสิงโตอาจดูดุร้ายสักหน่อย แต่หากขบหยอกศีรษะเด็กคนใดแล้ว ก็เชื่อกันว่าเด็กคนนั้นจะสุขภาพดีไปตลอดทั้งปี (ข้อมูลจาก : www.nanoda.com)

Miss Japan

Miss Japan

Miss Japan

South Africa

Miss South Africa

South Korea

“เกาหลีใต้” (South Korea)

South Korea

South Korea

South Korea

Cambodia

“กัมพูชา” (Cambodia) เปิดตัวชุดประจำชาติของดีไซน์เนอร์ “Madam Boutiques”  โดยชุดนี้มีชื่อว่า”พระนางอินทราเทวี” พระมเหสีเอกของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งสาเหตุที่เลือก “พระนางอินทราเทวี” มาเป็นธีมหลักก็เพราะว่า ทรงเป็นเทพธิดาแห่งความรู้ เพื่อ่บอกให้โลกได้รู้ว่า ผู้หญิงกัมพูชา ไม่ได้สวยเพียงอย่างเดียว แต่มีความรู้และสามารถรู้ด้วย

Cambodia

Cambodia

Cambodia

Vietnam

ยังคงคอนเซ็ปต์สับขาหลอกเช่นทุกปี สำหรับ “เวียดนาม” (Vietnam) ซึ่งปีนี้ส่งภาพออกมาให้แฟนนางงามได้ตื่นเต้น และมีดีไซน์ที่โดดเด่นมาก นั่นคือชุด “Ca Phe Phin Sua Da” ออกแบบโดย “Tran Nguyen Minh Duc” ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากกาแฟเวียดนามที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์

Miss Universe 2019


 

เจ้าสาวใจป้ำ! จัดงานแต่งอีกรอบเพื่อจะได้ใส่ชุดแต่งงานจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI

ก่อนหน้านี้แพรวเวดดิ้งมีโอกาสได้ลงภาพบรรยากาศ งานแต่งงานของคุณเอลี่-โสธรา ลิเลี่ยน โอเบอร์ฮอฟฟ์ และคุณลีออน-ธเนศวร เอดเวอร์ด เอช ซึ่งจัดงานแต่งงานไปเมื่อวันที่ 19 ธันวาคมปีที่แล้ว จากวันนั้นถึงวันนี้ก็เป็นเวลาผ่านมาเกือบจะ 1 ปี แต่คุณเอลี่ เจ้าสาวที่มีความฝันว่าเธอจะต้องใส่ ชุดแต่งงาน ของแบรนด์ SIRIVANNAVARI ให้ได้ เธอจึงรอคอลเล็กชั่นใหม่เป็นเวลา 1 ปี และจัดงานแต่งงานอีกครั้งเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

 

จริงๆ แล้วเอลี่เป็นแฟนคลับพระองค์ท่านค่ะ ได้เห็นผลงานของพระองค์ท่านผ่านทางหนังสือแล้วรู้สึกชอบและหลงรักในฝีพระหัตถ์การออกแบบของพระองค์ท่านมากๆ ซึ่งผลงานที่ประทับใจมากเป็นพิเศษคือผลงาน “ศิลปะและจิตวิญญาณไทย” ที่พระองค์ท่านทรงนำไปงานกาลาดินเนอร์ ณ ประเทศฝรั่งเศส อีกทั้งพระองค์ท่านยังได้ทรงทำคอลเล็กชั่นใหม่ๆ ออกมาทุกปีก็เริ่มติดตามผลงานของพระองค์ท่านมาเรื่อยๆ ซึ่งในทุกๆ ผลงานของพระองค์ท่านทรงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแบรนด์  SIRIVANNAVARI อย่างชัดเจน ที่สำคัญเวลาได้เห็นผลงานของพระองค์ท่านทำให้เราสัมผัสได้ถึงความเป็นองค์ดีไซเนอร์ของพระองค์ท่านผ่านทางผลงานที่ทรงออกแบบด้วยพระองค์เอง”

“ก่อนหน้านี้เราได้เห็นศิลปินนักร้อง และนักแสดงท่านอื่นๆ ที่พระองค์ท่านทรงพระราชทานออกแบบชุดแต่งงานให้ ซึ่งตัวเอลี่เองก็อยากที่จะเป็นหนึ่งในผู้ที่มีได้โอกาสสวมชุดแต่งงานจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI บ้าง ก็เลยเลือกที่จะรออีก 1 ปี ซึ่งก็คุ้มค่ากับการรอคอยค่ะ เพราะสำหรับเอลี่แล้วนี่ถือเป็นความภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตที่ได้ใส่ชุดแต่งงานที่เป็นผลงานการทรงออกแบบของพระองค์ท่านเอง นับเป็นความปลาบปลื้มที่สุดในชีวิตแล้วค่ะ”

“จริงๆ ในงานแต่งงานเมื่อปี 2018 สำหรับงานแต่งงานในช่วงเย็นเอลี่ตั้งใจอยากจะใส่ชุดของแบรนด์ SIRIVANNAVARI  แต่ทางแบรนด์ SIRIVANNAVARI จะออกแบบชุดแต่งงานเพียง 2 ชุดต่อปีเท่านั้น ซึ่งในปีที่แล้วได้มีการจองไว้เต็มโค้วต้า ก็เลยตัดสินใจรอ และจัดงานแต่งงานขึ้นอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายนปี 2019 เพื่อที่จะได้ใส่ชุดแต่งงานของพระองค์ท่านในงานแต่งช่วงเย็นตามที่ได้ตั้งใจไว้”

“ซึ่งรูปแบบชุดแต่งงานของแบรนด์ SIRIVANNAVARI ที่ใส่ในวันแต่งงานเป็นชุดแต่งงานสีขาว มีเครปด้านหลัง ประดับด้วยขนนกและคริสตัลซึ่งมีรายละเอียดที่ประณีตมาก ดูทรงพลังมากๆ เพราะรูปแบบในคอลเล็กชั่นครั้งนี้ที่พระองค์ท่านทรงออกแบบเป็นการถ่ายถอดเรื่องราวของ NARAVANNA เป็นการผสมผสานรายละเอียดต่างๆ ของ พืช สัตว์ และป่าไม้เข้าไว้ด้วยกัน ทำให้ชุดแต่งงานในคอลเล็กชั่นนี้มีทั้งความสวยงามและมีความหมายที่เป็นเอกลักษณ์ในแบบฉบับที่แสดงถึงสมัยชนเผ่าจนถึงยุคอนาคต ซึ่งราคาของชุดแต่งงานชุดนี้อยู่ที่ประมาณ 6 หลักปลายๆ ค่ะ”

เปิดประสบการณ์ชีวิตสุดล้ำ ช้อป ชิม ชิล เหนือระดับที่เซ็นทรัล ภูเก็ต

ช่วงปลายปีแบบนี้ เชื่อว่าสาวๆ หลายคนน่าจะยกให้เป็นช่วงเวลาของการท่องเที่ยวและการช้อปปิ้ง เพื่อเติมเต็มความสุขให้กับตัวเอง หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยกับการทำงานมาตลอดทั้งปี ซึ่งคงจะดีมากๆ เลย หากเราจะสามารถแพลนทริปที่เที่ยวหรู อาหารดี ช้อปปิ้งได้ครบ และถ่ายรูปได้สวยจบในทริปเดียว!!

ถ้าสาวๆ คนไหนเห็นด้วยกับไอเดียนี้ ก็ตามมาเช็คอินกันได้เลยที่ “เซ็นทรัล ภูเก็ต” บอกเลยว่าตอนนี้เป็นศูนย์การค้าเดียวที่ลักซ์ชัวรีที่สุดใจกลางเมืองภูเก็ต  ฟังดูเหมือนโอเว่อร์ แต่ขอบอกว่าไม่เว่อร์เกินไปเลยค่ะ มาดูกันที่เดียวที่ตอบโจทย์ทุกการช้อปปิ้ง เพราะเป็นครั้งแรกของแบรนด์เนมดังระดับโลกที่มาเปิดร้านนอกพื้นที่กรุงเทพฯ อาทิ Alexander McQueen, Balenciaga, Bvlgari, Chloé, ErmenegildoZegna, Gucci, Hermès, Kenzo, Louis Vuitton, PMT The Hour Glass, Saint Laurent, Salvatore Ferragamo, Versace เรียกว่าแค่เห็นชื่อแบรนด์ ก็อยากพุ่งตัวไปซะเดี๋ยวนี้เลย และถ้ารวมฝั่งเซ็นทรัล ภูเก็ต เฟสติวัลเข้าไปด้วยมีอีกกว่า 800 แบรนด์ จึงเป็น “เดอะเบสท์ช้อปปิ้งเดสติเนชั่นส์” สำหรับสาวกแฟชั่นเลยทีเดียว

ส่วนในแง่มุมของนักเที่ยวที่ชื่นชอบการหาประสบการณ์ใหม่ๆ “เซ็นทรัล ภูเก็ต” ก็เป็นเดสติเนชั่นที่ตอบโจทย์ทั้งนักท่องเที่ยวและชาวโซเชียลมีเดียทุกเพศทุกวัยเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็น Tales of Thailand จุดเช็คอินเสริมประสบการณ์การท่องเที่ยวสุดอะเมซิ่ง ที่จำลองวิถีชีวิตชาวไทยทั้ง 4 ภาค ในรูปแบของตลาดน้ำขนาดใหญ่ภายในศูนย์การค้า Tribhum ธีมปาร์คผจญภัยเสมือนจริงแบบ 3D ในโลกแฟนตาซีวอล์คทรูแห่งแรกของโลก

และที่ห้ามพลาดเด็ดขาดด้วยประการทั้งปวงคือ World – Class Attraction ไฮไลท์ใหม่ล่าสุด Aquaria Phuket และ Andasi Restaurant & Lounge ที่ขอบอกเลยว่ามาเติมเต็มการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตให้เป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกยิ่งขึ้น ชาตินี้ต้องไปสักครั้ง ไม่ได้เว่อร์เกินไปนะคะ เพราะ Aquaria Phuket และ Andasi Restaurant & Lounge ให้ความรู้สึกแบบนั้นได้จริงๆ

เริ่มด้วยความอลังการงานสร้างของดีเทลต่างๆ ของ Aquaria Phuket ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นอควาเรียมโมเดลใหม่แห่งแรกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองไทย ด้วยความจุน้ำกว่าเจ็ดล้านลิตรที่มีเหล่าสัตว์น้ำให้ชมกว่า 51,000 ตัว จากกว่า 300 สายพันธุ์ ซึ่งนับว่าเยอะแบบละลานตามาก แถมยังเป็นอควาเรียมที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ด้วยคอนเซ็ปต์ An Ocean of Myth and Legend ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากเทวตำนานและวัฒนธรรมของไทย ตั้งแต่ตำนานป่าหิมพานต์ไปจนถึงใต้มหาสมุทร

Aquaria Phuket แบ่งเป็น 5 โซน คือ โซน Mystic Forest จัดแสดงสิ่งมีชีวิตใต้น้ำจากตำนานไทยพื้นบ้าน โซน River Giants รวบรวมปลาน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลกเอาไว้หลากหลายชนิด โซน River Caves ทักทายเจ้าตัวนากแสนซุกซน โซน Coastal Haven ใกล้ชิดกับฝูงเพนกวินสุดน่ารัก และโซน Station Aquarius กิจกรรม Interactive ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับสัตว์น้ำสายพันธุ์ต่างๆ และปิดท้ายความตื่นตาตื่นใจด้วย Trick Eye Museum ที่เป็น Augmented Reality Art Museum แห่งแรกของโลก ซึ่งมาพร้อมกับเทคโนโลยี AR รูปแบบใหม่ล่าสุดที่ใช้ในการสร้างสรรค์รูปและผลงานศิลปะสุดว้าว หากสาวๆ คนไหนที่กำลังแพลนทริปไปเที่ยวอควาเรียมเริ่ดๆ ที่เมืองนอก ขอแนะนำให้เปลี่ยนเป้าหมายมาที่ Aquaria Phuket แทนได้เลย

ส่วนสายไดน์นิ่งที่อยากเปิดประสบการณ์ดินเนอร์หรูสุดเอ็กซ์คลูซีฟ แบบบรรยากาศโรแมนติกแบบสิบเต็มสิบ ต้องไม่พลาดกับความเลิศหรูอลังการของ Andasi Restaurant & Lounge ที่ให้บริการในรูปแบบร้านอาหาร Fine-Dining ดินเนอร์อยู่ท่ามกลางโลกใต้น้ำแห่งแรกในเมืองไทย กินข้าวไป ดูปลาไปบอกเลยว่าฟินมาก อาหารเป็นแบบ Set Menu โดยเชฟ Atanuจะมาแนะนำเมนูต่างๆ ด้วยตัวเอง และที่นี่ยังถือเป็นร้านอาหารใต้น้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก และบาร์ใต้น้ำแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียอีกด้วย

ทีนี้เชื่อกันหรือยังว่า “เซ็นทรัล ภูเก็ต” สมกับเป็นพิกัดแห่งการใช้ชีวิตสุดล้ำ ช้อป ชิม ชิล แบบเหนือระดับของ สายเที่ยว สายกิน สายช้อป และสายแฟ เรียกว่ามาที่นี่ที่เดียวคือได้ครบทุกประสบการณ์เหมือนเวลาไปช้อปปิ้ง ซึ่งรับรองว่าสาวๆ จะเชื่อและจะฟินยิ่งกว่านี้อีก ถ้าได้ไปเช็คอิน “เซ็นทรัล ภูเก็ต” กันด้วยตัวเอง

ภาพถ่ายพรีเวดดิ้งสไตล์ Portrait ที่เห็นแล้วก็อดยิ้มตามไม่ได้ด้วยฝีมือของ Toeyportfolio

ภาพถ่ายพรีเวดดิ้ง ถือเป็นสิ่งที่อยู่ในเช็กลิสต์อันดับต้นๆ ของว่าที่บ่าวสาวเลยก็ว่าได้ แถมตอนนี้เทรนด์การถ่าย ภาพถ่ายพรีเวดดิ้งสไตล์ Portrait ที่เซตถ่ายในสตูดิโอก็กำลังได้รับความนิยมในหมู่บ่าวสาวมากๆ เพราะทั้งสะดวกสบาย ไม่ต้องตามหาโลเคชั่นถ่ายภาพให้เหนื่อย ไม่ต้องตากแดดตากลมให้หน้ามันผมเผ้ายุ่งเหยิง บ่าวสาวก็ได้ภาพถ่ายพรีเวดดิ้งคิ้วท์ๆ ไปโชว์หน้างาน แต่ถึงอย่างนั้นสำหรับบ่าวสาวบางคนก็อาจยังมีข้อจำกัดที่ว่า ถ่ายในสตูมันจะดูเป็นทางการไปหรือเปล่านะ หรือ นี่เราต้องยืนยิ้มให้กล้องอย่างเดียวเลยหรือเปล่า แล้วมันจะดูฝืนๆ ไหม เพื่อให้บ่าวสาวสบายใจ แพรวเวดดิ้ง เลยต่อสายตรงถึงคุณเต้ย หรือ toeyportfolio ช่างภาพพรีเวดดิ้งชื่อดังว่าเขามีเทคนิคในการถ่ายภาพบ่าวสาวยังไงให้ออกมาดูเป็นธรรมชาติถึงขนาดที่ว่าคนเห็นยังต้องยิ้มตาม พร้อมอัพเดทแพลนปีหน้าของ toeyportfolio ที่เจ้าสาวต้องร้องว้าวแน่นอน

คุณเต้ย หรือ toeyportfolio ช่างภาพพรีเวดดิ้งสไตล์ Portrait

จากช่างภาพนิตยสารสู่ช่างภาพพรีเวดดิ้งในสตูดิโอเต็มตัว

ผมเริ่มถ่ายพรีเวดดิ้งอย่างจริงจังและเต็มตัวปีนี้น่าจะเข้าปีที่ 3 แล้วครับ ผมเริ่มต้นจากการเป็นช่างภาพในนิตยสารก่อน ส่วนใหญ่ภาพที่ถ่ายจะเป็นภาพพรอตเทรต ภาพแฟชั่น หรือภาพบุคคลประกอบบทสัมภาษณ์ ซึ่งตอนนั้นก็มีทั้งถ่ายในสตูดิโอและนอกสตูดิโอผสมกันไปแล้วแต่ลักษณะของงาน แต่จริงๆ แล้วผมถนัดการถ่ายในสตูดิโอมากกว่า ซึ่งตอนที่ทำงานอยู่ผมก็มี IG รับถ่ายภาพควบคู่ไปด้วย ส่วนมากจะเป็นงานแฟชั่นหรืองาน lookbook พอคนเริ่มเห็นผลงานภาพถ่ายในสตูดิโอของผม ก็เริ่มมีลูกค้าติดต่อมาว่ารับถ่ายพรีเวดดิ้งในสตูดิโอไหม

ตอนที่รับงานถ่ายพรีเวดดิ้งครั้งแรกก็ตื่นเต้นนะครับ แล้วก็อยากจะลองดูว่าตัวเองจะถ่ายออกมาเป็นยังไง เพราะผมคุ้นชินกับการจัดไฟถ่ายภาพในสตูดิโออยู่แล้วเลยไม่ได้กังวลอะไรมาก ซึ่งผลงานถ่ายภาพพรีเวดดิ้งคู่แรกก็ออกมาโอเค ลูกค้าชอบ ผมเองก็รู้สึกสนุกด้วย ไม่ได้รู้สึกกดดันเหมือนการถ่ายแฟชั่นในนิตยสาร อาจเป็นเพราะว่าผมได้เป็นตัวของตัวเอง บรรยากาศการถ่ายภาพเลยสบายๆ ทั้งผมและลูกค้ามีความสุขและสนุกทั้งสองฝ่าย พอเริ่มมีผลงานภาพพรีเวดดิ้งเรื่อยๆ ก็มีบ่าวสาวติดต่อเข้ามาเยอะขึ้น พอผมเริ่มสนุกและจับจุดการถ่ายภาพพรีเวดดิ้งของตัวเองได้ ก็เลยลาออกจากงานประจำเพื่อมาเป็นช่างภาพถ่ายในสตูดิโออย่างเต็มตัวครับ

จุดเด่นภาพถ่ายพรีเวดดิ้งของ toeyportfolio

น่าจะเป็นภาพถ่ายที่ดูเป็นธรรมชาติออกแนวน่ารักๆ มองแล้วยิ้มตามครับ เป็นสไตล์ที่บ่าวสาวหัวเราะจริงๆ ยิ้มจริงๆ แบบที่เป็นตัวเขา ซึ่งลูกค้าส่วนมากที่ติดต่อเข้ามาก็อยากจะได้อารมณ์ภาพแสงสีแบบในเพจหรืออินสตาแกรม ซึ่งในการทำงานผมจะรักษามาตรฐานของตัวเองอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นลูกค้าทุกคู่จะได้ตามสิ่งที่เขาต้องการ  เลยทำให้ลูกค้าเกิดความเชื่อใจและไว้ใจในตัวผม

เทคนิคได้ภาพบ่าวสาวที่เป็นธรรมชาติในสไตล์ของ toeyportfolio

เวลาถ่ายรูปผมไม่ได้มีหลักการอะไรเยอะแยะ ไม่ได้ซีเรียสว่าต้องทำท่าอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นตอนทำงานผมจะพยายามทำให้ลูกค้าผ่อนคลายมากที่สุด โดยผมจะเริ่มถ่ายจากชุดธรรมดาก่อนเพื่อให้ลูกค้ารู้สึกผ่อนคลาย เพราะคู่ที่ไม่เคยถ่ายรูปมาก่อนถ้าเริ่มถ่ายจากชุดเจ้าสาวหรือชุดสูทเลยเขาอาจรู้สึกเกร็งๆ และขณะที่ถ่ายผมก็จะชวนคุย พูดเล่นไปด้วยเพื่อสร้างบรรยากาศให้เป็นกันเอง สบายๆ พร้อมๆ กับสแนปภาพบ่าวสาวไปเรื่อยๆ จนเขาเริ่มรีแล็กซ์และสามารถยิ้มหัวเราะออกมาได้เองโดยเป็นธรรมชาติที่สุด

ส่วนคู่ที่มีความกังวลว่าหน้าฝั่งไหนจะสวยกว่ากัน กังวลเรื่องตา เรื่องปาก เรื่องแขน กลัวว่าจะยิ้มไม่ได้ ทำแบบนี้แล้วไม่สวยไม่หล่อ พอถ่ายไปได้สักพักผมจะให้เขามาดูภาพตัวเองที่ถ่ายไปแล้ว พร้อมพูดคุยและให้คำแนะนำว่าเขายิ้มแบบนี้จะดีกว่า เพราะบางคนแค่อมยิ้มก็สวยแล้ว ซึ่งพอเราให้คำแนะนำ พูดคุยกับเขาอย่างเปิดใจ แก้ปัญหาที่เขากังวลได้ เขาก็จะเริ่มไว้ใจกล้าที่จะยิ้มและหัวเราะออกมามากขึ้น ซึ่งพอเราลดความกังวลได้ รอยยิ้มของเขาก็ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้นด้วย

โพสท่าไม่เป็น มีเรฟเฟอเรนซ์มาให้ ได้หรือไม่?

บ่าวสาวที่มาถ่ายรูปกับผมไม่ต้องคิดอะไรมาเลยครับ แค่ทำใจให้สบาย เพราะแค่คุณรู้สึกผ่อนคลายท่าทางที่เป็นธรรมชาติก็จะออกมาเอง หรือบ่าวสาวที่เตรียมเรฟเฟอเรนซ์มา ผมก็จะแจ้งตั้งแต่แรกว่าอาจจะทำให้ได้แค่ท่าทาง แต่อารมณ์ต้องเป็นตัวเขาเองดีที่สุด เพราะถ้าเราพยายามที่จะทำเหมือนคนอื่นมากเกินไปมันก็จะดูไม่เป็นตัวเอง ถ่ายยังไงก็ดูแข็ง เพราะมัวแต่กังวลว่าจะทำไม่เหมือนเรฟเฟอเรนซ์ที่เตรียมมา แต่ลูกค้าที่เข้ามาส่วนมากก็จะมาด้วยความไว้ใจในตัวผม จะแล้วแต่ผมเลย เขาแค่อยากให้รูปออกมาดูเป็นธรรมชาติแบบยิ้มจริงๆ หัวเราะจริงๆ ซึ่งจากประสบการณ์ที่ได้ถ่ายภาพคู่รักมาหลายๆ คู่ทำให้ผมทราบแล้วว่าจะต้องจัดการกับอารมณ์ของแต่ละคู่ยังไง

รูปแบบการให้บริการและการทำงานของ toeyportfolio

ลูกค้าที่จะมาถ่ายภาพกับผมแค่เตรียมชุดที่จะถ่ายมาทั้งหมด 3 ชุด โดยผมจะช่วยดูให้ว่าชุดแบบนี้เหมาะกับแสงแบบไหน  ส่วนใหญ่ผมจะแนะนำให้เลือกชุดเป็นโทนสีอ่อนเพราะเป็นสีที่คลาสสิค ไม่เชย ดูได้ไม่เบื่อ ส่วนพร็อพส์ลูกค้าต้องเตรียมมาเอง แต่อาจจะขอยกเว้น รถยนต์ หรือพร็อพส์ที่ชิ้นใหญ่มากๆ ส่วนระยะเวลาในการถ่ายจะอยู่ที่ประมาณ 5 ชั่วโมงรวมเวลาแต่งหน้า-ทำผม และที่อยากจะฝากอีกอย่างหนึ่งคือไม่อยากให้ลูกค้าฉีดอะไรมาบนใบหน้าก่อนที่จะมาถ่ายภาพ เพราะจะทำให้ยิ้มดูไม่เป็นธรรมชาติครับ

 

แผนการในอนาคตของ Toeyportfolio ในปี 2020

ภายในปีหน้า toeyportfolio จะมีบริการเรื่องชุดสำหรับเจ้าสาวให้เลือกที่สตูดิโอเลยครับ โดยจะเน้นรูปแบบชุดแต่งงานในสไตล์มินิมอล น่ารักๆ ซึ่งจะเข้ากับสไตล์ภาพถ่ายของผมด้วย ซึ่งบริการนี้ก็จะช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับว่าที่เจ้าสาวไม่ต้องเสียเวลาไปหาชุดเอง ไปรับ-คืนชุดเองจากร้านเช่าเพื่อเอามาถ่ายกับผม รวมไปถึงในปีหน้า toeyportfolio จะปรับโฉมสตูดิโอถ่ายภาพใหม่ที่กว้างขวางมากกว่าเดิมด้วยครับ

จองคิวถ่ายกับ toeyportfolio

หากสรุปวันแต่งงานได้แน่นอนแล้ว แนะนำให้รีบจองคิวไว้เลย เพราะผมจะไม่ให้มีการแทรกคิว แนะนำให้ LINE มาสอบถามคิวก่อนเพื่อที่จะได้หาวันและเวลาที่ลงตัวกันทั้งสองฝ่าย เพราะในหนึ่งเดือนผมจะไม่ได้รับถ่ายทุกวัน ส่วนใหญ่แล้วผมจะรับถ่ายภาพในวันเสาร์และอาทิตย์เป็นหลัก ส่วนวันธรรมดาผมจะใช้เวลานั่งทำรูปส่งให้ลูกค้าเป็นส่วนใหญ่ ส่วนระยะเวลาในการทำรูปของแต่ละคู่จะอยู่ที่ประมาณ 30 วันครับ

เอาเป็นว่าคู่รักที่สนใจอยากได้ภาพถ่ายพรีเวดดิ้งแบบธรรมชาติตามสไตล์การลั่นชัตเตอร์ของคุณเต้ย toeyportfolio ก็รีบจองคิวกันไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ที่สำคัญปีหน้าเขายังมีบริการเรื่องชุดเจ้าสาว และสตูดิโอถ่ายภาพที่กว้างขวางมากกว่าเดิมด้วย ส่วนแพ็คเกจราคาก็สามารถสอบถามได้โดยตรงกับคุณเต้ย หรือเข้าไปดูได้ที่เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/Toeyportfolio หรือไอจี @toey_portfolio หรือที่ Official LINE : @toeyportfolio มี @ ด้านหน้าด้วย   

หน้าสด ฟ้าใส

สวยใสมีเลือดฝาด เปิดหน้าสด “ฟ้าใส-ปวีณสุดา ดรูอิ้น” พร้อมทริคดูแลหุ่น

อีกไม่นานเกินรอแล้ว สำหรับการประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2019 ที่จะมีขึ้นในวันจันทร์ที่ 9 ธันวาคม 2562 ตามเวลาประเทศไทย โดยปีนี้เมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพ ซึ่ง นางงาม ตัวแทนประเทศไทย อย่าง ฟ้าใส-ปวีณสุดา ดรูอิ้น Miss Universe Thailand 2019 ก็กำลังเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ก่อนจะเหินฟ้าไปเก็บตัวไกลถึงสหรัฐอเมริกา เพื่อคว้ามงกุฎนางงามจักรวาล

แพรวดอทคอม เลยได้รวบรวมลุคหน้าสด สวยใสของ ฟ้าใส-ปวีณสุดา ดรูอิ้น Miss Universe Thailand 2019 และลุคเมคอัพเบาๆ พร้อมเคล็ดลับดูแลรูปร่างสไตล์ฟ้าใสมาฝากกันค่ะ (เคล็ดลับดูแลรูปร่าง เฉลยไว้ด้านล่างนะคะ สาวๆ อย่าลืมเลื่อนลงไปอ่านกันค่ะ เผื่อนำมาประยุกต์ใช้กับตัวเองได้ในชีวิตประจำวัน รับรองทำได้ไม่ยาก)

เปิด “หน้าสด ฟ้าใส” และลุคเมคอัพบางเบารวมกับธรรมชาติ

ลุคเมคอัพเบาๆ ราวกับสวยธรรมชาติ

ฟิตหุ่นเพื่อรักษารูปร่างให้เพอร์เฟ็ค และเลือกทานอาหารที่อร่อยแต่ดีต่อสุขภาพ

เนื่องจากฟ้าใสเคยอวบมาก่อนสมัยอยู่แคนาดา หนักเกือบ 80 กิโลกรัม และด้วยความที่โครงร่างใหญ่แบบหุ่นนักกีฬา จึงต้องดูแลรูปร่างเป็นพิเศษ นอกจากจะพยายามดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอต่อวันแล้ว หากไม่มีถ่ายงานและเดินสายจะพักผ่อนให้เต็มที่ ส่วนเรื่องอาหารการกินเน้นทานผักผลไม้ โดยช่วงเช้าและกลางวัน จะไม่ค่อยเข้มงวดมาก ก็จะเลือกทานพวกขนมปังโฮลวีต ข้าวก็เป็นข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ แล้วก็เลือกทานสัตว์เล็ก อย่างพวกไก่ หรือว่าปลา ส่วนช่วงเย็นจะเลือกทานอาหารที่ไม่ค่อยมีแคลอรี่เยอะ เช่น แอปเปิ้ลเขียว เม็ดแมงลัก เพื่อจะทำให้อิ่มท้อง สำหรับเรื่องการออกกำลังกาย ด้วยความที่หุ่นแบบนักกีฬา จึงเน้นคาดิโอเพื่อให้รูปร่างเป๊ะขึ้น และยกน้ำหนักเพิ่มความฟิต


ภาพ IG : paweensuda

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

“ฟ้าใส-ปวีณสุดา ดรูอิ้น” ได้ตั๋วไปต่อสอยมงกุฎนางงามจักรวาล 2019

สวยพร้อมชิงมง! ฟ้าใส ปวีณสุดา MUT 2019 ยิ่งใกล้วันประกวด ยิ่งออร่าจับ

Produce X 101 ปล่อยคลิป Relay Self-Cam เผยหน้าสดไร้เมคอัพ “คิมอูซอก”

หน้าสดแค่ไหน! เทียบ 7 ภาพเปลือยผิวกับเมคอัพลุคเหล่าสาวงาม Miss Universe 2018

รวมเมคอัพลุคหน้าเต็มและหน้าสด “เลดี้อเมเลีย วินด์เซอร์” เชื้อพระวงศ์รุ่นใหม่ของอังกฤษ

ส่องหน้าสด “บี น้ำทิพย์” กับลุคคลีนๆ เปลือยเมคอัพสวยเป็นธรรมชาติ

ส่องหน้าสด!! นางงามโลกคนที่ 66 “เดมี-ลีห์ เนล-ปีเตอร์ส” Miss Universe 2017

เผยหน้าสดนางงามฟิลิปปินส์ผู้คว้าตำแหน่ง Ms. Earth 2017

สวยสมมงฯ ขนาดหน้าสดยังปัง! พร้อมทริคความงามฉบับ “มารีญา” มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2017

เปิดหน้าสด 10 นางแบบฮอลลีวู้ด มีใคร “โทรม”หรือ”สวย” โดยไม่ต้องพึ่งเมคอัพบ้าง

นึกว่าผิวจริง!! คลิปสอนแต่งหน้า 12 สเต็ปเปลือยผิวหลอกผู้ว่าหน้าสด เนียนสวยละมุนมาก

เปิด 11 ภาพ “หน้าสด” โนเมคอัพของเหล่าซุป’ตาร์ฮอลลีวู้ด สวยหรือโทรม ดูเองเลย!!

10 อันดับ นักแสดงหญิงเกาหลีใต้ที่สวยที่สุด จากผลโหวตบน Naver’s (네이버)

ประกาศผล 100 อันดับผู้หญิงสวยที่สุดในโลก “ลิซ่า – ญาญ่า” ติดท็อป 10

เห็นหน้ากดไลค์ เห็นหุ่นกดเลิฟ “ซูจี” สวยครบสูตรทั้งรูปร่างและผิวดีออร่าจับ

12 สาวไทย ติดอันดับหน้าสวยที่สุดในเอเชียแปซิฟิก “ลิซ่า BLACKPINK อันดับ 1”

สวยที่สุดในชีวิตจริง! จีซู-เจนนี่ Blackpink ติดอันดับจากผลโหวตของไอดอลด้วยกันเอง

ไม่ธรรมดา! 17 ดาราไทย ติดโผสาวหน้าสวยระดับโลก “Most Beautiful Women 2018”

สแกน 5 อันดับ คนดังหน้าสวยปี 2018 ครบรสทั้งฮ็อต ปัง มากความสามารถ

10 อันดับ ซุป’ตาร์หน้าสวยที่สุดในโลกตามหลักวิทยาศาสตร์

เปิดวาร์ปเมคอัพทริคสไตล์ “ลิซ่า BLACKPINK” พร้อมบิวตี้ไอเท็มที่ขาดไม่ได้

มากกว่าสวยคือความทุ่มเท “ลิซ่า BLACKPINK” มีวันนี้ได้เพราะความสามารถ

คล้ายมาก “พัคจีอู” นางแบบจิ๋วที่ชาว BLINK ตั้งฉายาว่า “มินิเจนนี่” BLACKPINK

จับตาดู “เจนนี่ Blackpink” เตรียมขึ้นแท่นมิวส์สาวคนใหม่แบรนด์ Hera แทนตัวแม่ จวนจีฮุน

Aloha “ลิซ่า” อวดลุคทรงผม “แกละสองข้าง” ที่ริมชายหาดฮาวาย

สวยไม่หยุด! แง้มเคล็ดลับเมคอัพแสนละมุน และทริคเซฟหุ่นของ “พัคมินยอง”

 

 

 

ภาพอบอุ่นใจ สองเจ้าฟ้านักขี่ม้า ณ งาน Princess’s Cup Thailand 2019

นับเป็นภาพที่อบอุ่นใจยิ่ง สำหรับบรรยากาศของพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาขี่ม้า รายการ Princess’s Cup Thailand 2019 ที่เราได้เห็นความรักและความผูกพันระหว่าง 2 เจ้าฟ้านักขี่ม้าของปวงชนชาวไทย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งทั้งสองพระองค์ทรงสนพระทัยในกีฬาขี่ม้าเป็นอย่างมากเช่นเดียวกัน จึงเป็นที่มาของการแข่งขันกีฬาขี่ม้า รายการ Princess’s Cup Thailand

โดยเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาขี่ม้า รายการ Princess’s Cup Thailand 2019 โดยมี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในฐานะองค์ประธานอำนวยการนโยบายการจัดการแข่งขันฯ เฝ้ารับเสด็จ ณ สนามกีฬาขี่ม้า กองพันทหารม้าที่ 29 รักษาพระองค์ ถนนพหลโยธิน เขตพญาไท กรุงเทพฯ

ในการนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ประทานพระโอวาทแก่ผู้เข้าร่วมการแข่งขันฯ ใจความตอนหนึ่งว่า “การแข่งขันขี่ม้าที่หน่วยม้าทรงประจำพระองค์จัดขึ้นในปีนี้ นับเป็นอีกครั้งหนึ่งที่นักกีฬาขี่ม้าจะได้ฝึกฝนทักษะความเชี่ยวชาญ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขันกีฬาขี่ม้าระดับชาติและนานาชาติต่อไป”

จากนั้นทอดพระเนตรการแข่งขัน Concorde Show Jumping International Junior – Borrowed Horses หรือ CSIJ – B ซึ่งเป็นการแข่งขันขี่ม้ากระโดดข้ามเครื่องกีดขวางรายการพิเศษสำหรับเยาวชนนานาชาติ และประทานรางวัลแก่ผู้ชนะเลิศ

สำหรับ การแข่งขันกีฬาขี่ม้า รายการ  Princess’s Cup Thailand 2019 ในครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 7 แล้ว ภายใต้สโลแกน “Keep Working, Riding Happy with 2 Hearts, Feeling for Feeling” ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมกีฬาขี่ม้า เพิ่มพูนทักษะและประสบการณ์การแข่งขัน ตลอดจนเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์อันดีของนักกีฬาขี่ม้าและสโมสรขี่ม้าต่างๆ

โดยการแข่งขันกีฬาขี่ม้า รายการ Princess’s Cup Thailand 2019 มีชมรมและสโมสรจากประเทศต่างๆ เข้าร่วมการแข่งขัน 9 ประเทศ ประกอบด้วย กัมพูชา ฮ่องกง อินโดนีเซีย อิหร่าน มาเลเซีย สิงคโปร์ ไชนีสไทเป อินเดีย และออสเตรเลีย อีกทั้งการแข่งขันในปีนี้ยังมีการยกระดับสู่สากลตามพระประสงค์ โดยจัดการแข่งขัน 5 ประเภท ได้แก่ การแข่งขันศิลปะการบังคับม้า (Dressage) การแข่งขันกระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง (Show Jumping) การแข่งขันอีเว้นท์ติ้ง (Eventing) การแข่งขันสุดยอดช่างเกือก (Best Farrier)  และการแข่งขันสุดยอดผู้ดูแลม้า (Best Groom)

ความเป็นมาของการแข่งขันกีฬาขี่ม้า รายการ Princess’s Cup Thailand เริ่มจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2544 โดยมี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เป็นองค์ประธานจัดการแข่งขันฯ ครั้งที่ 2 เมื่อปี พ.ศ. 2545 และครั้งที่ 3 เมื่อปี พ.ศ. 2547

จากนั้น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา ทรงรับเป็นองค์อุปถัมภ์ของหน่วยม้าทรงประจำพระองค์ฯ ต่อจากพระเชษฐภคินี โดยทรงมีพระประสงค์สานต่องานและพัฒนาวงการกีฬาขี่ม้า จึงรับสั่งให้หน่วยม้าทรงประจำพระองค์ฯ จัดการแข่งขันกีฬาขี่ม้าชิงถ้วยพระราชทานขึ้น โดยเน้นจุดสนใจและรายละเอียดมากขึ้น รวมทั้งให้ความสำคัญทั้งทหารและพลเรือน

ทั้งนี้ การแข่งขันกีฬาขี่ม้า รายการ Princess’s Cup Thailand 2019 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-24 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งประชาชนที่สนใจสามารถเข้าร่วมชมการแข่งขันกีฬาขี่ม้าและร่วมกิจกรรมต่างๆ ภายในงานได้ ตั้งแต่เวลา 8.00-21.00 น. โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย


 

ข้อมูลและภาพ : dpe.go.th, matichon.co.th, Princess’s Cup

ไดเอท

รู้ทัน 3 อ. ตัวการพังแผน ไดเอท พร้อมทริคหุ่นดีแบบกินอิ่ม..ไม่ต้องอด!

ปัจจุบันคนเรามีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวกันมาก หลายคนก็มักจะค้นหา วิธีไดเอทเร่งด่วน หรือไม่ก็หา อาหารไดเอท มารับประทานกัน แต่ว่าคิดจะ ไดเอท ทีไร มีอันตบะแตกทู้กที! อย่างนี้ต้องมีสาเหตุ

แพรวดอทคอม มีเฉลยให้รู้ว่าเกิดจากอะไร ซึ่งเรียบเรียงมาจากหนังสือ “ผอมได้ไม่ต้องอด” โดยแพทย์หญิงธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล สำนักพิมพ์อมรินทร์สุขภาพ แถมด้วยการแนะว่าอาหารแบบไหนควรเลือกกิน แบบไหนควรเลี่ยง ก่อนอื่นเลยขอเริ่มที่ 3 ผู้ต้องหาพังแผนไดเอท

รู้ทัน 3 อ. ตัวการพังแผน ไดเอท พร้อมทริคหุ่นดีแบบกินอิ่ม..ไม่ต้องอด!

1. ไดเอท พังเพราะ “อด”

การลดด้วยวิธีจำกัดอาหารต่อวันไม่ให้เกิน 1,500 แคลอรี่ ถ้าแบบสุดโต่งก็ 800 แคลอรี! แล้วใช้พลังงานเท่าเดิมหรือใช้มากขึ้นด้วยการออกกำลังกาย น้ำหนักอาจจะลดได้จริงในระยะแรก แต่ช้าก่อน! เมื่อรับอาหารน้อยลง ร่างกายจะปรับตัวด้วยการลดอัตราการเผาผลาญ พอเผาผลาญน้อยลง จึงเป็นคำตอบของคำถามที่ว่า เหตุใดเมื่อน้ำหนักลดลงจนถึงจุดหนึ่งแล้ว ทำยังไงก็ไม่ลดอีก ซ้ำร้าย! เมื่อร่างกายอดๆ อยากๆ ก่อให้เกิดความเครียด ฮอร์โมนความเครียดที่เพิ่มขึ้นสั่งการให้เรารู้สึก “หิวอาหารหวาน” แถมระดับฮอร์โมนที่ทำให้รู้สึกอิ่มยังมาลดระดับลงอีก Oh! No!

ไดเอท

2. ไดเอท พังเพราะ “เอียน”

การลดด้วยวิธีหลอกกระเพาะอิ่มด้วยการกิน “อาหารที่ให้เส้นใยสูง แต่แคลอรีน้อย” จริงอยู่ช่วยให้อิ่มนาน ไม่ทรมานร่างกาย แถมมีทางเลือกที่แตกต่าง เช่น เม็ดแมงลัก ข้าวโอ๊ต ลูกเดือย ทางนี้ก็เวิร์คดีสำหรับที่คนเคร่งครัด แต่คิดดู ถ้าเราต้องกินอย่างนี้วันละ 1 – 2 มื้อต่อเนื่องกันเป็นเดือนเป็นปี ถ้าไม่เอียนก็ยอดมนุษย์ละ และหากตบะแตกขึ้นมาเมื่อไหร่ กลับไปกินเหมือนเดิม น้ำหนักที่เคยหายไปกลับมาทวงแชมป์แน่

ไดเอท

3. ไดเอท พังเพราะไม่ “ออกกำลังกาย”

คนที่ลดน้ำหนักและสามารถคงความผอมสวยไว้ได้ ส่วนใหญ่ออกกำลังกายควบคู่ทั้งนั้น! การออกกำลังกายช่วยในเรื่องต่อไปนี้
1. การเผาผลาญดีขึ้น
2. ช่วยให้สมองตัดสินใจเลือกกินได้ฉลาดขึ้น(มีผลวิจัยรองรับ)
3. ร่างกายตอบสนองต่อฮอร์โมนที่ช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น และลดระดับฮอร์โมนที่ทำให้หิว

ไดเอทไดเอท

และถ้า อยากผอม จริงๆ อาหารก็ต้องช่างเลือกไว้ก่อน อาทิ

อ้วนแน่ถ้าเลือก

  • ข้าวขาว , ข้าวเหนียว , เส้นหมี่กึ่งสำเร็จรูป
  • ขนมปังขาว
  • คุกกี้ , ไอศกรีม , เค้ก
  • ชาเย็น , น้ำอัดลม , น้ำหวาน
  • มันฝรั่งทอด หรือมันฝรั่งต้มสุก
  • มะม่วงสุก , ลิ้นจี่ , ทุเรียน , ขนุน

ไดเอท

อยากผอมลองเลือกทางนี้

  • ข้าวกล้อง , เส้นหมี่กล้อง
  • ขนมปังโฮลวีต
  • โยเกิร์ตใส่ผลไม้สด
  • น้ำผลไม้ปั่นไม่เติมน้ำตาล
  • น้ำเปล่า , น้ำอัดลมแคลอรี 0% , ชาร้อนไม่ใส่นม , กาแฟดำ
  • แครอทดิบ , กะหล่ำปลี , พริกหยวก , ผักบุ้ง
  • แอ๊ปเปิ้ล , แตงโม แคนตาลูป , สตรอว์เบอร์รี่ และผลไม้ตระกูลเบอร์รี่อื่นๆ

ภาพ : Pexels ,  pixabay

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

แชร์สูตร ลดพุง หุ่นปัง ผิวพรรณดี สวยใสสไตล์ “คิมเบอร์ลี่” ด้วยวิธีธรรมชาติ

หุ่นเป๊ะทุกเอเคอร์ “ตั๊ก บงกช” เผยวิธี ไดเอท ไม่ต้องอดก็ลดได้มากถึง 31 กก.

วิธีลดน้ำหนัก สัปดาห์ละ 1 กิโลกรัม!! ด้วยสูตร 6 – 7 – 8 ตามนาฬิกาชีวิต

ตีแตกทะลุปรุโปร่งกับ 7 ความเข้าใจผิดเรื่องลดอ้วน ที่ทำให้ไม่ผอมสักที!!

มักโดนทัก อ้วนขึ้นหรือเปล่า? ลองเปลี่ยนเมนูชีวิตก็เปลี่ยนได้ ถ้าไม่มีเวลาฟิตหุ่น

8 กฎฟิตหุ่น ลดน้ำหนักด้วยวิธีธรรมชาติ ให้ได้ผล และถูกวิธี

ปรับสมดุลร่างกายและจิตใจแบบ “หยิน-หยาง” ด้วยอาหารจานอร่อย

แพทย์เตือน..ผู้หญิงเสี่ยง โรคอ้วน อัลไซเมอร์ ซึมเศร้า มากกว่าผู้ชายสองเท่า!!

สายเบิร์นเรียกเหงื่อต้องลอง “H2 Series” คลาสออกกำลังกายบนบอร์ดลอยน้ำ

ผลไม้ที่ควรมีติดตู้เย็นไว้ อิ่มอร่อยเบาๆ เพื่อ หุ่นสวย ขับถ่ายดี!!

หุ่นดีไม่มีอดอาหาร! วิธีลดนน. สไตล์ “วุ้นเส้น” แค่ขยับนิดๆ พิชิตความอ้วน

สูตรลดน้ำหนัก “ดัชเชสเคท” สาวๆ ทำตามได้ ดีต่อสุขภาพ

เฉลย 10 เคล็ดลับรักษาหุ่นสุดเพอร์เฟ็คของ “ดัชเชสเมแกน” วิธีนี้ทำตามได้ง่ายมาก