บิวกิ้น พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล

รู้จักตัวตน “บิวกิ้น พุฒิพงศ์” เพอร์เฟ็กชั่นนิสต์ เก่งครบเครื่อง สมฉายา “เทพบุตรบิวกิ้น”

บิวกิ้น พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล
บิวกิ้น พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล

“เทพบุตรบิวกิ้น” ชื่อนี้ไม่ได้มาด้วยความบังเอิญ เพราะ “บิวกิ้น พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล” ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถที่ไม่ธรรมดาในฐานะศิลปิน ทั้งจากผลงานการแสดงซีรี่ส์ แปลรักฉันด้วยใจเธอ ที่โด่งดังและประสบความสำเร็จอย่างมาก นอกจากนั้นในบทบาทของการเป็นนักร้องเขาก็ทำได้ดี จนมีเพลงฮิตติดเทรนด์อยู่ตลอด

รู้จักตัวตน “บิวกิ้น พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล” เพอร์เฟ็กชั่นนิสต์ เก่งครบเครื่อง สมฉายา “เทพบุตรบิวกิ้น”

ตารางชีวิตตอนนี้เป็นอย่างไรคะ

“ตั้งแต่ซีรี่ส์พาร์ตแรกจบก็แน่นทุกวันเลยครับ แต่ไม่ได้หมายถึงทำงานทุกวันนะ ก็มีเรียน ทำงาน ทำธุระส่วนตัวบ้าง เพียงแต่ไม่มีวันที่อยู่บ้านเฉยๆ เลย คือมีอะไรให้ทำทุกวัน แล้วยิ่งพอเปิดกล้องพาร์ต 2 เป็นช่วงเปิดเทอมพอดี ตารางชีวิตในแต่ละวันจึงค่อนข้างแน่นครับ”

ตารางแน่นขนาดนี้ ดูแลตัวเองอย่างไรบ้างคะ

“ก่อนหน้านี้มีเข้าฟิตเนสบ้าง แต่ก็ไม่ได้เล่นอีกเลยตั้งแต่ถ่ายซีรี่ส์ (หัวเราะ) เปลี่ยนเป็นวิ่ง คาร์ดิโอ และไปเตะฟุตบอลบ้าง หรือถ้าเพื่อนๆ ชวนไปตีแบด ก็ไปบ้างครับ เป็นการออกกำลังกายแบบประปราย ไม่มีตารางชัดเจน เรื่องอาหารก็ไม่ได้คุมเลยครับ

“สำหรับผมสิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องนอนให้พอ ถ้าทำงานหนักหลายวัน ต้องมีวันพักให้ร่างกายได้นอนแบบไม่ต้องตั้งนาฬิกาปลุกบ้าง เหมือนเป็นการชาร์จแบต”

บิวกิ้น พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล

นอกงานจากแสดง ยังมีงานร้องเพลงและงานอื่นๆ ด้วย

“ครับ แต่ผมเอนจอยกับทุกอย่างเลยนะ (ยิ้ม) เพราะทุกอย่างที่ทำคือผมเลือกแล้ว เพราะจริงๆ มีหลายอย่างเข้ามา แต่บางอย่างเราอาจจะไม่ได้อิน หรือบางอย่างก็รู้สึกว่ายังไม่เหมาะกับตัวเอง ซึ่งทุกอย่างดีหมดนะครับ เพียงแต่ยังไม่เหมาะกับตัวผมในขณะนั้น ซึ่งในอนาคตผมอาจจะอยากทำก็ได้

“เพียงแต่สิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้เหมือนว่าเราคัดมาแล้ว อย่างงานแสดงหรือร้องเพลง ผมรู้สึกว่าสนุกคนละแบบ มีความยากง่ายและความท้าทายที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งการเตรียมตัวก็คนละแบบนะ แต่มันส่งเสริมกัน อย่างเป็นนักแสดงแล้วไปเป็นนักร้อง ทำให้เข้าใจวิธีการเล่าเรื่อง เข้าใจอารมณ์หรืออินเนอร์ของเพลงมากขึ้น

“และการร้องเพลงก็ทำให้ผมได้เจอคนใหม่ๆ ได้เข้าสังคม เป็นประสบการณ์ใหม่ๆ วันนี้ที่มาถ่ายแบบกับ แพรว ผมก็ชอบนะ ทุกอย่างมีข้อดีและข้อเสียในตัวเอง หรืองานโฆษณาก็สนุก ทุกอย่างมีทางเดินที่ไม่เหมือนกันครับ”

ตอนนี้บิวกิ้นนิยามตัวเองว่าเป็นอะไร

“เป็นศิลปินครับ (ยิ้ม) ก็คือทั้งหมดเลย ไม่ใช่แค่นักร้องหรือนักแสดง ขอเป็นศิลปินแล้วกันครับ แบบที่ไม่ได้จำกัดว่าเป็นศิลปินที่วาดภาพอย่างเดียว แต่รวมทั้งหมดที่เป็นงานศิลปะ เป็นงานที่ใส่ตัวตนของเราเข้าไป นำเสนอการเล่าเรื่องในแบบของเรา สะท้อน Identity และตัวตนในทุกงานที่ทำ ฉะนั้นผมขอแทนตัวเองว่าเป็นศิลปินที่เล่าเรื่องราวของตัวเองผ่านผลงานครับ”

แบ่งพาร์ตการทำงานระหว่างงานแสดงและร้องเพลงอย่างไร

“แต่ละงานจะมีช่วงเวลาของมัน อย่างงานแสดงก็ต้องการการโฟกัสแบบหนึ่ง ต้องมีสมาธิ หรือบางช่วงที่ผมทำเพลงเยอะ มีไปทัวร์งานต่างๆ ผมก็ต้องโฟกัสกับสิ่งนี้เต็มที่ อินกับเพลงมากๆ โดยที่อาจจะพักงานแสดงไปก่อน

“ซึ่งงานแสดงค่อนข้างมีเวลาชัดเจนว่าเริ่มเวิร์คชอปเดือนนี้ ถ่ายทำกี่เดือน โปรโมตเดือนไหน อยู่ที่ว่าเราจะแทรกเวลาทำอย่างอื่นเข้าไปตรงไหนได้บ้าง อยู่ที่ไทม์ไลน์ในช่วงเวลานั้นครับ”

บิวกิ้น พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล

มีเป้าหมายไหมว่าวันหนึ่งจะมีเพลงที่แต่งและร้องเอง

“จริงๆ ยังมีอีกหลายอย่างที่ผมอยากทำ ช่วงแรกๆ ที่ผมเข้าไปเรียนรู้งาน ผมไม่รู้อะไรเลย ร้องได้อย่างเดียว แต่พี่ๆ เปิดโอกาสให้ผมมีส่วนร่วมในขั้นตอนต่างๆ ว่าการทำเพลงเพลงหนึ่งมีดีเทลอะไร เริ่มตั้งแต่การออกไอเดีย หาโปรดิวเซอร์ หาคนแต่งเนื้อร้อง ทำนอง เพลงจะเป็นสไตล์ไหน ไปในทิศทางไหน ต้องเล่าเรื่องอย่างไร มีการตีความ จากนั้นเข้าสู่ขั้นตอนการอัดเสียงร้อง เสียงดนตรี วางแผนเรื่องมิวสิควิดีโอ เรื่องจะเป็นแบบไหน ใครกำกับ ฯลฯ

“พี่ๆ ให้ผมได้แสดงความคิดเห็น แล้วช่วยตบไอเดียอีกที ซึ่งทำให้ผมพัฒนาตัวเองขึ้นเรื่อยๆ และผมรู้สึกว่าศิลปินน่าจะสามารถเป็นผู้กำกับเพลงตัวเองได้ หรือเลือกทุกอย่างในเพลงนั้นๆ ได้เองทั้งหมดว่าต้องการจะเล่าอย่างไร เพราะยิ่งทำมากขึ้น เราก็ยิ่งรู้สึกว่าอะไรที่ใช่ ที่เป็นตัวเอง เพลงแบบไหนที่เราชอบ ผมว่ามันจะค่อยๆ ชัดและแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ

“ถ้าเปรียบคือเหมือนตอนนี้ผมกำลังเดินทางไปได้ประมาณครึ่งทางครับ ยังไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ ผมโชคดีที่มีพี่ๆ คอยช่วยเหลือตลอด” (ยิ้ม)

เคยคิดไหมว่าพอผลงานออกไปทั้งงานแสดงและร้องเพลง จะได้รับการตอบรับที่ดีขนาดนี้

“เกินคาดไปเยอะเลยครับ เพราะจุดเริ่มต้นของผมมาจากการเป็นผู้ชม ดูหนัง ดูซีรี่ส์ แล้วก็รู้สึกว่าถ้ามีโอกาสก็อยากลองทำบ้าง ซึ่งทุกอย่างมีลำดับขั้นของมัน พอวันหนึ่งได้ไปแคสติ้ง ผมรู้สึกแบบโอ้โฮ สนุกจังเลย เหมือนความฝันสำเร็จไปหนึ่งขั้น

“สักพักเราก็ได้เข้ามาทำงานจริงๆ จากนั้นก็คิดอีกว่าถ้ามีผลงานของตัวเอง คงจะดีนะ เหมือนกับความฝันที่ไม่กล้าฝันเกิดขึ้นเรื่อยๆ มั้งครับ ซึ่งถ้าย้อนไปตอนเริ่มต้น ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะมาถึงจุดนี้ได้”

บิวกิ้น พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล

รับมือกับความดังอย่างไรคะ

“ผมรู้สึกว่าจริงๆ ในภาพรวมเราไม่ได้เปลี่ยนไปขนาดนั้น ไม่ถึงขนาดไปไหนไม่ได้ ต้องพรางตัว เพราะในการทำงานผมก็ยังเป็นตัวเองเหมือนเดิม ไม่ใช่ว่าวันหนึ่งประสบความสำเร็จแล้วต้องเปลี่ยนไปเป็นอีกแบบในแง่ของนิสัย อะไรอย่างนั้น

“จริงอยู่ที่มีปรับเรื่องการวางตัวอีกแบบ แต่เป็นการปรับให้เหมาะสมขึ้น อย่างการวางตัวเข้าสังคม ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีนะครับ แต่ข้างในแล้วเรายังเป็นคนเดิม ทำอะไรเหมือนเดิม มีความชอบแบบเดิม อย่างการที่มีคนเข้ามาทัก มาขอถ่ายรูป ผมมองว่าเป็นเรื่องที่ดีมากเลยนะ เพราะถ้าเขาไม่ได้ชื่นชอบหรือรู้สึกดีกับเรา เขาจะไม่ทำแบบนี้เลย ผมเข้าใจว่าความเป็นส่วนตัวอาจจะหายไปบ้าง แต่ถ้ามองความเป็นจริงก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลและเป็นเรื่องที่ดีครับ” (ยิ้ม)

เป็นธรรมดาที่เมื่อมีคนชอบ ย่อมมีคนไม่ชอบ โดยเฉพาะข้อความในโลกออนไลน์ รับมือกับเรื่องนี้อย่างไรคะ

“ยอมรับว่าหนักครับ เพราะผมอ่านข้อความต่างๆ ตลอด แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะจมไปกับทุกข้อความที่ว่าเรานะ เพียงแต่มีบางเรื่องที่ผมค่อนข้างเซ้นสิทีฟ ซึ่งผมคิดว่าทุกคนมีเหมือนกัน และมีบางช่วงที่ผมเสพข้อความเหล่านั้นจนทำให้รู้สึก…อยากเลิกทำงานเลยอะ รู้สึกแย่มากๆ แบบเราทำอะไรก็ผิดไปหมด

“แต่พอตั้งสติมองดีๆ ข้อความเหล่านั้นเป็นเหมือนก้อนอะไรที่ถ้าเราไปอยู่ใกล้จะรู้สึกแย่ บั่นทอนจิตใจ พอถอยออกมาก็เห็นภาพรวมว่ายังมีข้อความดีๆ ที่ให้กำลังใจเราอีกเยอะเลย ซึ่งทั้งหมดนี้มาจากการประเมินของผมเองนะครับ ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า แต่พอเทียบสัดส่วนแล้ว ก้อนที่ไม่ดีมันเล็กมากเลยนะ แต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะผมดูอันที่ดีเยอะกว่าหรือเปล่า

“อีกอย่างคือทำให้รู้ว่าเราไม่มีทางทำอะไรถูกใจทุกคนได้หรอก เมื่อมีคนชอบก็มีไม่ชอบเป็นธรรมดา ผมพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุดและไม่เป็นภาระใครก็พอแล้ว แม้ทุกครั้งที่เห็นข้อความไม่ดีก็ยังรู้สึกนอยด์ แต่ผมจะเยียวยาตัวเองด้วยการดูหรืออ่านอะไรที่เสริมพลังบวก

“ผมกับแฟนๆ จะมี Open Chat ในไลน์ที่ไว้พูดคุยกัน ซึ่งผมกดเข้าไปอ่านทุกวันเลยนะ (ยิ้ม) แฟนๆ จะคอยโพสต์งานต่างๆ อัพเดตพูดคุยกันตลอดเวลา พื้นที่ตรงนี้เป็นพลังบวกของผมมากๆ ครับ เวลาเข้าไปอ่านทำให้ผมรู้ว่ายังมีคนกลุ่มนี้ที่ใส่ใจและคอยให้กำลังใจเราอยู่ ซึ่งผมก็จะเข้าไปพิมพ์ตอบขอบคุณพวกเขาเสมอ

“ผมคิดว่าการที่มีพลังงานบวกอยู่รอบตัวแบบนี้มันดีมากเลยนะ ช่วยให้ผมผ่านเรื่องพวกนั้นมาได้ (ยิ้ม) ถ้านึกภาพตามเหมือนเวลาเล่นเกมแล้วเราเดินไปในวงกลมที่เป็นโซนพลังพิเศษ จากนั้นมีแสงสีเขียวฟุ้งๆ อยู่รอบตัวครับ” (ยิ้ม)

บิวกิ้น พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล

ย้อนกลับไปในช่วงวัยกำลังซน ก่อนจะเป็น “เทพบุตรบิวกิ้น” ในวันนี้ เป็นเด็กแบบไหนคะ

“ถ้าพูดถึงวัยกำลังซน ค่อนข้างมีความเอาแต่ใจประมาณหนึ่ง ด้วยความเป็นลูกคนเล็กอะ ถ้าไม่ได้ก็จะโวยวาย เป็นเด็กนิสัยไม่ค่อยดีครับ (หัวเราะ)

“กระทั่งเริ่มโตขึ้น ได้ออกมาเจอโลกจริงๆ มีจุดที่ทำให้รู้ว่าเราทำแบบนั้นไม่ได้ ไม่ใช่ว่าอยากได้อะไรแล้วจะต้องได้ทุกอย่าง และพอรู้จักความผิดหวังจากสิ่งที่เราไม่ได้ ก็ทำให้ได้เรียนรู้โลกมากขึ้น เรียนรู้สังคมมากขึ้นว่าอะไรควร อะไรไม่ควร แล้วค่อยๆ ปรับเปลี่ยนตัวเอง มีเหตุมีผลมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ”

หลายคนบอกว่าเห็นบิวกิ้นดูสนุกสนาน แต่จริงๆ แล้วซีเรียส และเป็นเพอร์เฟ็กชั่นนิสต์

“จริงครับ ผมรู้สึกว่าเวลาเรามีจำกัด แล้วผมมีความโลภนิดนึง (หัวเราะ) บางคนบอกว่าถ้าเราโฟกัสกับงานมากไปจะทำให้เรียนได้ไม่เต็มร้อย แต่ผมว่าไม่ใช่ เราต้องเรียนเต็มร้อย ทำงานก็ต้องเต็มร้อย เพราะถ้าเราใส่เต็มร้อย พอวันหนึ่งมองย้อนกลับมา เราจะไม่รู้สึกเสียดายเลยที่เต็มที่กับสิ่งนั้น และทำมันออกมาให้ดีที่สุด

“อย่างเราเลือกที่จะเรียนด้วย ทำงานด้วย ก็ต้องมีการแบ่งเวลาชัดเจน ซึ่งแน่นอนว่าต้องกระทบการเรียนอยู่แล้ว เพราะเรามีเวลาเตรียมตัวน้อยกว่าคนอื่น แต่ผมคิดว่าเราบริหารจัดการเวลาได้นะ และที่ผ่านมาผมไม่เคยอ่อนข้อให้กับการเรียนเลย หมายถึงว่าทุกครั้งที่มีสอบผมจะล็อกเวลาชัดเจนเพื่ออ่านหนังสือ เพราะตอนเรียนเราจะรู้ว่าวิชาไหนต้องใช้เวลาเตรียมตัวเท่าไร บางวิชาที่คล่องหน่อยก็อาทิตย์เดียวได้ แต่บางวิชาต้องใช้เวลาเตรียมเยอะ ซึ่งอยู่ที่การจัดการ เราต้องประเมินตัวเองให้ได้ เพราะแต่ละคนก็มีความชอบ ความถนัด และใช้เวลาในแต่ละเรื่องต่างกัน ผมคิดว่านี่คือการวางแผนเพื่อตัวเองครับ”

บิวกิ้นมองภาพตัวเองในอีก 10 ปีข้างหน้าอย่างไรคะ

“จริงๆ ผมไม่ได้มีเป้าหมายชัดว่าวันหนึ่งจะได้ไปออสการ์ วันหนึ่งจะได้ไปแกรมมี่อวอร์ดส์ หรือต้องมีเงินเท่าไร ตอนนี้ผมระลึกได้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความสุขครับ วันนี้เราทำสิ่งนี้อยู่ เราใช้ชีวิตแบบนี้ เรียนแบบนี้ หรือทำสิ่งเหล่านี้แล้วเรามีความสุข

“ฉะนั้นในอนาคตอีก 3 ปี หรืออีก 10 ปีข้างหน้า ผมจะทำอะไรไม่รู้ เราจะมีเงินหรือไม่มีก็ไม่รู้ แต่เราต้องมีความสุข แต่ก็ไม่แน่ว่าวันนั้นเงินอาจจะเป็นรักอะไรก็ได้ ไม่ได้จำกัดว่าต้องอายุเท่ากัน แก่กว่า เป็นผู้ชาย เป็นผู้หญิง เป็นสิ่งของ เป็นสัตว์เลี้ยง อยู่ที่เรามีความสุขที่จะรักอะไร ผมว่าตรงนี้สำคัญกว่า

“และความรักไม่ต้องมีเหตุผลด้วย เราไม่เห็นต้องมานั่งว่าเรารักรถคันนี้เพราะอะไร หรือเรารักคนคนนี้เพราะอะไร คนบางคนไม่เคยเจอหน้ากันก็รักกันได้นะ ผมรู้สึกว่าแค่เรามีความสุขกับความรักก็พอแล้วครับ”


อ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ที่ นิตยสารแพรว ฉบับ 970

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ตัวตนลึกๆ ที่ไม่ค่อยมีใครรู้ของ “ก๊อต จิรายุ ตันตระกูล” #สามีแห่งชาติ คนล่าสุด

11 ปี สู้เพื่อฝัน “มิว ศุภศิษฏ์ จงชีวีวัฒน์” ผู้ชายที่ทำเต็มร้อยทุกเรื่องในทุกวัน

อมตะ จิตตะเสนีย์ “แพรี่พาย วันนี้ไม่ต้องดังระดับโลก แต่ขอเป็นแพรี่พายที่ใจดีขึ้น”

Praew Recommend

keyboard_arrow_up