ก๊อต จิรายุ ตันตระกูล

ตัวตนลึกๆ ที่ไม่ค่อยมีใครรู้ของ “ก๊อต จิรายุ ตันตระกูล” #สามีแห่งชาติ คนล่าสุด

ก๊อต จิรายุ ตันตระกูล
ก๊อต จิรายุ ตันตระกูล

หลายคนรู้จักและชื่นชม “ก๊อต จิรายุ ตันตระกูล” จากบท “หลวงสรศักดิ์” ในละครเรื่อง บุพเพสันนิวาส ที่แม้ไม่ใช่พระเอก แต่การแสดงของเขาได้ใจผู้ชมไปเต็มๆ หลายคนเรียกเขาว่า “ก๊อต ซิกซ์แพ็ค” ซึ่งเขาไม่อินกับคำชมนี้เท่าไร แต่จะปลื้มกว่าถ้าบอกว่าเขาเล่นละครดี จนมาถึงบทบาทล่าสุด “อำพน” ผู้ชายแสนอบอุ่น ในละครเรื่อง กระเช้าสีดา ที่ส่งให้เขาขึ้นแท่น #สามีแห่งชาติ คนล่าสุดไปเรียบร้อย

เขาเคยคิดอยากออกจากวงการหลายครั้ง เพราะคิดว่าทำได้ ไม่ดีพอ แต่ทุกครั้งเขากลับมาได้เพราะหาความรู้ ก๊อตเรียนไม่จบ แต่อาจจะอ่านหนังสือมากกว่าคนที่เรียนจบปริญญาเสียอีก นี่เป็นเพียงแง่มุมหนึ่งของ “ก๊อต จิรายุ ตันตระกูล” ศิลปินนักแสดงที่ใช้ชีวิตไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน วันนี้ แพรว มีโอกาสนั่งคุยกับเขายาวๆ ถึงชีวิตที่ผ่านมา ตลอดจนแง่มุมความคิดและความติสต์

ตัวตนลึกๆ ที่ไม่ค่อยมีใครรู้ของ “ก๊อต จิรายุ ตันตระกูล” #สามีแห่งชาติ คนล่าสุด

ก๊อต จิรายุ ตันตระกูล

ก๊อตในวัยเด็กเติบโตมาอย่างไรคะ

“ผมเป็นลูกคนเดียว แต่โตมาในครอบครัวใหญ่ คืออยู่กับญาติพี่น้อง ฝั่งแม่ที่มีกว่าสิบคน แต่ละบ้านก็มีลูกครอบครัวละคน จึงมีเด็กอยู่รวมกันเยอะมาก เราอัดอยู่ด้วยกันในแฟลตย่านห้วยขวาง ค่อนข้างอบอุ่น ได้รวมกลุ่มเล่นกันไปตามประสาเด็ก ปั่นจักรยาน จุดประทัด เล่นลูกแก้ว

“เดิมผมเรียนใกล้บ้านมาตลอด กระทั่งขึ้น ม.ปลาย ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนวัดราชบพิธ เพราะพ่ออยากให้เรียนไกลบ้านบ้าง จะได้รู้จักถนนหนทาง ดูแลตัวเองเป็น

“เรื่องเรียนผมมีทัศนคติส่วนตัวว่าคนที่ได้เกรดดีไม่ได้เป็นคนดีทุกคน คนที่สอบได้เอบวก แต่จัดการอารมณ์ไม่ได้หรือเอาตัวไม่รอด มีให้เห็นเยอะแยะ ตอนอยู่โรงเรียนวัดราชบพิธ ผมอยู่สาขาวิชาการทั่วไป คือที่อื่นมีสายวิทย์-คณิต ศิลป์-คำนวณ ศิลป์-ภาษา แต่ที่นี่มีสายวิชาการทั่วไป คือรวมมนุษย์ที่เรียนห่วย ไม่เข้าเรียน อย่างผมเองตอน ม.6 ขาดเรียน 6 เดือน จนครูไม่รู้จะทำอย่างไรกับไอ้บ้านี่แล้ว

“แต่ผมไม่ได้หายไปเกเรที่ไหนนะ ผมไม่ตั้งใจเรียนในระบบก็จริง แต่ถ้าอยากรู้เรื่องอะไร ผมจะขวนขวายหาความรู้มาให้ได้ อย่างตอนที่หายไปหลายเดือน ผมไปเรียนภาคค่ำเป็นพวกวิชาชีพต่างๆ เช่น ซ่อมคอมพิวเตอร์ เขียนแบบอินทีเรียร์ เย็บผ้า แล้วก็ฝึกตัดต่อริงโทนเองเพราะชอบ คือเรียนในสิ่งที่อยากรู้ แต่ไม่มีสอนในโรงเรียน ค่าเรียนคลาสหนึ่งไม่แพง 700 บาท ผมเก็บจากค่าขนมบวกกับหารายได้เสริม เช่น ไรต์เพลงขายบ้าง รับจ้างซื้อหนังสือการ์ตูนให้เพื่อนบ้าง คือบวกค่าหิ้ว สมมติเล่มละ 35 บาท ผมคิด 38 บาท แล้วให้เพื่อนรวมกันสั่งทีละเยอะๆ จะได้ซื้อทีเดียว ไม่ต้องไปบ่อย แต่ได้กำไรหลายบาท”

มามีแววชอบงานวงการบันเทิงตอนไหนคะ

“ตอนเข้ามหาวิทยาลัยผมเลือกเรียนออกแบบนิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เพราะชอบวาดรูป กำลังจะขึ้นปีสอง รุ่นพี่ชวนไปเป็นเด็กฝึกงาน คอยยกฉากให้บริษัทโซนิกซ์ยูธ 1999 ของพี่ก้อง-ปิยะ ได้เงินวันละ 500 บาท พอยกฉากเสร็จผมก็นั่งดูเขาทำงานกัน ตอนนั้นพี่ท็อป-ดารณีนุช กับพี่ก้อง-ปิยะ เป็นผู้ดำเนินรายการ เอ๊ะ ดูสนุกดี เลยไปช่วยเขาทำหน้าที่อื่นด้วย ทั้งเคาะสเลต (Slate) เขียนบอร์ด ก็เริ่มรู้สึกว่างานวงการบันเทิงน่าสนใจ จากนั้นจึงตระเวนแคสต์งานไปทั่ว แต่ไม่เคยได้ ผ่านไปพักใหญ่จึงได้งานโฆษณาชิ้นแรก เป็นเครื่องดื่มน้ำอัดลม ผมเล่นเป็นวุ้นอยู่ข้างหลัง (หัวเราะ) คือเป็นเอกซ์ตร้าเดินอยู่ไกลๆ เบลอๆ เขาบอกให้เดินก็เดิน ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่านักแสดงคืออะไร แค่อยากทำ

“กระทั่งวันหนึ่งเพื่อนชวนไปประกวดรายการ ดิ ไอดอล โปรเจ็กต์ ผมไปเพราะไม่รู้อะไรเลย เข้าใจว่า 12 วันก็จบ แต่ความจริงคือ 12 สัปดาห์ (ยิ้ม) แต่แค่ได้เป็นหนึ่งในคนที่เข้าประกวดก็โอเคแล้ว จึงลองดู ข้อดีคือมีเรียนการแสดง ร้อง เต้นทุกสัปดาห์ ยอมรับว่าผมทำได้ห่วยมาก อาศัยว่ากล้าไว้ก่อน กระทั่งวันสุดท้ายที่ประกวด ผมคิดว่ายังไงเราคงไม่ได้หรอก เพราะต้องชนะด้วยคะแนนโหวต บ้านเราไม่มีสตางค์ไปช่วยโหวตขนาดนั้น ขณะที่ผู้เข้าแข่งขันอื่นเขาโหวตกันเต็มที่ จำได้ว่าผมร้องเพลงของไมโคร เห็นญาติๆ มาดู เราก็สนุกเลย ใส่ไปเต็มเหนี่ยว ดันชนะซะงั้น (หัวเราะ) และเพราะรายการนี้ทำให้ผมได้งานจากพี่กอบสุข (กอบสุข จารุจินดา ผู้จัดละคร) เล่นละครเรื่องแรกคือ คุณนายสามสลึง”

ได้เข้าวงการบันเทิงเต็มตัวครั้งแรกเป็นอย่างไรคะ

“ช่วงแรกผมทำตามออร์เดอร์อย่างเดียว ไม่เข้าใจอะไรเกี่ยวกับการแสดงเลย มาเริ่มสนุกขึ้นตอนเล่น หลวงตามหาชน เพราะได้เจอลุงโน้ต พี่เจี๊ยบ เชิญยิ้ม อากล้วย อาโย่ง ได้เห็นการทำงานของตลกที่เป็นเรื่องของจังหวะและไทมิ่งรับส่งมุกกัน และเป็นช่วงที่ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่าทำงานวงการบันเทิงต้องระวังเรื่องเงิน เพราะหลังจากทำงานละครและซีรี่ส์อยู่ได้ประมาณ 3 ปี พบว่าเป็นหนี้สามแสน! อะไรวะ เล่นซีรี่ส์เป็นตอน ออกอากาศทุกสัปดาห์ ต้องมีเงินสิ ทำไมไม่มีล่ะ

“เพราะส่วนใหญ่เป็นการพูดอย่างจ่ายอย่าง ได้ไม่เท่าจำนวนจริงตามที่ตกลงไว้ อย่างตอนนั้นได้เงินจากละคร มีบริษัทต้นขั้วหักไป 30 เปอร์เซ็นต์ ผมต้องได้ 70 เปอร์เซ็นต์ แต่พอรับเงินจริงๆ เขาให้ไม่ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ไหนจะเรื่องภาษีอีก ซึ่งเด็กใหม่ที่เข้ามาส่วนใหญ่จะไม่รู้เรื่องนี้ แต่ถือเป็นข้อดีที่ทำให้ผมฉลาดขึ้น บอกเลยว่าเรื่องเงินเราต้องจัดการเอง ต้องมีคนที่ไว้ใจได้คอยดูแล อย่างตอนนั้นผมก็ได้พ่อที่คอยจี้ตามถามให้ และด้วยเรื่องนี้แหละที่ทำให้รู้สึกว่านี่คือวงการมายาของแท้ เป็นการทำงานที่สร้างภาพให้ดูดี ส่งผลให้ผมมีทัศนคติที่ไม่ดี จนรู้สึกไม่อยากเป็นดารา อยากเป็นแค่นักแสดงอย่างเดียว ไม่อยากออกสื่อ ไม่ให้สัมภาษณ์ ไม่อยากคุยกับนักข่าว ผมทำงานแสดงโดยมีทัศนคติอย่างนี้จนอายุ 25 จึงได้เปลี่ยนมุมมอง”

ก๊อต จิรายุ ตันตระกูล

เพราะอะไรจึงเปลี่ยนได้คะ แล้วมุมมองใหม่เป็นอย่างไร

“ช่วงอายุ 23-24 ปี ผมเริ่มอ่านหนังสือเยอะ ต้องบอกว่าแม้ผมจะเรียนไม่จบปริญญา เพราะออกมาเข้าวงการก่อน แต่ถ้าอยากรู้อะไร ผมจะหาอ่านเองอย่างจริงจัง โดยเฉพาะพวกหนังสือนอกตำรา ทั้งการบริหารและด้านอื่นๆ ปรากฏว่ามันว้าวและเปิดหัวมาก เพราะให้ทั้งความรู้และแรงบันดาลใจ ผมจึงอ่านหนังสือทุกวัน พกติดตัวตลอดเวลา ผมเชื่อว่าคนอ่านหนังสือมีข้อได้เปรียบกว่าคนที่เสพข่าวทุกวัน ตรงที่สมองของคนที่เสพข่าวจะมีความชำนาญเรื่องด้านลบ เพราะข่าวส่วนใหญ่นำเสนอด้านลบ แต่ถ้าคนอ่านหนังสือดีๆ ทุกวัน เราจะมีความคิดเชิงบวก

“พออ่านเยอะ ผมจึงคิดใหม่ว่าแต่ละอาชีพมีองค์ประกอบส่วนที่เกี่ยวข้อง ที่ต้องรับผิดชอบหลากหลายด้าน เหมือนกับต้นไม้ที่มีแค่ลำต้นไม่ได้ ต้องมีกิ่ง ก้าน ใบ นักแสดงก็เช่นกัน การออกสื่อหรือออกงานก็เป็นองค์ประกอบหนึ่ง ยิ่งเราขยายกิ่งก้านสาขาและดอกใบออกไปเยอะก็ยิ่งมีคนเห็นเยอะ ผมจึงตั้งใจใหม่ว่าเราจะเป็นนักแสดงดารา ไม่ใช่ดารานักแสดง คือดาราเป็นดาวบนท้องฟ้า จับต้องไม่ได้ ส่วนนักแสดงเป็นศิลปินหรืออาร์ติสต์ การเป็นนักแสดงดารา จึงหมายถึงเป็นนักแสดงที่มีฝีมือและความเข้าใจในการแสดง แต่สามารถจับต้องได้ ผมจึงเริ่มโอเคกับการออกงานมาเจอผู้คนบ้าง”

การทำงานเปลี่ยนไปไหมคะ

“เปลี่ยน แต่ไม่ใช่ในทันที ค่อยๆ ปรับตัว แต่ผมรู้ตัวว่าตั้งใจทำงานมากขึ้น อย่างตอนนั้นพี่หน่อง-อรุโณชา กำลังจะทำละครเรื่อง บางระจัน ซึ่งผมอยากเล่นมาก เพราะชอบฟันดาบ เรียกตัวเองว่าเป็นนักดาบเลยละ ที่จริงเคยเล่นซีรี่ส์เรื่อง ครัวซอง ทำนองรัก ให้พี่หน่องมาก่อน แต่เล่นบทตลก จึงไม่เคยมีใครรู้ว่าผมฟันดาบได้ บู๊ได้ ช่วงนั้นผมจึงเสนอตัวไปช่วยงานพี่หน่องตลอด จุดประสงค์คือเพื่อนำวิดีโอที่ผมโชว์ฟันดาบไปให้พี่หน่องดู คืออย่าให้มีจังหวะ ผมจะพุ่งเข้าไปหาทันที ผลของความพยายามในครั้งนั้น แม้ตอนแรกจะไม่มีบทให้ลง แต่สุดท้ายพี่หน่องก็เขียนบทเพิ่มขึ้นมาให้ผมเล่นคือ หมู่เคลิ้ม ครั้งนั้นผมจึงเล่นเต็มที่มาก ทั้งขี่ม้า ฟันดาบ ครบเซต สะใจ!” (ยิ้ม)

ตอนนั้นคิดไหมว่าละคร บุพเพสันนิวาส จะดังและสร้างชื่อเสียงให้ก๊อตขนาดนี้

“มีเรื่องหนึ่งที่ผมไม่เคยเล่าให้ใครฟัง ก่อนหน้าจะได้เล่น บุพเพสันนิวาส ผมฝันว่าได้ขี่ช้างตัวใหญ่มาก แล้วช้างก็พาวิ่งไปริมทะเล พอตื่นมาจึงวาดรูปสเก็ตช์ ไว้ให้แม่ดู กระทั่งวันที่ละครออนแอร์แล้วมีฉากที่ผมต้องขึ้นช้าง แม่นำรูปที่ผมสเก็ตช์ไว้มาให้ดู ไม่อยากบอกเลยว่าเหมือนมาก (ยิ้ม) อันนั้นคือฝัน แต่ความจริงคือเราทำอะไรเรารู้ตัว อย่างหลังถ่ายละคร 3 เรื่องนี้จบ ผมบอกทุกคนในครอบครัวว่าคอยดู 3 เรื่องนี้นะ ผมโคตรมั่นใจเลยว่าจะออกมาดี เพราะผมมีความรู้เพิ่มขึ้นจากการทำงาน และทำการบ้านหนักมาก จนรู้ว่าผมสามารถสร้างสรรค์อะไรในตัวละครเหล่านี้ได้มากมาย เพราะเข้าใจและรู้ว่าจะทำอย่างไรให้โดดเด่นและแตกต่าง ผมฝึกสังเกต ท่วงท่าและอารมณ์ผู้คนจนสายตาเฉียบคม ขนาดโบว์ทำท่าไม่พอใจนิดเดียว ผมก็รู้แล้ว ผมจึงนำการแสดงออกเล็กๆ น้อยๆ ที่ผมสังเกตเห็นเหล่านี้มาใส่ในละครด้วย สมมติเรากำลังคุยเรื่องการเมืองอยู่ พอถึงตอนที่ผมต้องพูดเรื่องที่น้อยใจ ผมจะเปลี่ยนอารมณ์และสีหน้าแค่แว่บเดียว ซึ่งพอกล้องบันทึกไว้ คนดูจะมองเห็นทันที ดังนั้นผมจึงต้องเล่นละครและสวมบทบาทอยู่ตลอดเวลาที่เข้าฉาก ไม่มีหลุด

“จากกระแสต่างๆ ถ้าเป็นคำชมที่ว่าหล่อ หุ่นดี ซิกซ์แพ็ค ผมเฉยๆ แต่จะรู้สึกดีเวลาได้รับคำชมว่าแสดงดี ซึ่งได้ยินเยอะจากเรื่องนี้ ก็รู้สึกภูมิใจที่การทำงานหนักทำให้เห็นผลลัพธ์ที่แตกต่าง”

ก๊อต จิรายุ ตันตระกูล

หลายคนบอกว่าก๊อตเป็นจอมขโมยซีน สามารถเล่นให้คนชื่นชอบผู้ร้ายหรือตัวรองได้

“ต้องอธิบายก่อนว่าเวลาเล่นผมไม่ได้ต้องการแย่งซีนใคร สำหรับผมการแสดงคือการสร้างงานศิลปะรูปแบบหนึ่ง นักแสดงแต่ละคนต่างมีสีของตัวเองที่จะใส่เข้าไปในตัวละคร ผมก็ใช้ความรู้ของผมสร้างสรรค์ตัวละครในแบบของผม อย่างตอนเล่นเป็น ‘แสน ราชสีห์’ ใน คมแฝก ทำไมจึงกลายเป็นตัวร้ายที่หลายคนเชียร์ เพราะผมรู้สึกว่าเราเล่นเป็นพระเอก ไม่ได้เล่นเป็นตัวร้าย ถ้าเราปักหลักความคิดว่าเราเป็นตัวร้าย เราจะทำเรื่องน่าเกลียด แต่ถ้าเราปักหลักว่าเรากำลังทำในสิ่งที่ถูก หมายถึงถูกในความคิดของตัวละครนั้นๆ นะ ไม่ใช่ถูกของผม ก็ทำให้เรามั่นใจ ความรู้สึกนั้นก็จะส่งออกมาถึงคนดู แล้วถ้าดูให้ดี ‘แสน ราชสีห์’ ไม่ได้มั่นใจแค่คมแฝกของเขานะ เขามั่นใจแม้กระทั่งเสื้อผ้าที่เขาจ้างช่างเสื้อมาตัดให้ ดังนั้นแสนจึงมีความมั่นใจในตัวเองทุกท่วงท่า ไม่ว่าจะเดิน ยืน นั่ง สิ่งเหล่านี้เป็นแบ็กอัพสตอรี่ที่ผมสร้างขึ้นมาเองหมดเลย ซึ่งจะสร้างได้ ก็ต้องทำการบ้านหนักมากว่าเขาเจออะไรมาบ้าง จึงกำหนดให้เขาเป็นอย่างนี้ในวันนี้”

จนถึงตอนนี้ก๊อตคิดว่าเราเป็นนักแสดงจริงๆ แล้วหรือยัง แล้วในอนาคตวางแผนไว้ว่าอย่างไรคะ

“ส่วนตัวผมได้พิสูจน์มาส่วนหนึ่งแล้วว่าผมเป็นนักแสดงจริงๆ แต่คุณจะเอาความเป็นดารามาสวมให้ผมก็ได้ ไม่เป็นไร แต่อย่างที่บอกว่าจะดีใจกว่า ถ้าคนชมว่าแสดงดี ส่วนจะทำไปอีกนานแค่ไหน ผมวางแผนไว้ว่าจะทำงานด้านนี้ไปอีกประมาณ 7-8 ปี แต่นั่นเป็นเรื่องของอนาคต ถ้าพูดถึงปัจจุบันในฐานะศิลปิน ทุกคนล้วนอยากสร้างงานที่สร้างแรงบันดาลใจดีๆ อยากทำหนังที่งดงาม หมายถึงหนังที่สามารถทำให้ลูกรักพ่อแม่ได้มากขึ้น หรือหนังรักโรแมนติกที่ทำให้คนพยายามฟังกันมากขึ้น หนังแอ๊คชั่นที่สอดแทรกบางสิ่งบางอย่างที่ดีงามเข้าไป

“อีกเป้าหมายที่ผมอยากทำให้เกิดขึ้น คืออยากรวบรวมคนเก่งหลายๆ ด้านมาไว้ด้วยกัน ผมเชื่อว่าถ้าผมมีศิลปะมากพอในการทำให้คนเก่งอยู่ร่วมกันได้ด้วยความสามัคคี และทำให้เขาเก่งมากขึ้นกว่าเดิม ผมก็คงไม่ต่างอะไรกับแจ็คกี้ ชาน ที่รวบรวมคนเก่งอย่างทีมกล้อง ทีมภาพ และอื่นๆ มาทำงานด้วยกัน จนกลายเป็นพยัคฆ์ของเอเชีย คือผมไม่ได้ต้องการเป็นพยัคฆ์ แต่อยากทำให้เห็นว่าถ้าเราสามารถสร้างระบบงานที่มีมาตรฐานและมีศิลปะได้ จะเป็นอย่างไร ซึ่งแน่นอนว่าอาจไม่ได้รับการยอมรับ แต่ควรจะมีคนเริ่ม”

หลายคนมองว่าก๊อตค่อนข้างติสต์และเจ้าความคิด มองตัวเองอย่างไรคะ

“ผมว่าติสต์มาจากการที่ผมไม่ได้ดำเนินชีวิตในแบบที่คนอื่นทำ เพราะมนุษย์เราล้วนเติบโตมาท่ามกลางคำสอนของพ่อแม่ โรงเรียน ชาติ ศาสนา ทุกคนดำเนินชีวิตไปตามนั้น โดยไม่ถามว่าฉันอยากดำเนินชีวิตแบบนี้หรือเปล่า สังคมให้เป็นแบบนนี้ ก็เลยเป็นแบบนี้ ผมแค่ไม่ทำตามเรื่องพวกนั้น แล้วหาหนทางของตัวเอง เปรียบเป็นนกแบบใน หนังสือเรื่อง โจนาทาน ลิฟวิงสตัน : นางนวล ที่บินหาที่อยู่อันเหมาะสมของตัวเอง โดยรับผิดชอบตัวเองเต็มที่ ทั้งเรื่องเงิน เรื่องงาน และชีวิต จึงมีอิสระ แต่คนที่ไม่มีอิสระ เพราะใช้ชีวิตโดยขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกทั้งหมด พอเราต่างจากเขาก็เลยดูผิดแผก แค่นั้นเอง

“แต่ก่อนผมก็เหมือนคนอื่น เป็นลูกแกะที่โดนต้อนให้ทำนั่นทีนี่ที วันหนึ่งอายุ 24-25 เราเปลี่ยนจากลูกแกะกลายเป็นสิงโต บอกว่าไม่เอาแล้ว ฉันจะออกล่าเหยื่อด้วยตัวเอง วิ่งเข้าหาทุกอย่างเอง ศึกษาเอง ล่าสิบครั้ง ได้หนึ่งครั้ง ก็ถือว่าชนะ แต่ตอนนี้ผมไม่ใช้ทั้งแกะและสิงโต แต่กลับไปเป็นเด็ก คือทำทุกอย่างเพราะสนุกและมีความสุข ไม่ต้องถามหาความหมายอะไรมากมาย ชีวิตควรดำรงอยู่ด้วยความเบิกบาน ยินดี และเห็นค่าของชีวิต เพราะเราไม่รู้จะตายเมื่อไร คิดแบบนี้ติสต์ไหมล่ะ ติสต์! (ตอบเองแล้วหัวเราะชอบใจ)

“แต่ที่คิดแบบนี้ได้เพราะผมไปฝึกนั่งสมาธิ ทำให้รู้ว่ามนุษย์มักจะคาดหวังความสุขในอนาคตอยู่ตลอด วันนี้ไม่เคยดีเลย วันหน้าถึงจะดี ต้องมีสิ่งนั้นสิ่งนี้ จึงจะมีความสุข ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ชีวิตจะเน่าลงทุกวัน จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องหาความสขุในปัจจุบันให้เจอ ซึ่งความสุขก็เหมือนความเงียบที่มีอยู่ตลอด แต่เพราะมีเสียงอื่นมากวน ทำให้เราไม่ได้ยิน แต่พอลองแยกทุกเสียงออกไป เราจะเห็นว่าความเงียบนั้นมีอยู่ เสียงรบกวนในที่นี้ก็คือความคิดของเรานั่นแหละ ความคิดเราไปแค่ 4 ที่ อดีต อนาคต ชอบ ไม่ชอบ วนเวียนอยู่แค่นี้ แต่ถ้าเรานั่งนิ่งๆ แยกความคิดออกไปให้หมด ชั่วขณะที่ไม่มีความคิดรบกวน นั่นแหละความสุขสงบ


อ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ที่ นิตยสารแพรว ฉบับ 963

ภาพเพิ่มเติม : godfather1632

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

หุ่นดีเพราะมีแรงบันดาลใจ “ก๊อต-จิรายุ” แชร์ทริคเวิร์คเอ๊าต์ให้สนุก เพื่อรูปร่างสุดฟิตแอนด์เฟิร์ม

ฮิวโก้-จุลจักร จักรพงษ์ ผู้ชายภักดีต่อความรัก เสียงเพลง ธรรมชาติ และครอบครัว

ลูกเปลี่ยนชีวิต อุ้ม สิริยากร เผยชีวิตเรียบง่ายในสหรัฐฯ กับบทบาทคุณแม่ลูกสอง

Praew Recommend

keyboard_arrow_up