นนท์-ธนนท์

อีกก้าวของ “นนท์-ธนนท์” 10 ปี บนเส้นทางสายดนตรี จากผู้เข้าประกวดสู่กรรมการ

Alternative Textaccount_circle
event
นนท์-ธนนท์
นนท์-ธนนท์

ปี 2013 แพรว สัมภาษณ์ “นนท์-ธนนท์ จำเริญ” เป็นครั้งแรกในช่วงเวลาที่เข้ารอบชิงชนะเลิศรายการ The Voice วันนั้นเขายังเป็นเด็กใต้วัย 16 ปี ที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองจะเป็นแชมป์รายการ The Voice และโด่งดังขนาดนี้ วันนี้เราคุยกับนนท์ในวัย 25 ที่กำลังย่างเข้าสู่ปีที่ 10 ในวงการบันเทิง เขาผ่านเรื่องราวมาสารพัดและเติบโตในฐานะศิลปินที่เชื่อในเรื่องการพัฒนาตัวเอง พร้อมๆ กับความหลงใหลในเสียงดนตรีที่ไม่ต่างจากเมื่อก่อน

อีกก้าวของ “นนท์-ธนนท์” 10 ปี บนเส้นทางสายดนตรี จากผู้เข้าประกวดสู่กรรมการ

เด็กชายที่ไม่เคยคิดจะเป็นนักร้อง

“สมัยเด็กผมไม่คิดถึงการเป็นนักร้อง อยากทำงาน เบื้องหลังมากกว่า ไม่ใช่ไม่อยากทำงานเบื้องหน้านะ แต่ คิดว่าตัวเองเป็นไม่ได้ เนื่องจากยุคที่ผ่านมาเขาวัดกันที่ หน้าตา ผมส่องกระจกมองดูตัวเองแล้วคิดว่า ‘นนท์…นายไม่เหมาะแน่ ๆ’ แต่เป็นเพราะใจรักเสียงเพลง อย่างยอมอดข้าวกลางวัน เพื่อเก็บเงิน 20 บาทไปเช่าเทปที่ร้านข้างบ้านมาฟังทุกวัน ส่วนเพื่อนผมที่บ้าน ทำร้านคาราโอเกะ ผมก็ไปร้องที่ร้านเขาบ่อยมาก สุดท้ายยอมเข้าวงดนตรีลูกทุ่ง ที่โรงเรียน (โรงเรียนเทศบาลสามกอง จังหวัดภูเก็ต) เหตุผลคือพอไปร้องเพลง ก็จะได้ค่าขนม แม้ที่บ้านไม่ได้ลำบาก แต่ก็ไม่ได้สบายถึงขั้นอยากได้อะไรก็ได้ แม่จะมีคำพูดติดปากว่า ‘รอแม่ถูกหวยก่อนนะ’ แต่เรารอไม่ไหว อยากมีเงินไว้ซื้อ อะไรที่ตัวเองอยากได้ ตอนนั้นผมเป็นนักกีฬาวิ่งด้วยนะ แต่ก็ได้เบี้ยเลี้ยงน้อยมาก

“จำได้ว่าขึ้นเวทีร้องเพลงครั้งแรกกลัวมาก ต้องหลับตาร้อง เพราะมี วงประจำในพื้นที่มาดูการประกวดของเรา สำหรับเด็ก 8 ขวบที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน เป็นการเริ่มต้นที่่ค่อนข้างกดดัน แต่ผมคิดว่าเรามาหาประสบการณ์และอยากได้เงิน ก็สู้ต่อ เริ่มเดินสายประกวด เวทีแรกเป็นงานประกวดของโรงเรียนเทคโนในจังหวัด แม่ตัดชุดผ้าไหมสีชมพูให้ใส่ เขินนะครับ แต่ก็ชนะกลับมา หลังจากนั้นก็ไปแข่ง เวทีอื่นอีก ปรากฏว่าแพ้ ตอนแรกไม่เข้าใจ เพราะคิดว่าทำเต็มที่แล้ว พอโตขึ้น จึงเข้าใจว่าไม่ใช่แค่เราที่เหนื่อยหรือทำเต็มที่อยู่คนเดียว คนอื่นเขาก็ทำเหมือนกัน ตอนหลังผมเปลี่ยนมาโฟกัสกับความสุขเล็ก ๆ แทนว่าอย่างน้อยก็ได้ขึ้นเวที

“กระทั่งมัธยมต้นผมออกจากวงลูกทุ่งมาฟอร์มวงดนตรีสากลแทน เพราะ ชอบแนวเพลงนี้ บวกกับรู้สึกว่าการร้องลูกทุ่งยาก และไม่สนุกเท่ากับเล่นเพลง สากล ปรากฏว่าช่วงนั้นเสียงแตก พูดอะไรก็เพี้ยน จึงเลิกร้องเพลง ไปเล่น กลองแทน พวกเราเดินสายประกวดกับวงเป็นว่าเล่นตามเวทีต่าง ๆ ในจังหวัดภูเก็ต ส่วนใหญ่ได้รางวัล และเป็นช่วงเวลาที่ผมสนุกที่สุด

“จนถึงวันที่นักร้องนำมีเหตุให้ออกจากวง ผมจึงต้องทำหน้าที่ตีกลองและ ร้องไปด้วย ตอนแรกไม่รู้จะทำยังไง เพราะเพิ่งตีกลองได้ไม่นาน ร้องเพลงก็ไม่ มั่นใจ แต่เคยดูพี่ติ๊ก ชีโร่ ที่สามารถร้องเพลงและตีกลองไปด้วย ผมก็คิดว่าถ้ามี ตัวอย่างที่ทำได้ เราก็น่าจะทำได้นะ ลองกลับมาตั้งใจฝึกฝน นั่นเป็นจุดที่ผม กลับมาร้องเพลงอีกครั้ง และนำประสบการณ์ในแต่ละเวทีที่ได้ร้องเพลงมา ไปประกวดรายการ The Voice ปี 2012”

นนท์-ธนนท์

ชีวิตไม่มีคำว่าง่าย

“เข้าวงการครั้งแรกก็โดนบูลลี่ตั้งแต่หัวจรดเท้า ถูกต่อว่าว่าไม่เหมาะสม ซึ่งผมอายุ 16 เท่านั้นแต่เจอมาหลายเหตุการณ์ จนไม่รู้จะตอบว่าเรื่องไหนคือ เรื่องยากสุด เพราะยากทุกอย่างเลย (ยิ้ม) แต่ทุกวันนี้ไม่คิดแล้วนะ เพราะได้ เรียนรู้ว่าจริง ๆ มันคือเรื่องคุณค่าของโอกาสที่ได้ลงมือทำ ไม่ใช่การตั้งความหวัง สูง ๆ อย่างตอนประกวด The Voice ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควร ตอนร้องเพลง ฟ้า ของ Tattoo Colour ในรอบ Blind Audition ผมคิดว่าตัวเองน่าจะร้อง ได้ดีกว่านี้ ทั้งที่เพลงนี้คือไม้ตายของผม อาจเพราะตื่นเวที ขึ้นไปร้องคนเดียว ไม่มีเพื่อนอยู่ด้วย จึงรู้สึกไม่คู่ควรตั้งแต่นั้น แต่ก็คิดว่าถ้าจะปล่อยไปเฉย ๆ มันไม่ได้ สิ่งที่เราต้องทำคือพัฒนาและฝึกฝน ผมโชคดีที่ตั้งแต่เด็ก ๆ ได้ร้องเพลง ลูกทุ่ง เพื่อชีวิต เพลงสากล ผมเลยรู้สึกว่าถ้าวันหนึ่งเราได้เป็นนักร้องก็อยากจะ ร้องเพลงอะไรก็ได้ ผมชอบศึกษาศิลปินเก่ง ๆ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการทำงาน อย่างเช่น ไมเคิล แจ็คสัน ผมชื่นชมเขามาก

“สำหรับชีวิตส่วนตัว ทุกวันนี้เวลาเจออะไรกดดันและเครียดมาก ๆ ผม ไม่เยียวยาตัวเอง รู้สึกว่าไม่ได้เกิดมาเพื่อถูกเอาใจ อาจเพราะผมเข้มงวดกับชีวิต ตัวเองมาก ฉะนั้นเวลาโดนบูลลี่ ความสุขผมอาจลดลงมา แต่จะไม่โอ๋ตัวเอง ให้กลับมามีความสุขเท่าเดิม เต็มที่ก็คือเข้าใจว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไป เวลาเจอ คอมเมนต์ไม่ดีก็จะคิดว่าบางทีคนพิมพ์เขายังไม่ได้รู้จักเราในพาร์ตนี้ และเขา อาจจะไม่รู้ว่ามันส่งแรงกระเพื่อมต่อจิตใจคนอ่านขนาดไหน ซึ่งเราไม่สามารถห้าม ความคิดคนอื่นได้ มีคำพูดหนึ่งของแม่ที่บอกผมว่า ‘ไม่รักสิ่งไหน อย่าไปทำลาย’ มันใช้ได้กับทุกอย่างในชีวิต เราไม่ชอบอะไร อย่าไปทำลาย แค่เดินผ่านไปก็พอ แล้วชีวิตจะมีความสุขง่ายขึ้น”

นนท์-ธนนท์

นนท์กับความสุขของคนรอบข้าง

“หลายคนเข้าใจว่าผมเป็นสายปาร์ตี้ เพราะชอบสนุกสนาน แต่จริง ๆ ไม่ใช่ ผมแค่ได้นิสัยพวกนี้มาจากการดูตลกคาเฟ่กับพี่ชายสมัยเด็ก เราซื้อซีดี เป็นแพ็คเลย แล้วนั่งขำกันสองคน จากนั้นก็จำมุกมาเล่นกับเพื่อนในร้านเกม ขณะเดียวกันผมก็ชอบละลายพฤติกรรมในหมู่เพื่อน นอกจากคนจะสนุกแล้ว เราก็ยังได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น ถึงแม้ผมเป็นสายฮา แต่ก็ไม่ไร้สาระนะ เพราะขณะเดียวกันผมก็เป็นเด็กกิจกรรม มีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบ ผมเป็นรุ่นพี่ ประธานสี เป็นประธานสภานักเรียน

“พอทำงานในวงการบันเทิงก็ต้องเต็มที่ โชว์แต่ละครั้งนอกจากจะมอบ เสียงเพลงก็จะเอนเตอร์เทน พูดคุยกับคนฟังที่ตั้งใจมาดูเรา เพราะบางคน ชีวิตเขาอาจจะหม่นหมองมาทั้งวัน แต่พอได้ยินมุกจากเรา เขาอาจจะรู้สึกดีขึ้น ขณะเดียวกันผมก็มีวันที่เหนื่อย ไม่รู้จะเอนเตอร์เทนยังไง ถ้าเจออย่างนั้นผม จะไม่ทำอะไร แค่นิ่ง ทุกวันนี้ถ้าว่างผมจะดื่มกาแฟ รดน้ำต้นไม้ ทำเหมือนพ่อ เลย ซึ่งผมเพิ่งเริ่มมาดื่มกาแฟเมื่อต้นปีที่ผ่านมานี้เอง แต่ก่อนผมดื่มไม่เป็นหรอก แค่รู้สึกว่าถ้าตายแล้วไม่มีโอกาสลองนะ และพบว่ากาแฟทำให้ผมมีความสุข ผมชอบโมเมนต์ที่ได้นั่งนิ่ง ๆ และจิบกาแฟ เพราะชีวิตการทำงานบางวันเกิดขึ้น หลายเหตุการณ์มาก และทุกอย่างเร็วมาก คือไปทำงานเหมือนกระโดดน้ำตก พอได้นั่งนิ่ง ๆ เหมือนได้พักสมองไปในตัว”

นนท์-ธนนท์

ถึงวันรับบทบาท “กรรมการ”

“เรื่องที่ผมจริงจังที่สุดตอนนี้คือการเป็นกรรมการรายการ The Star Idol ที่จริงผมเคยเป็นคณะกรรมการประกวดมาตั้งแต่เรียน การทำหน้าที่นี้ต้องเข้าใจว่า เขาต้องการหาคนแบบไหน ต้องซีเรียสกับเรื่องคุณภาพ ความเป็นธรรมชาติ และ เสน่ห์ของผู้เข้าประกวด ต้องดูออกว่าธรรมชาติเขาเป็นประมาณไหน และลุ้นว่า เขาทำได้ดีที่สุดแค่ไหน ทุกคนพยายามเหมือนกันหมด แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ทำได้

“สำหรับเวที The Star Idol ผมอยากพัฒนาตัวเองกับบทบาทใหม่ที่ ได้เป็นกรรมการแบบจริงจัง ผมมักจะไปยืนใกล้ ๆ กับผู้เข้าประกวดเสมอ เพื่อ ดูว่าสิ่งที่น้อง ๆ เจอเป็นมุมมองเวทีแบบไหน คือพยายามเข้าใจ ไม่ได้เพื่อ ปลอบโยนเขานะ แต่วิเคราะห์เขาให้ชัดเจนมากขึ้น เพราะน้องบางคนเก่งมาก แต่เหมือนกำลังหลงทาง บางคนคิดว่าสิ่งที่เขาคิดว่าน่าจะใช่คืออาวุธที่ดีที่สุด แต่ผมบอกเลยว่าไม่ใช่ อาวุธที่ดีคือสิ่งที่คุณซ้อมมาอย่างหนัก บางคนเตรียม เพลงมาประกวด ผมถามว่าถ้าเต็ม 10 คะแนน คุณให้คะแนนเพลงที่ตัวเอง เตรียมมาเท่าไร พอเขาบอกว่า 8 ผมปัดตกทันที เพราะในการประกวด ถ้าเวทีนี้ ขอ 10 คะแนน คุณต้องซ้อมเพลงที่คิดว่าได้ 15 คะแนนมา ผมจริงจังมาก จนมีคนบอกว่าผมเป็นกรรมการที่น่ากลัว แต่ผมอยากให้เขาได้อะไรกลับไป จริง ๆ”

ถ้าวันนี้ไม่ได้เป็นนักร้อง…

“ถ้าอยากเป็นนักร้องก็ต้องเป็นให้ได้ ไม่ใช่ทำไม่ได้ก็ไปหาอย่างอื่นมา ปลอบใจตัวเอง คือถ้าผมยังไม่ลงโลงก็ไม่ยอมแพ้หรอก เพราะท้ายที่สุดไม่มีอะไร น่ากลัวไปกว่าใจของเราเอง ถ้าใจสู้ก็ทำได้ ในเมื่อเราสร้างสิ่งที่ชอบมาหลายอย่าง แล้ว แค่ถ้าวันนั้นเราอาจตกบันไดก็ก้าวขึ้นใหม่ได้ ดีกว่าเสียสิ่งดี ๆ ที่เคยทำ ก่อนหน้านี้ไป บางคนอาจจะบอกว่าผมยึดติด แต่สำหรับผมมันคือความสนุกน่ะ”


ที่มา : นิตยสารแพรว ฉบับ 974

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

บทเรียนจากความพ่ายแพ้พา เทนนิส- พาณิภัค สู่ตำนานฮีโร่กีฬาเทควันโดไทย

รู้จัก “บุ๋ม – ยุวดี” แห่งแบรนด์ไทย Pony Stone เจ้าของกางเกงยีนส์สุดปังใน MV ลิซ่า

ละมุนยกบ้าน! “พ่อมอส-แม่เกม-โสน-สวรรค์” ใครเป็นยังไงในครอบครัวปฐวีกานต์

Praew Recommend

keyboard_arrow_up