พลพล

ถ้าไม่เป็นนักร้อง คงเป็นโจร! ช่วงชีวิตสุดลำบากของ พลพล รับเงินเดือน 2,350 บาท

พลพล
พลพล

เคยเห็นคนดังหลายคนถูกสื่อถามว่า หากไม่ได้เป็นดาราเหมือนในวันนี้ คิดว่าคุณจะเป็นอะไร ซึ่งคำตอบของ “พลพล พลกองเส็ง” อาจทำให้หลายคนตกใจ

พลพล

เป็นเวลากว่า 22 ปี แล้วที่นักร้องดังอย่าง พลพล พลกองเส็ง เจ้าของผลงานเพลงฮิตมากมายไม่ว่าจะเป็น  ยังยิ้มได้, ตาแดงแดง,คนไม่สำคัญ, แค่มี ,ชั่วฟ้าดินสลาย, คนเดินถนน ฯลฯ โลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิง แม้จะมีนักร้องเกิดใหม่เป็นจำนวนมาก แต่ผลงานของเขาก็ยังอยู่ในใจของผู้ฟังเสมอ ซึ่งกว่าที่เขาจะประสบความสำเสร็จในเส้นทางนี้ไม่ง่ายเลย เพราะล่าสุดในรายการ คุยแซ่บโชว์ ทางช่อง ONE หนุ่มคนนี้ได้เปิดใจเกี่ยวกับชีวิตก่อนที่จะมาเป็นนักร้องว่า เขาเคยลำบากมากๆ จนคิดว่าจะไปเป็นโจรปล้นธนาคารเลยทีเดียว

เห็นว่าเข้ากรุงเทพฯ มามีเงินติดตัวมาแค่ 700 บาท?

“จริงครับ ตอนนั้นไปสอบครูพละ สอบผ่านแล้ว แต่ไม่มีเงินไปรายงานตัว ซึ่งมันต้องจ่ายค่าเทอม ค่าเรียนแล้ว ซึ่งมันไม่มี แต่เผอิญเพื่อนต่างโรงเรียนแล้วก็ครูจะมาสอบดุริยางค์ทหารบก เป็นอัตราแทนนายสิบ ถ้าสอบได้คือทำงานเลย รับราชการเลย มีเงินเดือนเลย มันก็ตรงทางที่เราอยากเป็น คือได้เป็นนักดนตรีด้วย ได้เงินด้วย เป็นข้าราชการด้วย ก็เลยตัดสินใจมาสอบกับเขา”

แสดงว่าก่อนหน้านี้ฐานะทางครอบครัวก็ไม่ได้ร่ำรวย?

“อย่าบอกว่าไม่ได้ร่ำรวย ไม่มีเงินเลย จนเลย”

ตอนนั้นลำบากขนาดที่ว่า กินบะหมี่สำเร็จรูปแล้วร้องไห้กับครอบครัวเลย?

“มันเป็นความอัดอั้นตันใจ เหมือนตอนเด็กมากกว่า ไม่ได้คิดว่าทำไมจนขนาดนี้ไม่ใช่ ไม่ได้คิดเลย แต่นึกถึงว่าทำไมต้องกินแบบนี้ทุกวัน ทำไมบ้านเราไม่ลืมตา อ้าปากเหมือนคนอื่นบ้าง”

พลพล พลกองเส็ง

แต่ก็อยากที่จะมีอาชีพเลี้ยงครอบครัว ก็เลยมาสอบครู แต่ไม่มีเงินสมัคร?

“ใช่ครับ ก็เลยตัดสินใจมาสอบดุริยางค์ คือเงินค่ารถ 210 บาท ก็เหลือเงิน สี่ร้อยกว่าบาท ซึ่งกินข้าวก็เหลือไม่เท่าไหร่ก็เลยมาสอบ เขาก็บอกว่าผลสอบจะออก 2-3 เดือน เราก็มองหน้าเพื่อน กลับไปก็ไม่ได้ กลับไปก็ไม่มีเงินกลับมาแล้ว ก็เลยตัดสินใจไม่เป็นไรก็มานอนหัวชนกันที่หมอชิตก่อน รุ่งเช้าก็เข้าไปดูกองดุริยางค์ พอถึงบ่ายๆ เขาก็ซ้อมวอลเลย์บอลกัน เราก็ดูเขา อีกฝั่งหนึ่งเขาขาดอีก 2 คน เขาบอกว่าน้องทำอะไร มาเสริมพี่หน่อยก็เลยลงไปเล่นกับเขาโดยไม่คิดอะไร ด้วยความที่เราเป็นนักวอลเลย์บอลโรงเรียนอยู่ เราก็เล่นได้ เขาก็หันมาถามว่าน้องมาทำอะไร เรามาสอบครับ เขาบอกว่าโอเค อาทิตย์หน้าพี่จะแข่งพี่จะแจ้งผู้การว่าเรามาทำงานเลย แล้วก็แข่งให้พี่ด้วย โชคดีมาก”

ตอนนั้นได้บรรจุเป็นอะไร?

“พลอาสาสมัครแทนนายสิบ ก็คือเงินเดือนเท่ากันกับนายสิบแหละ แต่ไม่มีขีดเฉยๆ ตอนนั้นดีใจมากๆ”

แล้วนานแค่ไหนกว่าจะมาเป็นพลพลที่หลายคนรู้จัก?

“ตอนที่อยู่ดุริยางค์ทหารบกเนี่ย เราก็ทำงานอยู่ที่นั่น 5 ปี ก็ลาออก ใน 5 ปีทำอะไรเยอะมาก เพราะเงินเดือน 2350 บาทเอง ซึ่งมันก็ไม่พอ เราก็รับจ้างเข้าเวร ขับวิวันหยุด รับซักรีด ทุกอย่างที่ได้เงิน รับหมด แล้วนอนวันหนึ่ง 3 ชั่วโมง”

ที่พี่ต้องทำงานตั้งแต่อายุน้อยก็เพราะมันมาจากพี่ก็มีหนี้สินครอบครัว?

“ใช่ครับ ครอบครัวอยู่ต่างจังหวัด พ่อไปกู้เงินมาสร้างบ้าน พอช่วงนั้นฟองสบู่แตกมันไม่มีเงินที่จะสร้างต่อ กู้แล้วดอกมันก็แพงขึ้นเรื่อยๆ   มันก็ทบกันไปเรื่อยๆ เราก็ส่งแค่ดอกไป ซึ่งอันนี้มันเป็นหนี้ครอบครัวทุกคนต่างช่วยกันรับผิดชอบ ก็ช่วยกันมา 5 ปีแล้ว มันก็ไม่ดีขึ้น ต้องตัดสินใจลาออกเลย”

ความลำบากทำให้มีความคิดผุดขึ้นมาว่าจะโจร?

“ครับผม จริงๆ มันเป็นอารมณ์ชั่ววูบในวันที่เราสับสน จะลาออกไปไหนดี จะฆ่าตัวตายดีไหม แต่ฆ่าตัวตายก็กลัวเจ็บ หายใจไม่ออกตอนนั้นคิดไว้ 2-3 อย่าง อย่างแรกก็คือโดดตึก เสียว สูงไป ก็เจ็บด้วย ถ้ากินยาก็ขม ไม่อร่อย”

“ตอนนั้นผมคิดว่าตายคนเดียว จะได้ไม่ต้องมีใครมาเดือดร้อน ไม่ต้องอะไรแล้ว แล้วก็ในเรื่องของปล้นธนาคารก็เป็นอารมณ์ชั่ววูบเหมือนกัน เรื่องปล้นธนาคารคิดแบบเหมือนดูหนังเยอะ ตอนนั้นคิดเริ่มแรกคือ ยืมปืนทหารก่อน แล้วไปปล้น แต่นั่งคิดไปคิดมา ยังไม่เห็นใครได้ใช้เงินจากการปล้นเลย อีกอย่างอาจจะโดนวิสามัญตายไปเปล่าๆ ”

ตอนนั้นชีวิตมันดิ่งขนาดไหนถึงขั้นคิดว่าจะเป็นโจรหรือฆ่าตัวตาย?

“เงินเดือน 2,350 บาท หักลบทุกอย่างเหลือ 700 เอง แล้วเราต้องไปหาเพิ่มอีกตั้งหลายพัน เพื่อไปส่งดอก แล้วเราจะหาเงินที่ไหนกินเดือนหน้า ซึ่งมันไม่ชนเดือน แต่มันชนไปหลายปีแล้ว ก็เลยรู้สึกว่าอยู่ไม่ได้”

แล้วจุดไหนที่ทำให้พี่ได้สติแล้วดึงตัวเองกลับมาลุกขึ้นสู้ต่อ?

“เพราะว่าจิตใต้สำนึกทุกคนไม่ได้อยากเป็นโจร ไม่อยากฆ่าตัวตาย แต่ด้วยความที่ทุกอย่างมันบีบคั้นมา อาจจะอารมณ์ชั่ววูบ นู่นนี่นั่น ไม่ได้รับกำลังใจ มันก็ทำให้รู้สึกว่า มันไปดีกว่า เผอิญพี่มีครอบครัวที่โทรหากัน คุยกัน พี่เขาบอกว่าใจเย็นๆ นู่นนี่นั่น ถ้าร้องไห้เมื่อไหร่เขาจะมาหาทันที พี่ชายกับพี่สาวเขาก็มา มันก็ได้คำปรึกษา ได้กำลังใจ ฉะนั้นครอบครัวสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้เราผ่านวิกฤติต่างๆ ไปได้”

พลพล

โชคดีที่ในวันนั้นนักร้องหนุ่มคนนี้ยังมีสติ ไม่อย่างนั้นเราคงไม่ได้รู้จักนักร้องคุณภาพแบบนี้อย่างแน่นอน ดังนั้นใครที่ลำบากอยู่ก็อย่าท้อถอย และขอให้พยายามและมุ่งมั่นต่อไป เพราะนี่ส่วนสำคัญของความสำเร็จที่แท้จริง


ภาพจาก : รายการ คุยแซ่บโชว์

สามารถติดตามอ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่นี่

เป้ย-ปานวาด หลั่งน้ำตาฝ่ามรสุมหย่าร้าง และเหตุผลทำไมยังรักษาครอบครัวเอาไว้?

พรหมลิขิตรักของ หมอเจี๊ยบ-ลลนา จะไปง้อแฟนเก่า แต่! กลับพบแฟนใหม่

มด-ณปภัช วางแผนแต่งงานหนุ่มนอกวงการ ทิว-ธันว์ตรี สจ๊วตแอร์เอเชีย

Praew Recommend

keyboard_arrow_up
error: Content is protected !!