แมท-ภีรนีย์ พูดความในใจ

จมน้ำตา 2 ปี แมท-ภีรนีย์ พูดความในใจ ความรักที่กลายเป็นเรื่องคนของทั้งประเทศ

แมท-ภีรนีย์ พูดความในใจ
แมท-ภีรนีย์ พูดความในใจ

คู่รักหลายคู่อาจคิดว่าความรักเป็นเรื่องของคนสองคน แต่ในความเป็นจริงปฏิเสธไม่ได้ว่าคนรอบตัวก็มีส่วนสำคัญที่จะทำให้ความรักเดินหน้าหรือถอยหลัง โดยเฉพาะกับคนบันเทิงยิ่งลำบาก เพราะยิ่งดังก็ยิ่งถูกจับตามอง เหมือนกับคู่ของนางเอกสาว แมท-ภีรนีย์ คงไทย กับ สงกรานต์ เตชะณรงค์ ความรักของพวกเขากลายเป็นวาระแห่งชาติที่ไม่มีใครไม่พูดถึง โดยตั้งแต่มีข่าวว่าทั้งคู่กำลังศึกษาดูใจกัน ก็โดนทัวร์ลงอย่างหนัก โดยเฉพาะกับนักแสดงสาวซึ่งเคยเป็นที่ชื่นชอบของแฟนๆ ในเวลานั้นกลับเป็นคนที่ไม่ถูกรักอีกต่อไป แถมยังต้องเผชิญหน้ากับแอนตี้แฟนเต็มไปหมด กระทั่งทุกวันนี้ก็ยังมี แมท-ภีรนีย์ พูดความในใจ

และเมื่อไม่นานมานี้นางเอกสาว แมท-ภีรนีย์ คงไทย ได้ออกมาเปิดใจเป็นครั้งแรก ผ่านรายการ Thairath Talk ถึงเรื่องความรักที่กลายเป็นเรื่องคนของทั้งประเทศ จนทำให้เธอจมกับน้ำตามานานถึง 2 ปี

จมน้ำตา 2 ปี แมท-ภีรนีย์ พูดความในใจ ความรักที่กลายเป็นเรื่องคนของทั้งประเทศ

แมท-ภีรนีย์ พูดความในใจ

 ช่วงเวลา 2 ปี คุณอยู่กับภาวะแบบนี้ ตั้งรับอารมณ์เช่นนี้ได้อย่างไร?

“ ตอนแรกก็เขวค่ะ ก็เขวอย่างที่เห็น เชื่อว่าทุกคนก็เห็น ว่ามันเป็นอะไรที่แบบ เหมือนพูดง่ายๆ แรงมา เราก็แรงกลับอะไรแบบนี้ น้ำเชี่ยวเราก็เอาเรือไปขวาง ซึ่งได้รับบทเรียน ได้เรียนรู้ อาจจะเพราะเราโชคดี ที่เราค่อนข้าง ไม่ได้ถึงกับศึกษาธรรมะ เราค่อนข้างเข้าใจความเป็นไปของโลกมนุษย์นี้ได้ง่ายๆ เมื่อเรามองเห็นแล้วว่าต้นเหตุของทุกข์มันคืออะไร เราเห็นว่าสาเหตุมันเป็นแบบนี้ ผลจึงเป็นแบบนี้ โอเคเมื่อเรารับรู้แล้ว เราก็หยิบมันวางลง พอวางลง เราก็ไม่หนัก”

เขาร้องไห้ วันนั้นแค่วันเดียว แต่คุณร้องไห้มา 2 ปี?

“ใช่ แต่ว่าก็เอาเป็นว่าแมทเข้าใจดีกว่า แมทเข้าใจเพราะว่า จริงๆ แล้วเขาก็ได้รับข้อมูลที่ผิดมา จริงๆ แมทคิดว่าเขาไม่ได้มีเจตนาที่จะทำร้าย แต่ด้วยความอิน หรือด้วยความที่เขาอาจจะชอบดู ชอบติดตามเรา มันก็เลยทำให้เขาเข้าใจผิด”

ที่ผ่านมาที่เกิดเรื่องราว มีสักวินาทีไหมที่เรารู้สึกว่า น่าจะเป็นที่ฉันบ้างแหละ สัก 5% 10% มีบ้างไหม?

“โห เป็นที่แมทเลยค่ะ ไม่ใช่ 5% อย่างที่บอกว่าสัมภาษณ์ครั้งแรก แน่นอนสิ ฉันไม่ได้ทำ อยู่ดีๆ มาว่าฉันเสียๆ หายๆ ว่าพ่อว่าแม่แบบนี้ ใครจะไปยอม โอเคพอครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 รู้ละอย่างที่แจ้งว่าน้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือเข้าไปขวาง ปล่อยให้น้ำมันสงบลงก่อน แล้วค่อยชี้แจงหรืออะไรก็ว่าไป ก็อย่างที่บอกแหละค่ะ เรียนผูกต้องเรียนแก้เองค่ะ”

“ที่บัลลังก์ศาลท่านถามมทเหมือนกันว่า อ้าวคุณเป็นดารา คุณรับคำวิจารณ์ไม่ได้เหรอ มทตอบกลับศาลท่านไปว่า ใช่ค่ะ มททำอาชีพเป็นดาราก็จริง แต่ถ้าวิจารณ์มทในเรื่องผลงาน ว่ามทเล่นละครไม่ดีเลยเรื่องนี้ เล่นไม่สนุกเลย เดินไม่สวย ไม่ชอบ ถ้ามทฟ้องศาล อันนั้นก็ว่าไปอย่าง มทยินดีรับความชอบหรือวิจารณญาณจากท่านผู้ชมอยู่แล้ว เพราะว่าอย่างหนึ่งที่มันมีประโยชน์ คือเขาบอกเราหลังค่อม เรามาเดินให้หลังตรงขึ้น อันนั้นคือสิ่งที่มีประโยชน์และไม่ได้ทำร้ายต่อตัวมทหรือใครเลย”

“แต่ครั้งนี้มันน่าเสียใจอย่างหนึ่งตรงที่มันไม่ได้ทำร้ายเราเพียงอย่างเดียว มันทำร้ายคนรอบข้างไปหมดเลย ทุกๆ คำพูดที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มันไม่ได้เป็นการสนับสนุนใครเลย มันเป็นการทำร้ายทุกคน ทุกฝ่ายอย่างย่อยยับไปหมดเลย”

“อย่างที่บอกเมื่อกี้ว่าส่วนของครอบครัวมทก็โอเค อันนั้นเป็นตัวอย่างที่มทอยากแชร์ แต่ไม่เป็นไร เพราะเรียนผูกก็ต้องเรียนแก้เอง และครอบครัวมทจัดการเองได้ไม่เป็นไร แต่อย่างที่บอกว่าคนอื่นที่เขาไม่สมควรโดน เช่น พอเรารับละคร ผู้จัดโดนว่า พระเอกโดนติไปด้วย เราก็รู้ว่า เฮ้ยไม่ใช่ละ เราทนไม่ไหว ใจเราไม่แข็งพอที่จะไปทำงานอยู่ในสังคมที่เราเป็นต้นเหตุที่ทำให้เขาได้รับผลกระทบไปด้วย อันนี้คือสิ่งที่มทจัดการไม่ได้ ถ้ามทโดนกับตัวเอง เสียใจไหมเสียใจ ร้องไห้ก็จบ แต่สิ่งหนึ่งที่ยอมไม่ได้คือคนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ หรือคนที่ไม่เกี่ยวข้องต้องมาโดนไปด้วย มันไม่ได้ ไม่ถูกต้อง และไม่ยอมให้เกิดขึ้น”

มีมุมมองคำว่าคนสาธารณะอย่างไรบ้าง ในฐานะที่เราเป็นดารา คนชอบตีตราว่าเราเป็นบุคคลสาธารณะแล้วต้องรับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ได้ทุกอย่าง?

“คำว่าพอดีมันใช้ได้กับทุกอย่างเลย พี่เรย์สังเกตสิ มันใช้ได้กับทุกอย่างบนโลกใบนี้ อะไรที่มากไปไม่ดีแน่นอน และอะไรที่น้อยไปก็ไม่ดีแน่นอน เพราะฉะนั้นทุกคนมีสิทธิ์วิจารณ์ในคนอย่างนี้ หรือจะพูดว่าเราเป็นคนของประชาชน เป็นดารา แต่ว่าต้องมีขอบเขตนิดหนึ่ง ต้องมีความพอดีนิดหนึ่ง”

แสดงว่าติดเพื่อก่อยังสามารถทำได้?

“การเป็นนักแสดง เราเป็นตัวเอง เราไม่ได้มองเข้ามาเห็นตัวเอง แต่คนรอบๆ ตัวเรานั่นแหละที่จะให้ประโยชน์แก่ตัวเรา เขาอาจจะบอกกับเราว่าเราพูดช้าไป พูดเร็วไป หลังค่อมไปแบบนี้ สิ่งนี้เป็นประโยชน์อย่างมากและเราต้องการด้วยค่ะ แมทเชื่อว่านักแสดงที่เขาอยากพัฒนาตัวเอง เขาต้องการได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้เพื่อมาพัฒนาตัวเอง”

“แมทว่าอย่าเข้าใจผิดและอย่าเพิ่งไปตั้งแง่ว่าด่าไม่ได้เหรอ พูดไม่ได้เหรอ นี่ไง ทุกคนเห็นแมทเป็นตัวอย่างแล้ว แมทไม่ได้อยากเป็นนักเคลื่อนไหวอะไรแบบนั้น แต่แค่อยากเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าทุกคนทุกฝ่ายต้องใจเย็นๆ”

อยากจะบอกอะไรกับแฟนๆ คุณบ้าง และคุณยังไม่ได้บอกตลอดระยะเวลาที่อยู่ในวงการมา 20 ปี?

“จริงๆ คนที่เป็นแฟนคลับมท จะมีกลุ่มและจะพูดคุยแชร์ประสบการณ์กันเรื่อยๆ อย่างเรื่องนี้มทก็เกรงใจมากๆ เราเกรงใจคนที่รักและหวังดีที่เขาคอยสนับสนุน มทรู้สึกว่าเราทำให้เขาผิดหวังหรือเปล่า มทก็จะพูดกับพวกเขาตลอดว่าไม่อยากทำให้ผิดหวัง อยากให้ความมั่นใจว่าคุณยังสนับสนุนคนที่คุณเลือกถูกนะ อะไรแบบนี้ค่ะ เพราะว่าทุกอย่างในการทำงานในวงการก็ตั้งใจ อยากจะทำให้มันดี อยากจะทำให้คนชอบ อย่างที่บอกว่าจะพยายามทำตัวเองให้เป็นคนที่อยู่ในวงการบันเทิงให้ดีที่สุด เพราะว่าไม่มีใครมาบังคับเรา เพราะเราเป็นคนเลือกที่จะอยู่ตรงนี้ เราต้องทำให้มันดี ไม่ให้ใครมาว่าเราได้”

หลายคนก็มีหน้าที่การงานที่ดีมากก็มาคอมเมนต์ มาบอกเจตนาว่าพลั้งเผลอไป มีใจอ่อนบ้างไหม?

“ใจอ่อนตลอด แต่ก็ต้องหักห้าม ห้ามใจอ่อน คือไม่ใช่ว่าไม่มีเมตตานะคะ เมตตาทางใจก็มีให้เต็มๆ 100% อย่างที่ยืนยันไป แต่มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างหนักมาก ถ้าเกิดแมทให้เขาผ่านเรื่องนี้ไปได้ง่าย โดยที่ไม่ได้รับบทลงโทษ มันก็จะไม่มีตัวอย่างสำหรับคนทั่วๆ ไปอีกเยอะๆ ที่จะโดนโจมตี”

“อย่างที่บอกว่ามทเข้าใจ เข้าใจจริงๆ ว่าจะให้มันตามหาว่าจริงไม่จริง มันก็คงยากถูกไหมคะ แต่มทว่าต้นตอ คือสื่อหลายๆ แขนง มทว่าน่าจะมีความพอประมาณ เท่าที่มทตามดูทุกช่องทาง ถ้าเกิดเป็นข่าวเรามันก็จะมีกดอีโมติคอนที่เยอะ แชร์ที่เยอะมากกว่าปกติไปหลายเท่า เข้าใจว่ามันเป็นอะไรที่หอมหวาน ที่โลกออนไลน์ตรงนี้มันกำลังเป็นไปอยู่ แต่ว่าอย่าไปเป็นทาสของมัน ต้องมีวิจารณญาณนิดหนึ่ง”

“สื่อก็เป็นดาบ 2 คม เราจะไม่รู้ว่าสิ่งที่เขานำเสนอนั้นมันจะจริงหรือไม่จริง สื่อบันเทิงแมทเข้าใจ จะมานั่งคำนวณวิทยาศาสตร์มันก็ไม่ใช่ มันก็เสพเป็นความสนุก เอาไปเม้าท์กับเพื่อนเป็นการผ่อนคลายในชีวิต เหมือนเราดูละคร ก็เอาแบบพอประมาณ และอย่าอินเกินในสิ่งที่เรายังพิสูจน์ไม่ได้”

2 ปีที่แมทสูญเสียโอกาสไปมากมายมหาศาล แต่แมทมองเห็นข้อดีของการหยุดงานในวงการบันเทิงไปของเราบ้างไหม?

“ในสิ่งที่เสียไปมันก็ได้อะไรกลับมาอยู่เหมือนกันนะคะ มันก็ไม่ได้เป็นอะไรที่แย่ขนาดนั้น ก่อนหน้านี้เมื่อนานมากแล้ว ตอนแมทอายุ 20 กว่า แมทรู้สึกอิ่มตัว รู้สึกอิ่มตัวในวงการ คือเรารู้สึกว่าเรา Handle การเป็นดาราได้ไม่ดีเท่าที่ควร เรารู้จักแค่ที่จะเล่นละคร แสดงละคร และเรารู้สึกเราทำได้ดี เรามีพัฒนาการ เราพอใจในผลงานตัวเองและทุกคนก็ชื่นชอบ แต่ถามว่าการเป็นดาราที่ไม่ใช่นักแสดง อันนั้นมันเป็นเรื่องยากสำหรับแมท”

แมท-ภีรนีย์ พูดความในใจ

หลังจากนี้ก็จะทำให้ดีขึ้น?

“แน่นอนค่ะ ก็จะทำให้ดีขึ้น ก็ไม่ถึงกับคิดผิดนะคะ แต่เราก็คิดว่าเราตัดสินใจถูกประมาณหนึ่งที่เราอยู่นิ่งๆ อยู่นิ่งๆ ของเราหน่อยดีกว่าก็ออกไปทบทวนตัวเอง หลายๆ คนอาจจะมองว่า วันนี้แมทมาออก รายการหลายๆ คนอาจจะเซอร์ไพร้ส์ เพราะแมทเป็นนักแสดงสังกัดช่อง 3 และนี่น่าจะเป็นครั้งแรกที่แมทตัดสินใจมา เพราะว่าอย่างที่บอกว่าแมทพยายามปรับตัวให้อยู่ได้ เป็นดาราด้วย เป็นนักแสดงด้วยให้ได้ดีที่สุด”

“เมื่อก่อนตอนที่เราเป็นเด็กน้อย เราจะรู้สึกว่าก็เราเป็นแบบนี้แหละ เราไม่ต้องสร้างภาพ แต่เมื่อโตมาเราได้เรียนรู้ว่า ถ้าภาพที่เราสร้างมันเป็นภาพที่ดี มันก็ควรทำไว้บ้าง เพราะว่ามีคนข้างนอกนั้นที่อาจจะชื่นชมหรือมองเราเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับใคร พอพูดอย่างนี้เราก็รู้สึกว่า เราน่าจะไปทำคุณค่าให้กับใครไม่มากก็น้อย”


ข้อมูลจาก : Thairath Talk

สามารถติดตามอ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่นี่

จุดเริ่มต้นเกิดที่ฟิตเนส ‘สงกรานต์’ รับเต็มปากคบ ‘แมท ภีรนีย์’

หวานเข้ม! แมท – สงกรานต์ คู่รักที่แข็งแกร่ง ออกงานคู่อย่างเปิดเผยครั้งแรก

เปิดใจครั้งแรก! “แมท ภีรนีย์” ถูกใจ “สงกรานต์” ให้โอกาสไปพิสูจน์ตัวเอง

Praew Recommend

keyboard_arrow_up
error: Content is protected !!