กระบวนพยุหยาตราสถลมารค พระราชพิธีโบราณ ตั้งแต่สมัยสุโขทัย

กระบวนพยุหยาตราสถลมารค หนึ่งในพระราชพิธีสำคัญในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งเป็นพระราชพิธีโบราณ ที่มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย กระบวนพยุหยาตราสถลมารค แต่เดิมนั้นการจัดกระบวนพยุหยาตราทางสถลมารค คือการจัดกองทัพเพื่อกรีฑาออก ไปรบกับข้าศึก สาเหตุที่ต้องจัดกระบวนทัพก็เพื่อให้ข้าศึกเกิดความเกรงกลัวในศักดานุภาพแห่งองค์พระมหากษัตริย์ และการปฏิบัติพระราชภารกิจด้านการสงครามแต่ละครั้งนั้นจำป็นที่จะต้องเสด็จอย่างมีระเบียบแบบแผน มีวิธีการอย่างเป็นขั้นตอน พระมหากษัตริย์จะทรงแวดล้อมด้วยหมู่พหลพลพยุหเสนา เพื่อให้ทรงปลอดภัยจากภยันตรายและหมู่ข้าศึกศัตรู แม้ต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ก็ยังคงการจัดทัพออกทำศึกสงครามด้วยกระบวนช้าง กระบวนม้า และกระบวนทหารราบ การจัดกระบวนพยุหยาตราทางสถลมารคและทางชลมารคนี้ในรัชกาลที่ว่างเว้นจากการสงครามก็ยังคงมีการฝึกซ้อมจัดกระบวนอย่างสม่ำเสมอ จะเห็นได้จากการเรียกระดมพลเข้ามาซ้อมกระบวนยุทธ์เป็นครั้งคราวตามกำหนด พิธีการสำคัญที่มีการจัดกระบวนพยุหยาตราทางสถลมารคที่ควรรู้จักก็คือ การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และการเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐินตามพระอารามหลวงที่สำคัญ สำหรับการแห่พระกฐินโดยกระบวนพยุหยาตรานั้นมีทั้งทางสถลมารคและทางชลมารค แต่กระบวนต่างกันเป็น ๒ อย่างคือ กระบวนพยุหยาตราใหญ่ และกระบวนพยุหยาตราน้อย การจัดกระบวนทหารที่นำและตามเสด็จฯ อาจมีทั้งกระบวนช้าง กระบวนม้า และกระบวนเดินเท้า ส่วนกระบวนพระบรมราชอิสริยยศเป็นกระบวนเดินเท้าทั้งสิ้น ถ้าเสด็จพระราชดำเนินไปพระพุทธบาทพระมหากษัตริย์จะไม่ทรงม้าหรือช้างพระที่นั่ง แต่จะประทับพระราชยานคานหาม เช่น พระที่นั่งราเชนทรยาน พระที่นั่งพุฒตาลทอง ขึ้นไปนมัสการพระพุทธบาท ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ การจัดกระบวนพยุหยาตราทางสถลมารคด้วยกระบวนม้าและกระบวนช้างเลือนหายไป คงเหลือแต่กระบวนเดินเท้า ซึ่งเรียกว่า “กระบวนพยุหยาตรา (ใหญ่) สถลมารค” กระบวนหนึ่ง และ “กระบวนพยุหยาตรา (น้อย) สถลมารค” อีกกระบวนหนึ่ง การจัดกระบวนพยุหยาตราชลมารคนี้ กล่าวได้ว่า วิวัฒนาการมาจากการจัดกระบวนทัพเรือในยามที่ว่างศึก เพื่อเป็นการฝึกซ้อมเรียกระดมพล […]

เผยพระนาม ในหลวง รัชกาลที่ 10 จากพระราชกฤษฎีกา เหรียญเฉลิมพระเกียรติฯ

เผยพระนาม ในหลวง รัชกาลที่ 10 จากพระราชกฤษฎีกา เหรียญเฉลิมพระเกียรติฯ… ใกล้เข้ามาทุกขณะแล้ว สำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 4-6 พฤษภาคม 2562 โดยพระราชพิธีบรมราชาภิเษก นับเป็นโบราณราชประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์ เพื่อความเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์ สำหรับอีกสิ่งหนึ่งที่นับเป็นองค์ประกอบสำคัญของการดำรงพระราชอิสริยยศแห่งพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์ ได้แก่ พระปรมาภิไธย หรือ พระนาม รวมถึงยังเป็นสิ่งที่พสกนิกรเฝ้าติดตาม เพื่อชื่นชมในพระเกียรติยศและพระบารมี ทั้งนี้ได้มีการเปิดเผยพระปรมาภิไธยของ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เมื่อพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์ จากพระราชกฤษฎีกา เหรียญเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 4 พฤษภาคม 2562 นั่นคือ “พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว” ซึ่งจะมีการออกพระปรมาภิไธยนี้ ตั้งแต่หลังเที่ยงของวันที่ 4 พฤษภาคม 2562 โดยพระปรมาภิไธยนี้อ่านออกเสียงว่า พระ-บาด-สม-เด็ด-พระ-ปอ-ระ-เมน-ทะ-ระ-รา-มา-ทิ-บอ-ดี-สี-สิน-ทอน-มะ-หา-วะ-ชิ-รา-ลง-กอน-พระ-วะ-ชิ-ระ-เกล้า-เจ้า-อยู่-หัว และในการออกพระปรมาภิไธยโดยย่อนั้น นอกจาก “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ตามที่นิยมใช้กันโดยทั่วไปแล้ว ยังมีการคาดการณ์ว่าอาจจะมีการออกพระปรมาภิไธยโดยย่อว่า “พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว” อีกด้วย จากพระปรมาภิไธยดังกล่าวนั้นจะเห็นได้ว่า เป็นการเลือกใช้การเฉลิมพระปรมาภิไธยตามพระราชนิยมของรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 6 รวมกัน กล่าวคือ […]

keyboard_arrow_up