สานต่อพระราชไมตรีจากรุ่นสู่รุ่น ราชวงศ์ไทย-ญี่ปุ่น ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นยาวนาน

สานต่อพระราชไมตรีจากรุ่นสู่รุ่น ราชวงศ์ไทย-ญี่ปุ่น ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นยาวนาน… นับเป็นเรื่องราวความบังเอิญที่น่าปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง สำหรับในช่วงเวลานี้ของประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงเวลาของการเสด็จขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์พระองค์ใหม่ นั่นคือ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ซึ่งจะมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในวันที่ 4-6 พฤษภาคม 2562 และสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ ที่เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2562 และจะมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในวันที่ 22 ตุลาคม 2562 แต่เรื่องราวที่น่าปลาบปลื้มใจไปกว่านั้น คือความสัมพันธ์ของทั้งสองราชวงศ์ ไทยและญี่ปุ่น ที่แน่นแฟ้นและยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ ตั้งแต่รัชสมัยของกษัตริย์พระองค์ก่อนหน้า หรือพระราชบิดาของกษัตริย์พระองค์ปัจจุบัน นั่นคือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ ที่ทรงมีพระราชไมตรีต่อกันดุจพระเชษฐาและพระอนุชา จวบจนวาระสุดท้ายของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ ในขณะที่ทรงเจริญพระชนมพรรษามากแล้ว แต่ก็ยังตั้งพระทัยในการเสด็จฯเยือนประเทศไทย เพื่อถวายพระราชสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ด้วยพระองค์เอง แม้ในวันนี้ทั้งสองแผ่นดินจะผลัดเปลี่ยนยุคสมัยแล้วก็ตาม แต่พระราชไมตรีของพระมหากษัตริย์ทั้งสองพระองค์ก็ได้รับการสานต่อจากพระราชโอรสเป็นอย่างดี ซึ่งจะเห็นได้จากเหตุการณ์น่าประทับใจดังต่อไปนี้ ที่แสดงให้เห็นถึงพระราชไมตรีจากรุ่นสู่รุ่นของทั้งสองราชวงศ์ เหตุการณ์เมื่อเดือนมิถุนายน 2549 ครั้งที่สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ เสด็จฯเยือนประเทศไทย เพื่อทรงเข้าร่วมงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยมีสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร […]

“ขอบใจจากใจจริง” พระราชดำรัสสุดท้ายในฐานะพระประมุขของ จักรพรรดิอากิฮิโตะ

สืบเนื่องจากพระราชพิธีสละราชสมบัติของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะในช่วงเช้าของวันนี้ (30 เมษายน 2562) ซึ่งเป็นการประกอบพิธี ณ ปูชนียสถานทั้ง 3 (3 Palace Santuaries) ในเขตพระราชวังอิมพีเรียล จากนั้นในช่วงเย็น เวลา 17.00 น. สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ เสด็จออก ณ ท้องพระโรงมัตสึโนมะ หรือท้องพระโรงใหญ่ พระราชวังอิมพีเรียล จากนั้นเจ้าพนักงานอัญเชิญเครื่องราชกกุธภัณฑ์ทอดเบื้องพระพักตร์ และพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายกรัฐมนตรี นายชินโสะ อาเบะ คณะรัฐบาล ผู้แทนองค์กรภาครัฐและเอกชน เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท สำหรับช่วงเวลาสำคัญของพระราชพิธีนี้ ซึ่งจะเป็นเหตุการณ์บนหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่นต่อไป คือการที่สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะทรงมีพระราชดำรัสสละราชสมบัติอย่างเป็นทางการ ซึ่งนับเป็นพระราชดำรัสสุดท้ายของพระองค์ในฐานะสมเด็จพระจักรพรรดิ โดยมีใจความว่า “วันนี้เป็นวันสุดท้ายในการทำงานในฐานะสมเด็จพระจักรพรรดิ ขอบใจในคำกล่าวของนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือว่าเป็นตัวแทนของประชาชน ตลอด 30 ปี ในฐานะที่เราเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิ ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากประชาชน ได้รับความไว้วางใจ ขอขอบใจจากใจจริง และพรุ่งนี้จะเริ่มเข้าสู่ยุคสมัยเรวะ ขอให้มีแต่สันติภาพ เราปรารถนาให้ประเทศของเราและทั่วโลกอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และขออธิษฐานให้เกิดในสิ่งนั้น”ทั้งนี้ สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะจะทรงดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระจักรพรรดิจนถึงเที่ยงคืนของวันนี้ ซึ่งเป็นการสิ้นสุดยุคเฮเซอย่างเป็นทางการ จากนั้นจะเข้าสู่รัชศกเรวะ โดยมีเจ้าชายนารุฮิโตะ มกุฎราชกุมาร เสด็จขึ้นครองราชบังลังก์ดอกเบญจมาศต่อไป   ข้อมูลและภาพ […]

วันประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น “จักรพรรดิอากิฮิโตะ” ทรงเข้าพิธีสละราชสมบัติ

ตามที่สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ จักรพรรดิพระองค์ที่ 125 แห่งราชวงศ์ญี่ปุ่น ทรงประกาศสละราชบัลลังก์ เนื่องด้วยพระชนมายุที่มากขึ้น บวกกับพระพลานามัยที่อ่อนแรงลง ทำให้ทรงเกรงว่าจะไม่สามารถปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้อย่างเต็มที่ ทำให้การสละราชสมบัติครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกในรอบ 200 ปี ของราชวงศ์ดอกเบญจมาศเลยทีเดียว โดยพระราชพีธีสละราชสมบัติอย่างเป็นทางการของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะจะเกิดขึ้นในวันนี้ (30 เมษายน 2562) ซึ่งสำนักพระราชวังของญี่ปุ่นได้เผยแพร่หมายกำหนดการที่พระองค์จะทรงประกอบพระราชพิธีสละราชสมบัติ ดังนี้ สำหรับในช่วงเช้าซึ่งเสร็จสิ้นไปเรียบร้อยแล้ว เป็นการประกอบพิธี ณ ปูชนียสถานทั้ง 3 (3 Palace Santuaries) ในเขตพระราชวังอิมพีเรียล ซึ่งเป็นสถานที่ถวายราชสักการะเทพเจ้าและเทพีที่เป็นบรรพบุรุษของพระราชวงศ์อิมพีเรียล โดยในเวลาประมาณ 10.00 น. สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะจะเสด็จพระราชดำเนินไปถวายราชสักการะสุริยเทพี ณ วิหารใหญ่คาชิโกะ-โดโกโระ (賢所 – Kashiko-dokoro) ซึ่งอยู่ตรงกลางของเขตวิหาร โดยเป็นที่ประดิษฐานกระจกยาตะจำลอง และลูกปัดยาซาคานิ อันเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์แห่งญี่ปุ่น จากนั้นจะทรงเสด็จพระดำเนินไปถวายราชสักการะดวงพระวิญญาณของบูรพมหาจักรพรรดิในอดีต ณ วิหารโคเรเด็น (皇霊殿 – Kōrei-den) และถวายราชสักการะเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ตามความเชื่อในศาสนาชินโต ณ วิหารชินเด็น (神殿 – Shin-den) โดยในการนี้ สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะฉลองพระองค์ชุดโคโรเซนโกโฮ […]

ย้อนชมภาพตราตรึงใจ พระราชไมตรีดุจพี่น้อง “ในหลวง ร.9 – จักรพรรดิอากิฮิโตะ”

ย้อนชมภาพตราตรึงใจ พระราชไมตรีดุจพี่น้อง “ในหลวง ร.9 – จักรพรรดิอากิฮิโตะ”… ปีนี้นับเป็นปีมหามงคลของประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น ด้วยเหตุอันเป็นมงคลเดียวกัน นั่นคือการเสด็จขึ้นครองราชย์อย่างเป็นทางการของพระประมุขพระองค์ใหม่ นั่นคือ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ซึ่งจะมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในวันที่ 4-6 พฤษภาคม 2562 และเจ้าชายนารุฮิโตะ มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น ที่จะเสด็จขึ้นครองราชย์ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2562 และจะมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในวันที่ 22 ตุลาคม 2562 ทั้งนี้อีกหนึ่งความน่าปิติยินดีเป็นอย่างยิ่ง คือการที่พระราชบิดาของทั้งสองพระองค์ นั่นคือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ ทรงมีพระราชไมตรีต่อกันมาเป็นเวลาช้านานแล้ว อีกทั้งยังทรงมีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นประดุจพระเชษฐาและพระอนุชาเลยทีเดียว ซึ่งนั่นทำให้ราชวงศ์ไทยและราชวงศ์ญี่ปุ่นเปรียบดั่งมิตรแท้ รวมถึงยังส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในด้านอื่นๆ อีกด้วย ในโอกาสอันเป็นมงคลนี้ แพรวดอทคอม จึงขอพาทุกคนย้อนไปชมภาพประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและยาวนานของพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองพระองค์ ความสัมพันธ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ เริ่มต้นขึ้นในเดือนพฤษภาคม ปี 2506 เมื่อครั้งที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 เสด็จฯเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เพื่อเข้าเฝ้าฯสมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโตะ […]

เรียบง่ายแต่สุขล้น ชีวิตหลังสละราชบัลลังก์ของ “จักรพรรดิ-จักรพรรดินีญี่ปุ่น”

เรียบง่ายแต่สุขล้น ชีวิตหลังสละราชบัลลังก์ของ “จักรพรรดิ-จักรพรรดินีญี่ปุ่น”… นับเป็นเวลาร่วม 30 ปีแล้วที่สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะเสด็จขึ้นครองบัลลังก์เบญจมาศ ด้วยพระชนมายุที่มากขึ้น บวกกับพระพลานามัยที่อ่อนแอลง โดยเคยทรงผ่านการผ่าตัดพระหทัยและการรักษามะเร็งต่อมลูกหมากมาแล้ว  ซึ่งเป็นสาเหตุให้พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสเรื่องการสละราชสมบัติครั้งแรกในช่วงกลางปี 2559  และรัฐบาลญี่ปุ่นก็มีมติผ่านร่างกฎหมายพิเศษเพื่อรับรองการสละราชสมบัติของพระองค์ โดยจะมีพิธีสละราชสมบัติอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 เมษายน 2562 จากนั้นเจ้าชายนารุฮิโตะ มกุฎราชกุมารจะขึ้นทรงราชย์ทันทีในวันที่ 1 พฤษภาคม 2562 เกี่ยวกับเรื่องสละราชสมบัตินี้ สมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะทรงมีลายพระอักษรเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 82 พรรษา(20 ตุลาคม 2559) ว่าพระองค์ทรงทราบว่าพระจักรพรรดิได้ทรงหารือกับพระราชโอรสทั้งสอง คือ มกุฎราชกุมารนารุฮิโตะ และเจ้าชายอากิชิโนะแล้ว แต่ถึงกระนั้น… “เมื่อข้าพเจ้าได้เห็นคำว่า ‘สละราชย์ทั้งยังมีพระชนม์ชีพ’ บนหน้าหนังสือพิมพ์ ก็ทำให้รู้สึกตกใจ ซึ่งคงจะเป็นเพราะว่าข้าพเจ้าไม่เคยเห็นถ้อยคำเช่นนี้แม้แต่ในหนังสือประวัติศาสตร์ และใน 1-2 วินาทีแรกนั้นข้าพเจ้าทั้งตกตะลึงและเจ็บปวด บางทีข้าพเจ้าอาจจะอ่อนไหวมากไปก็ได้” แน่นอนว่าความตกพระทัยของสมเด็จพระจักรพรรดินีเป็นแค่ความไม่ทรงคุ้นต่อวิธีการใช้ถ้อยคำของสื่อฯ ที่มีธรรมเนียมว่าต้องใช้ภาษาทางการเมื่ออ้างอิงถึงสถาบันพระจักรพรรดิ เพราะถ้าพิจารณาในแง่ว่าพระองค์กับพระราชสวามีจะทรงมีเวลาส่วนพระองค์มากขึ้น จะทรงสามารถเข้าครัวปรุงอาหาร  หรือเล่นเปียโนคู่กับพระราชสวามีที่โปรดการทรงเชลโล กับเมื่อเวลาผ่านไปอีกสักหน่อยอาจจะสามารถเสด็จฯเข้าไปในร้านหนังสือมือสอง หรือไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ โดยไม่ต้องใช้ผ้าคลุมล่องหนอย่างที่พระองค์เคยทรงอยากเป็นเจ้าของตอนที่อ่านวรรณกรรมเรื่อง Harry Potter นี่ยังไม่นับรวมกับที่ทุกๆ เช้าทั้งสองพระองค์ทรงจับจูงกันไปเดินเล่นในสวน ภายในพระราชวัง ทรงชี้ชวนกันดูสีสันของใบไม้ที่เปลี่ยนผันไปตามฤดูกาล และบางสุดสัปดาห์ก็จะทรงเปลี่ยนพระอิริยาบถด้วยการทรงฉลองพระองค์ชุดเทนนิสเพื่อลงสนามเล่นกีฬาโปรด กีฬาที่เปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นแห่งรัก กว่าหกสิบปีนับตั้งแต่วันที่ทั้งสองพระองค์ทรงพบกันครั้งแรก […]

สำนักพระราชวังญี่ปุ่นเผย พระยศใหม่ของพระราชวงศ์ เมื่อเข้าสู่รัชศกเรวะ

สำนักพระราชวังญี่ปุ่นเผย พระยศใหม่ของพระราชวงศ์ เมื่อเข้าสู่รัชศกเรวะ… ตามที่สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะทรงประกาศสละราชบัลลังก์ ซึ่งจะมีพิธีสละราชสมบัติอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2562 โดยเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2562 รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศชื่อรัชศกใหม่ว่า “เรวะ”  (Reiwa – 令和) ซึ่งจะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 เป็นต้นไป ล่าสุดสำนักพระราชวังของญี่ปุ่นได้เปิดเผยการเปลี่ยนแปลงการออกพระยศใหม่ของสมเด็จพระจักรพรรดิ สมเด็จพระจักรพรรดินี รวมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์บางพระองค์ เมื่อมีการเปลี่ยนรัชกาลในวันที่ 1 พฤษภาคม 2562 นี้ ซึ่งทางเพจ Royal World Thailand – รอยัล เวิลด์ ประเทศไทย ได้รับความรู้จากสำนักพระราชวังของญี่ปุ่นเกี่ยวกับการออกพระยศทั้งภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษ อีกทั้งยังได้รับอนุญาตให้แจงรายละเอียดพระยศของพระบรมวงศ์แต่ละพระองค์เพื่อเป็นความรู้ ดังนี้ โดยหลังจากสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะสละราชสมบัติแล้ว ตามพระราชธรรมเนียม จากที่ทรงดำรงพระบรมราชอิสริยยศจากเดิม “เท็นโน (天皇 / Tennō = จักรพรรดิ)” สู่การเป็น “ไดโจ เท็นโน […]

เหตุผลที่ “จักรพรรดิอากิฮิโตะ-จักรพรรดินีมิชิโกะ ทรงเปรียบดั่งสันติสุขแห่งยุคเฮเซ

แม้ใกล้ถึงวันสุดท้ายของยุคเฮเซ ซึ่งเป็นยุคของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ จักรพรรดิพระองค์ 125 แห่งญี่ปุ่น ในวันที่ 30 เมษายน 2562 นี้แล้ว แต่ประชาชนชาวญี่ปุ่นยังคงรัก ผูกพัน และมีความสุขกับยุคสมัยนี้เป็นอย่างมาก หลายคนพยายามเก็บตวงความสุขของช่วงเวลานี้ไว้ให้ได้มากที่สุด อย่างที่เห็นได้ชัดล่าสุดคือมีการอัดอากาศของยุคเฮเซเก็บไว้ในกระป๋อง เพื่อจำหน่ายเป็นของที่ระลึกเก็บไว้ในความทรงจำ นับว่าเป็นไอเดียของที่ระลึกที่น่ารักและน่าประทับใจมาก ทั้งนี้เพราะปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่า สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ ทรงเป็นที่รักของพสกนิกร ทรงเป็นสัญลักษณ์ของราชวงศ์ญี่ปุ่นยุคใหม่ และทรงเป็นผู้สร้างสันติสุขให้กับยุคเฮเซในตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี แห่งการครองสิริราชสมบัติบนบัลลังก์เบญจมาศ โดยตลอดห้วงเวลาแห่งการครองราชย์ของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ พระองค์ทรงพยายามจะทำให้ช่องว่างระหว่างราชวงศ์กับประชาชนลดลงด้วยการเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมหลากหลายโครงการ  รวมทั้งทรงดำเนินกิจกรรมด้านสวัสดิการสำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ และคนพิการทั่วประเทศญี่ปุ่น ยามเสด็จฯเยี่ยมราษฎร ก็ทรงมีพระราชดำรัสด้วยถ้อยคำธรรมดา และมักจะประทับบนพื้นระดับเดียวกับประชาชน โดยมีสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะทรงอยู่เคียงข้าง ทุกครั้งที่ญี่ปุ่นประสบกับโศกนาฏกรรมและวิบัติภัยทางธรรมชาติ ทั้งสองพระองค์จะเสด็จฯไปเยี่ยมเยือนให้กำลังใจผู้ประสบภัยด้วยพระองค์เองเสมอ และที่น่าคารวะที่สุดคือการที่สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะทรงออกมายอมรับความผิดของพระราชวงศ์ญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลก ด้วยการรับสั่งแสดงความรับผิดชอบต่อความสูญเสียของทุกฝ่าย ทั้งหมดนี้ช่วยให้สถานะของสถาบันกษัตริย์ในสายตาประชาชนเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นกว่าเดิมมากมาย โดยเมื่อปี 2557 ในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 80 พรรษาของสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ พระองค์ได้พระราชทานพระราชวโรกาสให้สื่อมวลชนชาวญี่ปุ่นเข้าเฝ้าฯ พร้อมพระราชทานสัมภาษณ์อย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรก ซึ่งพระราชดำรัสตอนหนึ่งสะท้อนถึงการที่ทั้งสองพระองค์ทรงเป็นสัญลักษณ์ของราชวงศ์อิมพิเรียลยุคใหม่ได้อย่างดีเลิศ “…มีเหตุการณ์ที่ประทับใจข้าพเจ้ามาจนถึงทุกวันนี้คือ เช้าวันหนึ่ง หลังการผ่าตัดของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังเดินอยู่ในเมืองฮายามา มีชายคนหนึ่งหยุดรถริมถนน แล้ววิ่งข้ามถนน […]

บทพิสูจน์รัก “จักรพรรดินีมิชิโกะ” ซินเดอเรลล่าญี่ปุ่น ชีวิตในวังที่โรยด้วยขวากหนาม

รักหวานในสนามเทนนิส ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นความรักที่แสนยาวนานจวบจนทุกวันนี้ของ สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะแห่งญี่ปุ่น ดูเหมือนจะลงเอยแบบแฮ็ปปี้เอนดิ้งในสายตาของใครๆ ด้วยพระราชพิธีอภิเษกสมรสอันแสนงดงามและตราตรึงใจ หลังจากที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคความรักต่างๆ นานามาไม่น้อย แต่แท้จริงแล้ว ชีวิตจริงช่างแตกต่างจากในนิยายรัก เพราะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบไปตลอดเส้นทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ “มิชิโกะ โชดะ” (พระนามเดิมของสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ) ซึ่งเปรียบดั่งซินเดอเรลล่าแห่งแดนอาทิตย์อุทัย จากหญิงสามัญชนสู่เจ้าหญิง และพ่วงตำแหน่งว่าที่จักรพรรดินีในอนาคต อีกทั้งยังเป็นหญิงสามัญชนคนแรกของญี่ปุ่นที่ต้องพลิกชีวิตเข้าสู่รั้ววังหลวงที่เต็มไปด้วยขนบธรรมเนียมประเพณีหลังการอภิเษกสมรส มกุฎราชกุมารอากิฮิโตะ และเจ้าหญิงมิชิโกะ ทรงย้ายเข้าไปประทับอยู่ที่พระราชวังโทงู ไม่มีใครรู้ว่าชีวิตในวังของเจ้าหญิงมิชิโกะต้องทรงพบเจอกับอะไร ยิ่งข่าวที่แพร่ออกมานอกรั้ววังเป็นระยะมีแต่เรื่องน่ายินดี เช่น หลังอภิเษกสมรสได้เพียงปีเดียว เจ้าหญิงก็ทรงสร้างความเบิกบานใจให้แก่ประชาชนด้วยการให้กำเนิดพระโอรสองค์แรก เจ้าชายนารุฮิโตะ (มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่นองค์ปัจจุบัน ซึ่งจะทรงขึ้นครองราชสมบัติในวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2562) ต่อด้วยเจ้าชายอากิชิโนะ และเจ้าหญิงซายาโกะ (ปัจจุบันคือ นางซายาโกะ คุโรดะ)หรือการที่มกุฎราชกุมารและมกุฎราชกุมารี ทรงปฏิบัติพระองค์นอกกรอบจารีตของวังหลวงด้วยการเลี้ยงพระโอรสเอง โดยไม่พึ่งข้าราชบริพาร ต่างจากเดิมที่ต้องแยกพระโอรสจากพระชนก พระชนนี เพื่อให้พระพี่เลี้ยงเป็นผู้ถวายการดูแล รวมทั้งการที่เจ้าหญิงทรงเลี้ยงพระโอรส-ธิดาด้วยพระเกษียรธารา (น้ำนม) ของพระองค์  ส่งพระโอรส-ธิดาเข้าศึกษาที่โรงเรียนแทนการจ้างครูมาสอนในวัง เรื่องราวเหล่านี้คือมิติของ ‘ญี่ปุ่นใหม่’ ที่ประชาชนต่างรู้สึกยินดีอย่างยิ่งเมื่อได้รับรู้และเมื่อสมเด็จพระจักรพรรดิโชวะสวรรคตในวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2532 แล้วมกุฎราชกุมารอากิฮิโตะเสด็จฯขึ้นครองราชสมบัติเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิ […]

รักแท้ 60 ปี จักรพรรดิ-จักรพรรดินีแห่งญี่ปุ่น ฉลองราชาภิเษกสมรสแบบเรียบง่าย

รักแท้ 60 ปี จักรพรรดิ-จักรพรรดินีแห่งญี่ปุ่น ฉลองราชาภิเษกสมรส แบบเรียบง่าย… เรื่องราวความรักของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะแห่งญี่ปุ่น เดินทางมาอย่างยาวนาน จากสนามเทนนิสสู่ราชบัลลังก์ดอกเบญจมาศ จวบจนเมื่อวานนี้ (10 เมษายน 2562) ทั้งสองพระองค์ทรงเฉลิมฉลองเนื่องในวโรกาสราชาภิเษกสมรสครบ 60 ปี โดยทั้งสองพระองค์ทรงเข้าพิธีอภิเษกสมรสกันเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2502 ซึ่งขณะนั้นสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะยังดำรงพระอิสริยยศเป็นมกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น ส่วนสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะเดิมเป็นหญิงสามัญชนนามว่า “มิชิโกะ โชดะ” ทำให้การอภิเษกสมรสครั้งนั้น นับเป็นครั้งแรกเลยทีเดียวที่หญิงสามัญชนได้อภิเษกสมรสกับพระบรมวงศานุวงศ์ของญี่ปุ่น สำหรับงานฉลองราชาภิเษกสมรสครบ 60 ปี ของทั้งสองพระองค์ จัดขึ้นแบบเรียบง่ายภายในพระราชวังอิมพีเรียล โดยมีพระราชโอรสและพระราชธิดาของทั้งสองพระองค์ ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์และเจ้าหน้าที่ของญี่ปุ่น นำโดยนายชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีพร้อมภริยา เข้าถวายพระพร จากนั้นมีการพระราชทานเลี้ยงอาหารเย็นที่พระราชวังอิมพีเรียล ทั้งนี้สำหรับงานฉลองราชาภิเษกสมรสครบ 60 ปี ของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมิจิโกะแห่งญี่ปุ่น นับเป็นครั้งสุดท้ายในขณะที่ทั้งสองพระองค์ยังทรงครองราชบัลลังก์ดอกเบญจมาศ ก่อนที่สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะจะสละราชสมบัติในวันที่ 30 เมษายน 2562 ที่จะถึงนี้ ซึ่งนับเป็นการสิ้นสุดยุคเฮเซที่ดำเนินมายาวนานกว่า 30 ปี จากนั้นเจ้าฟ้าชายนารุฮิโตะ มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น จะเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์ใหม่ในวันที่ […]

กษัตริย์นักมีนวิทยา จักรพรรดิอากิฮิโตะ ทรงเผยแพร่งานวิจัยสุดท้ายก่อนสิ้นยุคเฮเซ

แม้ใกล้ถึงวันสละราชสมบัติแล้ว แต่สมเด็จพระ จักรพรรดิอากิฮิโตะ จักรพรรดิพระองค์ที่ 125 ของญี่ปุ่น ซึ่งครองราชย์มาเป็นเวลากว่า 30 ปี ในพระชันษา 85 พรรษา ก็ยังทรงไม่ละเว้นจากการทรงงาน เพื่อประโยชน์ของชาติบ้านเมืองและประชาชน โดยล่าสุดมีรายงานว่า สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ ทรงเผยแพร่งานวิจัยชิ้นสุดท้ายเกี่ยวกับสายพันธุ์ปลา ซึ่งพระองค์ทรงศึกษาวิจัยมานานกว่าครึ่งทศวรรษ ก่อนที่พระองค์จะทรงสละราชสมบัติ ในวันที่ 30 เมษายน 2562 นี้ ที่นับเป็นการสิ้นสุดรัชศกเฮเซด้วย สำหรับงานวิจัยดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ของนิตยสารเกี่ยวกับปลาฉบับหนึ่งเมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นงานวิจัยชิ้นที่ 33 ของพระองค์ที่ทรงศึกษาเกี่ยวกับพันธุ์ปลา โดยทรงศึกษาเกี่ยวกับการผสมข้ามพันธุ์ของปลาบู่ (Goby) ในแหล่งน้ำ ภายในสวน Kyoto Gyoen National Park เมืองเกียวโต ทำให้ทรงค้นพบปลาสายพันธุ์ใหม่ถึง 8 ชนิด ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้พระองค์ทรงศึกษาวิจัยร่วมกับนักวิชาการด้านปลาเป็นเวลานานกว่า 6 ปี ทั้งนี้สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะทรงสนพระทัยเกี่ยวกับปลามานานแล้ว นับว่าพระองค์ทรงเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องสัตว์น้ำพระองค์หนึ่งของประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียว โดยพระองค์ทรงศึกษาวิชามีนวิทยา จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยกะคุชุอิน กรุงโตเกียว ตั้งแต่เมื่อครั้งยังดำรงพระราชอิสริยยศมกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น อีกทั้งยังได้เสด็จพระราชดำเนินมายังประเทศไทย และทรงทูลเกล้าฯ ถวายปลานิลจำนวน 50 ตัว แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 25 […]

จักรพรรดิอากิฮิโตะ-จักรพรรดินีมิชิโกะ เสด็จชมดอกซากุระสุดท้ายแห่งรัชศกเฮเซ

นับเป็นช่วงเวลาก่อนการสละราชบัลลังก์ที่งดงามยิ่ง และเป็นภาพที่น่าประทับใจมาก โดยเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2562 สมเด็จพระ จักรพรรดิอากิฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะแห่งญี่ปุ่น ซึ่งเสด็จพระราชดำเนินไปในการทอดพระเนตรดอกซากุระที่กำลังบานสะพรั่ง บริเวณภายนอกพระราชวังอิมพีเรียล กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น อันเป็นสถานที่ประทับของทั้งสองพระองค์ในช่วงนี้ เพื่อทรงเข้าร่วมพิธีสำคัญต่างๆ เกี่ยวกับการสละราชสมบัติ ซึ่งจะเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 เมษายน 2562 ทั้งนี้การเสด็จชมดอกซากุระของทั้งสองพระองค์นับเป็นเรื่องปกติที่ทรงทำเป็นประจำทุกปี แต่ความพิเศษของการเสด็จชมดอกซากุระในครั้งนี้ คือนับเป็นดอกซากุระสุดท้ายแห่งรัชศกเฮเซ เนื่องจากรัฐบาลญี่ปุ่นได้มีการประชุมคัดเลือกชื่อรัชศกใหม่ สำหรับว่าที่สมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์ใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และมีการประกาศให้ทราบอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2562 ซึ่งรัชศกใหม่นั้นมีชื่อว่า “เรวะ”  (Reiwa – 令和) โดยจะเริ่มใช้รัชศกใหม่นี้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไป รวมถึงเจ้าฟ้าชายนารุฮิโตะ ก็จะเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์ใหม่ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2562 นี้ด้วยเช่นกัน    ข้อมูลและภาพ : Royal World Thailand – รอยัล เวิลด์ ประเทศไทย, อัพเดทญี่ปุ่น โดย […]

ต้นแบบคุณพ่อที่น่ารัก พระจริยวัตรแสนอบอุ่นของ เจ้าชายนารุฮิโตะ ว่าที่จักรพรรดิญี่ปุ่น

ต้นแบบคุณพ่อ และ สามีที่น่ารัก ในพระจริยวัตรแสนอบอุ่นและเรียบง่ายของ เจ้าชายนารุฮิโตะ ว่าที่จักรพรรดิแห่งราชวงศ์ญี่ปุ่น ที่ทรงมีต่อ เจ้าหญิงมาซาโกะ พระชายา และ เจ้าหญิงไอโกะ พระธิดา อีกไม่นานประเทศไทยก็จะมีพิธีสำคัญระดับประเทศอย่างพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่น ที่จะมีพิธีสละราชสมบัติของ สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ จักรพรรดิพระองค์ที่ 125 แห่งราชวงศ์ญี่ปุ่นในวันที่ 30 เมษายน 2019 ที่จะถึงนี้ และจะมีจักรพรรดิพระองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์คือ เจ้าชายนารุฮิโตะมกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น โดยทันที สำหรับเจ้าชายนารุฮิโตะ ทรงเป็นพระโอรสองค์โตของ สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ และ สมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ ทรงอภิเษกสมรสกับสตรีสามัญชนคือ  มาซาโกะ โอวาดะ ปัจจุบันคือ เจ้าหญิงมาซาโกะ มกุฎราชกุมารีแห่งญี่ปุ่น ท่ามกลางกระแสการต่อต้าน และไม่เห็นด้วย เพราะในขณะนั้นเจ้าชายนารุฮิโตะทรงพระอิสริยยศเป็นถึงมกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น จึงทำให้หลายคนคิดว่าอาจจะเป็นการไม่เหมาะสมมากนัก ที่จะให้หญิงสามัญชนก้าวขึ้นมาเป็นว่าที่จักรพรรดินี ความรักชนะทุกสิ่ง! ถึงแม้ว่าจะเผชิญอุปสรรคต่างๆ แต่ด้วยจิตใจที่แน่วแน่ เจ้าชายนารุฮิโตะ และ เจ้าหญิงมาซาโกะก็ยังทรงฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นจนทั้งสองพระองค์ได้เข้าพิธีอภิเษกสมรส ทั้งนี้เจ้าชายนารุฮิโตะได้ทรงให้คำมั่นสัญญากับเจ้าหญิงมาซาโกะว่า “คุณอาจจะหวาดกลัวและกังวลในการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของราชวงศ์ แต่ผมจะปกป้องคุณตลอดทั้งชีวิตของผม” ภายหลังงานอภิเษกสมรส ความกดดันที่มีก็ดูเหมือนว่าจะยังไม่คลายลง โดยสาเหตุมาจากการที่พระองค์ทรงถูกกดดันให้มีรัชทายาทเป็นพระโอรส เพื่อที่จะได้สืบสันตติวงศ์ ความเครียดที่เกิดขึ้นจึงทำให้พระองค์ทรงแท้งรัชทายาทพระองค์แรก จนกระทั้งเจ้าหญิมาซาโกะทรงให้ประสูติกาลเจ้าหญิงไอโกะ แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นแบบที่ทุกคนคาดหวัง จึงทำให้เจ้าหญิงมาซาโกะทรงเครียดหนักกว่าเดิม […]

วันคล้ายวันประสูติปีที่ 85 จักรพรรดิอากิฮิโตะทรงตรัส “ขอบใจประชาชน” ก่อนเตรียมสละราชบัลลังก์

วันนี้ (วันที่ 23 ธันวาคม 2018) สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ เสด็จออกพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้พสกนิกรเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายพระพรเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 85 พรรษา ของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะแห่งญี่ปุ่น วันที่ 23 ธันวาคม 2018 ณ พระราชวังอิมพีเรียล กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้ สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะแห่งญี่ปุ่น ยังได้พระราชทานสัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนเกี่ยวกับหลากหลายเรื่องราว ทั้งที่ผ่านไปแล้วและกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ใจความสำคัญดังนี้  “นับตั้งแต่ครองราชย์เป็นต้นมา ข้าพเจ้าพยายามมองหาหน้าที่ที่สมควรของตนในฐานะสัญลักษณ์ของประเทศตลอดมา และยังจะทำต่อไปจนถึงวันสละราชสมบัติ “ข้าพเจ้าจะไม่ลืมความรู้สึกของผู้คนในโอกินาว่าและประชาชนจำนวนมากที่ต้องเสียเลือดเนื้อไปในสงคราม ข้าพเจ้าตระหนักอยู่เสมอว่าความสุขสงบและความเจริญรุ่งเรืองของชาติในทุกวันนี้มาจากความเสียสละและความมานะของผู้คนดังกล่าว หน้าที่สำคัญอีกประการหนึ่งของข้าพเจ้าคือการถ่ายทอดข้อเท็จจริงดังกล่าวให้กับผู้คนที่เกิดหลังสงครามอย่างถูกต้อง “60 ปีนับแต่ได้สมรส จักรพรรดินีอยู่เคียงข้างข้าพเจ้า เข้าใจความคิด สถานะ และคอยช่วยเหลือข้าพเจ้ามาโดยตลอด “ก่อนที่จะเสร็จสิ้นการเดินทางในฐานะของจักรพรรดิ ข้าพเจ้าขอขอบใจประชาชนทุกคนที่ยอมรับและสนับสนุนข้าพเจ้าในฐานะของสัญลักษณ์ของประเทศเสมอมา และอยากถือโอกาสขอบใจจักรพรรดินีผู้เป็นประชาชนคนหนึ่งด้วยจากเบื้องลึกของจิตใจที่ได้ร่วมการเดินทางชีวิตกับข้าพเจ้าเป็นเวลากว่า 60 ปี และได้ปวารณาตนทั้งต่อราชวงศ์และต่อประชาชนอย่างเต็มกำลังตลอดมา “มกุฎราชกุมารผู้ที่จะครองราชย์เป็นจักรพรรดิองค์ต่อไป พร้อมทั้งเจ้าชายอากิชิโนะ ผู้ทำหน้าที่สนับสนุนและให้ความช่วยเหลือได้ผ่านประสบการณ์ต่างๆ มาแล้ว ข้าพเจ้าเชื่อว่าทั้งสองคนจะช่วยกันรักษาขนบธรรมเนียมของราชวงศ์ไว้ และดำเนินบทบาทหน้าที่ๆเหมาะสมกับสังคมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้อย่างดี” ทั้งนี้สำหรับวันที่ 23 ธันวาคม 2018 เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพปีที่ 85 ของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะแห่งราชวงศ์ญี่ปุ่น […]

รักแท้จนแก่เฒ่า “จักรพรรดิอากิฮิโตะ-จักรพรรดินีมิชิโกะ” จากสนามเทนนิสสู่ราชบัลลังก์

หากเอ่ยถึงราชวงศ์ญี่ปุ่นขึ้นมาเมื่อใด ภาพที่หลายคนน่าจะนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ คงจะเป็นภาพการเคียงคู่กันของ “สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ และ สมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ” ประมุขพระองค์ปัจจุบันของญี่ปุ่น หากนับตั้งแต่วันที่ทั้งสองพระองค์ทรงพบรักกันนั้น ก็เป็นเวลายาวนานกว่า 61 ปีแล้วทีเดียว ซึ่งหลายคนอาจจะไม่เคยรู้เลยว่า ความรักที่งดงามท่ามกลางราชบัลลังก์ดอกเบญมาศอันยิ่งใหญ่นั้น เริ่มต้นมาจากจุดเล็กๆ อย่างสนามเทนนิสเท่านั้นเอง รักแท้จนแก่เฒ่า “จักรพรรดิอากิฮิโตะ-จักรพรรดินีมิชิโกะ” จากสนามเทนนิสสู่ราชบัลลังก์ดอกเบญจมาศ ย้อนกลับไปเมื่อเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 1957 สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ ซึ่งขณะนั้นทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นมกุฎราชกุมาร ทรงพบรักกับหญิงสามัญชนนามว่า “มิชิโกะ โชดะ” ที่สนามเทนนิสในเมืองคารุอิซาว่า จังหวัดนากาโนะ ซึ่งในการพบกันครั้งแรกนั้นทั้งคู่เพียงแค่แข่งขันเทนนิสกันอย่างสนุกสนาน แต่ดอกรักจากสนามเทนนิสกลับผลิบาน จนเรียกได้ว่าเป็นแมทช์แห่งรักแรกพบเลยทีเดียว เพราะเจ้าชายอากิฮิโตะทรงสนพระทัยมิชิโกะเป็นอย่างมาก แต่ความรักของทั้งคู่ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่คิด ด้วยฐานะที่แตกต่างกันมากระหว่างว่าที่ประมุขกับหญิงสามัญชน แม้มิชิโกะจะเกิดในครอบครัวที่ร่ำรวยมากก็ตาม ทำให้เกิดกระแสต่อต้านความรักครั้งนี้อยู่มาก แถมในช่วงแรกๆ มิชิโกะและครอบครัวก็ยังไม่ค่อยเปิดใจรับความรักจากเจ้าชายอากิฮิโตะสักเท่าไหร่ แต่แล้วความเพียรพยายามของเจ้าชายอากิฮิโตะก็เป็นผลสำเร็จ จนชนะใจมิชิโกะได้ในที่สุด และความมั่นคงในรักแท้ของทั้งคู่ก็ทำให้สามารถฝ่าฝันกระแสดราม่าต่างๆ นานา จนท้ายที่สุดก็ได้อภิเษกสมรสกันในปี ค.ศ. 1959 ซึ่งการอภิเษกสมรสครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกเลยทีเดียวที่หญิงสามัญชนได้เป็นพระชายาเอกของสมาชิกราชวงศ์ อีกทั้งมิชิโกะยังสามารถเอาชนะใจชาวญี่ปุ่นได้อย่างไร้ข้อกังขา จนเกิดกระแส “มิชิ บูม” (Mitchi Boom) ที่ยกให้เธอเป็นสัญลักษณ์ของญี่ปุ่นยุคใหม่และประชาธิปไตย […]

ครั้งแรกในรอบ 200 ปี สมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่น จะทรงสละราชสมบัติ

สื่อแดนอาทิตย์อุทัยรายงานว่า กษัตริย์พระองค์ที่ 125  สมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่น จะทรงสละราชบัลลังก์เบญจมาศ ในวันที่ 31 มี.ค.2019 เมื่อกลางปีที่ผ่านมารัฐบาลญี่ปุ่นได้ผ่านร่างกฎหมายการสละราชบัลลังก์ซึ่งถือเป็นการเปิดทางให้สมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่นกษัตริย์พระองค์ที่ 125   สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ พระชนม์ 83 พรรษา ซึ่งทรงมีพระประสงค์สละราชบัลลังก์เบญจมาศ เนื่องจากเห็นว่าพระองค์ทรงอยู่ในวัยชราภาพ ทำให้การปฏิบัติพระราชกรณียกิจเป็นไปด้วยความยากลำบาก ซึ่งหากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริงนับเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิองค์แรกของประเทศญี่ปุ่นในรอบเกือบ 200 ปี ที่ทรงมีพระราชประสงค์สละราชบัลลังก์ นับตั้งแต่สมเด็จพระจักรพรรดิโคกะกุ สละราชบัลลังก์ เมื่อปี ค.ศ.1817 และเมื่อเร็วๆนี้ เอเอฟพี ได้รายงานเพิ่มเติมว่าหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น อาซาฮีชิมบุน อ้างแหล่งข่าวในรัฐบาล ซึ่งระบุว่า นายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ จะต้องประชุมหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงและสมาชิกราชวงศ์ญี่ปุ่นในเดือน พ.ย. ก่อนที่จะประกาศวันอย่างเป็นทางการ ขณะที่พระโอรสองค์ใหญ่ เจ้าฟ้าชายนารุฮิโตะ มกุฎราชกุมารซึ่งมีพระชนมายุ 57 พรรษา จะเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระจักรพรรดิเหนือบัลลังก์เบญจมาศในวันที่ 1 เม.ย. ปี 2019 ซึ่งก็คือวันถัดไปนั่นเอง ทั้งนี้เมื่อวันที่ 20 ต.ค. 60 มีการเปิดเผยว่าหนังสือพิมพ์อาซาฮีชิมบุนถือเป็นสื่อเจ้าแรกที่ออกมาระบุวันสละราชสมบัติ แต่โฆษกสำนักพระราชวังญี่ปุ่นยืนยันกับเอเอฟพีว่า “ยังไม่มีการตัดสินใจเรื่องนี้” […]

“เจ้าหญิงมาโกะ” แห่งราชวงศ์ญี่ปุ่น เตรียมสละฐานันดรศักดิ์เพื่อแต่งงานกับชายสามัญชน

ถือเป็นอีกหนึ่งข่าวใหญ่ของประเทศญี่ปุ่นเลยก็ว่า เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา สำนักข่าวเจแปนไทม์ส รายงานข่าวการสละฐานันดรศักดิ์ของ เจ้าหญิงมาโกะ พระราชนัดดาในสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโต และพระธิดาในเจ้าชายอากิชิโนะ แห่งราชวงศ์ญี่ปุ่น เพื่อแต่งงานกับ เค โคมูโระ ชายสามัญชน และคาดว่าจะเข้าพิธีเสกสมรสในปีหน้า

กลั้นน้ำตาไม่อยู่ ศิลปินญี่ปุ่นบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ Echo เทิดพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9

ตอกย้ำความแน่นแฟ้นในความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ญี่ปุ่นที่ครบรอบ 130 ปี ซึ่งในครั้งนี้ศิลปินญี่ปุ่นชื่อดังได้อันเชิญบท เพลงพระราชนิพนธ์ Echo มาบรรเลงเพื่อน้อมรำลึกถึงพระอัจฉริยภาพทางด้านดนตรีของในหลวงรัชกาลที่ 9

keyboard_arrow_up