ยุควิกฤตของราชวงศ์ญี่ปุ่น จำนวนสมาชิกลดลง ส่งผลต่อการปฏิบัติพระกรณียกิจ

แม้ ราชวงศ์ญี่ปุ่น จะเพิ่งเปลี่ยนผ่านรัชกาลไปท่ามกลางความยินดี จากการประกาศสละราชสมบัติของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ สาเหตุจากพระชนมายุที่มากขึ้น และพระพลานามัยที่อ่อนแรงลง ทำให้ทรงเกรงว่าจะไม่สามารถปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ ซึ่งทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์โตของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะและสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ จึงเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิพระองค์ที่ 126 แห่งญี่ปุ่น แต่ปัจจุบันราชวงศ์ดอกเบญจมาศก็ยังคงเผชิญปัญหาเกี่ยวกับจำนวนสมาชิกราชวงศ์ที่ลดลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการสืบราชสมบัติในอนาคต อีกทั้งในตอนนี้ยังอาจส่งผลต่อการปฏิบัติพระกรณียกิจน้อยใหญ่ต่างๆ ด้วย ทั้งนี้ล่าสุด เจ้าชายฟูมิฮิโตะ เจ้าอากิชิโนะ ซึ่งทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์ที่สองในสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะและสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ และทรงเป็นพระอนุชาในสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ ทำให้พระองค์ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นมกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น หรือรัชทายาทลำดับที่ 1 ในการสืบราชสันติวงศ์ญี่ปุ่น โดยพระองค์ทรงประทานสัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนถึงภาวะวิกฤตด้วยจำนวนสมาชิกราชวงศ์ที่ลดลงว่า “พวกเราน่าจะปฏิบัติพระกรณียกิจได้มากกว่านี้ ถ้าเรามีสมาชิกราชวงศ์รุ่นต่อไปมากกว่านี้ แต่หากมองจากสถานการณ์ปัจจุบัน ราชวงศ์อาจต้องพิจารณาความสำคัญของพระกรณียกิจต่างๆ ใหม่อีกครั้ง” นั่นหมายความว่า ราชวงศ์ญี่ปุ่นอาจปฏิบัติพระกรณียกิจได้น้อยลง และอาจต้องมีการพิจารณาถึงลำดับความสำคัญของพระกรณียกิจต่างๆ ก่อน สาเหตุด้วยจำนวนสมาชิกราชวงศ์ที่มีอยู่น้อย และมีทีท่าว่าจะลดลงอีกในอนาคต ทั้งจากการที่มีสมาชิกราชวงศ์ที่เป็นผู้ชายน้อย จึงยากในการสืบทอดเชื้อสายพระราชวงศ์ และจากการที่สมาชิกราชวงศ์หญิงจะต้องลาออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ หากเสกสมรสกับชายสามัญชน อย่างกรณีล่าสุดคือ เจ้าหญิงอายาโกะ (ปัจจุบันคือ อายาโกะ โมริยะ) พระธิดาในเจ้าชายโนริฮิโตะ เจ้าทากามาโดะ และเจ้าหญิงฮิซาโกะ ซึ่งนับเป็นพระญาติชั้นที่หนึ่งของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ โดยเจ้าหญิงอายาโกะทรงลาออกจากฐานันดรศักดิ์ เพื่อเสกสมรสกับนายเคอิ โมริยะ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2561 […]

ชาวญี่ปุ่นน้อมส่งกำลังใจ ขอให้ “จักรพรรดินีมิชิโกะ” ทรงหายประชวรโดยไว

ภายหลังจากพระราชพิธีสละราชสมบัติของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2562 ซึ่งนับเป็นการยุติการปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างๆ อย่างเป็นทางการของพระองค์ รวมถึงสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะด้วย ดังนั้นทั้งสองพระองค์จะไม่ปรากฏพระองค์ต่อสาธารณะเป็นประจำอย่างที่ผ่านมา แต่ทั้งนี้ล่าสุดมีรายงานว่า สมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะแห่งญี่ปุ่น จะทรงเข้ารับการตรวจพระทัยและพระโลหิต ณ โรงพยาบาลสำนักพระราชวัง กรุงโตเกียว หลังจากพบความเสี่ยงต่ออาการพระหทัยวาย โดยทรงหายพระหทัยติดขัดในระหว่างทรงพระดำเนินบริหารพระวรกาย ซึ่งมีความผิดปกติบ่อยขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา สำหรับครั้งล่าสุดที่ทรงเข้ารับการตรวจรักษาคือเมื่อเดือนสิงหาคม 2558 ด้วยการสแกนทางคอมพิวเตอร์ ณ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโตเกียว หลังจากมีพระอาการปวดพระหทัย ผลการตรวจพบว่ามีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ เนื่องจากไม่มีพระโลหิตเพียงพอไปหล่อเลี้ยงพระหทัย โดยหลังจากนั้นไม่กี่วัน สำนักพระราชวังของญี่ปุ่นก็ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการว่า สมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ ทรงมีพระอาการโรคพระหทัย (โรคหัวใจ) หลังจากที่ได้เสด็จพระราชดำเนินเข้ารับการตรวจพระหทัยหลังจากตรวจพบความดันพระโลหิตสูง โดยคณะแพทย์ผู้ถวายการตรวจได้รายงานว่า ทรงมีพระอาการลิ้นพระหทัยรั่ว จากความผิดปกติที่ทำให้ลิ้นพระหทัยปิดไม่สนิท เป็นสาเหตุให้พระโลหิตไหลย้อนกลับ อีกทั้งพบว่าพระชีพจรเต้นไม่ปกติด้วย สาเหตุอาจมาจากความเครียดสั่งสมเป็นเวลานาน คณะแพทย์ถวายคำแนะนำให้เข้ารับการถวายการตรวจสม่ำเสมอและลดกิจกรรมที่ทำให้เกิดความเครียดลง นอกจากนี้พระองค์ยังมีกำหนดการเข้าถวายการผ่าตัดต้อกระจกที่พระเนตร ในวันที่ 16 และ 23 มิถุนายน 2562 อีกด้วย ด้วยเหตุนี้พสกนิกรชาวญี่ปุ่นจึงพร้อมใจกันส่งกำลังใจถวายแด่สมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ เพื่อขอให้พระองค์ทรงหายจากอาการประชวรโดยเร็ว และทรงมีพระพลานามัยแข็งแรง   ข้อมูลและภาพ : Royal World Thailand – […]

เจ้าชายฮิซาฮิโตะ ทรงใช้ชีวิตปกติ หลังถูกมือมีดปองร้ายที่โรงเรียน

เจ้าชายฮิซาฮิโตะ รัชทายาทลำดับที่ 2 แห่งราชวงศ์ญี่ปุ่น ทรงใช้ชีวิตปกติ หลังเจอมือมีดปองร้าย โดยคนร้ายวางมีด 2 เล่มใต้โต๊ะนักเรียน เรียกได้ว่าเป็นเหตุการณ์ระทึกขวัญที่เกิดขึ้นกับราชวงศ์ญี่ปุ่น เมื่อเจ้าชายฮิซาฮิโตะ พระโอรสของ เจ้าชายฟูมิฮิโตะ มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น และยังเป็นรัชทายาทลำดับที่ 2  แห่งบัลลังก์เบญจมาศ ถูกนายคาโอรุ ฮาเซกาวะ ชายชาวญี่ปุ่นวัย 65 ปี หมายเอาชีวิต โดยเมื่อไม่นานมานี้ชายคนดังกล่าวได้ลอบเข้าไปโรงเรียนมัธยมสาธิตมหาวิทยาลัยโอฉะโนะมิซุ ณ กรุงโตเกียว ที่เจ้าชายฮิซาฮิโตะ ทรงศึกษาอยู่ โดยเขาได้เข้าวางมีดจำนวน 2 เล่มโดยการติดสก็อตเทปใต้โต๊ะของเจ้าชายฮิซาฮิโตะและโต๊ะข้างกัน ซึ่งขณะเกิดเหตุพระองค์และพระสหายไม่อยู่ในห้องเรียน จึงไม่ได้รับอันตราย ภายหลังจากเหตุการณ์ระทึกขวัญนี้ ไม่นานตำรวจก็สามารถจับกุมตัวนาย นายคาโอรุ ฮาเซกาวะ โดยหลักฐานทั้งหมดได้จากกล้องวงจรปิดในโรงเรียน ทั้งนี้มีรายงานว่านายคาโอรุ หมายจะเอาชีวิตเจ้าชายน้อย โดยเขาตั้งใจจะแทงเจ้าชายฮิซาฮิโตะจริง แต่เกิดเปลี่ยนใจ ไปเป็นการวางมีดไว้เพื่อเป็นข่มขู่แทน ทั้งนี้นายคาโอรุได้วิจารณ์ถึงระบบการขึ้นครองราชย์ของราชวงศ์ญี่ปุ่น โดยเขาไม่พอใจ ที่เจ้านายฝ่ายชายเท่านั้นถึงมีสิทธิในราชบัลลังก์ ภายหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังได้ออกมาเผยว่า เจ้าชายฮิซาฮิโตะ ไม่ได้ทรงตกพระทัยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พระองค์แค่เพียงประหลาดพระทัยเท่านั้น การนี้พระองค์ยังรู้สึกผ่อนคลายขณะที่ประทับอยู่ในวังกับพระบิดา และพระมารดา รวมถึงพระองค์ทรงไม่ได้หวาดกลัวหากต้องกลับไปศึกษาต่อ ด้านเจ้าชายฟุมิฮิโตะและเจ้าหญิงคิโกะ พระบิดาและพระมารดา ทรงกังวลพระทัยกับเหตุการณ์นี้ โดยเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อนักเรียนและผู้ปกครองที่ศึกษาอยู่ที่นี่ ทั้งนี้เจ้าชายฮิซาฮิโตะ  […]

เจ้าหญิงไอโกะ รัชทายาทองค์เดียว ของจักรพรรดินารุฮิโตะ แห่งบัลลังก์เบญจมาศ

เจ้าหญิงไอโกะ พระธิดาและรัชทายาทพระองค์เดียว ของสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ และ สมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะ แห่งบัลลังก์เบญจมาศ เจ้าหญิงไอโกะ หรือ เจ้าโทชิ ทรงประสูติ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2544 ณ โรงพยาบาล Imperial Household Agency กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น พระองค์ทรงเป็นพระธิดาและรัชทายาท พระองค์เดียวของ สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ และ สมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะ โดยในขณะที่สมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะทรงตั้งพระครรภ์นั้น พระองค์มีพระชนมายุ 37 ปี และยังมีรายงานจาก นายเบน ฮิลส์ (Ben Hills) นักข่าว ผู้เขียนหนังสือเจ้าหญิงมาซาโกะ : นักโทษแห่งบัลลังก์เบญจมาศ (Princess Masako: Prisoner of the Chrysanthemum Throne) ระบุว่าสมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะ ทรงพระครรภ์เจ้าหญิงไอโกะด้วยการปฏิสนธินอกร่างกาย สำหรับพระนามของเจ้าหญิงไอโกะนั้น มีความหมายลึกซึ่งเป็นอย่างมากและยังทรงเป็นพระนามที่ สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ และ สมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะ ทรงตั้งพระนามด้วยพระองค์เอง ซึ่งโดยปกติแล้วสมเด็จพระจักรพรรดิที่ทรงครองราชย์ ณ ตอนนั้นจะเป็นผู้ตั้งให้ สำหรับพระนามของเจ้าหญิงไอโกะ หรือ เจ้าโทชินั้น นำมาจากคำสอนของเม่งจื๊อ นักปรัชญาชาวจีน […]

จักรพรรดินารุฮิโตะ ทรงสักการะเทพเจ้า ในวโรกาสเสด็จขึ้นครองราชย์

เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 8 พฤษภาคม 2562 สมเด็จพระ จักรพรรดินารุฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะแห่งญี่ปุ่น เสด็จพระราชดำเนินไปยังศาลเจ้าคาชิโกโดะโกโระ ภายในพระราชวังอิมพีเรียล กรุงโตเกียว เพื่อทรงประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ในการนี้ทรงสักการะเทพีอามาเทราสึ เทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นต้นกำเนิดเชื้อสายของจักรพรรดิญี่ปุ่น อีกทั้งทรงเผยแนวทางในการครองสิริราชสมบัติให้พระบรมราชบรรพบุรุษได้ทรงทราบ สำหรับการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาครั้งนี้ สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะทรงฉลองพระองค์ชุดโคโรเซนโกโฮ ซึ่งเป็นฉลองพระองค์โบราณของญี่ปุ่น หรือที่เรียกว่า โซกุไต มีขึ้นตั้งแต่สมัยเฮอัน และฉลองพระองค์นี้เป็นสีน้ำตาลทอง ซึ่งเป็นสีเฉพาะของพระจักรพรรดิเท่านั้น ส่วนสมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะทรงฉลองพระองค์ชุดกิโมโนชั้นสูง จากนั้นในวันเดียวกัน สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ เสด็จออกในการพระราชทานพระราชวโรกาสให้ราชทูตหลวงเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รับพระราชทานตราตั้ง เพื่อเป็นผู้แทนพระองค์ และกราบทูลถวายรายงานเรื่องพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ต่อหน้าศาลเจ้าอิเสะ สุสานหลวงสมเด็จพระจักรพรรดิจิมมู และสุสานหลวงสมเด็จพระจักรพรรดิโชวะ ณ ท้องพระโรงใหญ่ พระราชวังอิมพีเรียล กรุงโตเกียว  ทั้งนี้พระราชพิธีบรมราชาภิเษกจะจัดขึ้นในวันที่ 22 ตุลาคม 2562 และพระราชพิธีไดโจไซ ซึ่งสื่อถึงการเสวยพระกระยาหารร่วมกับเทพเจ้า พร้อมทั้งภาวนาขอพรให้ชาวญี่ปุ่นอยู่ร่มเย็นเป็นสุขภายใต้รัชสมัยเรวะ จะจัดขึ้นในวันที่ 14-15 พฤศจิกายน 2562   ข้อมูลและภาพ : Royal World Thailand – รอยัล เวิลด์ ประเทศไทย, Imperial […]

สานต่อพระราชไมตรีจากรุ่นสู่รุ่น ราชวงศ์ไทย-ญี่ปุ่น ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นยาวนาน

สานต่อพระราชไมตรีจากรุ่นสู่รุ่น ราชวงศ์ไทย-ญี่ปุ่น ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นยาวนาน… นับเป็นเรื่องราวความบังเอิญที่น่าปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง สำหรับในช่วงเวลานี้ของประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงเวลาของการเสด็จขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์พระองค์ใหม่ นั่นคือ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ซึ่งจะมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในวันที่ 4-6 พฤษภาคม 2562 และสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ ที่เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2562 และจะมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในวันที่ 22 ตุลาคม 2562 แต่เรื่องราวที่น่าปลาบปลื้มใจไปกว่านั้น คือความสัมพันธ์ของทั้งสองราชวงศ์ ไทยและญี่ปุ่น ที่แน่นแฟ้นและยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ ตั้งแต่รัชสมัยของกษัตริย์พระองค์ก่อนหน้า หรือพระราชบิดาของกษัตริย์พระองค์ปัจจุบัน นั่นคือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ ที่ทรงมีพระราชไมตรีต่อกันดุจพระเชษฐาและพระอนุชา จวบจนวาระสุดท้ายของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ ในขณะที่ทรงเจริญพระชนมพรรษามากแล้ว แต่ก็ยังตั้งพระทัยในการเสด็จฯเยือนประเทศไทย เพื่อถวายพระราชสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ด้วยพระองค์เอง แม้ในวันนี้ทั้งสองแผ่นดินจะผลัดเปลี่ยนยุคสมัยแล้วก็ตาม แต่พระราชไมตรีของพระมหากษัตริย์ทั้งสองพระองค์ก็ได้รับการสานต่อจากพระราชโอรสเป็นอย่างดี ซึ่งจะเห็นได้จากเหตุการณ์น่าประทับใจดังต่อไปนี้ ที่แสดงให้เห็นถึงพระราชไมตรีจากรุ่นสู่รุ่นของทั้งสองราชวงศ์ เหตุการณ์เมื่อเดือนมิถุนายน 2549 ครั้งที่สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ เสด็จฯเยือนประเทศไทย เพื่อทรงเข้าร่วมงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยมีสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร […]

ญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคเรวะ “จักรพรรดินารุฮิโตะ” ทรงประกอบพิธีขึ้นครองราชย์

ญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคเรวะ “จักรพรรดินารุฮิโตะ” ทรงประกอบพิธีขึ้นครองราชย์… หลังจากพระราชพิธีสละราชสมบัติของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะเสร็จสิ้นสมบูรณ์เมื่อวานนี้ (30 เมษายน 2562) และสิ้นสุดยุคเฮเซในเวลา 00.00 น. เมื่อถึงเวลา 00.01 น. ของวันนี้ (1 พฤษภาคม 2562) จึงเป็นการเริ่มต้นยุคเรวะอย่างเป็นทางการ โดยมีสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิพระองค์ที่ 126 แห่งญี่ปุ่น และจะมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในวันที่ 22 ตุลาคม 2562 สำหรับพระราชพิธีเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติของจักรพรรดินารุฮิโตะในวันนี้ ช่วงเช้า เวลา 10.30 น. สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะเสด็จออก ณ ท้องพระโรงมัตสึโนมะ หรือท้องพระโรงใหญ่ พระราชวังอิมพีเรียล พร้อมด้วยเจ้าชายฟุมิฮิโตะ เจ้าชายอากิชิโนะ และเจ้าชายมาซาฮิโตะ เจ้าชายฮิตาชิ เพื่อทรงรับการทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ได้แก่ พระแสงดาบคุซานางิ กระจกวิเศษยาตะ และลูกปัดยาซาคานิ พร้อมด้วยพระราชลัญจกรประจำรัชกาล จากนั้น เวลา 11.00 น. สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะเสด็จออกพร้อมด้วยสมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะ และพระบรมวงศานุวงศ์ เพื่อพระราชทานพระราชวโรกาสให้นายกรัฐมนตรี นายชินโสะ อาเบะ […]

“ขอบใจจากใจจริง” พระราชดำรัสสุดท้ายในฐานะพระประมุขของ จักรพรรดิอากิฮิโตะ

สืบเนื่องจากพระราชพิธีสละราชสมบัติของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะในช่วงเช้าของวันนี้ (30 เมษายน 2562) ซึ่งเป็นการประกอบพิธี ณ ปูชนียสถานทั้ง 3 (3 Palace Santuaries) ในเขตพระราชวังอิมพีเรียล จากนั้นในช่วงเย็น เวลา 17.00 น. สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ เสด็จออก ณ ท้องพระโรงมัตสึโนมะ หรือท้องพระโรงใหญ่ พระราชวังอิมพีเรียล จากนั้นเจ้าพนักงานอัญเชิญเครื่องราชกกุธภัณฑ์ทอดเบื้องพระพักตร์ และพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายกรัฐมนตรี นายชินโสะ อาเบะ คณะรัฐบาล ผู้แทนองค์กรภาครัฐและเอกชน เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท สำหรับช่วงเวลาสำคัญของพระราชพิธีนี้ ซึ่งจะเป็นเหตุการณ์บนหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่นต่อไป คือการที่สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะทรงมีพระราชดำรัสสละราชสมบัติอย่างเป็นทางการ ซึ่งนับเป็นพระราชดำรัสสุดท้ายของพระองค์ในฐานะสมเด็จพระจักรพรรดิ โดยมีใจความว่า “วันนี้เป็นวันสุดท้ายในการทำงานในฐานะสมเด็จพระจักรพรรดิ ขอบใจในคำกล่าวของนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือว่าเป็นตัวแทนของประชาชน ตลอด 30 ปี ในฐานะที่เราเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิ ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากประชาชน ได้รับความไว้วางใจ ขอขอบใจจากใจจริง และพรุ่งนี้จะเริ่มเข้าสู่ยุคสมัยเรวะ ขอให้มีแต่สันติภาพ เราปรารถนาให้ประเทศของเราและทั่วโลกอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และขออธิษฐานให้เกิดในสิ่งนั้น”ทั้งนี้ สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะจะทรงดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระจักรพรรดิจนถึงเที่ยงคืนของวันนี้ ซึ่งเป็นการสิ้นสุดยุคเฮเซอย่างเป็นทางการ จากนั้นจะเข้าสู่รัชศกเรวะ โดยมีเจ้าชายนารุฮิโตะ มกุฎราชกุมาร เสด็จขึ้นครองราชบังลังก์ดอกเบญจมาศต่อไป   ข้อมูลและภาพ […]

วันประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น “จักรพรรดิอากิฮิโตะ” ทรงเข้าพิธีสละราชสมบัติ

ตามที่สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ จักรพรรดิพระองค์ที่ 125 แห่งราชวงศ์ญี่ปุ่น ทรงประกาศสละราชบัลลังก์ เนื่องด้วยพระชนมายุที่มากขึ้น บวกกับพระพลานามัยที่อ่อนแรงลง ทำให้ทรงเกรงว่าจะไม่สามารถปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้อย่างเต็มที่ ทำให้การสละราชสมบัติครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกในรอบ 200 ปี ของราชวงศ์ดอกเบญจมาศเลยทีเดียว โดยพระราชพีธีสละราชสมบัติอย่างเป็นทางการของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะจะเกิดขึ้นในวันนี้ (30 เมษายน 2562) ซึ่งสำนักพระราชวังของญี่ปุ่นได้เผยแพร่หมายกำหนดการที่พระองค์จะทรงประกอบพระราชพิธีสละราชสมบัติ ดังนี้ สำหรับในช่วงเช้าซึ่งเสร็จสิ้นไปเรียบร้อยแล้ว เป็นการประกอบพิธี ณ ปูชนียสถานทั้ง 3 (3 Palace Santuaries) ในเขตพระราชวังอิมพีเรียล ซึ่งเป็นสถานที่ถวายราชสักการะเทพเจ้าและเทพีที่เป็นบรรพบุรุษของพระราชวงศ์อิมพีเรียล โดยในเวลาประมาณ 10.00 น. สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะจะเสด็จพระราชดำเนินไปถวายราชสักการะสุริยเทพี ณ วิหารใหญ่คาชิโกะ-โดโกโระ (賢所 – Kashiko-dokoro) ซึ่งอยู่ตรงกลางของเขตวิหาร โดยเป็นที่ประดิษฐานกระจกยาตะจำลอง และลูกปัดยาซาคานิ อันเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์แห่งญี่ปุ่น จากนั้นจะทรงเสด็จพระดำเนินไปถวายราชสักการะดวงพระวิญญาณของบูรพมหาจักรพรรดิในอดีต ณ วิหารโคเรเด็น (皇霊殿 – Kōrei-den) และถวายราชสักการะเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ตามความเชื่อในศาสนาชินโต ณ วิหารชินเด็น (神殿 – Shin-den) โดยในการนี้ สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะฉลองพระองค์ชุดโคโรเซนโกโฮ […]

ย้อนชมภาพตราตรึงใจ พระราชไมตรีดุจพี่น้อง “ในหลวง ร.9 – จักรพรรดิอากิฮิโตะ”

ย้อนชมภาพตราตรึงใจ พระราชไมตรีดุจพี่น้อง “ในหลวง ร.9 – จักรพรรดิอากิฮิโตะ”… ปีนี้นับเป็นปีมหามงคลของประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น ด้วยเหตุอันเป็นมงคลเดียวกัน นั่นคือการเสด็จขึ้นครองราชย์อย่างเป็นทางการของพระประมุขพระองค์ใหม่ นั่นคือ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ซึ่งจะมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในวันที่ 4-6 พฤษภาคม 2562 และเจ้าชายนารุฮิโตะ มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น ที่จะเสด็จขึ้นครองราชย์ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2562 และจะมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในวันที่ 22 ตุลาคม 2562 ทั้งนี้อีกหนึ่งความน่าปิติยินดีเป็นอย่างยิ่ง คือการที่พระราชบิดาของทั้งสองพระองค์ นั่นคือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ ทรงมีพระราชไมตรีต่อกันมาเป็นเวลาช้านานแล้ว อีกทั้งยังทรงมีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นประดุจพระเชษฐาและพระอนุชาเลยทีเดียว ซึ่งนั่นทำให้ราชวงศ์ไทยและราชวงศ์ญี่ปุ่นเปรียบดั่งมิตรแท้ รวมถึงยังส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในด้านอื่นๆ อีกด้วย ในโอกาสอันเป็นมงคลนี้ แพรวดอทคอม จึงขอพาทุกคนย้อนไปชมภาพประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและยาวนานของพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองพระองค์ ความสัมพันธ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ เริ่มต้นขึ้นในเดือนพฤษภาคม ปี 2506 เมื่อครั้งที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 เสด็จฯเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เพื่อเข้าเฝ้าฯสมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโตะ […]

เรียบง่ายแต่สุขล้น ชีวิตหลังสละราชบัลลังก์ของ “จักรพรรดิ-จักรพรรดินีญี่ปุ่น”

เรียบง่ายแต่สุขล้น ชีวิตหลังสละราชบัลลังก์ของ “จักรพรรดิ-จักรพรรดินีญี่ปุ่น”… นับเป็นเวลาร่วม 30 ปีแล้วที่สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะเสด็จขึ้นครองบัลลังก์เบญจมาศ ด้วยพระชนมายุที่มากขึ้น บวกกับพระพลานามัยที่อ่อนแอลง โดยเคยทรงผ่านการผ่าตัดพระหทัยและการรักษามะเร็งต่อมลูกหมากมาแล้ว  ซึ่งเป็นสาเหตุให้พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสเรื่องการสละราชสมบัติครั้งแรกในช่วงกลางปี 2559  และรัฐบาลญี่ปุ่นก็มีมติผ่านร่างกฎหมายพิเศษเพื่อรับรองการสละราชสมบัติของพระองค์ โดยจะมีพิธีสละราชสมบัติอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 เมษายน 2562 จากนั้นเจ้าชายนารุฮิโตะ มกุฎราชกุมารจะขึ้นทรงราชย์ทันทีในวันที่ 1 พฤษภาคม 2562 เกี่ยวกับเรื่องสละราชสมบัตินี้ สมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะทรงมีลายพระอักษรเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 82 พรรษา(20 ตุลาคม 2559) ว่าพระองค์ทรงทราบว่าพระจักรพรรดิได้ทรงหารือกับพระราชโอรสทั้งสอง คือ มกุฎราชกุมารนารุฮิโตะ และเจ้าชายอากิชิโนะแล้ว แต่ถึงกระนั้น… “เมื่อข้าพเจ้าได้เห็นคำว่า ‘สละราชย์ทั้งยังมีพระชนม์ชีพ’ บนหน้าหนังสือพิมพ์ ก็ทำให้รู้สึกตกใจ ซึ่งคงจะเป็นเพราะว่าข้าพเจ้าไม่เคยเห็นถ้อยคำเช่นนี้แม้แต่ในหนังสือประวัติศาสตร์ และใน 1-2 วินาทีแรกนั้นข้าพเจ้าทั้งตกตะลึงและเจ็บปวด บางทีข้าพเจ้าอาจจะอ่อนไหวมากไปก็ได้” แน่นอนว่าความตกพระทัยของสมเด็จพระจักรพรรดินีเป็นแค่ความไม่ทรงคุ้นต่อวิธีการใช้ถ้อยคำของสื่อฯ ที่มีธรรมเนียมว่าต้องใช้ภาษาทางการเมื่ออ้างอิงถึงสถาบันพระจักรพรรดิ เพราะถ้าพิจารณาในแง่ว่าพระองค์กับพระราชสวามีจะทรงมีเวลาส่วนพระองค์มากขึ้น จะทรงสามารถเข้าครัวปรุงอาหาร  หรือเล่นเปียโนคู่กับพระราชสวามีที่โปรดการทรงเชลโล กับเมื่อเวลาผ่านไปอีกสักหน่อยอาจจะสามารถเสด็จฯเข้าไปในร้านหนังสือมือสอง หรือไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ โดยไม่ต้องใช้ผ้าคลุมล่องหนอย่างที่พระองค์เคยทรงอยากเป็นเจ้าของตอนที่อ่านวรรณกรรมเรื่อง Harry Potter นี่ยังไม่นับรวมกับที่ทุกๆ เช้าทั้งสองพระองค์ทรงจับจูงกันไปเดินเล่นในสวน ภายในพระราชวัง ทรงชี้ชวนกันดูสีสันของใบไม้ที่เปลี่ยนผันไปตามฤดูกาล และบางสุดสัปดาห์ก็จะทรงเปลี่ยนพระอิริยาบถด้วยการทรงฉลองพระองค์ชุดเทนนิสเพื่อลงสนามเล่นกีฬาโปรด กีฬาที่เปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นแห่งรัก กว่าหกสิบปีนับตั้งแต่วันที่ทั้งสองพระองค์ทรงพบกันครั้งแรก […]

สำนักพระราชวังญี่ปุ่นเผย พระยศใหม่ของพระราชวงศ์ เมื่อเข้าสู่รัชศกเรวะ

สำนักพระราชวังญี่ปุ่นเผย พระยศใหม่ของพระราชวงศ์ เมื่อเข้าสู่รัชศกเรวะ… ตามที่สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะทรงประกาศสละราชบัลลังก์ ซึ่งจะมีพิธีสละราชสมบัติอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2562 โดยเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2562 รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศชื่อรัชศกใหม่ว่า “เรวะ”  (Reiwa – 令和) ซึ่งจะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 เป็นต้นไป ล่าสุดสำนักพระราชวังของญี่ปุ่นได้เปิดเผยการเปลี่ยนแปลงการออกพระยศใหม่ของสมเด็จพระจักรพรรดิ สมเด็จพระจักรพรรดินี รวมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์บางพระองค์ เมื่อมีการเปลี่ยนรัชกาลในวันที่ 1 พฤษภาคม 2562 นี้ ซึ่งทางเพจ Royal World Thailand – รอยัล เวิลด์ ประเทศไทย ได้รับความรู้จากสำนักพระราชวังของญี่ปุ่นเกี่ยวกับการออกพระยศทั้งภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษ อีกทั้งยังได้รับอนุญาตให้แจงรายละเอียดพระยศของพระบรมวงศ์แต่ละพระองค์เพื่อเป็นความรู้ ดังนี้ โดยหลังจากสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะสละราชสมบัติแล้ว ตามพระราชธรรมเนียม จากที่ทรงดำรงพระบรมราชอิสริยยศจากเดิม “เท็นโน (天皇 / Tennō = จักรพรรดิ)” สู่การเป็น “ไดโจ เท็นโน […]

เหตุผลที่ “จักรพรรดิอากิฮิโตะ-จักรพรรดินีมิชิโกะ ทรงเปรียบดั่งสันติสุขแห่งยุคเฮเซ

แม้ใกล้ถึงวันสุดท้ายของยุคเฮเซ ซึ่งเป็นยุคของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ จักรพรรดิพระองค์ 125 แห่งญี่ปุ่น ในวันที่ 30 เมษายน 2562 นี้แล้ว แต่ประชาชนชาวญี่ปุ่นยังคงรัก ผูกพัน และมีความสุขกับยุคสมัยนี้เป็นอย่างมาก หลายคนพยายามเก็บตวงความสุขของช่วงเวลานี้ไว้ให้ได้มากที่สุด อย่างที่เห็นได้ชัดล่าสุดคือมีการอัดอากาศของยุคเฮเซเก็บไว้ในกระป๋อง เพื่อจำหน่ายเป็นของที่ระลึกเก็บไว้ในความทรงจำ นับว่าเป็นไอเดียของที่ระลึกที่น่ารักและน่าประทับใจมาก ทั้งนี้เพราะปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่า สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ ทรงเป็นที่รักของพสกนิกร ทรงเป็นสัญลักษณ์ของราชวงศ์ญี่ปุ่นยุคใหม่ และทรงเป็นผู้สร้างสันติสุขให้กับยุคเฮเซในตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี แห่งการครองสิริราชสมบัติบนบัลลังก์เบญจมาศ โดยตลอดห้วงเวลาแห่งการครองราชย์ของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ พระองค์ทรงพยายามจะทำให้ช่องว่างระหว่างราชวงศ์กับประชาชนลดลงด้วยการเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมหลากหลายโครงการ  รวมทั้งทรงดำเนินกิจกรรมด้านสวัสดิการสำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ และคนพิการทั่วประเทศญี่ปุ่น ยามเสด็จฯเยี่ยมราษฎร ก็ทรงมีพระราชดำรัสด้วยถ้อยคำธรรมดา และมักจะประทับบนพื้นระดับเดียวกับประชาชน โดยมีสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะทรงอยู่เคียงข้าง ทุกครั้งที่ญี่ปุ่นประสบกับโศกนาฏกรรมและวิบัติภัยทางธรรมชาติ ทั้งสองพระองค์จะเสด็จฯไปเยี่ยมเยือนให้กำลังใจผู้ประสบภัยด้วยพระองค์เองเสมอ และที่น่าคารวะที่สุดคือการที่สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะทรงออกมายอมรับความผิดของพระราชวงศ์ญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลก ด้วยการรับสั่งแสดงความรับผิดชอบต่อความสูญเสียของทุกฝ่าย ทั้งหมดนี้ช่วยให้สถานะของสถาบันกษัตริย์ในสายตาประชาชนเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นกว่าเดิมมากมาย โดยเมื่อปี 2557 ในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 80 พรรษาของสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ พระองค์ได้พระราชทานพระราชวโรกาสให้สื่อมวลชนชาวญี่ปุ่นเข้าเฝ้าฯ พร้อมพระราชทานสัมภาษณ์อย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรก ซึ่งพระราชดำรัสตอนหนึ่งสะท้อนถึงการที่ทั้งสองพระองค์ทรงเป็นสัญลักษณ์ของราชวงศ์อิมพิเรียลยุคใหม่ได้อย่างดีเลิศ “…มีเหตุการณ์ที่ประทับใจข้าพเจ้ามาจนถึงทุกวันนี้คือ เช้าวันหนึ่ง หลังการผ่าตัดของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังเดินอยู่ในเมืองฮายามา มีชายคนหนึ่งหยุดรถริมถนน แล้ววิ่งข้ามถนน […]

บทพิสูจน์รัก “จักรพรรดินีมิชิโกะ” ซินเดอเรลล่าญี่ปุ่น ชีวิตในวังที่โรยด้วยขวากหนาม

รักหวานในสนามเทนนิส ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นความรักที่แสนยาวนานจวบจนทุกวันนี้ของ สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะแห่งญี่ปุ่น ดูเหมือนจะลงเอยแบบแฮ็ปปี้เอนดิ้งในสายตาของใครๆ ด้วยพระราชพิธีอภิเษกสมรสอันแสนงดงามและตราตรึงใจ หลังจากที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคความรักต่างๆ นานามาไม่น้อย แต่แท้จริงแล้ว ชีวิตจริงช่างแตกต่างจากในนิยายรัก เพราะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบไปตลอดเส้นทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ “มิชิโกะ โชดะ” (พระนามเดิมของสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ) ซึ่งเปรียบดั่งซินเดอเรลล่าแห่งแดนอาทิตย์อุทัย จากหญิงสามัญชนสู่เจ้าหญิง และพ่วงตำแหน่งว่าที่จักรพรรดินีในอนาคต อีกทั้งยังเป็นหญิงสามัญชนคนแรกของญี่ปุ่นที่ต้องพลิกชีวิตเข้าสู่รั้ววังหลวงที่เต็มไปด้วยขนบธรรมเนียมประเพณีหลังการอภิเษกสมรส มกุฎราชกุมารอากิฮิโตะ และเจ้าหญิงมิชิโกะ ทรงย้ายเข้าไปประทับอยู่ที่พระราชวังโทงู ไม่มีใครรู้ว่าชีวิตในวังของเจ้าหญิงมิชิโกะต้องทรงพบเจอกับอะไร ยิ่งข่าวที่แพร่ออกมานอกรั้ววังเป็นระยะมีแต่เรื่องน่ายินดี เช่น หลังอภิเษกสมรสได้เพียงปีเดียว เจ้าหญิงก็ทรงสร้างความเบิกบานใจให้แก่ประชาชนด้วยการให้กำเนิดพระโอรสองค์แรก เจ้าชายนารุฮิโตะ (มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่นองค์ปัจจุบัน ซึ่งจะทรงขึ้นครองราชสมบัติในวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2562) ต่อด้วยเจ้าชายอากิชิโนะ และเจ้าหญิงซายาโกะ (ปัจจุบันคือ นางซายาโกะ คุโรดะ)หรือการที่มกุฎราชกุมารและมกุฎราชกุมารี ทรงปฏิบัติพระองค์นอกกรอบจารีตของวังหลวงด้วยการเลี้ยงพระโอรสเอง โดยไม่พึ่งข้าราชบริพาร ต่างจากเดิมที่ต้องแยกพระโอรสจากพระชนก พระชนนี เพื่อให้พระพี่เลี้ยงเป็นผู้ถวายการดูแล รวมทั้งการที่เจ้าหญิงทรงเลี้ยงพระโอรส-ธิดาด้วยพระเกษียรธารา (น้ำนม) ของพระองค์  ส่งพระโอรส-ธิดาเข้าศึกษาที่โรงเรียนแทนการจ้างครูมาสอนในวัง เรื่องราวเหล่านี้คือมิติของ ‘ญี่ปุ่นใหม่’ ที่ประชาชนต่างรู้สึกยินดีอย่างยิ่งเมื่อได้รับรู้และเมื่อสมเด็จพระจักรพรรดิโชวะสวรรคตในวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2532 แล้วมกุฎราชกุมารอากิฮิโตะเสด็จฯขึ้นครองราชสมบัติเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิ […]

เบื้องลึกรักหวานในสนามเทนนิส จักรพรรดิ-จักรพรรดินีญี่ปุ่น สู้ฟันฝ่าม่านประเพณี

เบื้องลึกรักหวานในสนามเทนนิส จักรพรรดิ-จักรพรรดินีญี่ปุ่น สู้ฟันฝ่าม่านประเพณี… เชื่อว่าใครก็ตามที่ได้เห็นภาพพระบรมฉายาลักษณ์คู่ของ สมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งญี่ปุ่น ในหลายๆ ครั้ง คงเกิดความตื้นตัน อิ่มเอมใจ และประทับใจในรักแท้ที่มั่นคงและยาวนานของทั้งสองพระองค์ โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ที่เพิ่งผ่านพ้นงานฉลองราชาภิเษกสมรสครบ 60 ปี แบบเรียบง่าย และใกล้จะถึงวันสละราชสมบัติ ในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2562 ซึ่งล่าสุดสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ ไปในการพระราชพิธีกราบบังคมทูลลาสละราชสมบัติ ณ ศาลเจ้าอิเสะ จังหวัดมิเอะ ศาลเจ้าที่นับถือว่าเป็นบรมบรรพบุรุษต้นราชตระกูลแห่งพระราชวงศ์ญี่ปุ่น โดยข้าราชบริพารในพระองค์ได้อัญเชิญเครื่องราชกกุธภัณฑ์ 2 องค์ ได้แก่ พระแสงดาบวิเศษคุซานางิ และสร้อยลูกปัดยาซาคานิ ออกจากศาลเจ้าในพระราชวัง เพื่อร่วมประกอบในพระราชพิธีนี้ด้วย ส่วนกระจกยาตะเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์องค์ที่ 3 ซึ่งประดิษฐานอยู่ ณ วิหารหลวงในศาลเจ้าอิเสะเป็นการถาวร สำหรับเรื่องราวความรักของสมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งญี่ปุ่น โดยรวมต้องเรียกว่างดงามดุจเทพนิยาย แม้เส้นทางแห่งรักช่วงแรกจะมีกลิ่นอายของม่านรักประเพณีแทรกเจืออยู่บ้างก็ตาม อย่างที่หลายคนอาจทราบกันมาบ้างว่าการอภิเษกสมรสระหว่างสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะและสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะเมื่อ 60 ปีก่อน คือการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้แก่ประเทศญี่ปุ่น เพราะเป็นการอภิเษกสมรสครั้งแรกระหว่างคนในราชวงศ์กับหญิงสาวสามัญชน กลิ่นอายของม่านรักประเพณีจึงมาจากสาเหตุหลักที่ว่านี่ไม่ใช่ธรรมเนียมของวังหลวงที่เคยปฏิบัติกันมาแต่เก่าก่อนเลยสักนิด ย้อนกลับไปในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2500 ณ สนามเทนนิสในเมืองคะรุอิซะวะ จังหวัดนากาโนะ เมื่อมกุฎราชกุมารอากิฮิโตะ ทรงพบกับนางสาวมิชิโกะ โชดะ […]

รักแท้ 60 ปี จักรพรรดิ-จักรพรรดินีแห่งญี่ปุ่น ฉลองราชาภิเษกสมรสแบบเรียบง่าย

รักแท้ 60 ปี จักรพรรดิ-จักรพรรดินีแห่งญี่ปุ่น ฉลองราชาภิเษกสมรส แบบเรียบง่าย… เรื่องราวความรักของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะแห่งญี่ปุ่น เดินทางมาอย่างยาวนาน จากสนามเทนนิสสู่ราชบัลลังก์ดอกเบญจมาศ จวบจนเมื่อวานนี้ (10 เมษายน 2562) ทั้งสองพระองค์ทรงเฉลิมฉลองเนื่องในวโรกาสราชาภิเษกสมรสครบ 60 ปี โดยทั้งสองพระองค์ทรงเข้าพิธีอภิเษกสมรสกันเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2502 ซึ่งขณะนั้นสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะยังดำรงพระอิสริยยศเป็นมกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น ส่วนสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะเดิมเป็นหญิงสามัญชนนามว่า “มิชิโกะ โชดะ” ทำให้การอภิเษกสมรสครั้งนั้น นับเป็นครั้งแรกเลยทีเดียวที่หญิงสามัญชนได้อภิเษกสมรสกับพระบรมวงศานุวงศ์ของญี่ปุ่น สำหรับงานฉลองราชาภิเษกสมรสครบ 60 ปี ของทั้งสองพระองค์ จัดขึ้นแบบเรียบง่ายภายในพระราชวังอิมพีเรียล โดยมีพระราชโอรสและพระราชธิดาของทั้งสองพระองค์ ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์และเจ้าหน้าที่ของญี่ปุ่น นำโดยนายชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีพร้อมภริยา เข้าถวายพระพร จากนั้นมีการพระราชทานเลี้ยงอาหารเย็นที่พระราชวังอิมพีเรียล ทั้งนี้สำหรับงานฉลองราชาภิเษกสมรสครบ 60 ปี ของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมิจิโกะแห่งญี่ปุ่น นับเป็นครั้งสุดท้ายในขณะที่ทั้งสองพระองค์ยังทรงครองราชบัลลังก์ดอกเบญจมาศ ก่อนที่สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะจะสละราชสมบัติในวันที่ 30 เมษายน 2562 ที่จะถึงนี้ ซึ่งนับเป็นการสิ้นสุดยุคเฮเซที่ดำเนินมายาวนานกว่า 30 ปี จากนั้นเจ้าฟ้าชายนารุฮิโตะ มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น จะเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์ใหม่ในวันที่ […]

ญี่ปุ่นประกาศชื่อรัชศก “เรวะ” ต้อนรับว่าที่สมเด็จพระจักรพรรดิองค์ใหม่ แห่งราชบัลลังก์ดอกเบญจมาศ

ญี่ปุ่นประกาศชื่อรัชศก “เรวะ” ต้อนรับว่าที่สมเด็จพระจักรพรรดิองค์ใหม่ แห่งราชบัลลังก์ดอกเบญจมาศ…หลังจากการประกาศสละราชสมบัติเมื่อปีที่แล้วของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ ซึ่งนับเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิองค์แรกของประเทศญี่ปุ่นในรอบเกือบ 200 ปี ที่ทรงมีพระราชประสงค์สละราชบัลลังก์ นับตั้งแต่สมเด็จพระจักรพรรดิโคกะกุ สละราชบัลลังก์ เมื่อปี ค.ศ.1817

วันคล้ายวันประสูติปีที่ 85 จักรพรรดิอากิฮิโตะทรงตรัส “ขอบใจประชาชน” ก่อนเตรียมสละราชบัลลังก์

วันนี้ (วันที่ 23 ธันวาคม 2018) สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ เสด็จออกพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้พสกนิกรเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายพระพรเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 85 พรรษา ของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะแห่งญี่ปุ่น วันที่ 23 ธันวาคม 2018 ณ พระราชวังอิมพีเรียล กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้ สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะแห่งญี่ปุ่น ยังได้พระราชทานสัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนเกี่ยวกับหลากหลายเรื่องราว ทั้งที่ผ่านไปแล้วและกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ใจความสำคัญดังนี้  “นับตั้งแต่ครองราชย์เป็นต้นมา ข้าพเจ้าพยายามมองหาหน้าที่ที่สมควรของตนในฐานะสัญลักษณ์ของประเทศตลอดมา และยังจะทำต่อไปจนถึงวันสละราชสมบัติ “ข้าพเจ้าจะไม่ลืมความรู้สึกของผู้คนในโอกินาว่าและประชาชนจำนวนมากที่ต้องเสียเลือดเนื้อไปในสงคราม ข้าพเจ้าตระหนักอยู่เสมอว่าความสุขสงบและความเจริญรุ่งเรืองของชาติในทุกวันนี้มาจากความเสียสละและความมานะของผู้คนดังกล่าว หน้าที่สำคัญอีกประการหนึ่งของข้าพเจ้าคือการถ่ายทอดข้อเท็จจริงดังกล่าวให้กับผู้คนที่เกิดหลังสงครามอย่างถูกต้อง “60 ปีนับแต่ได้สมรส จักรพรรดินีอยู่เคียงข้างข้าพเจ้า เข้าใจความคิด สถานะ และคอยช่วยเหลือข้าพเจ้ามาโดยตลอด “ก่อนที่จะเสร็จสิ้นการเดินทางในฐานะของจักรพรรดิ ข้าพเจ้าขอขอบใจประชาชนทุกคนที่ยอมรับและสนับสนุนข้าพเจ้าในฐานะของสัญลักษณ์ของประเทศเสมอมา และอยากถือโอกาสขอบใจจักรพรรดินีผู้เป็นประชาชนคนหนึ่งด้วยจากเบื้องลึกของจิตใจที่ได้ร่วมการเดินทางชีวิตกับข้าพเจ้าเป็นเวลากว่า 60 ปี และได้ปวารณาตนทั้งต่อราชวงศ์และต่อประชาชนอย่างเต็มกำลังตลอดมา “มกุฎราชกุมารผู้ที่จะครองราชย์เป็นจักรพรรดิองค์ต่อไป พร้อมทั้งเจ้าชายอากิชิโนะ ผู้ทำหน้าที่สนับสนุนและให้ความช่วยเหลือได้ผ่านประสบการณ์ต่างๆ มาแล้ว ข้าพเจ้าเชื่อว่าทั้งสองคนจะช่วยกันรักษาขนบธรรมเนียมของราชวงศ์ไว้ และดำเนินบทบาทหน้าที่ๆเหมาะสมกับสังคมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้อย่างดี” ทั้งนี้สำหรับวันที่ 23 ธันวาคม 2018 เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพปีที่ 85 ของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะแห่งราชวงศ์ญี่ปุ่น […]

keyboard_arrow_up