ชาวญี่ปุ่นโล่งใจ “จักรพรรดินีมิชิโกะ” ทรงรับการผ่าตัดมะเร็งพระถันโดยสำเร็จลุล่วง

จากข่าวที่สร้างความกังวลใจให้กับราชวงศ์ญี่ปุ่นและพสกนิกรชาวญี่ปุ่น สำหรับพระอาการประชวรของสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ ซึ่งทรงเข้ารับการตรวจพระวรกายแล้วพบว่าทรงเป็นโรคมะเร็งพระถัน (มะเร็งเต้านม) ระยะเริ่มต้น เมื่อช่วงเดือนสิงหาคม 2562 โดยคณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาตรวจพบเนื้องอกบริเวณพระถันข้างซ้าย และวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งพระถัน (มะเร็งเต้านม) ระยะเริ่มต้น แต่ยังไม่มีการแพร่กระจายลุกลามของมะเร็ง จึงจะถวายการรักษาด้วยการผ่าตัด ล่าสุดสำนักพระราชวังญี่ปุ่นเปิดเผยว่า การผ่าตัดมะเร็งพระถันของสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะเสร็จสิ้นลงอย่างราบรื่นและปลอดภัยแล้ว ในช่วงบ่ายของวันที่ 8 กันยายน 2562 ซึ่งสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะเสด็จพระราชดำเนินไปยังโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโตเกียว เพื่อทรงเข้ารับการผ่าตัดมะเร็งพระถัน ตั้งแต่เมื่อช่วงเช้าวันที่ 7 กันยายน 2562 โดยมีผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโตเกียวเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ จากนั้นการผ่าตัดมะเร็งพระถันเริ่มต้นขึ้นในช่วงเช้าวันที่ 8 กันยายน 2562 และใช้เวลาในการผ่าตัดทั้งสิ้นประมาณ 4 ชั่วโมง ในการนี้ สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะเสด็จพระราชดำเนินมาที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโตเกียว เพื่อทรงเป็นกำลังพระทัยแก่สมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะด้วย ทั้งนี้ สมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ จะประทับ ณ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโตเกียวอีกสักระยะหนึ่ง เพื่อให้คณะแพทย์ถวายการรักษาอย่างใกล้ชิด ซึ่งสำนักพระราชวังญี่ปุ่นจะแถลงการณ์ความคืบหน้าของพระอาการให้ได้ทราบต่อไป   ข้อมูลและภาพ : Royal World Thailand – รอยัล เวิลด์ ประเทศไทย, www3.nhk.or.jp, www.scmp.com, […]

ข่าวดีในรอบ 30 ปี “อายาโกะ โมริยะ” อดีตเจ้าหญิงญี่ปุ่นตั้งครรภ์

นับเป็นข่าวดีของราชวงศ์ญี่ปุ่นเลยทีเดียว เมื่อมีรายงานว่า “อายาโกะ โมริยะ” หรือในอดีตคือ เจ้าหญิงอายาโกะแห่งทากามาโดะ ตั้งครรภ์แล้ว ซึ่งการตั้งครรภ์ครั้งนี้ของอายาโกะ โมริยะ ได้สร้างความปลาบปลื้มใจเป็นเท่าทวีคูณ เพราะนับเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี ที่อดีตเจ้าหญิงญี่ปุ่นตั้งครรภ์ หลังจากสละฐานันดรศักดิ์ เพื่อเสกสมรสกับชายสามัญชน สำหรับ อายาโกะ โมริยะ หรือก่อนหน้านี้คือ เจ้าหญิงอายาโกะแห่งทากามาโดะ เกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2533 ณ โรงพยาบาลไอกุ ปัจจุบันมีอายุ 28 ปี เป็นพระธิดาพระองค์เล็กในเจ้าชายโนริฮิโตะ เจ้าชายทากามาโดะ ซึ่งสิ้นพระชนม์แล้วจากอาการพระทัยวาย เมื่อปี 2545 กับเจ้าหญิงฮิซาโกะ เจ้าหญิงทากามาโดะ ทั้งนี้เจ้าชายโนริฮิโตะนับเป็นพระราชภราดร (ลูกพี่ลูกน้อง) ของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ อายาโกะ โมริยะ จึงนับเป็นพระญาติชั้นต้นๆ ทั้งนี้ อายาโกะ โมริยะ ได้ประกาศหมั้นหมายกับ เคอิ โมริยะ พนักงานบริษัทส่งออกรายใหญ่ นิปปอน ยูเซน ในกรุงโตเกียว เมื่อช่วงเดือนมิถุนายน 2561 […]

พระบรมฉายาลักษณ์ล่าสุด “จักรพรรดิอากิฮิโตะ-จักรพรรดินีมิชิโกะ” หลังพระอาการประชวรดีขึ้น

นับเป็นภาพที่สร้างความปลาบปลื้มใจแก่พสกนิกรชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก สำหรับพระบรมฉายาลักษณ์ล่าสุดของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ ซึ่งเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานส่วนพระองค์ ณ พระตำหนักนาสึ จังหวัดโทชิกิ ประเทศญี่ปุ่น หลังจากทรงมีพระอาการประชวรดีขึ้นแล้ว โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2562 สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะทรงมีพระอาการพระสมองขาดเลือดอย่างหนัก ในช่วงก่อนเสวยพระกระยาหารค่ำ พระองค์ทรงทรุดลงกับพื้น สมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะจึงทรงติดต่อแพทย์หลวงทันที ซึ่งจากการวินิจฉัยของแพทย์ระบุว่า พระอาการดังกล่าวน่าจะมีสาเหตุมาจากการที่สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะทรงอ่อนล้าจากการตรวจพระวรกาย เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2562 จากนั้นมีรายงานว่า สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะทรงมีพระอาการดีขึ้น และทรงเข้ารับการตรวจพระวรกายอีกครั้ง พร้อมกับสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 อีกทั้งก่อนหน้านี้ สมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะก็ทรงประชวรด้วยพระอาการของโรคพระหทัย (โรคหัวใจ) และทรงเข้ารับการถวายการผ่าตัดต้อกระจกที่พระเนตร จากนั้นมีรายงานล่าสุดว่า สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ เสด็จพระราชดำเนินกลับพระตำหนักนาสึแล้ว  เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2562 และทรงปรากฏพระองค์ ณ สวนดอกไม้ของพระตำหนักนาสึ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 โดยทั้งสองพระองค์ทรงเดินเล่นและทอดพระเนตรดอกไม้อยู่ประมาณ 15 นาที ในช่วงเวลาราวๆ […]

ยุควิกฤตของราชวงศ์ญี่ปุ่น จำนวนสมาชิกลดลง ส่งผลต่อการปฏิบัติพระกรณียกิจ

แม้ ราชวงศ์ญี่ปุ่น จะเพิ่งเปลี่ยนผ่านรัชกาลไปท่ามกลางความยินดี จากการประกาศสละราชสมบัติของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ สาเหตุจากพระชนมายุที่มากขึ้น และพระพลานามัยที่อ่อนแรงลง ทำให้ทรงเกรงว่าจะไม่สามารถปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ ซึ่งทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์โตของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะและสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ จึงเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิพระองค์ที่ 126 แห่งญี่ปุ่น แต่ปัจจุบันราชวงศ์ดอกเบญจมาศก็ยังคงเผชิญปัญหาเกี่ยวกับจำนวนสมาชิกราชวงศ์ที่ลดลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการสืบราชสมบัติในอนาคต อีกทั้งในตอนนี้ยังอาจส่งผลต่อการปฏิบัติพระกรณียกิจน้อยใหญ่ต่างๆ ด้วย ทั้งนี้ล่าสุด เจ้าชายฟูมิฮิโตะ เจ้าอากิชิโนะ ซึ่งทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์ที่สองในสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะและสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ และทรงเป็นพระอนุชาในสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ ทำให้พระองค์ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นมกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น หรือรัชทายาทลำดับที่ 1 ในการสืบราชสันติวงศ์ญี่ปุ่น โดยพระองค์ทรงประทานสัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนถึงภาวะวิกฤตด้วยจำนวนสมาชิกราชวงศ์ที่ลดลงว่า “พวกเราน่าจะปฏิบัติพระกรณียกิจได้มากกว่านี้ ถ้าเรามีสมาชิกราชวงศ์รุ่นต่อไปมากกว่านี้ แต่หากมองจากสถานการณ์ปัจจุบัน ราชวงศ์อาจต้องพิจารณาความสำคัญของพระกรณียกิจต่างๆ ใหม่อีกครั้ง” นั่นหมายความว่า ราชวงศ์ญี่ปุ่นอาจปฏิบัติพระกรณียกิจได้น้อยลง และอาจต้องมีการพิจารณาถึงลำดับความสำคัญของพระกรณียกิจต่างๆ ก่อน สาเหตุด้วยจำนวนสมาชิกราชวงศ์ที่มีอยู่น้อย และมีทีท่าว่าจะลดลงอีกในอนาคต ทั้งจากการที่มีสมาชิกราชวงศ์ที่เป็นผู้ชายน้อย จึงยากในการสืบทอดเชื้อสายพระราชวงศ์ และจากการที่สมาชิกราชวงศ์หญิงจะต้องลาออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ หากเสกสมรสกับชายสามัญชน อย่างกรณีล่าสุดคือ เจ้าหญิงอายาโกะ (ปัจจุบันคือ อายาโกะ โมริยะ) พระธิดาในเจ้าชายโนริฮิโตะ เจ้าทากามาโดะ และเจ้าหญิงฮิซาโกะ ซึ่งนับเป็นพระญาติชั้นที่หนึ่งของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ โดยเจ้าหญิงอายาโกะทรงลาออกจากฐานันดรศักดิ์ เพื่อเสกสมรสกับนายเคอิ โมริยะ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2561 […]

ชาวญี่ปุ่นน้อมส่งกำลังใจ ขอให้ “จักรพรรดินีมิชิโกะ” ทรงหายประชวรโดยไว

ภายหลังจากพระราชพิธีสละราชสมบัติของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2562 ซึ่งนับเป็นการยุติการปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างๆ อย่างเป็นทางการของพระองค์ รวมถึงสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะด้วย ดังนั้นทั้งสองพระองค์จะไม่ปรากฏพระองค์ต่อสาธารณะเป็นประจำอย่างที่ผ่านมา แต่ทั้งนี้ล่าสุดมีรายงานว่า สมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะแห่งญี่ปุ่น จะทรงเข้ารับการตรวจพระทัยและพระโลหิต ณ โรงพยาบาลสำนักพระราชวัง กรุงโตเกียว หลังจากพบความเสี่ยงต่ออาการพระหทัยวาย โดยทรงหายพระหทัยติดขัดในระหว่างทรงพระดำเนินบริหารพระวรกาย ซึ่งมีความผิดปกติบ่อยขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา สำหรับครั้งล่าสุดที่ทรงเข้ารับการตรวจรักษาคือเมื่อเดือนสิงหาคม 2558 ด้วยการสแกนทางคอมพิวเตอร์ ณ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโตเกียว หลังจากมีพระอาการปวดพระหทัย ผลการตรวจพบว่ามีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ เนื่องจากไม่มีพระโลหิตเพียงพอไปหล่อเลี้ยงพระหทัย โดยหลังจากนั้นไม่กี่วัน สำนักพระราชวังของญี่ปุ่นก็ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการว่า สมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ ทรงมีพระอาการโรคพระหทัย (โรคหัวใจ) หลังจากที่ได้เสด็จพระราชดำเนินเข้ารับการตรวจพระหทัยหลังจากตรวจพบความดันพระโลหิตสูง โดยคณะแพทย์ผู้ถวายการตรวจได้รายงานว่า ทรงมีพระอาการลิ้นพระหทัยรั่ว จากความผิดปกติที่ทำให้ลิ้นพระหทัยปิดไม่สนิท เป็นสาเหตุให้พระโลหิตไหลย้อนกลับ อีกทั้งพบว่าพระชีพจรเต้นไม่ปกติด้วย สาเหตุอาจมาจากความเครียดสั่งสมเป็นเวลานาน คณะแพทย์ถวายคำแนะนำให้เข้ารับการถวายการตรวจสม่ำเสมอและลดกิจกรรมที่ทำให้เกิดความเครียดลง นอกจากนี้พระองค์ยังมีกำหนดการเข้ารับการถวายการผ่าตัดต้อกระจกที่พระเนตร ในวันที่ 16 และ 23 มิถุนายน 2562 อีกด้วย ด้วยเหตุนี้พสกนิกรชาวญี่ปุ่นจึงพร้อมใจกันส่งกำลังใจถวายแด่สมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ เพื่อขอให้พระองค์ทรงหายจากอาการประชวรโดยเร็ว และทรงมีพระพลานามัยแข็งแรง   ข้อมูลและภาพ : Royal World Thailand – […]

เจ้าชายฮิซาฮิโตะ ทรงใช้ชีวิตปกติ หลังถูกมือมีดปองร้ายที่โรงเรียน

เจ้าชายฮิซาฮิโตะ รัชทายาทลำดับที่ 2 แห่งราชวงศ์ญี่ปุ่น ทรงใช้ชีวิตปกติ หลังเจอมือมีดปองร้าย โดยคนร้ายวางมีด 2 เล่มใต้โต๊ะนักเรียน เรียกได้ว่าเป็นเหตุการณ์ระทึกขวัญที่เกิดขึ้นกับราชวงศ์ญี่ปุ่น เมื่อเจ้าชายฮิซาฮิโตะ พระโอรสของ เจ้าชายฟูมิฮิโตะ มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น และยังเป็นรัชทายาทลำดับที่ 2  แห่งบัลลังก์เบญจมาศ ถูกนายคาโอรุ ฮาเซกาวะ ชายชาวญี่ปุ่นวัย 65 ปี หมายเอาชีวิต โดยเมื่อไม่นานมานี้ชายคนดังกล่าวได้ลอบเข้าไปโรงเรียนมัธยมสาธิตมหาวิทยาลัยโอฉะโนะมิซุ ณ กรุงโตเกียว ที่เจ้าชายฮิซาฮิโตะ ทรงศึกษาอยู่ โดยเขาได้เข้าวางมีดจำนวน 2 เล่มโดยการติดสก็อตเทปใต้โต๊ะของเจ้าชายฮิซาฮิโตะและโต๊ะข้างกัน ซึ่งขณะเกิดเหตุพระองค์และพระสหายไม่อยู่ในห้องเรียน จึงไม่ได้รับอันตราย ภายหลังจากเหตุการณ์ระทึกขวัญนี้ ไม่นานตำรวจก็สามารถจับกุมตัวนาย นายคาโอรุ ฮาเซกาวะ โดยหลักฐานทั้งหมดได้จากกล้องวงจรปิดในโรงเรียน ทั้งนี้มีรายงานว่านายคาโอรุ หมายจะเอาชีวิตเจ้าชายน้อย โดยเขาตั้งใจจะแทงเจ้าชายฮิซาฮิโตะจริง แต่เกิดเปลี่ยนใจ ไปเป็นการวางมีดไว้เพื่อเป็นข่มขู่แทน ทั้งนี้นายคาโอรุได้วิจารณ์ถึงระบบการขึ้นครองราชย์ของราชวงศ์ญี่ปุ่น โดยเขาไม่พอใจ ที่เจ้านายฝ่ายชายเท่านั้นถึงมีสิทธิในราชบัลลังก์ ภายหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังได้ออกมาเผยว่า เจ้าชายฮิซาฮิโตะ ไม่ได้ทรงตกพระทัยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พระองค์แค่เพียงประหลาดพระทัยเท่านั้น การนี้พระองค์ยังรู้สึกผ่อนคลายขณะที่ประทับอยู่ในวังกับพระบิดา และพระมารดา รวมถึงพระองค์ทรงไม่ได้หวาดกลัวหากต้องกลับไปศึกษาต่อ ด้านเจ้าชายฟุมิฮิโตะและเจ้าหญิงคิโกะ พระบิดาและพระมารดา ทรงกังวลพระทัยกับเหตุการณ์นี้ โดยเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อนักเรียนและผู้ปกครองที่ศึกษาอยู่ที่นี่ ทั้งนี้เจ้าชายฮิซาฮิโตะ  […]

เจ้าหญิงไอโกะ รัชทายาทองค์เดียว ของจักรพรรดินารุฮิโตะ แห่งบัลลังก์เบญจมาศ

เจ้าหญิงไอโกะ พระธิดาและรัชทายาทพระองค์เดียว ของสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ และ สมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะ แห่งบัลลังก์เบญจมาศ เจ้าหญิงไอโกะ หรือ เจ้าโทชิ ทรงประสูติ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2544 ณ โรงพยาบาล Imperial Household Agency กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น พระองค์ทรงเป็นพระธิดาและรัชทายาท พระองค์เดียวของ สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ และ สมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะ โดยในขณะที่สมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะทรงตั้งพระครรภ์นั้น พระองค์มีพระชนมายุ 37 ปี และยังมีรายงานจาก นายเบน ฮิลส์ (Ben Hills) นักข่าว ผู้เขียนหนังสือเจ้าหญิงมาซาโกะ : นักโทษแห่งบัลลังก์เบญจมาศ (Princess Masako: Prisoner of the Chrysanthemum Throne) ระบุว่าสมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะ ทรงพระครรภ์เจ้าหญิงไอโกะด้วยการปฏิสนธินอกร่างกาย สำหรับพระนามของเจ้าหญิงไอโกะนั้น มีความหมายลึกซึ่งเป็นอย่างมากและยังทรงเป็นพระนามที่ สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ และ สมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะ ทรงตั้งพระนามด้วยพระองค์เอง ซึ่งโดยปกติแล้วสมเด็จพระจักรพรรดิที่ทรงครองราชย์ ณ ตอนนั้นจะเป็นผู้ตั้งให้ สำหรับพระนามของเจ้าหญิงไอโกะ หรือ เจ้าโทชินั้น นำมาจากคำสอนของเม่งจื๊อ นักปรัชญาชาวจีน […]

จักรพรรดินารุฮิโตะ ทรงสักการะเทพเจ้า ในวโรกาสเสด็จขึ้นครองราชย์

เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 8 พฤษภาคม 2562 สมเด็จพระ จักรพรรดินารุฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะแห่งญี่ปุ่น เสด็จพระราชดำเนินไปยังศาลเจ้าคาชิโกโดะโกโระ ภายในพระราชวังอิมพีเรียล กรุงโตเกียว เพื่อทรงประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ในการนี้ทรงสักการะเทพีอามาเทราสึ เทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นต้นกำเนิดเชื้อสายของจักรพรรดิญี่ปุ่น อีกทั้งทรงเผยแนวทางในการครองสิริราชสมบัติให้พระบรมราชบรรพบุรุษได้ทรงทราบ สำหรับการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาครั้งนี้ สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะทรงฉลองพระองค์ชุดโคโรเซนโกโฮ ซึ่งเป็นฉลองพระองค์โบราณของญี่ปุ่น หรือที่เรียกว่า โซกุไต มีขึ้นตั้งแต่สมัยเฮอัน และฉลองพระองค์นี้เป็นสีน้ำตาลทอง ซึ่งเป็นสีเฉพาะของพระจักรพรรดิเท่านั้น ส่วนสมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะทรงฉลองพระองค์ชุดกิโมโนชั้นสูง จากนั้นในวันเดียวกัน สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ เสด็จออกในการพระราชทานพระราชวโรกาสให้ราชทูตหลวงเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รับพระราชทานตราตั้ง เพื่อเป็นผู้แทนพระองค์ และกราบทูลถวายรายงานเรื่องพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ต่อหน้าศาลเจ้าอิเสะ สุสานหลวงสมเด็จพระจักรพรรดิจิมมู และสุสานหลวงสมเด็จพระจักรพรรดิโชวะ ณ ท้องพระโรงใหญ่ พระราชวังอิมพีเรียล กรุงโตเกียว  ทั้งนี้พระราชพิธีบรมราชาภิเษกจะจัดขึ้นในวันที่ 22 ตุลาคม 2562 และพระราชพิธีไดโจไซ ซึ่งสื่อถึงการเสวยพระกระยาหารร่วมกับเทพเจ้า พร้อมทั้งภาวนาขอพรให้ชาวญี่ปุ่นอยู่ร่มเย็นเป็นสุขภายใต้รัชสมัยเรวะ จะจัดขึ้นในวันที่ 14-15 พฤศจิกายน 2562   ข้อมูลและภาพ : Royal World Thailand – รอยัล เวิลด์ ประเทศไทย, Imperial […]

สานต่อพระราชไมตรีจากรุ่นสู่รุ่น ราชวงศ์ไทย-ญี่ปุ่น ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นยาวนาน

สานต่อพระราชไมตรีจากรุ่นสู่รุ่น ราชวงศ์ไทย-ญี่ปุ่น ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นยาวนาน… นับเป็นเรื่องราวความบังเอิญที่น่าปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง สำหรับในช่วงเวลานี้ของประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงเวลาของการเสด็จขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์พระองค์ใหม่ นั่นคือ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ซึ่งจะมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในวันที่ 4-6 พฤษภาคม 2562 และสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ ที่เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2562 และจะมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในวันที่ 22 ตุลาคม 2562 แต่เรื่องราวที่น่าปลาบปลื้มใจไปกว่านั้น คือความสัมพันธ์ของทั้งสองราชวงศ์ ไทยและญี่ปุ่น ที่แน่นแฟ้นและยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ ตั้งแต่รัชสมัยของกษัตริย์พระองค์ก่อนหน้า หรือพระราชบิดาของกษัตริย์พระองค์ปัจจุบัน นั่นคือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ ที่ทรงมีพระราชไมตรีต่อกันดุจพระเชษฐาและพระอนุชา จวบจนวาระสุดท้ายของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ ในขณะที่ทรงเจริญพระชนมพรรษามากแล้ว แต่ก็ยังตั้งพระทัยในการเสด็จฯเยือนประเทศไทย เพื่อถวายพระราชสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ด้วยพระองค์เอง แม้ในวันนี้ทั้งสองแผ่นดินจะผลัดเปลี่ยนยุคสมัยแล้วก็ตาม แต่พระราชไมตรีของพระมหากษัตริย์ทั้งสองพระองค์ก็ได้รับการสานต่อจากพระราชโอรสเป็นอย่างดี ซึ่งจะเห็นได้จากเหตุการณ์น่าประทับใจดังต่อไปนี้ ที่แสดงให้เห็นถึงพระราชไมตรีจากรุ่นสู่รุ่นของทั้งสองราชวงศ์ เหตุการณ์เมื่อเดือนมิถุนายน 2549 ครั้งที่สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ เสด็จฯเยือนประเทศไทย เพื่อทรงเข้าร่วมงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยมีสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร […]

ญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคเรวะ “จักรพรรดินารุฮิโตะ” ทรงประกอบพิธีขึ้นครองราชย์

ญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคเรวะ “จักรพรรดินารุฮิโตะ” ทรงประกอบพิธีขึ้นครองราชย์… หลังจากพระราชพิธีสละราชสมบัติของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะเสร็จสิ้นสมบูรณ์เมื่อวานนี้ (30 เมษายน 2562) และสิ้นสุดยุคเฮเซในเวลา 00.00 น. เมื่อถึงเวลา 00.01 น. ของวันนี้ (1 พฤษภาคม 2562) จึงเป็นการเริ่มต้นยุคเรวะอย่างเป็นทางการ โดยมีสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิพระองค์ที่ 126 แห่งญี่ปุ่น และจะมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในวันที่ 22 ตุลาคม 2562 สำหรับพระราชพิธีเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติของจักรพรรดินารุฮิโตะในวันนี้ ช่วงเช้า เวลา 10.30 น. สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะเสด็จออก ณ ท้องพระโรงมัตสึโนมะ หรือท้องพระโรงใหญ่ พระราชวังอิมพีเรียล พร้อมด้วยเจ้าชายฟุมิฮิโตะ เจ้าชายอากิชิโนะ และเจ้าชายมาซาฮิโตะ เจ้าชายฮิตาชิ เพื่อทรงรับการทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ได้แก่ พระแสงดาบคุซานางิ กระจกวิเศษยาตะ และลูกปัดยาซาคานิ พร้อมด้วยพระราชลัญจกรประจำรัชกาล จากนั้น เวลา 11.00 น. สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะเสด็จออกพร้อมด้วยสมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะ และพระบรมวงศานุวงศ์ เพื่อพระราชทานพระราชวโรกาสให้นายกรัฐมนตรี นายชินโสะ อาเบะ […]

“ขอบใจจากใจจริง” พระราชดำรัสสุดท้ายในฐานะพระประมุขของ จักรพรรดิอากิฮิโตะ

สืบเนื่องจากพระราชพิธีสละราชสมบัติของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะในช่วงเช้าของวันนี้ (30 เมษายน 2562) ซึ่งเป็นการประกอบพิธี ณ ปูชนียสถานทั้ง 3 (3 Palace Santuaries) ในเขตพระราชวังอิมพีเรียล จากนั้นในช่วงเย็น เวลา 17.00 น. สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ เสด็จออก ณ ท้องพระโรงมัตสึโนมะ หรือท้องพระโรงใหญ่ พระราชวังอิมพีเรียล จากนั้นเจ้าพนักงานอัญเชิญเครื่องราชกกุธภัณฑ์ทอดเบื้องพระพักตร์ และพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายกรัฐมนตรี นายชินโสะ อาเบะ คณะรัฐบาล ผู้แทนองค์กรภาครัฐและเอกชน เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท สำหรับช่วงเวลาสำคัญของพระราชพิธีนี้ ซึ่งจะเป็นเหตุการณ์บนหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่นต่อไป คือการที่สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะทรงมีพระราชดำรัสสละราชสมบัติอย่างเป็นทางการ ซึ่งนับเป็นพระราชดำรัสสุดท้ายของพระองค์ในฐานะสมเด็จพระจักรพรรดิ โดยมีใจความว่า “วันนี้เป็นวันสุดท้ายในการทำงานในฐานะสมเด็จพระจักรพรรดิ ขอบใจในคำกล่าวของนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือว่าเป็นตัวแทนของประชาชน ตลอด 30 ปี ในฐานะที่เราเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิ ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากประชาชน ได้รับความไว้วางใจ ขอขอบใจจากใจจริง และพรุ่งนี้จะเริ่มเข้าสู่ยุคสมัยเรวะ ขอให้มีแต่สันติภาพ เราปรารถนาให้ประเทศของเราและทั่วโลกอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และขออธิษฐานให้เกิดในสิ่งนั้น”ทั้งนี้ สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะจะทรงดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระจักรพรรดิจนถึงเที่ยงคืนของวันนี้ ซึ่งเป็นการสิ้นสุดยุคเฮเซอย่างเป็นทางการ จากนั้นจะเข้าสู่รัชศกเรวะ โดยมีเจ้าชายนารุฮิโตะ มกุฎราชกุมาร เสด็จขึ้นครองราชบังลังก์ดอกเบญจมาศต่อไป   ข้อมูลและภาพ […]

วันประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น “จักรพรรดิอากิฮิโตะ” ทรงเข้าพิธีสละราชสมบัติ

ตามที่สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ จักรพรรดิพระองค์ที่ 125 แห่งราชวงศ์ญี่ปุ่น ทรงประกาศสละราชบัลลังก์ เนื่องด้วยพระชนมายุที่มากขึ้น บวกกับพระพลานามัยที่อ่อนแรงลง ทำให้ทรงเกรงว่าจะไม่สามารถปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้อย่างเต็มที่ ทำให้การสละราชสมบัติครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกในรอบ 200 ปี ของราชวงศ์ดอกเบญจมาศเลยทีเดียว โดยพระราชพีธีสละราชสมบัติอย่างเป็นทางการของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะจะเกิดขึ้นในวันนี้ (30 เมษายน 2562) ซึ่งสำนักพระราชวังของญี่ปุ่นได้เผยแพร่หมายกำหนดการที่พระองค์จะทรงประกอบพระราชพิธีสละราชสมบัติ ดังนี้ สำหรับในช่วงเช้าซึ่งเสร็จสิ้นไปเรียบร้อยแล้ว เป็นการประกอบพิธี ณ ปูชนียสถานทั้ง 3 (3 Palace Santuaries) ในเขตพระราชวังอิมพีเรียล ซึ่งเป็นสถานที่ถวายราชสักการะเทพเจ้าและเทพีที่เป็นบรรพบุรุษของพระราชวงศ์อิมพีเรียล โดยในเวลาประมาณ 10.00 น. สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะจะเสด็จพระราชดำเนินไปถวายราชสักการะสุริยเทพี ณ วิหารใหญ่คาชิโกะ-โดโกโระ (賢所 – Kashiko-dokoro) ซึ่งอยู่ตรงกลางของเขตวิหาร โดยเป็นที่ประดิษฐานกระจกยาตะจำลอง และลูกปัดยาซาคานิ อันเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์แห่งญี่ปุ่น จากนั้นจะทรงเสด็จพระดำเนินไปถวายราชสักการะดวงพระวิญญาณของบูรพมหาจักรพรรดิในอดีต ณ วิหารโคเรเด็น (皇霊殿 – Kōrei-den) และถวายราชสักการะเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ตามความเชื่อในศาสนาชินโต ณ วิหารชินเด็น (神殿 – Shin-den) โดยในการนี้ สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะฉลองพระองค์ชุดโคโรเซนโกโฮ […]

ย้อนชมภาพตราตรึงใจ พระราชไมตรีดุจพี่น้อง “ในหลวง ร.9 – จักรพรรดิอากิฮิโตะ”

ย้อนชมภาพตราตรึงใจ พระราชไมตรีดุจพี่น้อง “ในหลวง ร.9 – จักรพรรดิอากิฮิโตะ”… ปีนี้นับเป็นปีมหามงคลของประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น ด้วยเหตุอันเป็นมงคลเดียวกัน นั่นคือการเสด็จขึ้นครองราชย์อย่างเป็นทางการของพระประมุขพระองค์ใหม่ นั่นคือ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ซึ่งจะมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในวันที่ 4-6 พฤษภาคม 2562 และเจ้าชายนารุฮิโตะ มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น ที่จะเสด็จขึ้นครองราชย์ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2562 และจะมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในวันที่ 22 ตุลาคม 2562 ทั้งนี้อีกหนึ่งความน่าปิติยินดีเป็นอย่างยิ่ง คือการที่พระราชบิดาของทั้งสองพระองค์ นั่นคือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ ทรงมีพระราชไมตรีต่อกันมาเป็นเวลาช้านานแล้ว อีกทั้งยังทรงมีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นประดุจพระเชษฐาและพระอนุชาเลยทีเดียว ซึ่งนั่นทำให้ราชวงศ์ไทยและราชวงศ์ญี่ปุ่นเปรียบดั่งมิตรแท้ รวมถึงยังส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในด้านอื่นๆ อีกด้วย ในโอกาสอันเป็นมงคลนี้ แพรวดอทคอม จึงขอพาทุกคนย้อนไปชมภาพประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและยาวนานของพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองพระองค์ ความสัมพันธ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ เริ่มต้นขึ้นในเดือนพฤษภาคม ปี 2506 เมื่อครั้งที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 เสด็จฯเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เพื่อเข้าเฝ้าฯสมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโตะ […]

เรียบง่ายแต่สุขล้น ชีวิตหลังสละราชบัลลังก์ของ “จักรพรรดิ-จักรพรรดินีญี่ปุ่น”

เรียบง่ายแต่สุขล้น ชีวิตหลังสละราชบัลลังก์ของ “จักรพรรดิ-จักรพรรดินีญี่ปุ่น”… นับเป็นเวลาร่วม 30 ปีแล้วที่สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะเสด็จขึ้นครองบัลลังก์เบญจมาศ ด้วยพระชนมายุที่มากขึ้น บวกกับพระพลานามัยที่อ่อนแอลง โดยเคยทรงผ่านการผ่าตัดพระหทัยและการรักษามะเร็งต่อมลูกหมากมาแล้ว  ซึ่งเป็นสาเหตุให้พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสเรื่องการสละราชสมบัติครั้งแรกในช่วงกลางปี 2559  และรัฐบาลญี่ปุ่นก็มีมติผ่านร่างกฎหมายพิเศษเพื่อรับรองการสละราชสมบัติของพระองค์ โดยจะมีพิธีสละราชสมบัติอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 เมษายน 2562 จากนั้นเจ้าชายนารุฮิโตะ มกุฎราชกุมารจะขึ้นทรงราชย์ทันทีในวันที่ 1 พฤษภาคม 2562 เกี่ยวกับเรื่องสละราชสมบัตินี้ สมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะทรงมีลายพระอักษรเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 82 พรรษา(20 ตุลาคม 2559) ว่าพระองค์ทรงทราบว่าพระจักรพรรดิได้ทรงหารือกับพระราชโอรสทั้งสอง คือ มกุฎราชกุมารนารุฮิโตะ และเจ้าชายอากิชิโนะแล้ว แต่ถึงกระนั้น… “เมื่อข้าพเจ้าได้เห็นคำว่า ‘สละราชย์ทั้งยังมีพระชนม์ชีพ’ บนหน้าหนังสือพิมพ์ ก็ทำให้รู้สึกตกใจ ซึ่งคงจะเป็นเพราะว่าข้าพเจ้าไม่เคยเห็นถ้อยคำเช่นนี้แม้แต่ในหนังสือประวัติศาสตร์ และใน 1-2 วินาทีแรกนั้นข้าพเจ้าทั้งตกตะลึงและเจ็บปวด บางทีข้าพเจ้าอาจจะอ่อนไหวมากไปก็ได้” แน่นอนว่าความตกพระทัยของสมเด็จพระจักรพรรดินีเป็นแค่ความไม่ทรงคุ้นต่อวิธีการใช้ถ้อยคำของสื่อฯ ที่มีธรรมเนียมว่าต้องใช้ภาษาทางการเมื่ออ้างอิงถึงสถาบันพระจักรพรรดิ เพราะถ้าพิจารณาในแง่ว่าพระองค์กับพระราชสวามีจะทรงมีเวลาส่วนพระองค์มากขึ้น จะทรงสามารถเข้าครัวปรุงอาหาร  หรือเล่นเปียโนคู่กับพระราชสวามีที่โปรดการทรงเชลโล กับเมื่อเวลาผ่านไปอีกสักหน่อยอาจจะสามารถเสด็จฯเข้าไปในร้านหนังสือมือสอง หรือไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ โดยไม่ต้องใช้ผ้าคลุมล่องหนอย่างที่พระองค์เคยทรงอยากเป็นเจ้าของตอนที่อ่านวรรณกรรมเรื่อง Harry Potter นี่ยังไม่นับรวมกับที่ทุกๆ เช้าทั้งสองพระองค์ทรงจับจูงกันไปเดินเล่นในสวน ภายในพระราชวัง ทรงชี้ชวนกันดูสีสันของใบไม้ที่เปลี่ยนผันไปตามฤดูกาล และบางสุดสัปดาห์ก็จะทรงเปลี่ยนพระอิริยาบถด้วยการทรงฉลองพระองค์ชุดเทนนิสเพื่อลงสนามเล่นกีฬาโปรด กีฬาที่เปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นแห่งรัก กว่าหกสิบปีนับตั้งแต่วันที่ทั้งสองพระองค์ทรงพบกันครั้งแรก […]

สำนักพระราชวังญี่ปุ่นเผย พระยศใหม่ของพระราชวงศ์ เมื่อเข้าสู่รัชศกเรวะ

สำนักพระราชวังญี่ปุ่นเผย พระยศใหม่ของพระราชวงศ์ เมื่อเข้าสู่รัชศกเรวะ… ตามที่สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะทรงประกาศสละราชบัลลังก์ ซึ่งจะมีพิธีสละราชสมบัติอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2562 โดยเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2562 รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศชื่อรัชศกใหม่ว่า “เรวะ”  (Reiwa – 令和) ซึ่งจะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 เป็นต้นไป ล่าสุดสำนักพระราชวังของญี่ปุ่นได้เปิดเผยการเปลี่ยนแปลงการออกพระยศใหม่ของสมเด็จพระจักรพรรดิ สมเด็จพระจักรพรรดินี รวมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์บางพระองค์ เมื่อมีการเปลี่ยนรัชกาลในวันที่ 1 พฤษภาคม 2562 นี้ ซึ่งทางเพจ Royal World Thailand – รอยัล เวิลด์ ประเทศไทย ได้รับความรู้จากสำนักพระราชวังของญี่ปุ่นเกี่ยวกับการออกพระยศทั้งภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษ อีกทั้งยังได้รับอนุญาตให้แจงรายละเอียดพระยศของพระบรมวงศ์แต่ละพระองค์เพื่อเป็นความรู้ ดังนี้ โดยหลังจากสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะสละราชสมบัติแล้ว ตามพระราชธรรมเนียม จากที่ทรงดำรงพระบรมราชอิสริยยศจากเดิม “เท็นโน (天皇 / Tennō = จักรพรรดิ)” สู่การเป็น “ไดโจ เท็นโน […]

เหตุผลที่ “จักรพรรดิอากิฮิโตะ-จักรพรรดินีมิชิโกะ ทรงเปรียบดั่งสันติสุขแห่งยุคเฮเซ

แม้ใกล้ถึงวันสุดท้ายของยุคเฮเซ ซึ่งเป็นยุคของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ จักรพรรดิพระองค์ 125 แห่งญี่ปุ่น ในวันที่ 30 เมษายน 2562 นี้แล้ว แต่ประชาชนชาวญี่ปุ่นยังคงรัก ผูกพัน และมีความสุขกับยุคสมัยนี้เป็นอย่างมาก หลายคนพยายามเก็บตวงความสุขของช่วงเวลานี้ไว้ให้ได้มากที่สุด อย่างที่เห็นได้ชัดล่าสุดคือมีการอัดอากาศของยุคเฮเซเก็บไว้ในกระป๋อง เพื่อจำหน่ายเป็นของที่ระลึกเก็บไว้ในความทรงจำ นับว่าเป็นไอเดียของที่ระลึกที่น่ารักและน่าประทับใจมาก ทั้งนี้เพราะปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่า สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ ทรงเป็นที่รักของพสกนิกร ทรงเป็นสัญลักษณ์ของราชวงศ์ญี่ปุ่นยุคใหม่ และทรงเป็นผู้สร้างสันติสุขให้กับยุคเฮเซในตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี แห่งการครองสิริราชสมบัติบนบัลลังก์เบญจมาศ โดยตลอดห้วงเวลาแห่งการครองราชย์ของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ พระองค์ทรงพยายามจะทำให้ช่องว่างระหว่างราชวงศ์กับประชาชนลดลงด้วยการเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมหลากหลายโครงการ  รวมทั้งทรงดำเนินกิจกรรมด้านสวัสดิการสำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ และคนพิการทั่วประเทศญี่ปุ่น ยามเสด็จฯเยี่ยมราษฎร ก็ทรงมีพระราชดำรัสด้วยถ้อยคำธรรมดา และมักจะประทับบนพื้นระดับเดียวกับประชาชน โดยมีสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะทรงอยู่เคียงข้าง ทุกครั้งที่ญี่ปุ่นประสบกับโศกนาฏกรรมและวิบัติภัยทางธรรมชาติ ทั้งสองพระองค์จะเสด็จฯไปเยี่ยมเยือนให้กำลังใจผู้ประสบภัยด้วยพระองค์เองเสมอ และที่น่าคารวะที่สุดคือการที่สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะทรงออกมายอมรับความผิดของพระราชวงศ์ญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลก ด้วยการรับสั่งแสดงความรับผิดชอบต่อความสูญเสียของทุกฝ่าย ทั้งหมดนี้ช่วยให้สถานะของสถาบันกษัตริย์ในสายตาประชาชนเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นกว่าเดิมมากมาย โดยเมื่อปี 2557 ในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 80 พรรษาของสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ พระองค์ได้พระราชทานพระราชวโรกาสให้สื่อมวลชนชาวญี่ปุ่นเข้าเฝ้าฯ พร้อมพระราชทานสัมภาษณ์อย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรก ซึ่งพระราชดำรัสตอนหนึ่งสะท้อนถึงการที่ทั้งสองพระองค์ทรงเป็นสัญลักษณ์ของราชวงศ์อิมพิเรียลยุคใหม่ได้อย่างดีเลิศ “…มีเหตุการณ์ที่ประทับใจข้าพเจ้ามาจนถึงทุกวันนี้คือ เช้าวันหนึ่ง หลังการผ่าตัดของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังเดินอยู่ในเมืองฮายามา มีชายคนหนึ่งหยุดรถริมถนน แล้ววิ่งข้ามถนน […]

บทพิสูจน์รัก “จักรพรรดินีมิชิโกะ” ซินเดอเรลล่าญี่ปุ่น ชีวิตในวังที่โรยด้วยขวากหนาม

รักหวานในสนามเทนนิส ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นความรักที่แสนยาวนานจวบจนทุกวันนี้ของ สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะแห่งญี่ปุ่น ดูเหมือนจะลงเอยแบบแฮ็ปปี้เอนดิ้งในสายตาของใครๆ ด้วยพระราชพิธีอภิเษกสมรสอันแสนงดงามและตราตรึงใจ หลังจากที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคความรักต่างๆ นานามาไม่น้อย แต่แท้จริงแล้ว ชีวิตจริงช่างแตกต่างจากในนิยายรัก เพราะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบไปตลอดเส้นทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ “มิชิโกะ โชดะ” (พระนามเดิมของสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ) ซึ่งเปรียบดั่งซินเดอเรลล่าแห่งแดนอาทิตย์อุทัย จากหญิงสามัญชนสู่เจ้าหญิง และพ่วงตำแหน่งว่าที่จักรพรรดินีในอนาคต อีกทั้งยังเป็นหญิงสามัญชนคนแรกของญี่ปุ่นที่ต้องพลิกชีวิตเข้าสู่รั้ววังหลวงที่เต็มไปด้วยขนบธรรมเนียมประเพณีหลังการอภิเษกสมรส มกุฎราชกุมารอากิฮิโตะ และเจ้าหญิงมิชิโกะ ทรงย้ายเข้าไปประทับอยู่ที่พระราชวังโทงู ไม่มีใครรู้ว่าชีวิตในวังของเจ้าหญิงมิชิโกะต้องทรงพบเจอกับอะไร ยิ่งข่าวที่แพร่ออกมานอกรั้ววังเป็นระยะมีแต่เรื่องน่ายินดี เช่น หลังอภิเษกสมรสได้เพียงปีเดียว เจ้าหญิงก็ทรงสร้างความเบิกบานใจให้แก่ประชาชนด้วยการให้กำเนิดพระโอรสองค์แรก เจ้าชายนารุฮิโตะ (มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่นองค์ปัจจุบัน ซึ่งจะทรงขึ้นครองราชสมบัติในวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2562) ต่อด้วยเจ้าชายอากิชิโนะ และเจ้าหญิงซายาโกะ (ปัจจุบันคือ นางซายาโกะ คุโรดะ)หรือการที่มกุฎราชกุมารและมกุฎราชกุมารี ทรงปฏิบัติพระองค์นอกกรอบจารีตของวังหลวงด้วยการเลี้ยงพระโอรสเอง โดยไม่พึ่งข้าราชบริพาร ต่างจากเดิมที่ต้องแยกพระโอรสจากพระชนก พระชนนี เพื่อให้พระพี่เลี้ยงเป็นผู้ถวายการดูแล รวมทั้งการที่เจ้าหญิงทรงเลี้ยงพระโอรส-ธิดาด้วยพระเกษียรธารา (น้ำนม) ของพระองค์  ส่งพระโอรส-ธิดาเข้าศึกษาที่โรงเรียนแทนการจ้างครูมาสอนในวัง เรื่องราวเหล่านี้คือมิติของ ‘ญี่ปุ่นใหม่’ ที่ประชาชนต่างรู้สึกยินดีอย่างยิ่งเมื่อได้รับรู้และเมื่อสมเด็จพระจักรพรรดิโชวะสวรรคตในวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2532 แล้วมกุฎราชกุมารอากิฮิโตะเสด็จฯขึ้นครองราชสมบัติเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิ […]

เบื้องลึกรักหวานในสนามเทนนิส จักรพรรดิ-จักรพรรดินีญี่ปุ่น สู้ฟันฝ่าม่านประเพณี

เบื้องลึกรักหวานในสนามเทนนิส จักรพรรดิ-จักรพรรดินีญี่ปุ่น สู้ฟันฝ่าม่านประเพณี… เชื่อว่าใครก็ตามที่ได้เห็นภาพพระบรมฉายาลักษณ์คู่ของ สมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งญี่ปุ่น ในหลายๆ ครั้ง คงเกิดความตื้นตัน อิ่มเอมใจ และประทับใจในรักแท้ที่มั่นคงและยาวนานของทั้งสองพระองค์ โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ที่เพิ่งผ่านพ้นงานฉลองราชาภิเษกสมรสครบ 60 ปี แบบเรียบง่าย และใกล้จะถึงวันสละราชสมบัติ ในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2562 ซึ่งล่าสุดสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ ไปในการพระราชพิธีกราบบังคมทูลลาสละราชสมบัติ ณ ศาลเจ้าอิเสะ จังหวัดมิเอะ ศาลเจ้าที่นับถือว่าเป็นบรมบรรพบุรุษต้นราชตระกูลแห่งพระราชวงศ์ญี่ปุ่น โดยข้าราชบริพารในพระองค์ได้อัญเชิญเครื่องราชกกุธภัณฑ์ 2 องค์ ได้แก่ พระแสงดาบวิเศษคุซานางิ และสร้อยลูกปัดยาซาคานิ ออกจากศาลเจ้าในพระราชวัง เพื่อร่วมประกอบในพระราชพิธีนี้ด้วย ส่วนกระจกยาตะเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์องค์ที่ 3 ซึ่งประดิษฐานอยู่ ณ วิหารหลวงในศาลเจ้าอิเสะเป็นการถาวร สำหรับเรื่องราวความรักของสมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งญี่ปุ่น โดยรวมต้องเรียกว่างดงามดุจเทพนิยาย แม้เส้นทางแห่งรักช่วงแรกจะมีกลิ่นอายของม่านรักประเพณีแทรกเจืออยู่บ้างก็ตาม อย่างที่หลายคนอาจทราบกันมาบ้างว่าการอภิเษกสมรสระหว่างสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะและสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะเมื่อ 60 ปีก่อน คือการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้แก่ประเทศญี่ปุ่น เพราะเป็นการอภิเษกสมรสครั้งแรกระหว่างคนในราชวงศ์กับหญิงสาวสามัญชน กลิ่นอายของม่านรักประเพณีจึงมาจากสาเหตุหลักที่ว่านี่ไม่ใช่ธรรมเนียมของวังหลวงที่เคยปฏิบัติกันมาแต่เก่าก่อนเลยสักนิด ย้อนกลับไปในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2500 ณ สนามเทนนิสในเมืองคะรุอิซะวะ จังหวัดนากาโนะ เมื่อมกุฎราชกุมารอากิฮิโตะ ทรงพบกับนางสาวมิชิโกะ โชดะ […]

keyboard_arrow_up