เกิดที่ทุ่งพระเมรุ อัศจรรย์เหตุการณ์จริงที่ยังหาคำตอบไม่ได้

อัศจรรย์เหตุการณ์จริงที่ทุ่งพระเมรุ ในระหว่างงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร แต่โบราณเชื่อว่าพระมหากษัตริย์คือสมมติเทพที่ลงมาจุติเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อประกอบคุณความดีและสะสมบารมี เมื่อเสด็จสวรรคตก็กลับขึ้นสรวงสวรรค์ ประกอบกับในโบราณจะมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเหตุการณ์เรื่องอัศจรรย์ ถูกบันทึกไว้มากมาย และเมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2560 ที่ทุ่งพระเมรุ (สนามหลวง) ซึ่งมีการจัดพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้ปรากฏเหตุการณ์ที่ยังหาคำตอบไม่ได้ถึง 4 เรื่อง หมอกธุมเกตุ ช่วงค่ำของวันที่ 25 – 26 ต.ค. 2560 ในวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้เกิดมีหมอกปกคลุมไปทั่วมณฑลพิธีท้องสนามหลวงและพระบรมมหาราชวัง โดยหลายคนเชื่อว่าเป็น “หมอกธุมเกตุ” ซึ่งมักเกิดเมื่อมีเหตุการณ์ใหญ่ของบ้านเมือง เช่นพระมหากษัตริย์เสด็จสวรรคต ดั่งเช่นเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ.2453 วันเสด็จสวรรคตในหลวงรัชกาลที่5 ทว่าอยู่ๆวันนี้ก็ปรากฏให้เห็นอีกครั้ง ท้องฟ้าเปิดราวปาฏิหาริย์ สภาพอากาศในวันที่ 26 ต.ค. 2560 ตั้งแต่ช่วงเช้าท้องฟ้าเปิด แต่พอคล้อยบ่ายกลับอึมครึมจนเมื่อเวลา 15.45 น.ฝนได้ตกลงมาอย่างหนักโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด แต่เมื่อถึงเวลาเริ่มพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ฟ้ากลับเปิดอีกครั้งอย่างปาฏิหาริย์ ราวกับว่าฝนที่หยุดในครั้งนี้เพราะพระบารมีในหลวงรัชกาลที่9 แสงสีดำทะยานขึ้นฟ้า วันที่ 26 ต.ค. 2560 หลังจากเจ้าพนักงานปฏิบัติการถวายพระเพลิงพระบรมศพไป […]

ถวายพระเพลิงพระบรมศพจริง ความเศร้าปกคลุมใจคนไทยทั้งประเทศ

สัญญาณถวายพระเพลิงพระบรมศพ กลุ่มควันสีขาวลอยเหนือพระเมรุมาศ ประชาชนรอบโดยรอบก้มกราบส่งพระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 60 เวลา  23.20 น.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประชาชนบริเวณโดยรอบสนามหลวงได้หันหน้าไปยังพระเมรุมาศพร้อมก้มกราบพระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย ภายหลังกลุ่มควันสีขาวลอยเหนือพระเมรุมาศซึ่งเป็นสัญญาณการถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร อย่างแท้จริง ทั้งนี้ประชาชนหลายคนร้องไห้เสียใจอย่างที่สุดนับเป็นบรรยากาศเศร้าโศกที่หลายคนคงจดจำไปชั่วชีวิต ภาพจาก : dhammatan

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลออกพระเมรุมาศ

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลออกพระเมรุมาศ เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 25 ต.ค. 2560 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง จากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปยังพระบรมมหาราชวัง เข้าทางประตูวิเศษไชยศรี ประตูพิมานไชยศรี เมื่อรถยนต์พระที่นั่งเทียบที่ประตูกำแพงแก้ว พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ข้างพระที่นั่งราชกรัณยสภา เสด็จขึ้นทางบันไดมุขกระสันพระทีั่่นั่งพิมานรัตยา เสด็จออกพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ผ่านพระบรมวงศานุวงศ์เฝ้าฯ ไปยังที่ประดิษฐานพระบรมศพ ทรงจุดเทียนเครื่องทองน้อยและเครื่องราชสักการะ กราบถวายบังคมพระบรมศพ ทรงประเคนพัดรองที่ระลึกงานออกพระเมรุ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร แต่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก สมเด็จพระราชาคณะ และสมเด็จพระราชาคณะที่จะถวายพระธรรมเทศนา จำนวน 31 รูป แล้วทรงยืนประเคนพัดรองที่ระลึกฯ แด่พระสงฆ์สวดศราทธพรต 30 รูป บรรพชิตจีน และญวน 20 รูป ซึ่งจะเดินเข้ามารับจนหมด

งดงามเกินบรรยาย พระเมรุมาศจำลอง ใน 6 ภูมิภาคประเทศไทย

ประมวลภาพ พระเมรุมาศจำลอง ประกอบงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ใน 6 ภูมิภาคของประเทศไทย หลังจากที่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พระราชทานพระราชานุญาตให้รัฐบาลจัดสร้างพระเมรุมาศจำลอง 85 แห่ง ทั่วประเทศไทย เพื่อให้คนไทยทุกคนได้มีส่วนร่วมถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร  โดยโปรดเกล้าฯให้ออกแบบอย่างสมพระเกียรติ เช่นเดียวกับพระเมรุมาศจริง ล่าสุดทั้งหมดได้เสร็จสมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์แล้ว โดยในกรุงเทพมหานครยังได้จัดสร้างพระเมรุมาศจำลอง เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถวายดอกไม้จันทน์ เป็นพื้นที่ที่ใกล้กับมณฑลพิธีท้องสนามหลวง โดยจัดสร้างในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 9 แห่ง ได้แก่ พระลานพระราชวังดุสิต จำนวน 1 แห่ง สี่มุมสนามหลวง จำนวน 4 แห่ง คือ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (เดิม) สวนนาคราภิรมย์ ลานปฐมบรมราชานุสรณ์รัชกาลที่ 1 (เชิงสะพานพุทธฯ) ลานคนเมืองหน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร และตามสี่มุมเมืองกรุงเทพมหานครอีก 4 แห่ง คือ สนามกีฬากองทัพอากาศ (ธูปะเตมีย์) พุทธมณฑล ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง […]

พระราชดำรัสนี้ ชั่วชีวิตไม่มีวันลืม บันทึกความทรงจำ วินัย พันธุรักษ์ ถึงในหลวงรัชกาลที่ ๙

ตราตรึงไว้ในความทรงจำ ศิลปินรุ่นใหญ่ วินัย พันธุรักษ์ วงดิอิมพอสซิเบิ้ล เล่าความทรงจำที่ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯและรับเสด็จในหลวงรัชกาลที่ ๙ พร้อมเผยพระราชดำรัสที่ไม่มีวันลืม เชื่อว่าความฝันอันสูงสุดของประชาชนชาวไทยทุกคนคือ การที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯและรับเสด็จพระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่รักยิ่ง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๙ ซึ่งทุกคนที่มีโอกาสเข้าเฝ้าฯและรับเสด็จต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่านับเป็นบุญที่สุดในชีวิต ขณะที่วินัย พันธุรักษ์ นักร้องและนักดนตรีแห่งดิอิมพอสซิเบิ้ล วงดนตรีชื่อดังยุค 70 ได้เปิดเผยถึงความโชคดีที่ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯและรับเสด็จในหลวงรัชกาลที่ ๙ หลายครั้ง ตั้งแต่เริ่มวงดิอิมพอสซิเบิ้ล จนกระทั่งได้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ถึง 3 ปีซ้อน โดยศิลปินอาวุโส วินัย พันธุรักษ์ ได้เล่าถึงวินาทีแห่งความประทับใจที่มาพร้อมกับความตื่นเต้นที่สุดในชีวิตว่า การได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในหลวงรัชกาลที่ ๙ นั้นเกิดขึ้นเมื่อปี 2512 เมื่อวงดนตรีดิอิมพอสซิเบิ้ลชนะเลิศประเภทวงดนตรีอาชีพ ในการประกวดสตริงคอมโบถ้วยพระราชทานฯ ซึ่งในวันนั้นได้รับเหรียญพระราชทานจากพระหัตถ์ของพระองค์ท่าน นอกจากนี้ยังมีรูปถ่ายเก็บไว้อย่างดีเพื่อเป็นสิริมงคลในชีวิต ทั้งนี้ในปี 2546 ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในการทูลเกล้าฯถวายเครื่องดนตรี ซึ่งในครั้งนั้นในหลวงรัชกาลที่ ๙ มีพระราชดำรัสกับพวกเราชาวสมาคม นอกจากดูแลศิลปินแล้ว ยังต้องดูแลนักดนตรีด้วย แม้จะเป็นการรับสั่งเพียงสั้นๆ แต่ก็ทำให้จดจำไม่เคยลืม ข้อมูล : […]

ฟลุ๊ค-จิระ เปิดใจพาเจ้าสาวชาวลาว แอปเปิ้ล กราบในหลวง รัชกาลที่ ๙ เผยสุดซึ้งต่างชาติแต่หัวใจไทยเหมือนกัน

เปิดปากให้สัมภาษณ์ ฟลุ๊ค-จิระ ครั้งหนึ่งชีวิต! พาว่าที่เจ้าสาวชาวลาว กราบในหลวง รัชกาลที่ ๙ บันทึกความทรงจำเก็บไว้บอกต่อลูกหลานด้วยความภูมิใจ ด้านไฮโซ แอปเปิ้ล สีสะเหงียน โพสต์ซึ้ง จะรักและหวังดีกับเมืองไทยเท่าผืนแผ่นดินแม่ ซึ่งเมื่อเร็วๆนี้ เราได้เห็นภาพถ่ายในชุดแต่งงานที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เมื่อคุ่รักคู่หนึ่งได้แต่งชุดพื้นเมืองไปกราบสักการะในหลวง รัชกาลที่ ๙ ณ บริเวณพระบรมมหาราชวัง โดยต่อมาได้ทราบว่าทั้งสองคนคือว่าที่เจ้าบ่าว-เจ้าสาวป้ายแดง นักร้อง/นักแสดงชาวไทย  ฟลุ๊ค-จิระ ด่านบวรเกียรติ และ แอปเปิ้ล สีสะเหงียน เซเลบริตี้คนดังจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยในภาพนี้สาว แอปเปิ้ล สีสะเหงียน ได้เผยข้อความสุดซึ้งในฐานะคนต่างชาติที่มาอาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินไทยอย่างลุกซึ้ง โดยกล่าวว่า“อาจจะไม่มีใครรู้ว่าภาพนี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจของเราสองคน ที่อยากจะขอกราบพระองค์ท่านครั้งหนึ่งในชีวิต เป็นภาพที่เปิ้ลและพี่ฟลุคจะใส่กรอบและแขวนไว้ที่บ้านว่าเราคือ คนในรัชกาลที่ ๙ ก่อนแต่งงานเราไปกราบในหลวง ร.๙ และได้เก็บภาพที่ระลึกที่จะไม่มีอีกแล้วในชีวิตนี้ ในความรู้สึกสำหรับเปิ้ลภาพนี้มีความหมายมากๆ ท่านทรงเมตตาและอบอุ่นต้อนรับคนลาวตัวเล็กๆคนนี้ไว้เป็นสะใภ้แต่งเข้าบ้านใหญ่หลังนี้ ต่อจากนี้กำลังจะแต่งงานแล้ว เปิ้ลก็ต้องอยู่ในแผ่นดินของพระองค์ท่าน จะรักและหวังดีกับแผ่นดินไทยนี้ให้เท่าเทียมกันกับแผ่นดินลาวที่เปิ้ลเกิดมา จะนำคำสอนของพระองค์เป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิตคู่ ขอกราบแนบแผ่นดินของพระองค์ ฝากตัวเป็นลูกท่าน ด้วยความเคารพ ขอบคุณพี่ฟลุคที่ทำให้เปิ้ลได้รู้จักในหลวง ร.๙ ขอบคุณที่เล่าเรื่องราวของพระองค์ท่านให้ฟังมาตลอด ขอบคุณที่ถ่ายทอดความรู้สึกยิ่งใหญ่นี้ให้เปิ้ล เราสองคนจะถ่ายทอดความรู้สึกนี้ต่อไปให้ลูกของเราทั้งสองคน พระองค์จะอยู่ในใจของพวกเราตลอดไป” […]

ครบ 365 วัน ทูลกระหม่อมฯ ทรงโพสต์ไอจี “พ่อของพวกเราเสด็จสู่สวรรคาลัย”

ธ สถิตในดวงใจนิรันดร์ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงอาลัย โพสต์ไอจี วันนี้เมื่อปีก่อนพ่อของพวกเราเสด็จสู่สวรรคาลัย 13 ต.ค.2560 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 365 วันแห่ง ความอาลัย วันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทั้งนี้ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงโพสต์ภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่๙ พร้อมข้อความแสดงความอาลัยในอินสตาแกรมส่วนพระองค์ @Nichax ว่า วันนี้…เมื่อปีก่อน #พ่อของพวกเราเสด็จสู่สวรรคาลัย ธ สถิตในดวงใจนิรันดร์ ทำเอาประชาชนที่ได้อ่านถึงกับเศร้าโศกอย่างสุดหัวใจ ขณะที่เพจ Play Academy ยังได้เผยถึงเรื่องราวสุดเศร้า เมื่อครั้ง “ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ฯ” ทรงกันแสงต่อหน้าพระพักตร์ ทูลกระหม่อมพ่อ อย่างซาบซึ้ง ระบุว่า “ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ซึ่งนับว่าเป็นวันที่เกิดเหตุการณ์สะเทือนใจกับคนไทยทุกคน เมื่อประเทศไทยได้เกิดคลื่นสึนามิ เนื่องจากแผ่นดินไหวในมหาสมุทรอินเดีย จนเป็นเหตุให้ชาวบ้าน นักท่องเที่ยว เสียชีวิต และบาดเจ็บจากเหตุการณ์เป็นจำนวนมาก แต่สิ่งที่สร้างความเสียใจครั้งใหญ่ เมื่อคุณพุ่ม เจนเซน พระโอรสในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ได้ถึงแก่อนิจกรรมจากกรณีภัยพิบัตินี้ด้วย ซึ่งคุณพุ่มจากไปด้วยวัยเพียง […]

ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงชุบชีวิต สันติ ลุนเผ่ จากนักดนตรีตกกระป๋องสู่ศิลปินแห่งชาติ

เรื่องเล่าจาก สันติ ลุนเผ่ ศิลปินแห่งชาติกับการสนองงานใต้เบื้องพระยุคลบาทในหลวงรัชกาลที่ ๙ ในบทเพลง ความฝันอันสูงสุด ใช้เวลากว่า 6 เดือน พร้อมชีวิตที่พลิกผันทะยานขึ้นจุดสูงสุดในฐานะศิลปินแห่งชาติ หากชีวิตนี้ได้มีโอกาสเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร สักครั้งก็ถือเป็นบุญสูงสุดในชีวิตแล้ว ทว่าบางคนช่างมีบุญเหลือเกินที่ได้มีโอกาสสนองงานใต้เบื้องพระยุคลบาทอย่างใกล้ชิด ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ คุณลุงสันติ ลุนเผ่ หรือ เรือตรีไพศาล ลุนเผ่ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีสากล) ประจำปี พ.ศ. 2558 เจ้าของเสียงร้องบทเพลงพระราชนิพนธ์ ความฝันอันสูงสุด โดยศิลปินแห่งชาติวัย 81 ปีได้เปิดเผยถึงเรื่องราวการสนองงานใต้เบื้องพระยุคลบาท ระหว่างการทำเพลง ความฝันอันสูงสุดซึ่งถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ เพราะการทำงานนี้ ทำให้ชีวิตของนักร้องธรรมดากลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง ทั้งยังได้รับเลือกให้เป็นศิลปินแห่งชาติ ซึ่งถือเป็นการชุบชีวิตการเป็นศิลปินให้กับเขา “หลายคนไม่เชื่อว่าผมร้องเพลงไทยไม่ชัด แต่ยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง เพราะปกติแล้วผมร้องแต่เพลงคลาสสิคกับโอเปร่า ซึ่งตอนที่ได้รับเลือกให้ร้องเพลงพระราชนิพนธ์ ความฝันอันสูงสุด ต้องฝึกฝนอยู่พักใหญ่ สำหรับเพลงนี้ผมใช้เวลาในการทำเพลงนี้เพลงเดียวนานกว่า 6 เดือน เพราะในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงแก้ไขและทรงแนะนำการร้องซึ่งมีพระประสงค์อยากให้ชัดถ้อยชัดคำมากขึ้นทั้งยังทรงดูแลควบคุมการผลิตเพลงนี้เอง ซึ่งถือเป็นเกียรติประวัติอันสูงสุดที่ได้ร้องเพลงสำคัญเพลงนี้” […]

keyboard_arrow_up