หล่อครบเครื่อง เน็ต-ปวริศ ทวีรุจจนะ ว่าที่คุณหมอลุคคุณชาย ทายาทธุรกิจน้ำตาล 

Alternative Textaccount_circle
event

เน็ต-ปวริศ ทวีรุจจนะ ว่าที่คุณหมอลุคคุณชาย ทายาทธุรกิจน้ำตาล บริษัทเอสวีพี ซูการ์ จำกัด และอสังหาริมทรัพย์  นอกจากเรียนเก่งแล้ว กิจกรรม ยังแน่น มาพร้อมรางวัลการันตีที่ตอกย้ำดีกรีความฮ็อตทะลุปรอท

หล่อครบเครื่อง เน็ต-ปวริศ ทวีรุจจนะ ว่าที่คุณหมอลุคคุณชาย ทายาทธุรกิจน้ำตาล

เตรียมพร้อมสู่วิถีหมอ

“ผมมีพี่ชาย 2 คน เป็นหมอทั้งคู่ คนโตเป็นแพทย์ศัลยศาสตร์ (ผศ. นพ.วรบุตร ทวีรุจจนะ) คนรองเป็นจักษุแพทย์ (นพ.อริยะ ทวีรุจจนะ) ผมเป็น ลูกหลง อายุห่างกับพี่อริยะ 13 ปี จำได้ว่าตอนอายุ13 ปี ผมไปเยี่ยมพี่ชายคนโต ที่เป็นแพทย์ใช้ทุนอยู่ต่างจังหวัด ได้เห็นการทำงานของอาชีพแพทย์แล้วรู้สึกว่า เป็นงานที่ต้องเสียสละและมีส่วนทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม ต้องขอออกตัวก่อนว่า ไม่ได้อยากเป็นหมอเพราะค่านิยมทางสังคม แต่มาจากภาพที่เราเห็นตอนเด็ก เกิดเป็นแรงบันดาลใจให้ตั้งใจเรียนเพื่อมาทางนี้เรื่อยมา

“ผมเรียนมัธยมต้นที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน จากนั้นสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา  ซึ่งเป็นสังคมที่เด็กส่วนมากอยากเรียน ต่อคณะแพทยศาสตร์ นอกจากนี้ผมลองเข้าค่ายสำหรับเด็กที่อยากเรียนแพทย์ เพื่อพิสูจน์ความชอบ ทำให้ได้รู้เกี่ยวกับอาชีพหมอลึกซึ้งขึ้น และยิ่งอยากเข้าเรียน คณะนี้ครับ

“ช่วงอ่านหนังสือเตรียมสอบผมยึดหลักการมีวินัยและรับผิดชอบต่อตัวเอง กับการบาลานซ์ไม่ให้เรียนหนักเกินไป แม้เนื้อหาที่ใช้สอบทั้งยากและเยอะจนอ่าน ไม่น่าทัน แต่ผมใช้วิธีวางระบบตัวเองอย่างดี แบ่งหมวดหมู่วิชา ฝึกฝนทำข้อสอบ นาน 6 – 8 เดือนก่อนวันสอบ เคล็ดลับคือทำให้ได้เยอะที่สุด พร้อมกับจับเวลา ด้วย แน่นอนว่าวันสอบจะมีความตื่นสนาม ทำให้ประสิทธิภาพเราลดลง ดังนั้น ต้องเตรียมตัวให้เกินร้อยเปอร์เซ็นต์ไว้ก่อนครับ ส่วนวิชาท่องจำเก็บไว้อ่านช่วงใกล้ สอบ 3-4 เดือน”

ฉายแววฮ็อต

“ความที่ผมหน้าตี๋ เพื่อนจึงชอบเรียกว่าโอปป้า แล้วเวลาออกกำลังกายหรือ อากาศร้อน แก้มผมจะแดงกว่าคนปกติเพราะเป็นภูมิแพ้ เลยได้ฉายากับแฮชแท็ก เพิ่มอีกว่า #โอปป้าแก้มแดง ซึ่งในระหว่างช่วงเตรียมสอบเข้าคณะแพทย์  ผมได้ รับโอกาสที่ดี แม้จะเป็นอุปสรรคในการสอบ (หัวเราะ) คือได้รับคำชวนให้เป็น พิธีกรข่าว มีรายการ ใต้ร่มธงไทย  รายการ ร้อยรอบรู้ รายการ ข่าว 5G และ เป็นพิธีกรเยาวชนในงานต่างๆของรัฐบาล แต่ที่จริงผมเริ่มเข้าวงการจากการ ถ่ายแบบกับนิตยสาร I Like ตั้งแต่สมัยมัธยม 2 ซึ่งน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ ผู้ใหญ่ในวงการรู้จักผมมากขึ้น

เมื่อความมุ่งมั่นตั้งใจเรียนเป็นผล สามารถสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราชได้  จนกลายเป็นว่าที่คุณหมอสุดป็อป ในศาลายา “เฟรชชี่ปี1 ของหลายคณะในมหาวิทยาลัยมหิดลจะเรียนรวมกัน ที่วิทยาเขตศาลายา พอขึ้นปี2 จึงแยกไปเรียนตามคณะและโรงพยาบาลที่เลือก ตั้งแต่ตอนสอบเข้า โดยจะมีงานเลี้ยงอำลาประจำปี มีการประกวด 3 รางวัลคือ สวยสุดศาลายา หล่อสุดศาลายา ป็อปสุดศาลายา ซึ่งผมไม่คิดว่าจะได้รับการ โหวตถึง 2 รางวัล คือหล่อสุดกับป็อปสุดศาลายา ซึ่งยังไม่เคยมีมาก่อน (ยิ้มเขิน) ตอนนั้นเป็นความรู้สึกที่งงและขอบคุณทุกคนที่ติดตามเชียร์ผมครับ

“พอขึ้นปี2 ได้รับการทาบทามจากสโมสรนักศึกษาให้เป็นคทากรของมหาวิทยาลัยมหิดล ความที่เคยเป็นมาแล้วสมัยเรียนที่เตรียมอุดมฯ พอมีพื้นฐานบ้าง ไม่ต้องซ้อมมาก จึงไม่กระทบกับการเรียน แต่พอขึ้นปี4 เรียนหนักจนแทบ ไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากละครสั้นเทิดพระเกียรติในหลวง ร.9 หลังจากนั้นมี ถ่ายแบบบ้างประปราย ตอนนี้ใกล้เรียบจบแล้ว เริ่มสนใจอยากกลับมารับงาน ในวงการและเตรียมเปิดช่องยูทูบเป็นของตัวเอง ฝากติดตามด้วยนะครับ” (ยิ้ม)

ความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่

หลายคนอาจเคยได้ยินคำพูดที่ว่า สอบเข้าหมอว่ายากแล้ว เรียนให้จบหมอ ยากยิ่งกว่า สำหรับเน็ต เขาบอกว่าไม่ใช่เรื่องเกินจริง “ช่วงที่เรียนปี1 – 3 หรือ พรีคลินิกเน้นเรียนทฤษฎี แต่พอขึ้นคลินิกช่วงปี4-6 รู้สึกว่ายากกว่าการสอบเข้า  นอกจากต้องเรียนเนื้อหาแล้ว ยังมีความรับผิดชอบเพิ่มเข้ามา คือความรับผิดชอบ ต่อคนไข้และการทำงานจริง ความที่ไม่ทันตั้งตัวกับการเรียนชั้นคลินิกที่ต้องมาเจอ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากปกติบริหารจัดการการเรียนของตัวเองได้ดีมาตลอด แต่ครั้งนี้ต้องยอมรับว่าการเรียนหมอนั้นเครียดมาก ต้องตื่นเช้าไปตรวจเยี่ยม คนไข้ อยู่เวรข้ามคืน ไม่ได้นอน 24 ชั่วโมงก็เคยมาแล้ว อย่างช่วงปี1 – 3 เห็น เพื่อนๆเครียดจนถึงขั้นอ่านหนังสือไปร้องไห้ไป หรือเคยเห็นในข่าวว่านักศึกษา แพทย์เป็นโรคซึมเศร้า เคยสงสัยว่าเครียดขนาดนั้นเลยเหรอ จนกระทั่งเจอกับ ตัวเอง คือรู้สึกเครียดและเศร้า แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นภาวะหรือโรค เพราะเมื่อ รู้สึกตัวว่ามีอาการเครียด ผมจะหาความสุขให้ตัวเองด้วยการทำสิ่งที่ชอบ เช่น ดูหนัง เล่นกีฬา และส่วนตัวชอบไปเที่ยวต่างจังหวัด ก็ช่วยผ่อนคลายได้บ้าง”

Next Step

“ปัจจุบันผมเรียนอยู่ชั้นปีที่ 6 วางแผนไว้ว่าพอเรียนจบจะไปใช้ทุน 1 ปี เพื่อเพิ่มประสบการณ์สำหรับเป็นโปรไฟล์ยื่นสมัครเรียนต่อต่างประเทศทางด้าน ผิวหนัง ผมสนใจมหาวิทยาลัย King’s College London หรือ Cardiff University ประเทศอังกฤษ อยากรู้ด้วยว่าการเรียนแพทย์ในประเทศไทยกับ ต่างประเทศต่างกันอย่างไร โดยเฉพาะด้านผิวหนังที่ต้องให้ความสำคัญเรื่อง เทคโนโลยี ประกอบกับอยากมองหานวัตกรรมสมัยใหม่เพื่อนำกลับมาใช้กับธุรกิจ ที่กำลังก่อสร้างคลินิกความงามและเตรียมเปิดให้บริการปลายปีนี้ครับ ส่วนความ ตั้งใจแรกที่อยากเป็นแพทย์ช่วยเหลือคนก็ยังคงอยู่ โดยคิดว่าจะแบ่งเวลาออกไป ทำงานตอบแทนสังคมด้วย

“สำหรับผมมองว่าหมอเป็นอาชีพที่มีเกียรติและมีคุณค่า ได้ช่วยเหลือสังคม แถมยังสามารถต่อยอดทางธุรกิจได้อีกด้วย ส่วนผลกำไรที่ชัดเจนคือความสุขที่ได้เห็น รอยยิ้มของผู้คนที่หายจากอาการเจ็บป่วย”


ที่มา : นิตยสารแพรว 982

สตอรี่ชีวิตก่อนสวมชุดกาวน์ “ฟรัง นรีกุล” จากเด็กซนที่ตั้งใจเรียน สู่ว่าที่คุณหมอสาวสวย

 

Praew Recommend

keyboard_arrow_up