อุ้ม สิริยากร

สัมภาษณ์พิเศษ ชีวิตในต่างแดนของอดีตนางเอกในดวงใจ อุ้ม สิริยากร

อุ้ม สิริยากร
อุ้ม สิริยากร

ห่างหายจากวงการบันเทิงมาร่วม 10 ปี สำหรับอดีตนักแสดงสาวมากความสามารถ อุ้ม สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท หากใครได้ติดตามอินสตาแกรมของเธอคงได้เห็นวิถีชีวิตของคุณแม่ลูกสองที่ปัจจุบันครอบครัวมาร์ควอร์ทตั้งรกรากอยู่ที่ พอร์ตแลนด์ สหรัฐอเมริกา ใครจะเชื่อว่านักแสดงสาวสุดติสท์ มีความเป็นตัวเองสูง จะเปลี่ยนไปได้แบบชนิดที่ตัวเธอเองก็ยังไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมาอยู่ในจุดนี้

แพรวได้มีโอกาสสัมภาษณ์ อุ้ม สิริยากร เธอได้เล่าเรื่องราวต่างๆ นับตั้งแต่ย้ายไปสหรัฐฯ แบบหมดเปลือก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความน่ารักของ น้องเมตตา และ น้องอนีคาลูกสาวทั้งสองคนที่มาเติมเต็มชีวิตให้สมบูรณ์แบบมากขึ้น

ลูกเปลี่ยนชีวิต อุ้ม สิริยากร เผยชีวิตเรียบง่ายในสหรัฐฯ กับบทบาทคุณแม่ลูกสอง

อุ้ม สิริยากร มาร์ควอร์ท

อัพเดตชีวิตตอนนี้หน่อยค่ะ ว่าเป็นยังไงบ้าง ตอนนี้ทำอะไรอยู่

อุ้ม สิริยากร วัคซีนโควิด-19

ตอนนี้ก็ประคับประครองครอบครัวอยู่ค่ะ เพราะว่ายังอยู่ในช่วงโควิด ซึ่งสถานการณ์ที่นี่ก็ยังหนักอยู่ เมตตาก็ยังต้องเรียนออนไลน์อยู่ที่บ้าน คริสโตเฟอร์ (สามี) ก็ทำงานที่บ้าน สถานการณ์ที่อเมริกาทั้งประเทศตอนนี้ ก็ยังไม่ได้พ้นช่วงอันตรายเลย ทุกคนออกจากบ้านก็ยังต้องใส่แมสก์ เวลาออกไปซื้อกับข้าวแล้วเจอคนเยอะๆ บางทีก็ต้องใส่สองชั้น แต่ตอนนี้อุ้มกับสามีฉีดวัคซีนเรียบร้อยแล้วค่ะ ซึ่งเข็มที่ 2 เพิ่งฉีดไปเมื่อวันที่ 2 มีนาคม ที่ผ่านมา

โดยรวมของสหรัฐฯ ตอนนี้ถือว่าดีขึ้นหน่อย หลังจากเปลี่ยนรัฐบาลเป็น โจ ไบเดน ทุกอย่างมีแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่วนงานที่ทำอยู่ตอนนี้นอกจากจะดูแลคนในครอบครัวแล้ว อุ้มก็มีเขียนคอลัมน์ให้ The Cloud เดือนละครั้ง เป็นคอลัมน์คุณภาพชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจจากพอร์ตแลนด์ เมืองที่อุ้มอยู่ แล้วก็มีแปลหนังสือซึ่งตอนนี้เสร็จไปแล้วเรื่องหนึ่งค่ะ

ตอนนี้บริษัทบ้านอุ้มยังทำอยู่ไหมคะ

ไม่แล้วค่ะ ตอนนี้บริษัทบ้านอุ้มปิดไปแล้ว เพราะว่าอุ้มไม่ได้ทำอะไรเลย ไม่ได้เคลื่อนไหวมาหลายปีมาก ก็คิดว่าทำเรื่องปิดบริษัทดีกว่า ตอนนี้เลยเขียนให้สำนักพิมพ์อื่นแทน แล้วก็แปลหนังสือให้สำนึกพิมพ์แมร์รี่โกราวด์ค่ะ

จากสาวติสท์ สู่การเป็นแม่บ้านเต็มตัว ปลูกผัก เย็บเสื้อให้ลูกใส่

อุ้ม สิริยากร น้องเมตตา

ลูกสาว อุ้ม สิริยากร

เริ่มจากการมีลูก แล้วก็ย้ายมาอยู่ที่พอร์ตแลนด์ค่ะ ก็เลยต้องหาอะไรทำเพราะไม่งั้นมันจะรู้สึกว่าเราไม่มีอะไรทำเลย อุ้มย้ายมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่ปี 2009 ก็เกือบ10 ปีแล้วที่เราไม่ได้ทำงานอะไรเลยนอกจากเลี้ยงลูก ช่วงแรกๆ ก็ยังทำหนังสือของสำนักพิมพ์ตัวเองบ้าง แต่พอมีลูกชีวิตมันก็เปลี่ยนไปเลย คือยุ่งอยู่กับการเลี้ยงลูกมาก แต่ความที่ยังชอบทำนู่นทำนี่ เป็นคนอยู่ไม่สุข ก็เลยคิดว่าจะทำอะไรดี อย่างก่อนหน้านี้เย็บผ้าก็เย็บไม่เป็นนะคะ เคยเรียนเย็บผ้าตอน ม.2 วิชาคหกรรมแต่ก็ไม่เคยตัดเย็บจริงจัง ไม่เคยเย็บอะไรได้เลย แพทเทิร์นก็ไม่เคยใช้ แต่พอมาอยู่ที่นี่ก็เลยอยากลองตัดเสื้อให้ลูก เพราะเหมือนเป็นความฝันว่าอยากตัดชุดผู้หญิงน่ารักๆ ทีนี้ก็เลยไปซื้อแพทเทิร์นมาลองตัดดู ซึ่งแพทเทิร์นก็เป็นแบบเก่าเลยนะคะ ยุคฟิฟตี้อะไรแบบนี้ ซึ่งอุ้มไปซื้อมาจากร้านขายของวินเทจ แล้วก็มาเริ่มหัดใช้แพทเทิร์นตัดเสื้อ อย่างชุดกระโปรงของลูก ปัจจุบันชุดแรกก็ที่ตัดได้ก็ยังเก็บไว้อยู่เลยค่ะ พอทำเป็น ทำได้ ก็ทำมาเรื่อยๆ

หลังจากอุ้มตัดชุดลูกได้ ก็คิดว่าเอ๊ะเราจะตัดชุดให้ตัวเองได้ไหม ทีนี้อุ้มก็เลยไปซื้อแพทเทิร์นของผู้ใหญ่มา แล้วก็เริ่มลองตัด ต้องบอกเลยว่า ที่นี่มีร้านผ้าน่ารักเยอะมาก พอตัดเสื้อได้ก็เริ่มถักนิตติ้ง จากเป็นแม่บ้านว่างๆ ไม่เคยทำอะไรพวกนี้ก็หัดลองถักดู พอถักได้ก็มาถักสเวตเตอร์แบบมีฮู้ดให้ลูก จากที่คิดว่าเราไม่น่าจะทำได้ แต่สรุปว่า เอ้า เราก็ทำได้หนิ

หนึ่งคำขวัญประจำใจ กลายเป็นแรงผลักดันที่ตั้งใจทำอะไรแล้วต้องทำให้ได้

ตัวอุ้มมีคำขวัญประจำใจอยู่ประโยคหนึ่ง ซึ่งคุณย่าเป็นคนสอน เมื่อก่อนเวลาอุ้มจะทำอะไร ก็มักจะไปถามคุณย่าว่า คุณย่าขาอันนี้ทำยังไง คุณย่าก็จะพูดว่า “มันจะไปยากอะไรล่ะลูก” ก็คือถ้าเราอยากทำให้ได้ต้องตั้งใจ และหัดทำมันไปเรื่อยๆ อุ้มรู้สึกว่าทุกวันนี้ถ้าอยากทำอะไรมันง่ายมาก เพราะว่าในยูทูปมีวิดิโอเต็มไปหมด มีวิดีโอสอนทำทุกอย่าง อย่างการถักนิตติ้งมันก็ต้องมีแพทเทิร์นเหมือนกัน มีสติช (ลาย) แบบต่างๆ ให้เลือกถัก อันไหนที่เราไม่รู้ก็ไปเปิดยูทูป แกะรหัสไปเรื่อยๆ มันเหมือนเป็นบทเรียนของเรา เหมือนกับการไปเข้าคลาสเรียน

จากตัดเสื้อ ถักนิตติ้ง พอทำได้แล้ว อุ้มก็เริ่มไปทำโปรเจ็กต์อื่นต่อๆ อย่างการปลูกผักกินเอง อยู่เมืองไทยอุ้มก็ไม่เคยปลูก คือเราทำนาก็จริง อันนั้นคือแบบเรื่องใหญ่ไปเลย  แต่ว่าปลูกผักสวนครัวอุ้มไม่เคยทำ เพราะเราเป็นคนเมือง แต่พอมาอยู่ที่นี่ มันมีความรู้สึกว่า เอ้อคนอื่นเขาก็ทำกันหนิ

หน้าบ้านของคนที่นี่จะมีแปลงผักอยู่แทบทุกบ้าน พอเห็นแบบนี้อุ้มก็ขุดหลังบ้านทำแปลงผักเลย ซึ่งเราก็ไปซื้อเมล็ดพันธุ์ผักมา หาข้อมูลเรื่องปุ๋ย เดินผ่านบ้านไหนเห็นเขาปลูกแล้วผักงาม ก็ไปถามเขาว่าใช้ดินอะไร ปลูกยังไง ขอคำแนะนำจากเขา พอได้ข้อมูลมาเราก็ลองปลูกดู ปรากฏว่าก็ทำได้ นี่อุ้มก็เพิ่งลงกระเทียมไปอีก 80 หัว

แม่บ้านครบวงจร ขาดไม่ได้คือการทำอาหาร

อยู่เมืองไทย อุ้มไม่เคยทำกับข้าวเลย พอแพรวถามก็ทำให้คิดขึ้นได้ว่า เรื่องที่อุ้มทำเหมือนปกติวิสัยในทุกวันนี้ จริงๆ เพิ่งมาหัดทำที่นี่ทั้งหมด  อย่างเดี๋ยวนี้บ้าเลือดทำขนมเปียกปูน แล้วก็ปั้นสิบ อุ้มก็ไปเสาะหาวัตถุดิบจากร้านเอเชียซึ่งอยู่ไกลจากบ้านมาก ไปซื้อปูนแดงมาทำน้ำปูนใส คืออยู่เมืองไทยไม่เคยมีความคิดจะทำอะไรพวกนี้เลย เพราะว่ามันหากินง่าย ไม่ต้องเดือดร้อนทำ อยากกินเปียกปูน อยากกินขนมชั้นก็ไปซื้อที่ร้านขนมหวานดำรงค์ แต่พออยู่ที่นี่อยากกินขึ้นมาแล้วจะไปหาที่ไหนก็ต้องทำเอง ได้หัดทำก็พบว่าจริงๆ มันก็ไม่ได้ยากอะไร

ถ้าอุ้มทำได้ ใครๆ ก็ทำได้ ตัวอุ้มไม่ได้มีพลังวิเศษอะไรมากจากไหน อุ้มก็เป็นผู้หญิงทำงาน วิ่งประชุมวุ่นวายอยู่ในกรุงเทพฯ จนกระทั่งย้ายมาอยู่ที่นี่ก็พบว่าสิ่งที่คิดว่าทำไม่ได้ พอได้ลองทำจริงๆ มันก็ไม่ยากเกินความสามารถ

นักแสดงสาวไทยมากความสามารถ ชีวิตเปลี่ยนหลังย้ายมาอยู่อเมริกา

ชีวิตอุ้มเปลี่ยนเลยค่ะ คือคนที่รู้จักเราอย่างเพื่อนฝรั่งทั้งหลาย เขาไม่เคยรู้มาก่อน เขานึกภาพไม่ออกว่าอุ้มเคยเป็นดารา แต่พอคบกันไปนานๆ เขาก็เริ่มรู้ เริ่มเข้าใจถึงความบ้าเลือดของเราว่าเอ่อยัยคนนี้มันทำนู่นทำนี่ทั้งวัน เขามองว่าอุ้มก็เป็นแม่บ้านคนหนึ่งที่อยู่บ้านเลี้ยงลูก

ก่อนหน้านี้เราเคยทำงานในวงการบันเทิง รับผิดชอบแค่หน้าที่ของเรา เสร็จงานแล้วก็กลับบ้าน พอมาทำบริษัทของตัวเอง เราก็เริ่มดูแลคนอื่น แต่ทุกวันนี้กลายเป็นเราที่เป็นคนดูแลทุกคนในครอบครัว ทำทุกอย่าง กลายมาเป็นเหมือนคุณย่าตัวเองได้ยังไงก็ไม่รู้ คอยดูแลอาหารการกิน เสื้อผ้า การเป็นอยู่ สุขอนามัยทุกอย่าง อุ้มต้องจัดการเรื่องโรงเรียนของลูก กิจกรรมนู่นนี่ พลังงานที่มีก็ทุ่มเทไปกับครอบครัวมากๆ ค่ะ คือไม่คิดว่าตัวเองจะกลายเป็นแบบนี้เลย

เมตตา อนีคา สาวน้อยนักกิจกรรม

ตอนนี้เมตตากำลังจะ 8 ขวบค่ะ เรียนอยู่ชั้นป.2 (Second Grade) ส่วนอนีคากำลังจะ 5 ขวบ เดือนกันยานี้ก็กำลังจะไปอนุบาล ก็จะเริ่มไปโรงเรียนเต็มเวลาแล้ว แต่ช่วงนี้เมตตาก็ยังเรียนออนไลน์ เพราะล็อกดาวน์อยู่บ้าน แต่กิจกรรมแน่นมากเพราะแม่เองก็เป็นแบบ Project Manager หาอะไรให้ลูกทำตลอดเวลา อย่างงานศิลปะ อ่านหนังสือ เกมส์ ที่บ้านเล่นบอร์ดเกมส์เยอะมาก เพราะว่ารู้สึก เมตตาเรียนออนไลน์ 6-7 ชม ตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึงบ่าย 2 ทุกวันเลยจันทร์ถึงศุกร์ คือรู้สึกว่าใช้เวลาไปกับตรงนี้เยอะมากๆ แล้ว ก็พยายามจะหากิจกรรมที่มันออฟไลน์ให้เขาอ่ะค่ะ แล้วก็ต้องออกไปใช้ชีวิตนอกบ้านด้วย ทุกวันต้องออกไปเล่นนอกบ้าน

ลูกไม้ใต้ต้น ฉายแววนักแสดง มีความคิดสร้างสรรค์

สองคนพี่น้องเคยคิดละครเวทีกันเอง มีแอบซ้อม มีพร็อพด้วยนะคะ แล้วก็เรียกคุณพ่อคุณแม่ไปดู อุ้มส่งเสริมการใช้ความคิดสร้างสรรค์ให้กับลูก ช่วงอาทิตย์ สองอาทิตย์ที่ผ่านมาพวกเราติดดูมิวสิควิดีโอของวง OK GO มากเป็นวงที่ทำมิวสิควิดีโอได้สร้างสรรค์ที่สุดในโลก จริงๆ อุ้มเคยดูมาตั้งนานแล้วค่ะ วันหนึ่งก็คิดขึ้นมาว่าลองเปิดให้ลูกดูดีกว่า ปรากฏว่าโอ้โหสนุกมากๆ นั่งดูกับลูกๆ แล้วก็ช่วยกันคิดว่าแบบนี้จะยังไง คืออุ้มชอบให้เขาคิด อย่างสมมุติว่าเราจะไปที่จุด D มันไม่ได้มีทางเดียวที่จะไปได้ ลองคิดดูสิว่าไปทางไหนได้อีกบ้าง

นอกจากนี้ยังมีเกมโชว์ของอังกฤษที่พวกเราชอบดูกันมากชื่อรายการว่า whose line is it anyway เป็มคอมเมเดี้ยนแนวตลก ซึ่งตอนหนึ่งในรายการเขาให้อุปกรณ์ชิ้นหนึ่งอย่างไม้ถูพื้นมาเป็นโจทย์ และให้เราลองคิดว่าหากไม่นำมาถูพื้นจะเอามาเป็นอะไรได้อีกบ้าง ดูเสร็จอุ้มก็ลองให้โจทย์ เมตตา กับอนีคาอย่างผ้าเช็ดหน้าหนึ่งผืนสามารถกลายเป็นอะไรได้บ้าง แล้วก็มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน

คอยซัพพอร์ต สนับสนุนในสิ่งที่ลูกอยากทำ

สิ่งที่อุ้มทำ คือได้แต่เตรียมซัพพอร์ต เตรียมสนับสนุนแล้วก็ดูว่าเขาสนใจอะไรในช่วงเวลาไหน เพราะว่าคนเราเปลี่ยนแปลงตลอด บางช่วงสนใจเรื่องนี้ก็หาอะไรมาให้ทำ ห้องสมุดที่นี่ดีมากๆ ด้วย คือไม่ว่าจะสนใจอะไรก็มีหนังสือให้ยืมหมดค่ะ แล้วสามีอุ้มเป็นครูเขาก็จะชอบเรื่องการศึกษา อย่างเรื่องหนังสือก็ไม่ต้องเป็นห่วงเลยสามีหามาให้หมด

ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายเราทั้งคู่ก็ต้องวางแผน อุ้มกับคริสโตเฟอร์เริ่มเก็บเงินกันตั้งแต่เมตตายังไม่ขวบนึงเลยค่ะ เพราะว่าค่าเล่าเรียนที่นี่โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยมันแพงมากๆ แล้วก็ต้องคิดไปถึงอีก 18ปีข้างหน้าที่เมตตากับอนีคาจะเข้ามหาลัยคือเงินเฟ้อ มันเพิ่มแบบ 4-5% ทุกๆ ปี พอถึงตอนนั้นมันก็เป็นจำนวนเงินมหาศาลถ้าเราไม่เก็บตั้งแต่ตอนนี้ลูกก็จะต้องไปกู้ซึ่งลำบากต่อชีวิตเขาอีก เพราะฉะนั้นเราก็ค่อยๆ เก็บไปด้วย

นอกเหนือจากเรื่องวิชาการก็ส่งเสริมด้านอื่นด้วยที่ไม่ใช่เรื่องการเรียนอย่างเดียว เมตตากับอนีคาเริ่มเรียนบัลเล่ต์ตั้งแต่ 3 ขวบคือเขาไปเต้นเล่นๆ ที่โรงเรียนแล้วเกิดสนใจจริงๆ ก็เลยพาไปลงเรียนที่เป็นคลาสสอนบัลเล่ต์เลย เมตตาเรียนมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบันก็ 5ปีแล้ว ช่วงก่อนหน้านี้ที่ไม่มีโควิดก็ให้เรียนซอคเก้อร์ ไปเรียนเตะฟุตบอลอีกด้วยค่ะ

ถอดแบบแม่ เข็มแข็งแต่อ่อนโยน สายบู๊ลุยทุกที่

เมตตา กับ อนีคาเป็นเหมือนอุ้มทั้งคู่เลยค่ะ แต่จะคนละแบบ คือเมตตาก็จะค่อนข้างจริงจัง ตั้งอกตั้งใจถ้าจะทำอะไรก็ต้องทำให้ได้ทำให้ดี  ค่อนข้างเซ้นซิทีฟเวลาแม่ทำงานเหนื่อยๆ ก็จะทำการ์ดมาให้ บางทีก็นวดให้แม่ ส่วนอนีคาเป็นแบบสายบู้ สายลุยจะทำอะไรก็จะทำหกล้มก็ลุกขึ้นมาปัด ไม่เจ็บก็วิ่งต่อไป อึดหน่อยแล้วก็ร่าเริงบ้าๆ บอๆ (หัวเราะ)

สอนให้รักความเป็นไทย ไม่ลืมบ้านเกิดตัวเอง

ทุกวันนี้อุ้มพูดกับลูกเป็นภาษาไทย น้องสองคนพูดไทยได้ แต่เรื่องเขียนไทยยังห่างไกลค่ะ เมื่อซัมเมอร์ก็เริ่มสอนภาษาไทยให้เมตตาแบบจริงจัง เพราะก่อนหน้านี้เคยพยายามสอนแต่เขาไม่อยากเรียน เพิ่งจะมาจริงจังตอนซัมเมอร์นี้พอสอนปั๊ปก็ไปได้เร็วเลย เพราะเขาเรียนโรงเรียนสองภาษาอย่างอังกฤษกับญี่ปุ่น เหมือนความเข้าใจเรื่องภาษาเขาก็ดีอยู่แล้ว พอเพิ่มอีกภาษาเขาก็เข้าใจว่าพยัญชนะจะผสมขึ้นมาเป็นคำยังไง พอเริ่มจะเขียนได้บ้างแล้วค่ะ

คุยกันมาเรื่อยๆ แพรวก็ได้ลองถาม อุ้ม สิริยากรว่าครั้งหนึ่งเธอเคยให้สัมภาษณ์ว่ากับแพรวว่า คุณสามี คริสโตเฟอร์ มาร์ควอร์ท บอกว่าอุ้มดูดฝุ่นเก่งมาก ตอนนี้ยังดูดฝุ่นเก่งเหมือนเดิมไหม?

ซึ่งอุ้มก็ได้หัวเราะกับคำถาม พร้อมกับตอบว่า เก่งเหมือนเดิมค่ะ เป็นแบบโรคจิตชอบดูดฝุ่นชอบทำความสะอาดบ้าน ถ้าบ้านไม่สะอาดจะรู้สึกจิตใจเราวุ่นวาย เราก็จะเริ่มเก็บบ้านทำความสะอาด จิตใจก็จะรู้สึกสบายขึ้น อุ้มกับสามีจะเหมือนกันเลย แต่สามีอุ้มหนักกว่าอีก คือเหมือนจะทำไรไม่ได้เลยถ้าบ้านรก

ลูกคือจุดเปลี่ยนของชีวิต

ใช่ค่ะ จะเรียกว่ายังไงดีคือ อุ้มลืมไปเลยว่าชีวิตก่อนหน้านี้เป็นยังไง อุ้มคิดว่าคนมีครอบครัวน่าจะรู้สึกคล้ายๆ คือมันเหมือนชีวิตที่อุ้มลืมไปเลยว่าการไปเที่ยวคนเดียว การไปไหนมาไหนคนเดียวมันเป็นยังไง เพราะว่าเดี๋ยวนี้ทำอะไรก็ทำเหมือนกันทั้งครอบครัว

มุมมองการใช้ชีวิตของผู้หญิงที่ชื่อ อุ้ม สิริยากร

อุ้มว่าชีวิตคนเราเนี่ยก็มีช่วงเวลาต่างๆ เรามีบทบาทเปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อยๆ บางทีเราอาจจะเป็นผู้หญิงทำงาน จนกลายมาเป็นแม่ อีกหน่อยอุ้มก็อาจเป็นยาย เป็นอะไรก็ตามแต่ เพราะฉะนั้นเรามีหน้าที่อะไรในช่วงไหนของชีวิตเราก็ทำมันให้ดีที่สุด แต่อย่าลืมว่าความเชื่อหรือว่าความสนใจ แพชชั่นของเราอยู่ที่ไหนก็ต้องไม่ลืม

ถึงแม้อุ้มจะไม่ได้ทำงานในวงการบันเทิงเหมือนเดิมแต่ตอนนี้ความเชื่อของอุ้มก็ยังเหมือนเดิมในเรื่องการรักธรรมชาติ เชื่อในความจริง ฝึกฝนการใช้ชีวิตอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม เพราะฉะนั้นเนี่ยไม่ว่าอุ้มจะอยู่ในบทบาทใดที่ไหนก็ตามบนโลกนี้ อุ้มก็จะยังสื่อสารสิ่งเหล่านี้อยู่เสมอ ไม่ว่าจะตอนเป็นนักแสดงมีใครมาสัมภาษณ์มักจะแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ อย่างลึกซึ้ง

อุ้มจะพูดในสิ่งที่ตัวเองเชื่อเสมอ พอมาเป็นแม่อุ้มก็สอนลูกในสิ่งที่เราเชื่อแต่ไม่บังคับว่าเขาต้องเชื่อตามเราอย่างอุ้มเป็นมังสวิรัติ สามีก็เป็นมังสวิรัติมาเป็น10ปี แต่อุ้มก็ให้ลูกกินเนื้อสัตว์ เพราะว่าพอถึงวันหนึ่งเขาต้องเลือกเอง อย่างเราก็เลือกที่จะเป็นมังสวิรัติไม่มีใครมาบังคับ อุ้มเป็นตัวอย่างให้เขาดูแล้วก็อธิบายให้เขาฟังว่าทำไมพ่อกับแม่ถึงไม่กินเนื้อสัตว์

หรือตอนนี้อุ้มเขียนคอลัมส์ ก็เขียนในสิ่งที่อุ้มเชื่อ แม้จะดูว่าอุ้มชอบเย็บผ้า ปลูกผัก ทำกับข้าว เหมือนกับว่าเป็นแม่บ้านจังเลยแต่อุ้มไม่ได้ทำสิ่งเหล่านี้เพราะว่าอุ้มเป็นแม่บ้านแต่ว่าอุ้มดูในเนื้อหาสิ่งที่ทำมันมีความเชื่ออยู่ในนั้นมันไม่ใช่แค่ทำเพื่ออยู่รอดไปวันๆ เพราะฉะนั้นอุ้มเชื่อว่าคนเราถ้าใส่ใจกับสิ่งที่ทำย่อมทำได้เสมอ

ครอบครัว อุ้ม สิริยากร

ส่วนเรื่องครอบครัวอุ้มเชื่อว่าพอมาเป็นแม่คน เราได้เรียนรู้ว่าเป็นหน้าที่สำคัญที่สุดในชีวิตคือการสร้างคนที่เขาจะไปเป็นทรัพยากรของโลกนี้ต่อไป มันเป็นหน้าที่ที่สำคัญมาก แล้วเราได้โอกาสมาเป็นพ่อเป็นแม่ได้ทำมันอย่างมีความหมาย อุ้มบอกลูกเสมอนะวันหนึ่งที่พวกหนูจะโตขึ้นไปจะสร้างสิ่งดีๆ ให้โลกนี้ อย่างวันก่อนอุ้มพาเขาออกไปเดินเก็บขยะที่หน้าบ้านเขายังเล็กก็ให้เขาทำเท่านี้ พอโตขึ้นก็ค่อยรับผิดชอบในสิ่งที่มากขึ้น พอกลับมาอุ้มก็ถามเขาว่าทำไมต้องพาไปเก็บขยะ เขาก็ตอบว่ามันดีต่อคนอื่นและมันเป็นการช่วยคนอื่นแต่เรายังเด็กเลยทำได้แค่นี้

อุ้มหวังว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้คุณพ่อคุณแม่ อุ้มว่ามือถือหรือไอแพดเนี่ยเป็นทางสิ่งท้ายๆ เลยค่ะที่จะเอาใส่มือลูก ยังมีอย่างอื่นที่ให้พวกเขาใช้ความพยายามและจินตนาการได้ลองเรียนรู้อีกมากมาย


เรื่อง : New Nitcha

ภาพ : อุ้ม สิริยากร IG (@oomsiriyakorn)

9 คำคมสะท้อนตัวตน อุ้ม-สิริยากร นี่แหละ #อาร์ตตัวแม่ ของจริง

เรียกพี่สาวก็ยังได้ 6 ดาราสาว วัย 40 อัพ สตัฟฟ์หน้าเด็ก เข้าวงการจนมีลูกก็ยังสวยไม่เปลี่ยน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Praew Recommend

keyboard_arrow_up