นพ.สันติ  ไฉไลวณิชย์กุล, ไคโรแพรคติก, คุณหมอไคโรแพรคติก, รักษาด้วยไคโรแพรคติก, หมอไคโรฯ

นพ.สันติ ไฉไลวณิชย์กุล ฟื้นจากคนอัมพาตมาเป็นหมอไคโรแพรคติกเบอร์ต้นของเมืองไทย

นพ.สันติ  ไฉไลวณิชย์กุล, ไคโรแพรคติก, คุณหมอไคโรแพรคติก, รักษาด้วยไคโรแพรคติก, หมอไคโรฯ
นพ.สันติ  ไฉไลวณิชย์กุล, ไคโรแพรคติก, คุณหมอไคโรแพรคติก, รักษาด้วยไคโรแพรคติก, หมอไคโรฯ

จากเด็กยากจนย่านคลองเตย  ที่เริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 10 ขวบ  ทั้งคนงานแบกปูน คนขับรถสองแถว ฯลฯ  แต่เพราะอยากเรียนหนังสือ  ทำให้เขา…  นพ.สันติ ไฉไลวณิชย์กุล  ดิ้นรนทุกหนทาง จนได้ไปเรียนหนังสือต่อที่อเมริกา  ที่นั่นเขาเริ่มต้นใหม่จากศูนย์  ต้องฝ่าฟันบททดสอบชีวิตขั้นทรหดถึงขั้นเป็นอัมพาตไปครึ่งซีก

นี่คือบทคัดย่อเรื่องราวชีวิตของ นพ.สันติ  ไฉไลวณิชย์กุล  แพทย์สาขาไคโรแพรคติกอันดับต้นๆ ของเมืองไทย ที่พร้อมเล่าทุกประสบการณ์โลดโผนที่ผ่านมาให้แพรวฟังอย่างอารมณ์ดี  ราวกับชีวิตนี้ไม่เคยผ่านเรื่องเศร้า  หรือไม่เคยลำบากมาก่อน

“ชีวิตลำบากครับ”  คุณหมอสันติพูดประโยคแรกพร้อมรอยยิ้ม  ก่อนเล่าต่อว่า  “ผมมีพี่น้อง 5 คน  พ่อเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวเล็กๆ  ใกล้กับที่เช่ารถสามล้อของปู่  พอว่างก็ไปช่วยปู่ซ่อมรถ  แต่ปู่คุมเงินทั้งหมด  พ่อจึงมีเงินติดตัวไม่มาก  ไม่พอเลี้ยงทั้งครอบครัว  แต่แม่อยากให้ผมเรียนหนังสือ  จึงเอาเข็มขัดนากซึ่งมีอยู่เส้นเดียวไปจำนำเพื่อส่งผมเข้าเรียน ป.1  พอเรียนจนถึง ป.7  ก็ต้องออกมาทำงาน

เด็กประถมจะทำงานอะไรได้หรือคะ

แบกปูนซีเมนต์ให้ร้านขายเครื่องสุขภัณฑ์  โอ้ย… เกือบตาย  ปูนถุงหนึ่งหนัก 50 กิโลกรัม  ไปวันแรกโดนแกล้งโยนถุงปูนลงบ่า  ผมถึงกับหัวทิ่ม  แต่พวกที่แกล้งหัวเราะชอบใจ

ทำงานสักพักอยากเรียนหนังสือต่อ  จึงขอเถ้าแก่เลิกงานเร็วขึ้นครึ่งชั่วโมงเพื่อไปเรียนภาคค่ำที่วัดแถวนั้น  เรียนได้ 3 ปีก็จบมัธยม จึงไปช่วยพ่อขับรถสองแถวรับส่งผู้โดยสารแถวถนนเชื้อเพลิงอยู่ 1 เดือน  แต่เบื่อมาก  ไม่ชอบ  จึงเปลี่ยนมาขับรถส่งของ  ก็ไม่ไหวอีก  พอดีเพื่อนชวนไปหุ้นทำกิจการซื้อ – ขายของเก่า  แต่ทำได้ปีเดียว  บอกตัวเองว่าไม่ใช่ทาง

พอดีตอนนั้นพี่ชายคนโตไปอยู่อเมริกาได้ 3 ปีแล้ว  ต้องเล่าย้อนกลับไปว่าพี่ชายต่างจากผม  เขาไม่ชอบให้ที่บ้านบังคับ  จึงหนีไปหางานทำและใช้ชีวิตเอง  กระทั่งดิ้นรนไปอเมริกาได้  ผมจึงเขียนจดหมายหาพี่ว่าอยากไปเรียนหนังสือ  ช่วยหาโรงเรียนกับที่อยู่ให้หน่อย  พี่ถามกลับมาว่าชีวิตที่โน่นลำบากมาก  จะไหวหรือ  แต่ผมยืนยัน  พี่จึงวิ่งหาโรงเรียน  ที่พัก  แถมหางานให้ด้วย

โชคดีว่าตอนนั้นการไปเรียนอเมริกายังไม่มีการตรวจสอบอะไรมาก  กฎมีแค่ว่าต้องอาศัยอยู่กับครอบครัวชาวอเมริกันเท่านั้น  ซึ่งพี่ชายจัดแจงให้แล้ว  ส่วนที่บ้านไม่ว่าอะไร  เพราะช่วงนั้นมีสงครามเวียดนาม  เขากลัวผมถูกจับไปเกณฑ์ทหาร  ผมจึงตีตั๋วเครื่องบินไปขาเดียว… ไม่มีกลับ

นพ.สันติ  ไฉไลวณิชย์กุล, ไคโรแพรคติก, คุณหมอไคโรแพรคติก, รักษาด้วยไคโรแพรคติก, หมอไคโรฯ

ไปถึงอเมริกาวันแรกเป็นอย่างไรคะ

ตื่นเต้นมาก  จำได้ถึงขนาดว่าเป็นวันพฤหัสบดี  พี่ชายมารับที่สนามบิน  แล้วพาผมไปส่งที่บ้านพักในเมืองรัทเธอร์ฟอร์ด (Rutherford)  รัฐนิวเจอร์ซีย์  ส่วนพี่ชายกลับไปอยู่อีกเมือง  ที่ต้องแยกกันอยู่เพราะเขาหาโรงเรียนได้แถวนั้น  ดีว่าเขาฝากเพื่อนฝรั่งในเมืองให้คอยพาผมไปโรงเรียน และไปทำงานร้านอาหารที่สมัครไว้ให้ ซึ่งวันรุ่งขึ้นผมก็ต้องทำงานเลย  เป็นร้านอาหารอิตาลีระดับ 4 ดาว

เริ่มงานวันแรก เจ้าของร้านพูดสอนงานรัวเป็นชุด  ผมฟังไม่รู้เรื่อง  แต่อาศัยสังเกตเอา  เช่น  ถ้าเขาสอนจัดโต๊ะ  เราก็ดูโต๊ะข้างๆ ว่า  อ้อ…วางจานแบบนี้นะ  ส้อม 2 คัน  มีด 2 เล่ม  ช้อน 1 คัน  จึงรอดมาได้  ตอนนั้นผมทำงานทุกวัน ศุกร์-อาทิตย์  ได้ค่าจ้างอาทิตย์ละ 50 เหรียญ  ซึ่งถือว่ามาก  แต่ยังไม่พอใช้

แล้วได้เรียนหนังสือสมใจไหมคะ
(พยักหน้า)  ต้องบอกว่าผมได้อาจารย์ที่ปรึกษาดี  เขาเคยมาเที่ยวเมืองไทยและชอบบ้านเรามาก  จึงวิ่งเต้นให้โรงเรียนเซ็นเอกสารรับรองว่าผมมาเรียนหนังสือและมีที่อยู่ในเมืองนี้  ทำให้ผมได้เรียนโรงเรียนรัฐ  ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก  แต่ช่วงแรกผมยังสื่อสารกับใครไม่รู้เรื่อง  ครูจึงส่งผมเข้าไปนั่งดูวิดีโอการ์ตูนในห้องสมุดเพื่อฝึกการฟังสำเนียงให้เข้าหูก่อน  ที่เหลือค่อยๆ เรียนคำศัพท์จากชีวิตประจำวัน  เช่น  เจอเหตุการณ์รถชนมาแล้วเล่าให้เพื่อนฟังว่า One car go.  One car come. Two car  โครม!  เพื่อนก็  “Oh…accident”  เราก็จำไว้ว่า accident แปลว่า  อุบัติเหตุ

ผมใช้เวลาปรับตัวอยู่ 3 ปี  ภาษาจึงคล่องขึ้น  ตอนนั้นจบไฮสกูลพอดี  แต่ยังไม่ค่อยมีเงิน  แม้จะทำงานไปด้วยตลอดก็ตาม  ผมจึงเลือกเรียนต่อเป็นจูเนียร์คอลเลจ  เพราะค่าเล่าเรียนถูกหน่อย

ความตั้งใจจะเรียนหมอเกิดขึ้นตอนไหนคะ

เรื่องอยากเป็นหมอนั้นมีสัญญาณบอกตั้งแต่เด็ก  มาจากแม่ผมมีความรู้ค่อนข้างมาก  โดยเฉพาะเรื่องยาสมุนไพรจีน  แล้วละแวกบ้านผมมีแต่คนจน  พอใครเจ็บป่วยก็เดินมาหาแม่ที่บ้านเรียก “อาซิ่มๆ  ผมเป็นแบบนั้นแบบนี้”  แม่ก็ซักถามอาการแล้วเปิดตำราเพื่อจดชื่อสมุนไพรต่างๆ ให้เขาไปหาซื้อเอง  เป็นอย่างนี้มาตลอดตั้งแต่จำความได้  ทำให้คิดว่าเป็นหมอก็ไม่เลวแฮะ  ได้ช่วยเหลือคน  ทำให้เขาหายเจ็บป่วย

แต่ระบบการเรียนหมอที่อเมริกา  ต้องเรียนเตรียมแพทย์ 4 ปี  จากนั้นจึงเรียนแพทย์อีก 4 ปี  และฝึกงาน 2 ปี  รวมทั้งหมด 10 ปี  ผมจึงแพลนว่าจะเรียนจูเนียร์คอลเลจ 2 ปี  พอเก็บเงินได้ค่อยทำเรื่องย้ายไปเรียนมหาวิทยาลัย  ผมทำงานส่งอาหารแช่แข็งให้ภัตตาคารญี่ปุ่นพักหนึ่งก็เลิกเพราะเงินน้อย  พอดีบริษัทของวอลล์สตรีทจากนิวยอร์กต้องการคนตรวจพวกของเก่า  จำพวกเพชร  ทอง  และเงิน  คือพวกตลาดหุ้นเป็นแบบนี้  สมมุติวันนี้มีการซื้อทองราคานี้  เขาต้องรีบส่งทองไปหลอมวันนั้น  แล้วส่งไปยังปลายทางทันที

ผมลองไปสมัครดู  ตอนแรกได้ทำงานในแผนกแพ็คของและส่งของ  จากนั้นได้เลื่อนตำแหน่งไปทำหน้าที่ตรวจเศษเพชรที่เขาซื้อเข้ามา  หากเจอเพชรน้ำหนักมากกว่า 25 สตางค์  ต้องแงะออกมาส่งให้เจ้านาย  แต่ถ้าน้ำหนักน้อยกว่า 25 สตางค์ก็ทุบทิ้ง

บอกให้ตาโตเล่น  ห้องใต้ดินที่ผมทำงานอยู่ตอนนั้นเป็นห้องเก็บเพชรกับทองมูลค่ามหาศาล  เชื่อไหมผมนั่งอยู่ท่ามกลางทองคำแท่งที่กองกันอยู่เป็นตั้งๆ ท่วมตัว  ยุคที่ราคาทองขึ้นสูง  ทองทั้งห้องน่าจะมีมูลค่าราว 400 – 500 ล้านเหรียญ

ตามิพร่าไปเลยหรือคะ

ก็มีบ้าง (หัวเราะ) ผมทำงานที่นั่นอยู่ 3 ปี  ก็เก็บเงินเรียนต่อได้  ช่วงแรกสับสนอยากเรียนศัลยกรรมหัวใจ  แต่ติดขัดหลายเรื่อง  เลยคิดจะเบนไปทางทันตกรรม  แต่มีคนแนะนำให้ลองไปคุยกับหมอกายภาพ  ซึ่งเขาแนะนำให้เรียนจบเป็นหมอ  เพราะถ้าเป็นนักกายภาพอย่างเดียวมีความรู้ไม่พอ  แล้วยังต้องคอยรับคำสั่งจากแพทย์อีกทีหนึ่ง  จะไม่มีอิสระ

ผมคิดดูแล้วน่าสนใจ  จึงลองไปสอบที่ Northwestern Chiropractic College (NWCC)  ที่มินนิโซตา  ซึ่งเชี่ยวชาญด้านไคโรแพรคติก  ปัจจุบันขยายเป็นศูนย์วิจัยทางการแพทย์ที่ทางรัฐบาลอเมริกาให้การสนับสนุน  และเปลี่ยนชื่อเป็น Northwestern Health Sciences University (NWHSU)

นพ.สันติ  ไฉไลวณิชย์กุล, ไคโรแพรคติก, คุณหมอไคโรแพรคติก, รักษาด้วยไคโรแพรคติก, หมอไคโรฯ

การเป็นแพทย์ไคโรแพรคติกต้องเรียนอะไรบ้างคะ

เรียนทุกอย่างเหมือนแพทย์ทั่วไป  แต่ไคโรแพรคติกเน้นความสัมพันธ์ระหว่างโรคต่าง ๆ กับกระดูกสันหลังและระบบประสาท  เปรียบเทียบว่าเส้นประสาทเป็นสายไฟ  อวัยวะคืออุปกรณ์ไฟฟ้าดีๆ นี่เอง  เมื่ออุปกรณ์มีปัญหา  เราต้องดูว่าเกิดจากสวิตช์ไหน  สายไฟเส้นไหน  แล้วเส้นนี้วิ่งไปเชื่อมกับตรงไหน

สมมุติคนไข้บอกว่า  ตามีปัญหาอย่างนี้  แต่ตรวจตาแล้วปกติ  อาจมีปัญหามาจากระบบประสาท  ดังนั้นผมจึงต้องเรียนทุกเรื่องเพราะเชื่อมโยงถึงกันหมด  ตั้งแต่เรื่องเภสัชกรรม  กายภาพ  ตรวจวินิจฉัยโรค  รังสี ถ่ายเอกซเรย์  เคมี  วิตามิน  การทำคลอด  ฯลฯ  เรียกว่ารู้ครอบจักรวาล  อีกอย่างกฎหมายที่นั่นบังคับว่า  ถ้าเรียนแพทย์ต้องทำเป็นทุกอย่าง

โอ้โห… ฟังดูยากจังค่ะ

ทุกอย่างยาก  ไม่มีอะไรง่ายเลยชีวิตนี้(หัวเราะ)  แต่ถ้าตั้งใจก็ทำได้หมดนะ

สำหรับผมเรื่องยากคือ  ภาษาทางการแพทย์ซึ่งเป็นภาษาละตินหรือกรีก  ถือว่ายากมาก  อีกอย่างคือมหาวิทยาลัยนี้มาตรฐานสูงกว่าปกติ  อย่างที่อื่น 1 เทอมมี 16 หน่วยกิต  แต่ที่นี่เรียนเทอมละ 34 – 35 หน่วยกิต  จึงเรียนหนักเป็นสองเท่า  ซ้ำร้ายมีครูที่ปรึกษาคนหนึ่งไม่ชอบคนต่างชาติ  จึงพยายามหาเรื่องแกล้งกดดันให้ท้อถอย

เรียนแพทย์ได้ 2 ปี  เงินหมดอีกรอบ  แต่หนนี้โชคดีมีพ่อแม่บุญธรรมช่วย  ความจริงผมรู้จักครอบครัวนี้นานแล้ว  ตั้งแต่สมัยอยู่ไฮสกูล  เพราะพี่ชายเคยไปเช่าห้องในบ้านของเขาอยู่ตอนมาอเมริกาใหม่ๆ  พอผมปิดเทอม  พี่พาผมไปเที่ยวบ้านเขา  เป็นบ้านไม้เก่าแก่อายุกว่า 300 ปี  สวยมาก  ตั้งอยู่ริมทะเลที่คอนเนตทิคัต  มีทั้งหมด 16 ห้อง  แต่อยู่กันแค่สองคนสามีภรรยา  ไม่มีลูก  จึงสนิทกับพี่ชายผมดี  ภรรยาชื่อ Vivian Knapp  เป็นอดีตดาราบรอดเวย์ที่สวยมาก  ส่วนสามีชื่อ Lewis George Knapp  เป็นนักออกแบบเฮลิคอปเตอร์

วันหนึ่งวิเวียนจะให้ยาสุนัขที่บ้าน  แต่ให้ไม่เป็น  ผมจึงช่วย  พอสุนัขกลืนยาปุ๊บ  เขาบอกเลยว่า You can call me mom. (หัวเราะ)  แล้วผมเป็นคนไม่ค่อยอยู่เฉย  ช่วงหน้าร้อนเวลาเขาไปเที่ยวพักผ่อนต่างเมือง  ผมก็อาสาไปดูแลบ้าน  ทาสีให้ใหม่  ตากแดดจนตัวดำ  พอเขากลับมาจึงประทับใจมาก  ขอให้ผมแวะไปหาทุกปี  เพราะฉะนั้นพอทราบว่าผมไม่มีเงินเรียนหนังสือ  จึงให้ยืมมาหลายล้านบาท  บอกว่าไว้มีเงินค่อยนำไปคืน  ไม่ซีเรียส

มีเงินเรียนแล้ว ชีวิตคงดีขึ้นแล้วใช่ไหมคะ

ตรงกันข้าม  เรียกว่าลำบากที่สุดเลยก็ว่าได้  ตอนนั้นผมอยู่ปี 3 วันนั้นเป็นศุกร์ 13 กุมภาพันธ์ 1996  ที่มินนิโซตามีพายุหิมะเป็นครั้งแรก  รถติดยาวไป 20 ไมล์  รถผมติดอยู่ท้ายแถว  จู่ๆ มีรถ 24 ล้อวิ่งมาแล้วเสยเข้าท้ายรถผมจัง ๆ  รถคันนั้นหนักกว่า 3 หมื่นปอนด์  แรงกระแทกขนาดว่าเข็มขัดนิรภัยล็อกไม่อยู่  ผมจึงถูกอัดเข้ากับพวงมาลัย  แล้วกระดอนกลับมากระแทกพนักที่นั่งจนหักไปครึ่งหนึ่ง  ส่งผลให้สะโพกข้างซ้ายเลื่อน  เสื้อกันหนาวผมถูกแรงอัดจนฉีกออกเป็นชิ้นๆ

ผมนอนจุกครึ่งๆ กลางๆ อยู่ที่พื้นรถ  ได้ยินเสียงเบรกดังลั่นจึงพยุงตัวขึ้นมาดู  เห็นรถอีกคันพุ่งมาชนด้านข้าง  คราวนี้กระจกรถผมแตกละเอียดกระเด็นเข้ามาเต็มปาก  เท่านั้นไม่พอ… รถ 24 ล้อคันเดิมยังไถลกลับมาเสยรถผมต่อ  เนื่องจากรถมีน้ำหนักมากแม้จะเบรกแล้ว  แต่ท้ายรถยาวๆ นั้นยังไม่หยุด  ปัดขึ้นมาเรื่อยๆ จนมาขี่อยู่บนรถผม

ลุ้นวินาทีระทึกของคุณหมอ กดเลข 2

keyboard_arrow_up