สวยเก่งครบสูตร คุณแน็ตตี้-นิดา วงศ์พันเลิศ Cover

สวยเก่งครบสูตร คุณแน็ตตี้-นิดา วงศ์พันเลิศ ผู้บริหารโรงแรม 137 พิลลาร์ (137 Pillars) ด้วยวัยเพียง 22 ปี

Alternative Textaccount_circle
สวยเก่งครบสูตร คุณแน็ตตี้-นิดา วงศ์พันเลิศ Cover
สวยเก่งครบสูตร คุณแน็ตตี้-นิดา วงศ์พันเลิศ Cover

คุณแน็ตตี้-นิดา วงศ์พันเลิศ ทายาทรุ่นที่ 3 แห่ง 137 พิลลาร์ (137 Pillars) ลักซ์ชัวรี่บูติคโฮเตล เรียนจบทางด้านวิศวะปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยบริสตอล (University of Bristol) และปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (University of Cambridge) หลังเรียนจบกลับมาเป็นช่วงที่ครอบครัวขยายกิจการโรงแรม 137 พิลลาร์ เฮ้าส์ เชียงใหม่ (137 Pillars House Chiang Mai) มาสร้างโรงแรมที่กรุงเทพฯ พอดีจึงต้องเข้ามาช่วยดูแลตั้งแต่การดีไซน์ การก่อสร้าง และทีม จนสามารถเปิดให้บริการได้

จากสาววิศวะ…สู่ผู้บริหารโรงแรมลักซ์ชัวรี่

“ขอย้อนเล่ากลับไปถึงสาเหตุที่แน็ตตี้ตัดสินใจเลือกเรียนด้านวิศวกรรมศาสตร์ เพราะตอนแรกหวังว่าจะกลับมาดูแลธุรกิจสิ่งทอของครอบครัว และสมัยเด็กๆ คะแนนวิชาคณิตศาสตร์ค่อนข้างโดดเด่นกว่าวิชาอื่นๆ มาก ส่วนทางด้านวิทยาศาสตร์ คะแนนฟิสิกส์ก็เด่นสุดเช่นกัน รวมถึงมีความฝันอยากเป็นนักออกแบบสถาปัตยกรรม แต่คุณพ่อเป็นวิศวกร จึงแนะนำให้แน็ตตี้เลือกเรียนวิศวกรรมศาสตร์ เนื่องจากแน็ตตี้เก่งเลขมากกว่าการวาดรูป และสามารถต่อยอดทำอย่างอื่นได้หลายอย่าง แล้วแน็ตตี้เองก็รู้สึกชอบด้วยจึงเลือกทางด้านนี้ค่ะ

“พอเรียนจบกลับมาเป็นจังหวะที่ครอบครัวกำลังสร้างโรงแรม 137 พิลลาร์ ที่กรุงเทพ ก่อนที่ครอบครัวจะตัดสินใจสร้างเป็นโรงแรม ตั้งใจจะทำเป็นอพาร์ทเม้นท์ ทำให้ช่วงแรกที่แน็ตตี้เข้ามาดูแลเป็นโปรเจกต์แมเนจเมนต์ มีการปรับเปลี่ยนจากแผนเดิมประมาณ 50% เลยค่ะ ตอนนั้นแน็ตตี้อายุ 22 ปี ช่วยดูตั้งแต่เรื่องการดีไซน์ วางคอนเซ็ปต์ให้เป็นลักซ์ชัวรี่โฮเทล 7 ชั้น สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ของโรงแรม นอกจากเรื่องการออกแบบยังช่วยดูแลเรื่องการบริหารจัดการด้านงานผู้รับเหมา การเลือกใช้วัสดุ การตกแต่งภายใน ทำงบประมาณต่างๆ และดูแลทีมที่มีทั้งคนไทยและฮ่องกง ซึ่งได้นำทักษะที่เรียนทั้งหมดมาปรับใช้ โดยก่อสร้างต่างๆ ใช้เวลาจนแล้วเสร็จประมาณ 2 ปีครึ่ง จึงสามารถเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ

“จากนั้นแน็ตตี้อยากลองทำความเข้าใจธุรกิจให้มากขึ้นจึงย้ายมาอยู่แผนกการขายและการตลาด (Sales&Marketing) ของโรงแรมที่กรุงเทพฯ และเชียงใหม่ด้วย ทำให้เข้าใจการตลาดและการประชาสัมพันธ์มากขึ้น อย่าง การทำโปรดักซ์ชั่นถ่ายภาพห้องพักของโรงแรม ธุรกิจบริการและการตลาดทั้งในและต่างประเทศ ได้พบปะสื่อมวลชน เข้าใจโลกของการทำ PR เริ่มฝึกบริหารงานจากตำแหน่งนี้ประมาณ 2 ปี ก็กลับไปสู่การดูแลภาพรวมทั้งหมดของโรงแรมอีกครั้งเนื่องจากมีแผนสร้างโครงการที่ 3 โรงแรม 137 พิลลาร์ ภูเก็ต และคุณพ่อก็มอบตำแหน่งผู้บริหารเต็มตัวให้ในวัย 30 ปี

อุปสรรคของผู้บริหารอายุน้อย

“แน็ตตี้เริ่มเข้ามาทำงานที่โรงแรมด้วยวัย 22 ปี ตอนนั้นทีมมีแค่ 5-6 คน ให้ดูแล แต่ตอนนี้วัย 30 ปี คุณพ่อให้มาเป็นผู้บริหารโรงแรม และพนักงานกว่า 100 คน ซึ่งตอนที่ได้มาเป็นผู้บริหารใหม่ๆ ขาดความมั่นใจ เคยตั้งคำถามกับตัวเองว่าจะทำได้ไหม แต่ความที่แน็ตตี้อยู่และลงมือทำตั้งแต่แรกเริ่มสร้างโรงแรมจนถึงตอนนี้ทำให้พนักงานเดิมที่ยังคงอยู่ที่โรงแรมเขาเห็นถึงความตั้งใจในการทำงานและความพยายามพัฒนาให้โรงแรมเติบโต ส่วนพนักงานที่เข้ามาใหม่ แน็ตตี้เป็นคนรับเข้ามาด้วยตัวเอง สัมภาษณ์พนักงานด้วยตัวเอง ทำให้แน็ตตี้ได้รู้จักเขาและเขาเองก็ได้รู้จักแน็ตตี้ด้วยเช่นกัน ถึงแม้เขาต้องมาทำงานกับผู้บริการอายุน้อยแต่ก็เกิดความยอมรับซึ่งกันและกัน ซึ่งฟีดแบคที่ประทับใจที่ได้จากพนักงานคือ เขาก็ชอบการทำงานกับคนรุ่นใหม่ เปิดโอกาสให้พนักงานมีอิสระทางความคิดและลองทำสิ่งใหม่ๆ

“อุปสรรคที่ได้พบคือพนักงานเก่าแก่ที่มีหลายระดับ แน็ตตี้ก็ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจและพยายามเข้าถึงใจพวกเขาให้ได้ค่ะ โดยอันดับแรกต้องเริ่มจากเชื่อมั่นในตัวเอง และเชื่อมั่นในตัวหัวหน้าแผนกที่ทำงานด้วยกัน เพราะถ้าแน็ตตี้เข้าไปจุกจิกมากเกินไปอาจทำให้เขาทำงานด้วยความหวาดกลัว ไม่กล้าคิด กล้าทำ จึงต้องไว้ใจในการตัดสินใจของเขาด้วย หากเกิดข้อผิดพลาดก็ค่อยเข้าไปช่วยแก้ไขและสอนเขา แน็ตตี้จะพยายามเปิดกว้างทางความคิดและรับฟังพนักงาน อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือการสื่อสาร กระชับและต้องชัดเจนเพื่อให้เข้าใจง่าย เข้าใจได้เร็ว ทำให้คล่องตัวในการทำงานต่อไปค่ะ

ช่วงวิกฤตที่สุดโควิด-19 รายได้เป็น 0

“เมื่อเกิดสถานการณ์โควิด-19 เป็นช่วงที่แย่ถึงขีดสุดเลย เพราะทั้งจังหวัดเชียงใหม่และกรุงเทพฯ ต้องล็อคดาวน์ ทำให้รายได้ตอนนั้นลดไปเหลือ 0 เลยค่ะ ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติเดินทางไปท่องเที่ยวไม่ได้ ร้านอาหารต่างก็ปิด ในความโชคร้ายยังมีความโชคดีอยู่บ้างเพราะโรงแรมที่กรุงเทพฯ ยังมีแขกชาวญี่ปุ่นที่เข้าพักระยะยาวและกลับประเทศตัวเองไม่ได้ ในระหว่างนั้นเองก็เป็นช่วงที่แน็ตตี้กำลังจะขยายธุรกิจโรงแรม สร้างโปรเจคที่ 3 โรงแรม 137 พิลลาร์ ภูเก็ต ทำได้ยังไม่ถึงปีก็เกิดวิกฤตโควิดจึงทำให้ลังเลว่าควรเปิดหรือไม่ พออยู่กับวิกฤตโควิดได้ 1 ปี ยังไม่มีวี่แววที่จะเปิดประเทศ ไม่เห็นหนทางที่สถานการณ์โควิดจะเบาลง ทำให้แน็ตตี้กังวล รู้สึกมืดไปหมดทุกทางเลย และเริ่มคิดพิจารณาแล้วว่าโรงแรมยังคงเป็นธุรกิจที่ควรทำต่อไปในระยะยาวหรือไม่

“โชคดีที่ไม่ได้ตัดสินใจทิ้งโครงการไป เพราะช่วงนี้สถานการณ์เริ่มดีขึ้นทำให้โรงแรมเริ่มกลับมาเปิดได้ก็รู้สึกดีใจที่จะได้ลุยโครงการต่อ แต่ช่วงเวลานั้นก็ไม่เคยหยุดพัฒนา มีการหาคอร์สเรียนด้านออนไลน์เพิ่มเติมอยู่เสมอ และหาโปรเจคอื่นๆ หรือธุรกิจประเภทอื่นเพิ่มเติม ซึ่งแน็ตตี้และคุณพ่อให้ความสำคัญกับเรื่องโลกร้อน เป็นปัญหาที่ทุกคนในสังคมต้องช่วยกันอย่างจริงจัง ซึ่งคุณพ่อได้ทำโครงการปลูกป่าและสมุนไพร ที่โพธาราม จังหวัดราชบุรี บนพื้นที่กว่า 500 ไร่ ต้องใช้เวลา 10-20 ปี กว่าต้นไม้ที่ปลูกจะเติบโตจนสูง 30-40 เมตร แน็ตตี้ตั้งใจว่าจะช่วยคุณพ่อทำจนกว่าจะเห็นว่าอีก 20 ปี ข้างหน้าโครงการนั้นเต็มไปด้วยต้นไม้สูง

“แน็ตตี้รู้สึกว่าช่วงโควิดก็ได้ทำให้ได้ทำหลายอย่างที่ไม่คิดว่าจะได้ทำ เป็นโครงการดีๆ ที่คุณพ่อคิดขึ้นมาและได้มีส่วนช่วยสังคมด้วยค่ะ ความที่ว่าตอนนี้สถานการณ์โควิดด็ยังได้ไม่กลับสู่สภาวะปกติดี ช่วงนี้แน็ตตี้ตั้งใจดูแลวางระบบองค์กรให้ทั้ง 2 โรงแรม ให้สามารถดำเนินธุรกิจได้ด้วยตัวของมันเอง ทำกำไรช่วงโควิดที่หายไปกลับคืนมาให้ได้ก่อน และสร้างโครงการโรงแรมสาขาภูเก็ตให้แล้วเสร็จจนเปิดบริการอย่างเป็นทางการ ถ้าทุกอย่างเข้าที่ดีแล้วจึงคิดขยายไปโปรเจคอื่นๆ ต่อไปค่ะ”

Praew Recommend

keyboard_arrow_up