Breguet Cover

HOUSE OF BREGUET เฮาส์ ออฟ เบร์เกต์

Alternative Textaccount_circle
Breguet Cover
Breguet Cover

นับตั้งแต่ถือกำเนิดขึ้นในปี 1775 เบร์เกต์ (Breguet) ทุ่มเทอุทิศและยกย่องคุณค่าอันสำคัญที่อับรำฮัม หลุยส์ เบร์เกต์ เป็นผู้ก่อร่างขึ้น ทั้งในเรื่องความงดงาม, ความสง่า, รวมถึงดีไซน์เรียบหรูเคียงคู่กับนวัตกรรมแห่งเรือนเวลาขั้นสูง ซึ่งประกอบด้วยกลไกที่ซับซ้อนอย่างที่สุด สู่การรังสรรค์เรือนเวลาขั้นสูง หรือ Grande Complications ต่างๆ ที่มีมากกว่าแค่ทูร์บิญง (Tourbillon)
เบรเกต์แตกต่างจำกแบรนด์นำฬิกาอื่นๆ ที่มักจะอ้างว่าตนมีส่วนในการสร้างประวัติศาสตร์แห่งวงการนาฬิกา หรือบ้างก็พยายามที่จะหวนคืนสู่อดีตของตน แต่เบร์เกต์สะท้อนถึงศิลปะและวัฒนธรรมยุโรปได้ชัดเจนกว่าใคร เนื่องจากได้สร้างมรดกทางประวัติศาสตร์ที่งดงามที่สุด และประวัติของแบรนด์คือภาพอันชัดเจนที่สุด เกินกว่าที่แบรนด์นาฬิกาอื่นๆ จะสามารถเนรมิตขึ้นได้

HOUSE OF BREGUET เฮาส์ ออฟ เบร์เกต์

เบร์เกต์ หนึ่งในแบรนด์แห่ง สวอทช์ กรุ๊ป (Swatch Group)
เบร์เกต์ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ สวอทช์ กรุ๊ป ในเดือนกันยายน ปี 1999 และเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ภายใต้การบริหารและคำแนะนำของนิโคลัส จี. ฮาเยค (Nicolas G. Hayek) นับเป็นการขยายช่องทางให้เบร์ต์เกต์ได้เข้าถึงทรัพยากรต่างๆ ในอุตสาหกรรมนาฬิกาได้มากยิ่งขึ้น และยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถของแบรนด์ ภายใต้การนำของผู้เชี่ยวชาญ ที่ผนึกกำลังแบรนด์นาฬิกาหรูไว้ด้วยกันมากมาย ยิ่งไปกว่านั้นสวอทช์ กรุ๊ปยังยืนยันว่า บริษัทตั้งใจที่จะให้เบร์เกต์ ได้แสดงออกถึงสุนทรียภาพด้านต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ และยังให้ช่วยให้เแบรนด์ได้เข้าถึงกระบวนการและทรัพยากรต่างๆ ได้มากยิ่งขึ้น
สถานที่รังสรรค์นวัตกรรมเรือนเวลาแห่งใหม่ของเบร์เกต์ หรือที่เรียกกันว่า Nouvelle Manufacture Breguet ตั้งอยู่ ณ วาลเลย์ เดอ ฌู (Vallée de Joux) แสดงถึงการทุ่มงบประมาณด้านเทคโนโลยีครั้งสำคัญ เพื่อสืบทอดนวัตกรรมการรังสรรค์เรือนเวลาของแบรนด์ให้คงอยู่สืบไปตราบนานเท่านาน
ด้วยมุ่งเน้นการพัฒนาขีดความสามารถในการรังสรรค์นาฬิกา สถานที่แห่งใหม่ รวมถึงอุปกรณ์ใหม่ๆ ที่ใช้ในการผลิตนาฬิกานั้น ประกอบด้วยเครื่องมือที่ซับซ้อน รวมถึงยังได้เฟ้นหาช่างประดิษฐ์นาฬิกาที่ผ่านการฝึกฝนจนชำนาญและเปี่ยมประสบการณ์ ซึ่งช่วยให้เบร์เกต์สามารถสร้างสรรค์นาฬิกาให้เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องได้เป็นอย่างดี

อับราฮัม หลุยส์ เบรเกต์ กับนวัตกรรมพลิกโฉมวงการนาฬิกา
เบรเกต์มีความสำคัญยิ่งกับมรดกทางวัฒนธรรม เพราะอับราฮัม หลุยส์ เบรเกต์ (1747 – 1823) ผู้ก่อตั้งแบรนด์ นับเป็นบุคคลผู้สร้างมาตรฐานแห่งนาฬิกาขั้นสูง ซึ่งได้กลายมาเป็นมาตรฐานของวงการนาฬิกามาจวบจนทุกวันนี้ และปัจจุบัน ทายาทของเขาก็ยังคงสร้างสรรค์นาฬิกาที่เบรเกต์ ประดุจว่าแต่ละเรือนคือศิลปะแห่งเรือนเวลาขั้นสูงสุด
อับราฮัม หลุยส์ เบรเกต์ เกิดที่เมืองเนอชาแตล (Neuchâtel) ในสวิตเซอร์แลนด์ แต่ช่วงชีวิตที่ปารีส เป็นช่วงที่เขาได้สร้างสรรค์ผลงานไว้มากที่สุด เขาได้ศึกษาศาสตร์การทำนาฬิกาอย่างครบถ้วน ไม่มีแม้แง่มุมใดตกหล่น และนวัตกรรมที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นนั้นนับเป็นจุดเริ่มต้นของวงการนาฬิกา และยังความหลากหลายมาสู่โลกแห่งนาฬิกาด้วยเช่นกัน เขาเริ่มต้นอาชีพด้วยการคิดค้นนวัตกรรมสุดล้ำมากมายที่พลิกโฉมวงการ ทั้งการพัฒนากลไกขึ้นลานอัตโนมัติ perpétuelle ที่ทำงานได้อย่างสมบูรณ์, การนำระบบระฆังมาใช้ในนาฬิกาจับเวลา และการคิดค้นระบบป้องกัน แรงกระแทกแกนหมุนขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งนวัตกรรมของเบร์เกต์นั้นได้เปลี่ยนแปลงขนบการทำนาฬิกาไปโดยสิ้นเชิง แน่นอนว่า กลไกทูร์บิญงเป็นเครื่องบ่งบอกถึงอัจฉริยภาพของเขาได้เป็นอย่างดี และผู้ก่อตั้งแบรนด์ยังได้รับสิทธิบัตรกลไกทูร์บิญง ที่รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยฝรั่งเศสเป็นผู้มอบให้ในวันที่ 26 มิถุนายน ปี 1801 อีกด้วย

การสร้างคุณค่าในบริบทร่วมสมัย
แม้ในตอนแรกเบร์เกต์ จะเป็นที่ถูกตาต้องใจในหมู่ชนชั้นสูงและผู้มีการศึกษา แต่คนทั่วไปทั้งสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีต่างก็ทราบดีว่าเรือนเวลาเบร์เกต์นับเป็นสินทรัพย์อันทรงคุณค่ายิ่งหากได้ครอบครอง ซึ่งนาฬิกาแต่ละเรือนสะท้อน ถึงมาตรฐานที่ผู้รังสรรค์ได้วางกรอบอย่างชัดเจน ทั้งความสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ และความงดงามเหนือกาลเวลา
เหล่าผู้ชื่นชอบเบร์เกต์รวมถึงนักสะสม จะได้สัมผัสกับคุณสมบัติและคุณค่าในแบบฉบับของเบร์เกต์ ไม่ว่าจะเป็นลวดลายสลักแบบกิโยเช่ (guilloche) ด้วยเทคนิค engine-turning, เข็มนาฬิกาสีน้ำเงินฉลุวงกลมที่ปลายเข็ม หรือ “apple” tip อันลือชื่อซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเบร์เกต์ และขอบข้างตัวเรือนสลักเซาะร่องแบบฟลุต ที่เผยโฉมครั้งแรกในปี 1783 ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ที่มักจะพบได้ในนาฬิกาเบร์เกต์เกือบทุกเรือน

คอลเลคชั่นเบร์เกต์
นาฬิกาข้อมือคอลเลคชั่น ‘คลาสสิค’ (CLASSIQUE) เป็นตัวอย่างที่แสดงถึงที่สุดแห่งการรังสรรค์นาฬิกา ทั้งด้านความเที่ยงตรง, การดูเวลาได้อย่างชัดเจน และเส้นสายรูปทรงที่หรูหราสง่างาม ไม่ว่าจะเป็นรุ่นขนาดบางพิเศษที่มาพร้อมกลไกขึ้นลานด้วยมือ หรือกลไกขึ้นลานอัตโนมัติ หรือนาฬิกากลไกขั้นสูง ซึ่งล้วนผสมผสานศาตร์แห่งกลไก, ศิลปะความงดงาม และขนบคุณค่าของเรือนเวลาเบร์เกต์ไว้ด้วยกัน

นาฬิกาคอลเลคชั่นมารีน (Marine) ถ่ายทอดอุดมคติความงามของนาฬิกาเบร์เกต์ไว้อย่างงดงาม ผสมผสานการออกแบบเข้ากับคุณสมบัติที่ช่วยให้สวมใส่สบาย ซึ่งเป็นความต้องการของคนในปัจจุบัน ทั้งใช้งานได้ดีและยังมีสไตล์อีกด้วย คอลเลคชั่นนี้ถ่ายทอดคุณสมบัติต่างๆ ที่ อับราฮัม หลุยส์ เบรเกต์ ได้วางรากฐานไว้ในฐานะผู้รังสรรค์เรือนเวลาแห่งกองทัพเรือฝรั่งเศส เรือนเวลาเบร์เกต์ไม่จำเป็นต้องยึดติดอยู่กับตัวเรือนทรงกลม ซึ่งเป็นรูปลักษณ์ตำมแบบฉบับที่นาฬิกาควรจะเป็น

คอลเลคชั่นเฮอริเทจ (HÉRITAGE) แสดงให้เห็นว่าแม้ว่าจะเป็นรูปทรงตอนโน (tonneau) หรือรูปทรงถัง นาฬิกาเบร์เกต์ก็ยังคงชัดเจนในความเป็นเบร์เกต์ การนำรูปแบบนาฬิกาในช่วงศตวรรษที่ 18 ตอนปลาย มาประยุกต์ให้เข้ากับรูปทรงในศตวรรษที่ 21 ต้องอาศัยทั้งฝีมือของวิศวกรผู้ออกแบบ, นักออกแบบตัวเรือน และช่างทำหน้าปัดเป็นอย่างมาก ตัวเรือนที่โค้งมนอย่างสมบูรณ์แบบ และหน้าปัดสลักด้วยเทคนิค engine-turning อย่างปราณีต ส่งให้ขอบด้านข้าง ตัวเรือนเซาะร่องแบบฟลุตที่ และขาสายนาฬิกาที่โค้งรับกับตัวเรือน ยิ่งดูโดดเด่นเป็นที่สุด

ไทพ์ xx (Type XX) ซึ่งรังสรรค์ขึ้นในยุค 50 สำหรับพลอากาศของกองทัพเรือฝรั่งเศสโดยเฉพาะนั้น ต่อมาได้กลายเป็นนาฬิกาเวอร์ชั่นพลเรือน อันประกอบด้วยกลไกขึ้นลานอัตโนมัติ ซึ่งกลไกโครโนกราฟ (chronograph) ยังคงไว้ซึ่งฟังก์ชั่น Fly-back ซึ่งใช้ในการจับเวลาโดยไม่ต้องรีเซ็ทนาฬิกาเอาไว้ ซึ่งเป็นฟังก์ชั่นที่ใช้ในการบินเพื่อค้นหา รูปลักษณ์ที่แข็งแกร่ง และความทนทานทำให้ไทพ์ xx เป็นนาฬิกาเหล่าตัวจริง ผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกาสปอร์ตที่มาพร้อมกลไกนั้นโปรดปราน

คอลเลคชั่น แรน เดอ นาปล์ (REINE DE NAPLES) เบร์เกต์รังสรรค์นาฬิกาข้อมือเรือนแรกให้กับสมเด็จพระราชินี ซึ่งความเป็นผู้หญิงเป็นสิ่งที่เบร์เกต์ให้ความสำคัญอย่างมาก สตรีที่มีความสำคัญที่สุดในประวัติศำสตร์มากมายหลายคน ต่างก็หลงใหลในเรือนเวลาเบร์เกต์ ไม่ว่าจะเป็นมารี อ็องตัวแน็ต (Marie-Antoinette) สมเด็จพระราชินีแห่งฝรั่งเศส, มาร์ควิสแห่งคอนดอร์ (Marquise de Condorcet) และ จักรพรรดินีโจเซฟีน (Empress Josephine) คอลเลคชั่น แรน เดอ นาปล์ โดยเบร์เกต์ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนาฬิกาพกรุ่นแรกๆ ที่อับราฮัม หลุยส์ เบร์เกต์ได้ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อถวายแด่สมเด็จพระราชินีแคโรไลน์ แห่งเนเปิลส์ (Caroline, Queen of Naples) ซึ่งเป็นพระขนิษฐาในจักรพรรดิ นโปเลียน ด้วยความใส่ใจพิเศษยิ่งและความเที่ยงตรงแม่นยำ นักรังสรรค์เรือนเวลาของเบร์เกต์ได้ถ่ายทอดสัญลักษณ์แห่งความสูงค่าของอิสตรีลงในนาฬิการ่วมสมัยประดับอัญมณีอันงดงาม

เมื่อเอ่ยถึงเรื่องราวการเดินทางผ่านเวลา (Tradition) บอกเล่าเรื่องราวความทรงจำของเบร์เกต์ได้อย่างชัดเจน โดยมี นาฬิกา Souscription (ซูส์สคริปชั่น) ของ อับราฮัม หลุยส์ เบร์เกต์ เป็นแรงบันดาลใจ ซึ่งเรือนเวลาแทรดิชั่น หลอมรวมทั้งการหวนคืนสู่ต้นกำเนิดของแบรนด์และวิสัยทัศน์แห่งอนาคต ด้วยการผสมผสานสไตล์คลาสสิคและความล้ำสมัย หน้าปัดจึงเผยให้เห็นกลไกนาฬิกาขั้นสูงในแบบรวบย่อและการดีไซน์จัดวางตำแหน่งของสิ่งต่างๆ อย่างมีสุนทรีย์
ด้วยความยึดมั่นที่จะสร้างสรรค์หัตถศิลป์อันไร้ที่ติ ตามมาตรฐานซึ่งตั้งขึ้นมายาวนานกว่าสองศตวรรษ แม้แต่ชิ้นส่วน ที่เรียบง่ายที่สุด จึงยังอาศัยการทำด้วยมืออย่างปราณีตบรรจง เพื่อถ่ายทอดความซับซ้อนของเวลา เรือนเวลาTradition สะท้อนถึงจิตวิญญาณอันลึกซึ้งนี้ได้เป็นอย่างดี

ผู้หญิงในแบบเบร์เกต์
หากจะกล่าวถึงประวัติศาสตร์ของเบรเกต์จากมุมมองของผู้ชายเพียงอย่างเดียว ก็ดูจะเป็นการมองข้ามอีกแง่มุมที่สำคัญไป ซึ่งก็คือกว่าสองศตวรรษแล้ว ที่สุภาพสตรีคนสำคัญมักเลือกที่จะครอบครองและสวมใส่เบร์เกต์ ไม่ว่าจะเป็น เป็นมารี อ็องตัวแน็ต สมเด็จพระราชินีแห่งฝรั่งเศส, มาร์ควิสแห่งคอนดอร์, จักรพรรดินีโจเซฟีน และแคโรไลน์ มูรัต (Caroline Murat) ราชินีแห่งเนเปิลส์ ที่ต่างก็หลงใหลในเสน่ห์ของเรือนเวลาเบร์เกต์ และเพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าสุภาพสตรี แบรนด์ได้ผสมผสานศิลปะการรังสรรค์เรือนเวลาเข้ากับการสร้างสรรค์เครื่องประดับอัญมณี แทบไม่มีใครคาดคิดเลยว่านาฬิกาเบร์เกต์ในปัจจุบันจะสื่อถึงความตั้งใจเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี และวันนี้ผู้หญิงเป็นมากกว่า สิ่งที่แบรนด์ยกย่อง แต่เป็นผู้มอบแรงบันดาลใจ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับเบร์เกต์
เบร์เกต์ก้าวเข้ำสู่วงการอัญมณีชั้นสูงในปี 2000 และเป็นที่น่าจับตามองอย่างมาก แบรนด์ยังคงสร้างความประทับใจให้แก่ผู้หญิง ซึ่งเป็นความหรูหราสง่างามในมิติร่วมสมัยและเติมเต็มอารมณ์ความรู้สึกให้กับตัวตนของเบร์เกต์
เล แซร์ปองตีนส์ (Les Serpentines) และ เล เซกวีส์ เดอ เบร์เกต์ (Les Aiguilles de Breguet) สะท้อนภาพ เล ทูร์บิญง (Les Tourbillon) อันเป็นภาพจำของเบร์เกต์ ซึ่งทั้งสองคอลเลคชั่นก็โด่งดังด้วยความงดงามและความรุ่มรวยของบทกวี
นอกจำนี้ จิวเวอรี่ของเบร์เกต์ได้ก่อร่างจักรวาลแห่งศิลปะในแบบของตนเองขึ้น ประทับด้วยสัญลักษณ์แห่งห้วงอวกาศที่เวลายังคงเดินหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

Praew Recommend

keyboard_arrow_up