ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงตอบคำถามที่หลายคนอยากรู้ หน้าที่ของพระเจ้าแผ่นดินเป็นอย่างไร?

ถ้าใครได้มีโอกาสดูคลิปวิดีโอเก่าๆที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ให้สัมภาษณ์กับทางสื่อต่างๆ จะเห็นได้ว่ามีคำถามอยู่คำถามหนึ่งที่สื่อทุกสื่อต้องถามพระองค์เกี่ยวกับหน้าที่ของพระเจ้าแผ่นดินเป็นอย่างไร และเราเชื่อว่ามีหลายคนอยากรู้คำตอบข้อนี้จากพระองค์เหมือนกัน แพรวจึงถือโอกาสไปรวบรวมบทสัมภาษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ได้ตอบคำถามเหล่านี้มาให้ทุกคนได้ทราบกันค่ะ

ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาเมื่อ พ.ศ.2503 นั้น บรรดานักหนังสือพิมพ์อเมริกันได้กราบทูลถามถึง “หน้าที่พระเจ้าแผ่นดินของพระองค์เป็นอย่างไร” ในหลวงรัชกาลที่ 9 มีพระราชดำรัสตอบด้วยพระปรีชาว่า

“หน้าที่ของคนหนังสือพิมพ์กับหน้าที่ของพระเจ้าแผ่นดินมีลักษณะอย่างเดียวกัน คือ ทำให้เกิดความเข้าใจและความถูกต้องอันดีขึ้นในมวลชน ข้าพเจ้าก็พยายามทำหน้าที่เช่นนั้น ชั่วแต่ว่าต้องทำด้วยพิธีรีตองและยศอย่างมากไปหน่อยตามธรรมเนียม”

1

นายซิมเมอร์มาน ผู้แทนนิตยสาร LOOK ของสหรัฐอเมริกา ขอพระราชทานสัมภาษณ์ในการที่พระองค์ทรงมีความรู้สึกว่า อะไรคือสิ่งตอบแทนในการที่พระองค์เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ ซึ่งมีพระราชดำรัสว่า

“ความรู้สึกที่เป็นรางวัลตอบแทนอันยิ่งใหญ่ที่สุดของข้าพเจ้าก็คือ การที่ยังมีชีวิตอยู่และไม่ถูกเชิญออกไปให้พ้นจากราชบัลลังก์ โดยแท้จริงแล้วข้าพเจ้าเป็นกษัตริย์ก็โดยที่ประชาชนเลือกกันขึ้นมา ดังนั้น ถ้าหากประชาชนของข้าพเจ้าไม่ปรารถนาในตัวข้าพเจ้าอีกต่อไปแล้ว ประชาชนนั่นแหละจะเป็นผู้เชิญให้ข้าพเจ้าออกไป และก็เป็นสิ่งที่แน่นอนว่า เมื่อนั้นข้าพเจ้าก็จะเป็นคนว่างงานนั่นเอง”

2

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแต่ละฉบับที่ผ่านมาในแต่ละยุคสมัยได้กำหนดฐานะของพระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุขของชาติ แต่การประกอบพระราชกรณียกิจในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขของราษฎรเป็นวัตรปฏิบัติที่อยู่นอกเหนือจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ดังที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงตอบคำถามผู้สื่อข่าวต่างประเทศจากบรรษัทแพร่ภาพกระจายเสียงของอังกฤษ (BBC) ซึ่งขอพระราชทานสัมภาษณ์เมื่อปี พ.ศ.2522 เกี่ยวกับบทบาทและหน้าที่ของสถาบันพระมหากษัตริย์ ความตอนหนึ่งว่า

“…การที่จะอธิบายว่าพระมหากษัตริย์คืออะไรนั้น ดูเป็นปัญหาที่ยากพอสมควร โดยเฉพาะในกรณีของข้าพเจ้า ซึ่งถูกเรียกโดยคนทั่วไปว่าเป็นพระมหากษัตริย์ แต่โดยหน้าที่ที่แท้จริงแล้วดูจะห่างไกลจากหน้าที่ที่พระมหากษัตริย์ที่เคยรู้จักหรือเข้าใจกันมาแต่ก่อน หน้าที่ของข้าพเจ้าในปัจจุบันนั้นก็คือ ทำอะไรก็ตามที่เป็นประโยชน์ ถ้าจะถามว่าข้าพเจ้ามีแผนการอะไรบ้างในอนาคต คำตอบก็คือ ไม่มี เราไม่ทราบว่าอะไรจะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม เราก็จะเลือกทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เพียงพอแล้วสำหรับเรา…”

3

นอกจากนี้ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ยังได้พระราชทานสัมภาษณ์แก่ผู้แทนนิตยสาร NATIONAL GEOGRAPHIC เมื่อปี พ.ศ.2525 มีพระบรมราโชธิบายถึงประสบการณ์ในพระราชภาระของพระมหากษัตริย์ ความตอนหนึ่งว่า

“…เมื่อข้าพเจ้าจะมารับหน้าที่นี้เมื่อ 36 ปีที่แล้วนั้น ข้าพเจ้าอายุเพียงแค่ 18 ปี ในเวลานั้นทุกอย่างดูทรุดโทรมไปหมด ในวันนั้นเก้าอี้และพรมก็ขาดเป็นรู พื้นแตกคร่ำคร่า วังทั้งวังก็เกือบจะพังลงมาเวลานั้นสงครามโลกเพิ่งสิ้นสุดลง ไม่มีใครสนใจกับอะไรทั้งสิ้น ข้าพเจ้าต้องค่อยๆก่อสร้างทุกๆอย่างขึ้นมาใหม่ โดยไม่ใช้วิธีทุบทิ้ง ข้าพเจ้าต้องค่อยๆทำไปทีละเล็กทีละน้อย เป็นเวลา 36 ปีเข้าไปแล้ว ดังนั้นเราอาจเรียกรัชกาลนี้กระมังว่า เป็นรัชกาลแห่งการปฏิรูป ขนบธรรมเนียมเก่าแก่ถูกรักษาไว้และเปลี่ยนแปรมาโดยลำดับ เราเรียนรู้และได้ประสบการณ์ว่า ขนบประเพณีดั้งเดิมอาจนำกลับมาใช้อีกครั้งหนึ่งเพื่อชีวิตในปัจจุบันและอนาคต…” และ “…ตำแหน่งพระเจ้าแผ่นดินในปัจจุบันนี้ไม่มีหน้าที่ที่จะบริหารประเทศ ต้องมีฝ่ายบริหารทำให้งานการทุกอย่างของชาติดำเนินไปได้ด้วยดี ต่างคนต่างมีหน้าที่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทำเฉพาะหน้าที่นั้น เพราะว่าถ้าคนใดทำหน้าที่เฉพาะของตัวโดยไม่มองไม่แลคนอื่น งานก็ดำเนินไปไม่ได้ เพราะเหตุว่างานทุกงานจะต้องพาดพิงกัน จะต้องเกี่ยวโยงกัน ฉะนั้นแต่ละคนจะต้องมีความรู้ถึงงานของผู้อื่นและก็ช่วยกันทำ…”

4

อย่างไรก็ตาม ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงตระหนักถึงบทบาทของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ พระราชกรณียกิจต่างๆจึงเน้นไปที่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎร ทรงทราบดีว่า พระองค์ทรงเป็นมิ่งขวัญและความหวังของประชาชนดังพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆที่เข้าเฝ้าฯถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2546 ความตอนหนึ่งว่า

“…การปกครองสมัยนี้แปลกดี กลับไปเหมือนอย่างเก่า กฎหมายประชาชนรับผิดชอบ ตอนนี้คนที่เดือดร้อนคือข้าพเจ้าเอง เดือดร้อนท่านรองนายกฯมาบอกว่า ทรงเป็นซูเปอร์ซีอีโอ แล้วใช้คำอะไรจำไม่ได้แล้ว แต่ว่าเข้าใจว่าเป็นซูเปอร์ซีอีโอ เราก็ลงท้าย เราก็รับผิดชอบหมด ประชาชนทั้งประเทศโยนให้พระเจ้าอยู่หัวรับผิดชอบหมด ซึ่งผิดรัฐธรรมนูญนะ รัฐธรรมนูญบอกเอาไว้ว่า พระเจ้าอยู่หัวไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย นี่ท่านแถวนี้ก็เป็นนักกฎหมาย แล้วกฎหมายก็บอกว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่รับผิดชอบอะไรเลย ตกลงเราไม่รับผิดชอบประเทศชาติ เมืองไทยไม่มีใครรับผิดชอบเลย ใครจะรับผิดชอบ…”

6

ตลอด 70 ปีบริบูรณ์ที่ผ่านมา เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงงานหนักมากที่สุดพระองค์หนึ่งของโลก แม้ในยามที่ทรงพระประชวรก็ยังทรงงานอยู่ ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินตลอด 24 ชั่วโมง หากจะเปรียบประเทศไทยเป็นดังรูปพีระมิด พระองค์ก็เปรียบดังประทับอยู่บนยอดพีระมิดของสังคม แต่เป็นพีระมิดหัวกลับ นั่นหมายถึงว่า พระองค์ได้ประทับอยู่ด้านล่าง ทำให้ทรงต้องเป็นผู้รองและแบกรับปัญหาทุกๆอย่างของประชาชน จึงมีรับสั่งกับบรรดาบุคคลที่ทำงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆอยู่เสมอว่า…“ความทุกข์ของประชาชนนั้น รอไม่ได้”

นิตยสารแพรวจึงขอกราบแทบเบื้องพระยุคลบาทด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันสุดจะพรรณนา เป็นล้นเกล้าล้นกระหม่อม และขอถวายพระพร ขอจงทรงพระเกษมสำราญ สถิตเป็นมิ่งขวัญของปวงเหล่าพสกนิกรไทยตลอดไปตราบนานเท่านาน

ที่มา : นิตยสารแพรว ฉบับที่ 883 ปักษ์วันที่ 10 มิถุนายน 2559

keyboard_arrow_up