เรื่องเล่าตามรอยเท้าพ่อ จากอดีตนายแพทย์ที่ตามเสด็จเป็นเวลาเกือบ 20 ปี ตั้งแต่เหนือจรดใต้

แพรวได้รับเกียรติจาก “พลเอก ชูฉัตร กำภู ณ อยุธยา” อดีตนายแพทย์ที่ได้โอกาสตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เป็นเวลาเกือบ 20 ปี ไปยังพื้นที่ทุรกันดารตั้งแต่เหนือจรดใต้ของประเทศไทย เป็นเรื่องเล่าทรงคุณค่าที่แพรวอยากให้คนไทยทุกคนได้อ่าน

พลเอก ชูฉัตร กำภู ณ อยุธยา เล่าว่า เริ่มทำงานที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าปี พ.ศ. 2516 โดยเป็นทั้งแพทย์และครูสอนนักศึกษา พอทำงานที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าได้ 1 ปี จากนั้นได้ทราบข่าวอันเป็นมงคลสูงสุดของชีวิตว่า นายแพทย์ประจำพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พลโท นายแพทย์ หม่อมหลวงจินดา สนิทวงศ์ (ท่านน้าของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ) ต้องการแพทย์ผู้ช่วยในการตามเสด็จ เวลาเสด็จฯไปทรงงานทั่วประเทศ ท่านอยากได้ผู้ช่วยผลัดละ 2 คน ทำงานผลัดละ 14 วัน ตอนทราบข่าวว่าได้รับเลือก ผมรู้สึกภาคภูมิใจมาก เป็นโอกาสวิเศษสุดของชีวิตที่ได้ถวายงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ผมยังจำได้ไม่ลืมเกี่ยวกับข้อคิดสำหรับแพทย์ที่ตามเสด็จ มีทั้งหมด 4 ข้อ คือ หนึ่ง มีความรู้ความสามารถในวิชาการนั้น ๆ สอง จงรักภักดีต่อราชวงศ์ สาม สามารถเข้ากับสังคมในพระราชสำนักได้ สี่ มีความเต็มใจ เพราะงานนี้ไม่มีการบังคับ ซึ่งผมก็รับคำด้วยความเต็มใจ

เรื่องเล่าตามเสด็จพระเจ้าอยู่หัว

ในครั้งนั้นมีทีมแพทย์ถึง 4 ผลัดที่สลับสับเปลี่ยนกันทำงาน แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระองค์เดียวที่ทรงงานตลอดเวลา โดยจะทรงงาน 3 วัน พัก 1 วัน ทริปนั้นรวมเวลาตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคมพ.ศ. 2517 ถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2518 พระองค์เสด็จฯไปหลายแห่ง ทั้งเชียงใหม่ แพร่ สุโขทัย พิษณุโลก เป็นการเสด็จพระราชดำเนินทั้งทางรถยนต์ เฮลิคอปเตอร์ และเครื่องบิน ในแต่ละวันกว่าจะเสด็จฯกลับถึงพระตำหนักก็เป็นเวลา 2 – 3 ทุ่ม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 โปรดการขับรถยนต์มาก บ่อยครั้งพระองค์ทรงขับรถยนต์พระที่นั่งเสด็จฯทรงงานตามพื้นที่ทุรกันดารด้วยพระองค์เอง ครั้งที่ผมจำได้ไม่ลืมเลยคือตอนเสด็จฯภาคใต้ ตอนนั้นผมอยู่ในขบวนรถตามเสด็จประมาณคันที่ 3 ซึ่งระหว่างทางสะพานข้ามคลองเกิดชำรุด คนที่อยู่ในรถคันเดียวกับผมยังคุยกันว่าจะไปต่ออย่างไร แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงขับรถยนต์พระที่นั่งลุยน้ำข้ามคลองไปฝั่งตรงข้าม พอทุกคนเห็นอย่างนั้นจึงต้องลุยตาม (หัวเราะ) โอ้โฮ…น้ำไหลโครมเข้ามาข้างในรถ ถ้าเป็นเรื่องช่วยเหลือชาวบ้าน พระองค์ท่านถึงไหนถึงกันจริงๆ ถ้าตั้งพระทัยแน่แล้วว่าวันนี้จะทรงงานที่ไหน จะทรงมุ่งมั่นอย่างเต็มที่

2

หลายครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงขับรถยนต์พระที่นั่งไปทรงงานด้วยพระองค์เองจากพระตำหนักไปหลายพื้นที่ ทั้งในจังหวัดนราธิวาส ยะลา ปัตตานี บางแห่งมีการเปิดเต็นท์รักษาประชาชนที่เจ็บป่วย เชื่อไหมว่าบางเคสผมเห็นแล้วตกใจมาก อย่างเด็กคนหนึ่งเป็นฝีที่บั้นท้ายจนผิวหนังเหี่ยวย่น หนองบวมเป่ง ผมบอกเด็กคนนั้นว่าอดทนหน่อยนะ จากนั้นก็กรีดหนองแตกกระเด็นมาโดนหน้าผม (หัวเราะ) สิ่งที่อยากบอกคือ คนต่างจังหวัดในสมัยนั้นลำบากมาก โรงพยาบาลหรืออนามัยก็ไม่ได้มีมากเหมือนวันนี้ ถ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ไม่เสด็จฯไปทรงช่วยเหลือ ไม่รู้ว่าหลายพื้นที่ต้องอยู่ในสภาพนั้นอีกนานแค่ไหน เหมือนเจ้าเด็กน้อยคนนั้น พอรักษาเสร็จก็ยิ้มแป้นกลับบ้าน แล้วทุกครั้งที่คณะแพทย์ต้องรักษาชาวบ้านในพื้นที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงพระเมตตาต่อพวกเรามาก อย่างครั้งหนึ่งขณะที่ผมกำลังรักษาคนไข้อยู่ แต่ถึงเวลาที่พระองค์ต้องเสด็จฯกลับพระตำหนักแล้ว แต่เมื่อเห็นคณะแพทย์ยังทำงาน จึงรับสั่งถามผมว่า “อีกนานไหมหมอ” พอผมตอบว่า เหลือคนไข้อีก 3 คนพระพุทธเจ้าข้า พระองค์ทรงพยักพระพักตร์แล้วทรงพระดำเนินไปคุยกับผู้ว่าราชการต่อ พระองค์ทรงรอให้แพทย์ทุกคนทำงานจนเสร็จสมบูรณ์ แล้วจึงออกเดินทางกลับพระตำหนักพร้อมกัน ทั้งที่ความจริงแล้วจะเสด็จฯกลับก่อนก็ได้ อีกเรื่องหนึ่งที่ผมได้รับพระเมตตาอย่างสูงคือ ถ้าพื้นที่บางแห่งมีคนไข้ที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดใหญ่ เช่น ไทรอยด์ หรือเนื้องอกที่เต้านม แบบนี้ต้องส่งไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่ผมจะนัดให้คนไข้ไปเวลาเช้ามากๆ เพราะช่วงบ่ายต้องตามเสด็จไปทรงงานต่อ แต่ความที่บางวันมีคนไข้ 3 – 4 เคส กว่าจะกลับถึงพระตำหนักก็บ่าย 2 โมง หิวข้าวซ่กเลย แต่นั่นเป็นเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ต้องเสด็จฯออกไปทรงงานแล้ว พอความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 กับสมเด็จพระบรมราชินีนาถ จึงรับสั่งว่า อย่าเพิ่งให้หมอชูฉัตรตามเสด็จ ให้พักกินข้าวก่อน ประมาณ 3 โมงเราค่อยออกไป

เรื่องเล่าตามเสด็จพระเจ้าอยู่หัว

ผมยังจำเหตุการณ์ครั้งหนึ่งที่สกลนครได้ ตอนที่พระองค์เสด็จฯถึง มีราษฎรรอรับเสด็จสองข้างทางยาวเหยียดเลย จู่ๆมีชายคนหนึ่งกราบทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ว่า “ขอสตางค์พระเจ้าค่ะ” พวกเราที่ตามเสด็จก็ตกใจกันใหญ่ แต่พระองค์ทรงถามชายคนนั้นว่า “นายชื่ออะไร ทำอาชีพอะไร ทำไมจึงไม่มีเงิน เป็นคนของหมู่บ้านไหน อำเภออะไร” หลังจากนั้นรับสั่งให้ตามผู้ใหญ่บ้านกับกำนันมาพบ กลายเป็นเรื่องใหญ่โต พระองค์ไม่ได้ทรงเรียกคนเหล่านั้นมาต่อว่านะครับ แต่ทรงถามด้วยความเป็นห่วงว่า ทำไมชายคนนี้ไม่มีเงิน ถ้าเขามีอาชีพต้องมีรายได้ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นห่วงราษฎรและทรงละเอียดมาก ทรงไม่ปล่อยผ่านแม้กระทั่งเรื่องเล็กน้อย พระองค์ตั้งพระทัยช่วยเหลือราษฎรให้มากที่สุดเท่าที่ทรงทำได้ อีกครั้งที่ภาคใต้ ผมจำไม่ได้ว่าจังหวัดอะไร มีราษฎรมารับเสด็จกันเนืองแน่น จนผมแอบคิดไม่ได้ว่าคนทั้งเมืองมาอยู่ที่นี่กันหมดหรือเปล่า ชาวบ้านหลายคนเข้ามากราบขอจับพระหัตถ์ไปกอด จับพระบาทลูบไปมา ไม่ว่าราษฎรจะแสดงความรู้สึกจงรักภักดีเนิ่นนานแค่ไหนก็รับสั่งไม่ให้กีดกันเวลาราษฎรเข้าเฝ้าฯ กระทั่งครั้งหนึ่งความที่มีชาวบ้านจำนวนมาก เล็บของสักคนข่วนโดนพระหัตถ์ขวาของพระองค์จนพระโลหิตไหล ผมเห็นพระองค์ทรงสะดุ้ง แต่ไม่ได้รับสั่งว่าอะไร เพียงแต่ทรงพระดำเนินมาหาผมเพื่อขอให้ใช้แอลกอฮอล์ล้างแผลและติดปลาสเตอร์ยาที่พระหัตถ์ หลังจากนั้นจึงเสด็จฯกลับไปหาชาวบ้านต่ออีกเป็นเวลานาน

4

พอเล่าถึงเรื่องนี้ ทำให้ผมไม่รู้สึกแปลกใจเลยว่าเพราะเหตุใดหลายปีที่ผ่านมานี้ เวลามีข่าวว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จฯมาประทับที่โรงพยาบาลศิริราช หรือวันที่เสด็จฯกลับพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน จึงมีผู้คนมากมายไปนอนค้างคืนที่โรงพยาบาลเพื่อรอเข้าเฝ้าฯและถวายพระพรทรงพระเจริญ เพราะหลายสิบปีก่อนหน้านั้นพระองค์ทรงทำหลายสิ่งอย่างเพื่อประเทศไทยและคนไทย พระองค์ทรงมีแต่ให้อย่างแท้จริง

ที่มา : นิตยสารแพรว คอลัมน์สัมภาษณ์ ฉบับที่ 871

keyboard_arrow_up