มหัศจรรย์ Unseen รูปในหลวง คนไทยโชคดีกว่าใครในโลก

ถ้าคุณเป็นคนไทยที่รับรู้เรื่องราวและสิ่งที่ “ในหลวง” ทรงทําเพื่อประเทศชาติและประชาชนมานานกว่า 7 ทศวรรษ คุณจะพูดถึงความรู้สึกที่มีต่อพระองค์ท่านอย่างไร สําหรับบุคคลทั้ง 6 พวกเขาแสดงออกความรู้สึกนี้ในรูปแบบแตกต่างกัน แต่เมื่อทุกคนมารวมตัวกัน จึงเป็น “มหัศจรรย์ Unseen รูปในหลวง” ที่คุณอาจไม่เคยเห็นจากที่ไหน
ในหลวง
ชูศักดิ์ วิษณุคํารณ
“ในหลวง” ของผมคือ “ภูมิพลโพธิสัตว์”
แค่เอ่ยชื่อ “อาจารย์ชู” ก็เชื่อว่าศิลปินวาดภาพลูกศิษย์ลูกหาหลายคนคงรู้จักผลงานเขาดีในฐานะศิลปินสร้างสรรค์พระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมานานกว่า 15 ปี และอาจเรียกได้ว่าเป็นศิลปินคนเดียวที่ได้รับเลือกให้วาดพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ด้วยความสูงเท่ากับตึก 4 ชั้น อีกหนึ่งผลงานที่เขาภูมิใจและเผยให้แพรวเห็นเป็นที่แรก ยังไม่รวมอีกหนึ่งผลงานเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจ ของพระองค์ท่านด้วยความยาว 80 เมตร ที่ทําให้รู้ว่าคนไทยโชคดีกว่าใครในโลก
1.2
1.1
“ผมวาดรูปเลี้ยงชีวิตมาเกือบ 50 ปีแล้ว ส่วนใหญ่เป็นงานเขียนรูปสวยงามที่คนซื้อไปประดับบ้าน” อาจารย์ชู ชื่อที่ลูกศิษย์เรียกติดปากเปรยกับเรา ก่อนเล่าถึงภาพไฮไลท์สําคัญ “พระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงยืนคู่กันสูง 8 เมตร จะนําไปติดที่อาคารสินธร เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม ปี 2558 จะเป็นประวัติศาสตร์ของประเทศที่มีพระบรมสาทิสลักษณ์ในหลวงและพระราชินีใหญ่ขนาดนี้ ส่วนมากที่เราเห็นกันคือ เขาเขียนขึ้นเป็นคัตเอ๊าต์ขนาดใหญ่ในช่วงวันสําคัญๆ ที่มีพิธีการที่ท้องสนามหลวง พอหมดหน้าเทศกาลก็รื้อออก ถ้าไม่รู้จะเก็บไว้ที่ไหนก็ทาสีทับไป แต่พระบรมสาทิสลักษณ์องค์นี้จะอยู่เป็นร้อยปี เพื่อให้คนรุ่นหลังเห็นว่าการเขียนพระบรมสาทิสลักษณ์ในหลวงต้องเขียนพระราชอิสริยยศต่างๆ ให้ถูกต้องด้วย ซึ่งหลายท่านมักมองข้ามไป เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องเล็ก แต่นี่คือพระราชอิสริยยศของพระองค์ท่าน ถ้าเขียนผิด ภาพนี้ก็จะผิดไปนานเป็นร้อยๆ ปี เพราะฉะนั้นก่อนเขียนพระบรมสาทิสลักษณ์องค์นี้ ผมจึงหาตํารามาศึกษาให้รู้จริงเกี่ยวกับเครื่องทรงทั้งหมด ทําทุกอย่างให้ถูกต้อง เพื่อเป็นต้นแบบให้ลูกหลานศิลปินรุ่นหลัง
“ส่วนอีกผลงานหนึ่ง เป็นภาพวาดยาว 80 เมตร เป็นภาพพระราชกรณียกิจตั้งแต่วันขึ้นครองราชย์ จนถึงวันที่เหลืองเต็มแผ่นดินเป็นการบันทึกเรื่องราวของพระองค์ท่าน ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ร้อยปีก็ตาม งานชิ้นนี้จะเป็นสิ่งบ่งบอกถึงความรู้สึกของมหาชนที่มีต่อพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ ใช้เวลาเขียนสามปีแล้ว ยังไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ตั้งใจจะใช้เวลาเขียนทั้งหมด 4 ปี แล้วนำไปติดที่ศาลาเฉลิมพระเกียรติวัดด่าน พระราม 3” จากเดิมที่อาจารย์ชูเคยวาดภาพสวยงามขาย เพื่อทำมาหากินเลี้ยงชีวิต ทุกวันนี้แทบจะเรียกได้ว่า ไม่มีเวลาวาดภาพแบบอื่นเลยนอกจากพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระเจ้าอยู่หัว โดยมีที่มาจากเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว เขาสนิทสนมกับเจ้าของห้างซีคอนสแควร์ เพราะเคยช่วยวางแผนทำโฆษณามาก่อน ช่วงนั้นห้างเพิ่งเปิดได้ปีเดียว เขาจึงชักชวนเจ้าของห้างทำกิจกรรมเทิดพระเกียรติพระเจ้าอยู่หัว โดยเชิญศิลปินทั่วประเทศวาดพระบรมสาทิสลักษณ์ โดยไม่มีการแบ่งรั้วแบ่งค่าย และนำพระบรมสาทิสลักษณ์เหล่านั้นมาจัดแสดง กลายเป็นต้นแบบของการจัดอาร์ตแกลเลอรี่ในห้าง เพราะเหตุนี้เขาจึงเริ่มศึกษาพระราชประวัติของพระองค์ท่านอย่างจริงจัง
“ผมชอบอ่านเรื่องราวประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา พอได้มาศึกษาพระราชประวัติรัชกาลที่ 9 ทำให้รู้ว่า ความจริงพระองค์ท่านทรงหลุดจากวงโคจรการเป็นกษัตริย์ ตั้งแต่ทรงย้ายไปประทับที่ต่างประเทศแล้ว ไม่มีทางที่จะทรงเป็นพระมหากษัตริย์ได้เลย แล้วทำไมพระองค์ท่านจึงทรงมาอยู่ตรงนี้ ทำให้ผมเข้าใจกฎแห่งกรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้เมื่อสองพันกว่าปีว่า ‘มนุษย์เรานั้นถูกกำหนดมาตั้งแต่อดีตชาติ ไม่มีอะไรที่จะเป็นเหตุบังเอิญ’ “ผมจึงเชื่อว่า พระองค์ท่านทรงถูกกำหนดให้มาทำคุณประโยชน์กับประเทศนี้ ทั้งที่สมเด็จย่าทรงเป็นสามัญชน แต่ทรงเป็นแม่ที่วิเศษมาก เพราะทรงเป็นแม่ของกษัตริย์ถึงสองพระองค์ และเป็นตระกูลที่ทำคุณให้แก่แผ่นดินทุกพระองค์ ตั้งแต่สมเด็จพระราชบิดา สมเด็จย่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ในหลวงรัชกาลที่ 8 และพระองค์ท่าน เฉพาะพระเจ้าอยู่หัวพระองค์เดียว ก็ทรงมีโครงการในพระราชดำริกว่าสี่พันโครงการ มีมนุษย์คนไหนทำได้แบบนี้บ้าง ถ้าไม่ใช่ผู้มีบารมี ถ้าคุณไม่สนใจ ก็อาจมองเป็นเรื่องธรรมดาว่า ก็เพราะเป็นพระเจ้าอยู่หัวนี่ แต่กษัตริย์ในประเทศอื่นมีแบบนี้ไหม หรือการที่คนใส่เสื้อเหลืองทั้งแผ่นดิน มีใครนัดคนให้ออกจากบ้านมาได้มากขนาดนี้ไหม ผู้คนในทุกจังหวัดต่างจุดเทียนชัยถวายพระพรในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา มีใครทำได้บ้าง ถ้าไม่ใช่เพราะพระบารมีที่สั่งสมมา ผมจึงเรียกพระองค์ท่านว่า ‘ภูมิพลโพธิสัตว์’ และถ้าอีกเป็นแสนปี ที่มนุษย์เราต้องตายแล้วเกิดๆ ท่องเที่ยวอยู่ในวัฏสงสาร ไม่รู้กี่โกฏิชาติ ผมเชื่อว่าต่อไปเราอาจได้เรียนรู้เรื่องราวของ ‘ภูมิพลโพธิสัตว์’ เหมือนที่เราเรียนรู้เรื่องพระเจ้าสิบชาติอย่างพระมหาชนก พระเตมีย์ใบ้ ฯลฯ ก็เป็นได้“หลังจากผมอ่านและศึกษาพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านแล้ว จึงคิดว่าบั้นปลายชีวิตอยากเขียนเรื่องราวของพระเจ้าอยู่หัวให้คนรุ่นหลังได้เห็นไปอีก 300-400 ปี ศิลปินประเทศนี้เกือบทุกคนที่เขียนรูปเป็นจะรู้สึกเป็นบุญกุศล และภาคภูมิใจที่ได้เขียนพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระองค์ท่าน ซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในนั้น ทั้งที่ผมไม่ใช่มืออาชีพเขียนพอร์เทรตเหมือนอาจารย์หลายท่านที่เป็นมือฉมัง จนผมต้องคารวะ แต่ผมเขียนด้วยความเคารพเทิดทูน ใช้ความรู้ ความสามารถของเรา เขียนจากการศึกษาและสิ่งที่เรารับรู้ “ดังนั้นงานของผมจึงมีเอกลักษณ์คือ พระเจ้าอยู่หัวของผมต้องมีเทวดา มีความยิ่งใหญ่ มีเรื่องราวความเป็นมา ผมมีความประทับใจในพระองค์ท่าน ซึ่งไม่ใช่คนธรรมดา ในความรู้สึกผม ไม่ว่าเสด็จฯ ที่ไหนจะมีเทวดาดูแล ถ้าลูกศิษย์ลูกหาผมเห็นปั๊บ ไม่ต้องดูลายเซ็นก็รู้ว่านี่คือผลงานของผม เพราะผมไม่ได้เขียนภาพพอร์เทรตโดยใส่แบ็กกราวนด์ให้มีน้ำหนักเหมือนฝรั่งมังค่าสมัยเรอเนสซองซ์ และดูเหมือนเทวดาท่านจะเมตตาผมนะ ท่านมองดูผมทำงานทุกวัน เวลาผมไม่มีสตางค์ค่าผ่อนรถ ค่าบัตรเครดิตที่ธนาคารทวงมาแล้ว ผมจะไหว้พระและพูดขอเทวดา เชื่อไหมว่าทุกครั้งที่ขอ ไม่เกินสามวัน มีคนซื้อพระบรมสาทิสลักษณ์ที่ผมวาดไปบูชา พระบรมรูปที่ผมวาด จึงเหมือนเป็นการเผยแพร่พระเกียรติคุณที่ยิ่งใหญ่อลังการและน่าศรัทธาของพระองค์” จนถึงวันนี้ อาจารย์ชูยังวาดพระบรมสาทิสลักษณ์พระเจ้าอยู่หัวทุกวัน จำนวนเป็นร้อยองค์แล้ว มีทั้งองค์ที่มีคนมาขอซื้อไปบูชาที่บ้าน บางองค์เขาเก็บไว้ที่สตูดิโอส่วนตัว และมีองค์หนึ่งที่เขาวาดและนำไปทูลเกล้าฯถวายที่โรงพยาบาลศิริราช
“การเขียนพระบรมสาทิสลักษณ์ ไม่เหมือนเขียนรูปคนธรรมดา ผมยกมือไหว้ขอพระบรมราชานุญาตก่อนเขียนทุกครั้ง เพราะการเขียนพระบรมรูปก็เหมือนเขียนรูปพระพุทธเจ้า เพราะเราเขียนของสูงที่เรานับถือ ซึ่งต้องยกมือไหว้ก่อนเขียนเหมือนกัน ในความรู้สึกผม การได้เขียนพระบรมสาทิสลักษณ์ทุกวัน ก็เหมือนได้เข้าเฝ้าฯทุกวัน เขียนแล้วมีความสุข อย่างพระบรมสาทิสลักษณ์ที่ผมเขียนและนำไปทูลเกล้าฯ ถวายที่โรงพยาบาลศิริราช ชื่อรูป ‘ไกลกังวล หมายเลข 2’ (เขาเล่าพร้อมกับเปิดหนังสือที่มีพระบรมรูปดังกล่าวตีพิมพ์ให้ดู) “ภาพของจริง มีพยาบาล หมอ ยืนอยู่ด้านหลังพระองค์ท่านที่ประทับรถเข็น แต่ผมวาดโดยให้พระองค์ท่านทรงนั่งพระเก้าอี้สบายๆ กับคุณทองแดง พระองค์ท่านโปรดเกล้าฯให้ราชเลขาฯส่งหนังสือขอบใจมา ซึ่งผมเก็บหนังสือฉบับนั้นไว้เป็นมงคลชีวิต ไว้ให้ลูกหลานดูว่าควรเดินตามรอยพระองค์ท่านต่อไป
“ผมคิดว่าคนไทยทั้งประเทศ ไม่ว่าใครก็ตาม เมื่อพูดถึงพระองค์ท่าน ล้วนแต่เป็นสิ่งที่พวกเราคุ้นเคยทั้งสิ้น แต่ผมอยากให้ทุกคนมองว่า สิ่งที่พระองค์ท่านทรงทำทุกวันนี้ ทรงทำเพื่ออะไร อยากให้ตีโจทย์ตรงนี้ เรื่องความดีงามของพระองค์ท่าน คงไม่ต้องยกยอ ไม่ต้องสรรเสริญถวายพระพรให้วุ่นวาย เพราะเป็นสิ่งที่อยู่ในใจและสายเลือดพวกเราทุกคนหมดแล้ว แต่จงดูสิ่งที่พระองค์ท่านทรงทำ และทำตามอย่างด้วยความมุ่งมั่น “ถามว่าพระองค์ท่านทรงพระราชนิพนธ์เรื่อง พระมหาชนก เพื่ออะไร ทำไมจึงทรงนำเรื่องนี้มาบอกคนไทย ไม่ทรงนำเรื่องพระเตมีย์ใบ้ หรือพระวิธุรบัณฑิตมา พระองค์ท่านทรงมีนัยอย่างไร บางคนดูแค่สนุกและผ่านไป ที่มีความรู้มากหน่อยก็ไม่เชื่ออีกต่างหาก ผมคิดว่าการที่พระองค์ท่านนำเรื่องพระมหาชนกมาสอน เพราะทรงต้องการให้ลูก ๆ ซึ่งเป็นคนไทยทั้งหมดยึดความพอเพียง และอย่าถอดใจเวลาทำภารกิจทุกอย่าง เพราะความเพียรจะนำไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริง
“ถอดใจ…เท่ากับแพ้”
เครดิตภาพ : โยธา รัตนเจริญโชค

9
ศรัณย์ ภัทโรพงศ์
เมื่อความพอเพียง = ความสุข
เพราะชอบงานศิลปะมาแต่ไหนแต่ไร ทุกครั้งที่มีโอกาสชมภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เขาต้องรู้สึกอยากได้ไว้ครอบครอง แม้จะออกตัวว่าไม่ใช่นักสะสมศิลปะตัวเป้ง แต่คุณอู๋ – ศรัณย์ เจ้าของรีสอร์ทวิลล่ามารดาดี เชียงใหม่ ก็มักได้เป็นเจ้าของภาพในหลวงที่มีเทคนิคแปลกและแตกต่างจากภาพในหลวงที่เห็นกันเกร่อตามท้องตลาด
ในหลวง1-3
“ผมชอบงานศิลปะ แรก ๆ ไม่ได้เจาะจงว่าชอบอะไรเป็นพิเศษ แต่ทุกครั้งที่ดูงานศิลปะที่เป็นพระบรมสาทิสลักษณ์ในหลวง ผมให้ความสนใจมาก จะรู้สึกใจสั่น อยากได้มาอยู่กับเรา ซึ่งงานศิลปะพระบรม-สาทิสลักษณ์ของในหลวงส่วนใหญ่มักเป็นงานการกุศลและสร้างสรรค์ขึ้นในหลากหลายเทคนิค ทั้งของคนจบศิลปากรที่ทำงานศิลปะ และไม่ได้ทำงานศิลปะ

“กระทั่งสะดุดตาผลงานของคุณวรวิทย์ แก้วศรีนวม ดูไม่รู้ว่าเป็นภาพถ่ายหรือภาพวาด เขาบอกว่าเป็นภาพถ่าย เขานั่งดื่มน้ำ แล้วน้ำหก จึงลองเอาน้ำเกลี่ย วาดเป็นพระพักตร์ในหลวงตามจินตนาการและถ่ายภาพนั้นเก็บไว้ ตั้งชื่อภาพว่า ‘น้ำแห่งชีวิต’ ผมเห็นครั้งแรกแล้วชอบ ขอซื้อเลย เป็นความประทับใจที่เขาคิดตรงกับเรา พระองค์ท่านทรงงานเกี่ยวกับน้ำมากมาย รวมทั้งน้ำพระทัยที่ทรงมีต่อประชาชนด้วย” เขายังได้รู้จักศิลปินผ่านโลกโซเชียลอีกเป็นจำนวนมาก อย่างเช่น อดีตผู้กำกับหนังโฆษณา วธน กรีทอง ที่ถึงจุดอิ่มตัวกับงานภาพยนตร์และอยากกลับมาทำงานศิลปะ จึงหาเลี้ยงชีพด้วยการวาดภาพสีน้ำพระบรมสาทิสลักษณ์ในหลวง

“วันหนึ่ง คุณวธนบอกผมว่าจะอดตายแล้ว ผมจึงบอกว่าชอบงานของเขา อยากขอซื้อ ผมเห็นพระบรมสาทิสลักษณ์ในหลวงทุกองค์ที่เขาวาดแล้วรู้สึกสะเทือนใจ เพราะเขาจับมุมมองเล็ก ๆ ของพระองค์ท่านมาขยาย สื่อความหมายได้อย่างกินใจ และเป็นมุมมองที่ทำให้ผมสื่อกับงานศิลปะที่เขาแสดงออกมา จึงเหมาซื้องานของเขามาตลอดทีละห้าองค์ สิบองค์ จนทุกวันนี้มีงานของเขาไม่ต่ำกว่า 30 องค์ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า เท่ากับว่าในหลวงทรงให้โอกาสคนหาเลี้ยงชีพได้ด้วย พระบรมสาทิสลักษณ์ของพระองค์ท่าน มีองค์หนึ่งที่เขาส่งไปประมูลเพื่อให้คนบริจาค ปรากฏว่ามีคนประมูลผลงานของเขาสูงถึง 60,000 บาท ผมพลอยดีใจไปกับเขาด้วย

“ส่วนภาพนี้ของศิลปินป็อปอาร์ตชื่อดัง โลเล – ทวีศักดิ์ ศรีทองดี ซึ่งค้นพบเทคนิคนี้จากการวาดพระบรมสาทิสลักษณ์รัชกาลที่ 5 ขณะทรงนั่งทอดปลาทู โดยการใช้สีอะคริลิกรองพื้นชั้นแรก พอสีแห้งปุ๊บสวยเลย ไม่ต้องทำอะไรต่อ พอเป็นในหลวงรัชกาลที่ 9 เขาก็ใช้เทคนิคนี้ ซึ่งคนมองว่าเป็นสีน้ำ แต่ที่จริงเป็นสีอะคริลิกบนผ้าใบ อาจพูดได้ว่าเป็นพระบรมสาทิสลักษณ์ในหลวงที่ผมรักที่สุดก็ว่าได้ ความที่เป็นงานศิลปะ มีความสมบูรณ์ลงตัวโดยไม่ต้องบรรยาย

“พระบรมสาทิสลักษณ์องค์ต่อมา แม้ไม่ใช้เทคนิคพิเศษ แต่ใครเห็นภาพนี้ ส่วนมากต้องถามว่าเป็นภาพถ่ายหรือเปล่า พอบอกว่าเป็นดรออิ้ง ทุกคนจะบอกว่าไม่น่าเชื่อ เป็นพระบรมสาทิสลักษณ์ของในหลวงและพระราชินีเสด็จฯไปทรงเยี่ยมประชาชนทางรถไฟ เป็นรูปดรออิ้งขาว – ดำ ผลงานของลาภ อำไพรัตน์ ศิลปินชาวสุราษฎร์ธานี บ้านเกิดเดียวกับผม แม้จะเป็นภาพที่เคยผ่านตามาบ้าง แต่ที่เคยเห็น ไม่ชัดเจนเท่ารูปนี้ ผมชอบพระอิริยาบถของสองพระองค์ที่ทรงทักทายประชาชน เห็นแล้วอบอุ่น สามารถจินตนาการย้อนกลับไปตอนที่พระองค์ท่านเสด็จขึ้นครองราชย์ใหม่ ๆ ได้ เห็นความอบอุ่นและไมตรีของพระองค์ท่าน ซึ่งรูปนี้สื่ออารมณ์ออกมา ผมมีโอกาสได้คุยกับคุณลาภ จึงรู้ว่างานดรออิ้งมีหลายระดับ แต่งานของเขารูปหนึ่งใช้เวลามาก ใช้พลังเยอะ จึงทำให้งานของเขาละเอียดกว่าของคนอื่น ซึ่งคนวงการศิลปะหรือคนเขียนดรออิ้งล้วนให้การยอมรับผลงานของเขาเป็นอีกรูปหนึ่งที่ผมประทับใจมาก

“ถ้าย้อนกลับมาดูจะเห็นว่าเป็นเพราะพระบารมีของพระองค์ท่านที่ทรงแผ่ไปถึงประชาชนกลุ่มเล็ก ๆ ในวงการศิลปะและผมซึ่งเริ่มสนใจงานศิลปะได้มารู้จัก อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เกื้อกูลกัน” ทุกวันนี้พระบรมสาทิสลักษณ์ในหลวงนับร้อยองค์ที่เขามี ได้อัญเชิญไปประดิษฐานในห้องพักภายในรีสอร์ทของเขาทุกหลังด้วยเหตุที่ว่า

“ผมชอบคำที่บอกว่า รูปที่มีทุกบ้าน ผมทำรีสอร์ท มีชาวต่างชาติมาพัก จึงอยากให้เขารู้สึกว่าแต่ละห้องเป็นเหมือนบ้านของเขานะ จึงอัญเชิญพระบรมสาทิสลักษณ์ไปประดิษฐานไว้ตามอารมณ์ของห้องนั้น ๆ สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป และยังมีอีกหลายองค์ที่ยังไม่ได้ใส่กรอบถ้าเจอ ผมก็จะขอเก็บไว้อีก โดยไม่ได้สนใจว่าเป็นผลงานของศิลปินคนไหน ขอให้เป็นพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระองค์ท่านก็พอ

“ยิ่งผมนำพระราชดำรัสคำว่า ‘พอเพียง’ ของพระองค์ท่านมาตีความ ทำให้ผมยิ่งเกิดความศรัทธา พระราชดำรัสนี้ลึกซึ้ง ทำให้เราพบความสุขได้เงินน้อยหน่อย แต่มีความสุข และนำสิ่งนี้มาทำให้ชีวิตครอบครัวเรามีความสุขด้วย ผมคิดว่าถ้าทุกคนในเมืองไทยยึดหลักนี้ ทุกคนจะเกิดความสมดุล ประเทศเราจะมีความสุขกว่านี้

“ถ้าถามว่าผมรักพระองค์ท่านตรงไหน ก็ตรงที่ทรงเป็นผู้ให้ประเทศไทยมาตลอด ซึ่งผมเชื่อเหมือนกับเพลงที่คุณดี้ – นิติพงษ์แต่งว่า พระองค์ท่านคือเทวดาที่มีลมหายใจ”

เครดิต : เรื่อง ดั่มดั๊มพ์ ภาพ โยธา รัตนเจริญโชค, วรสันต์ ทวีวรรธนะ

14
ณรัฐ นภาวรรณ
นักสะสมพระบรมฉายาลักษณ์นับพันองค์! 
คุณเต้ย – ณรัฐ นภาวรรณ มีความสนใจและสะสมพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมากมายนับพันองค์ในทุกขนาด และบางองค์ก็มีมูลค่าสูงเกือบแสนบาทแต่เขาก็ยินดีสะสม “ผมว่าอาจมีคนสะสมพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงมากกว่าผม เพียงแต่เขาจะเปิดตัวหรือเปล่า”

ในหลวง

คุณเต้ยเกริ่นถึงความยินดีที่จะเปิดโอกาสให้ผู้อ่าน แพรว ได้ร่วมชื่นชมพระบรมฉายาลักษณ์อันล้ำค่าในวาระอันเป็นมงคลนี้ “ผมเริ่มสะสมจากความชอบนี่ละครับ แต่ผมสะสมรวมราชวงศ์ทั้งหมด ไม่ได้เจาะจงว่าเป็นพระองค์ไหน ตอนแรกที่ซื้อไม่มีความรู้เลย เพราะไม่มีครูสอน ซื้อของจริงของปลอมก็ไม่รู้ ถ้าชอบและสวยถูกใจก็ซื้อเลยตอนหลังเริ่มรู้ว่าอันไหนของจริงของปลอม อัดด้วยกระดาษอะไร รู้เรื่องมากขึ้น ก็ไปถูกทิศถูกทาง

“สมัยเด็กผมไม่ได้สนใจเรื่องนี้มาก่อน ก็สนใจศิลปะแฟชั่นทั่วไป เหมือนเพิ่งมาระลึกชาติได้ตอนอายุ 30 ปี (หัวเราะ) สงสัยเคยเกิดในยุคก่อนเมื่อถึงเวลาจึงต้องหันมาสะสมภาพพวกนี้ ก็สะสมเรื่อยมาได้จนตอนนี้มีมากนับพันองค์ คิดเป็นจำนวนเงินก็เยอะอยู่ ต้องบอกว่า ผมโชคดีที่ทำกิจการส่งออกของครอบครัว และคุณพ่อคุณแม่ก็สนับสนุน ตอนเศรษฐกิจรุ่ง ๆ กิจการที่บ้านปีหนึ่ง 365 วัน ทำงานกัน 364 วันบวกโอที หยุดวันแรงงานวันเดียว ทำไม่ทันจริง ๆ มีออร์เดอร์ล้นข้ามปี แต่ช่วงหลังซบเซาลงมาก ผมก็ทำธุรกิจขายหนังสือเก่าออนไลน์เสริมชื่อ ‘ร้านหนังสือลุงโจง’ ”

คุณเต้ยเล่าว่า พระบรมฉายาลักษณ์องค์แรกที่เขาซื้อมาสะสมนั้น ไม่ใช่ในหลวงรัชกาลปัจจุบัน “เริ่มจากว่า วันนั้นไปเดินแถวตลาดคลองถม แล้วเห็นภาพถ่ายโบราณพวกนี้วางอยู่ มีความรู้สึกว่าอยากได้ ภาพแรกที่ซื้อคือ พระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 7 ทรงชุดนายทหาร ราคาสัก 3,000 บาท เป็นภาพที่ทำขึ้นใหม่ ไม่ใช่ภาพออริจินัล ซื้อโดยไม่มีความรู้อย่างที่บอก จนตอนหลังรู้มากขึ้นจึงซื้อมาเรื่อย ๆ และเน้นหนักที่พระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 9 รัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 8

ในหลวง 1-5

“สำหรับในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ผมซื้อสะสมไว้มากนั้น เป็นเพราะผมเรียนรู้มาว่า พระองค์ท่านทรงทำคุณประโยชน์ให้แผ่นดินมากมายและผมก็เกิดในรัชสมัย ถ้าถามถึงความประทับใจส่วนตัว ผมชอบพระราชจริยวัตรในสิ่งที่ทรงทำให้ประชาชนอยู่แล้ว ทรงเปรียบเสมือนพ่อเหมือนพระ ทรงทำทุกอย่างเพื่อคนไทย ไม่เคยเห็นว่าทรงมีวันหยุดจนช่วงหลังมีพระชนมพรรษามากขึ้นเรื่อย ๆ ก็อาจจะไม่เสด็จออกให้ประชาชนเห็น ก็คงเหมือนพ่อเราที่อายุ 70 – 80 ปีแล้วจะให้ท่านออกมาเดินต๊อก ๆ ทำงานให้เห็นก็คงไม่ใช่ แม้จะทรงพระประชวรอยู่ แต่พระองค์ท่านก็ยังทรงงานอยู่ตลอด นี่เป็นความประทับใจส่วนตัว แล้วในหลวงรัชกาลที่ 5 ก็ทรงทำประโยชน์สารพัดให้ประเทศไทยมีเอกราชอย่างทุกวันนี้ จึงเหมือนว่าผมโฟกัสไปที่พระราชกรณียกิจ และมีอินเนอร์ว่า พระองค์ท่านทรงทำเพื่อคนไทยมากมาย”

สำหรับเทคนิคในการเลือกซื้อพระบรมฉายาลักษณ์แต่ละองค์นั้นเขาบอกว่า “ตอนแรกผมเลือกซื้อจากที่เป็นพอร์เทรตก่อน เป็นพระบรม-ฉายาลักษณ์ที่มีความคมชัด สวยงาม และเป็นทางการ ตอนหลังพออินมากขึ้น บางช่วงก็ไม่มีภาพจะให้ซื้อ จึงขยายขอบข่ายเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ในพระอิริยาบถต่าง ๆ ความจริงพระบรมฉายาลักษณ์ที่ติดตามบ้านตามสถานที่ต่าง ๆ มีไม่กี่แบบหรอกครับ เวลาจะเลือกซื้อก็ต้องดูองค์รวม ถ้าจะดูว่าเป็นพระบรมรูปเก่าแค่ไหนก็ต้องเปิดกรอบออกมาเพื่อดูเนื้อกระดาษ ซึ่งจะดูได้จากตรงนี้ เพราะทุกวันนี้มีการทำปลอมด้วยการสแกนระบบดิจิทัล แล้วมีวิธีปรุงให้ดูเก่า หากรอบเก่าโบราณ ๆ ใส่มาหลอกขายว่าเป็นของเก่าก็เยอะ ซึ่งวิธีที่จะรู้ว่าเก่าจริงไหมคือ ดูเนื้อกระดาษของภาพ เท่าที่ผมซื้อมาก็ไม่ถึงกับได้เปิดดูเสมอไปต้องใช้ความเชื่อใจกันในการซื้อ เพราะบางทีก็เปิดไม่ได้หรอก เจ้าของเขาไม่ยอม

“พระบรมฉายาลักษณ์ที่ผมซื้อมาทั้งหมดมีตั้งแต่ราคาหลักร้อยถึงเฉียดแสน มีตั้งแต่ขนาดโปสต์การ์ดที่ส่วนใหญ่จัดพิมพ์โดยสภากาชาดไทย เพื่อนำออกจำหน่ายหารายได้เข้าการกุศลในสมัยก่อน จนถึงขนาด 20 × 24 นิ้ว ลักษณะเป็นภาพใหญ่ที่ติดตามบ้านกับสถานที่ราชการหรือสำนักงานเอกชน พระบรมฉายาลักษณ์องค์ที่แพงที่สุดคือ ราคา 70,000 บาท เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงฉลองพระองค์ทหารเรือ แม้จะเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ที่คุ้นตากัน แต่เหตุที่มีราคาแพง เพราะความคมชัด ความเก่า แต่สภาพยังสมบูรณ์ ถ้าจะหาพระบรมฉายาลักษณ์เดียวกันนี้ที่มีความคมชัดกว่าที่ผมมีอยู่จริง ๆ คงหาได้ยาก

“อีกภาพที่มีราคารองลงมา ผมซื้อในราคา 35,000 บาท ได้มาจากร้านขายข้าวแกงแถวบ้านผมนี่ละ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ที่ทรงประดับเหรียญอิสริยาภรณ์เพียงเหรียญเดียว ในวงการเรียกว่า ‘ภาพเหรียญเดี่ยว’ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ที่ทรงฉายพระรูปขณะดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระอนุชาธิราช พอเสด็จขึ้นครองราชย์ ทางสำนักพระราชวังก็ใช้พระบรมฉายาลักษณ์องค์นี้เป็นทางการแทน เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ที่เป็นทางการที่เก่าที่สุด หลังจากนั้นก็จะเห็นพระบรมฉายาลักษณ์ที่ทรงประดับเหรียญเพิ่มเป็นสองเหรียญ สามเหรียญ ตอนไปขอซื้อภาพนี้ทีแรกภรรยาเจ้าของร้านไม่ยอมขาย จนผมได้เจอตัวเจ้าของร้าน เขาบอกผมว่า ถ้าจะซื้อไปขายต่อ เขาไม่ขาย ผมต้องบอกว่า จะซื้อมาเก็บไว้เพื่อสะสม และสักวันหนึ่งจะจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ เขาก็ยินดีขายให้เลย ซึ่งราคาขายนี่ เราสามารถสำรวจในตลาดของวงการนี้ได้ว่าน่าจะประมาณเท่าไร แต่เราต้องพิจารณาเองว่า คุ้มและชอบมากพอที่จะจ่ายเงินซื้อหรือเปล่า ซึ่งตอนนี้ราคาโดดขึ้นมามาก เมื่อเปรียบเทียบกับสิบปีก่อน ราคาขึ้นมาเกือบ 3 เท่า กับอีกเรื่องหนึ่งคือ ไม่มีของให้ซื้อด้วย เพราะถ้าไปอยู่ในมือของนักสะสมที่มีเงิน โอกาสปล่อยของออกมาก็ยาก แต่ถ้าอยู่ตามบ้านเก่า โอกาสแบบนั้นจะออกมาได้ง่ายกว่า”

คุณเต้ยตั้งข้อสังเกตถึงเหตุที่ว่า ทำไมวันนี้จึงมีคนหันมานิยมการสะสมพระบรมฉายาลักษณ์สมัยก่อนมากขึ้นว่า“คนที่หันมาสะสมพระบรมฉายาลักษณ์น่าจะเป็นคนที่มีกำลังซื้ออายุราว 40 – 50 ปี เพราะนั่นเป็นความทรงจำในวัยเด็กของเขา คนแก่กว่านั้นเขาคงไม่คิด ถ้าเด็กกว่านี้ก็ไม่มีกำลังจะซื้อ สมัยก่อนยังไม่มีคนนิยมกันมาก อย่างสิบปีก่อนผมซื้อมาองค์ละ 100 บาท แต่วันนี้หาไม่ได้แล้ว บางองค์ราคาก็ขึ้นไปถึง 30,000 – 40,000 บาท แล้วแต่สภาพ ผมไม่มั่นใจเหมือนกันว่า ทำไมกลายเป็นที่นิยม อาจเป็นเพราะเขาต้องการให้เป็นหลักที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ

“ทุกวันนี้ผมมีอยู่เป็นพันองค์นะครับ บางทีก็ซื้อมาซ้ำกัน ไม่ใช่ว่าลืม แต่คงเป็นเสน่ห์ของภาพเก่า อย่างตอนแรกที่ซื้อมา บางองค์มีรอยนิดหน่อย ไม่สวยงามสมบูรณ์ พอไปเจออีกองค์สภาพดีกว่านิดหนึ่งก็ซื้อ พอเจอองค์ที่สามสภาพดีกว่าอีกก็ซื้ออีก องค์ที่สี่สภาพไม่ดีเลย แต่เขาขายราคาถูกก็ซื้ออีก ซึ่งทุกองค์ที่ผมมี ผมไม่เคยสั่งให้ไปปลดมาจากฝาบ้านหรือสถานที่ไหนของใครมาขายผมนะครับ” (หัวเราะ)

สำหรับพระบรมฉายาลักษณ์ที่มีอยู่มากมายนั้น คุณเต้ยมีความฝันไว้ว่า สักวันหนึ่งคงจะมีโอกาสจัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนบุคคลที่เปิดให้ผู้สนใจเข้าชมได้ “พระบรมฉายาลักษณ์ที่มีตอนนี้ ผมยังไม่ได้จัดเป็นหมวดหมู่เพราะยังไม่มีเวลา คิดว่าเท่าที่มีอยู่ก็มากพอจะจัดเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ได้ แต่ต้องใช้เงินจำนวนมาก เพราะต้องบำรุงรักษาปรับปรุงอีกหลายอย่าง ซึ่งผมยังไม่พร้อม และอยากใช้กำลังทรัพย์ของตัวเองมากกว่า ผมอยากทำให้คนเข้าชมได้เรียนรู้ อยากให้เด็กรุ่นใหม่เห็นว่า พระบรม-ฉายาลักษณ์สมัยก่อนเป็นอย่างไร กระดาษที่ใช้อัดรูปเมื่อก่อนเป็นอย่างไร แต่ถ้าทำจริง ๆ ก็คงไม่ทำเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต มีการเก็บค่าเข้าชมมากมาย เอาแค่ช่วยเป็นค่าน้ำค่าไฟก็พอ ถามว่าฐานะผมลำบากไหมก็ไม่ลำบาก แต่ไม่ใช่รวยล้นฟ้าขนาดนั้น

ผมว่าเป็นความสุขที่ได้แบ่งปัน บางคนอยากเห็นอยากมี แต่ไม่มีโอกาส ก็ถือว่าได้แบ่งปันให้ชมกัน

ต่อหน้า 2
คลิกหน้าถัดไปด้านล่าง

keyboard_arrow_up