การเดินทางกว่า 25 ปี ของโรงแรมบันยันทรี กรุงเทพ… Urban Retreat in the Heart of the City

account_circle

เป็นเวลากว่า 25 ปี แล้ว ที่โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพ เปรียบเสมือนแลนด์มาร์คของกรุงเทพฯ ได้ต้อนรับผู้คนจากทั่วทุกมุมโลก ทั้งห้องพักสไตล์รีสอร์ทและสปา, ห้องอาหารหลากสัญชาติมากกว่า 10 ห้อง, จุดเช็คอินยามค่ำคืนอย่าง Vertigo & Moon Bar และล่าสุดยังมี Saffron Cruise พบกับประสบการณ์อาหารมื้อค่ำ ปรุงสดใหม่บนเรือสุดหรู ท่ามกลางบรรยากาศแม่น้ำเจ้าพระยา

เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 25 ปี โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพ ในเดือนสิงหาคมนี้ แพรวได้พูดคุยกับคุณไก่-นพรัตน์ อำภา General Manager และ Senior Assistant Vice President  ถึงเรื่องราวบนเส้นทางที่ผ่านมาและไฮไลท์ที่จะเกิดขึ้นในก้าวต่อๆ ไปของโรงแรม 

การเดินทางของโรงแรมบันยันทรีตลอด 25 ปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้างคะ    

“เริ่มจากเมื่อ 39 ปีที่แล้ว คุณโฮ กวงปิง หรือเคพี (Ho Kwon Ping) และคุณแคลร์ เชียง (Claire Chiang) คู่สามีภรรยาเจ้าของโรงแรม เดินทางไปเจอพื้นที่ตรง “ลากูน่า ภูเก็ต” แล้วชอบในความกว้างใหญ่ที่ติดชายหาด จึงตัดสินใจซื้อที่ดินตรงนั้นมากว่า 2,000 ไร่ แต่รู้ภายหลังว่า พื้นที่เดิมเป็นเหมืองแร่ดีบุก ดินเป็นพิษ จึงใช้วิธีระดมปลูกต้นไม้จนร่มรื่น มีนกมาอยู่อาศัยมากมาย ทำให้ได้รับรางวัลจาก UNESCO ในเรื่องพัฒนาสิ่งแวดล้อม แล้วค่อยๆ เริ่มสร้างโรงแรมขึ้นทีละจุด โดยเริ่มจากดุสิตธานีก่อน

“จากนั้น มีพื้นที่ด้านในลากูน คุณเคพีก็คิดนอกกรอบว่า เวลาคนไปเที่ยวทะเล ไม่จำเป็นต้องว่ายน้ำในทะเลก็ได้ แต่ถ้ามีสระส่วนตัวไว้ให้ออกกำลังพลางชมวิวชายหาด น่าจะรู้สึกลักซ์ชัวรี่และเอ็กซ์คลูซีฟมากกว่า “บันยันทรี ภูเก็ต” จึงเกิดขึ้นในปี 1994 เราเป็นเจ้าแรกที่ทำพูลวิลล่า เจาะลูกค้ากลุ่มคู่รัก ที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ต่อด้วยการพัฒนาสปา เราเป็นโรงแรมแห่งแรกที่ทำ Spa Academy ให้เทอราปิสต์เรียนเรื่องอนาโตมีและการนวดแบบลงลึกจนสามารถสอบจบปริญญาตรี และเป็นเจ้าแรกที่บุกเบิกสปาระดับโลก จนทำให้วงการสปาเมืองไทยเติบโตขึ้นอย่างมากในเวลาต่อมา

แล้วโรงแรมบันยันทรี กรุงเทพ เกิดขึ้นได้ยังไงคะ

“โรงแรม บันยันทรี กรุงเทพ เปิดเมื่อปี 1997 ภายใต้แบรนด์ชื่อ “เดอะเวสทิน บันยันทรี” ก่อน ช่วงแรกจึงยังมีความเป็น Business Hotel เนื่องจากเรามุ่งบุกเบิกรีสอร์ทที่ภูเก็ตให้แข็งแรงก่อน พอประสบความสำเร็จที่ภูเก็ตแล้ว ประจวบหมดสัญญากับทางเวสทิน เราจึงเริ่มปรับปรุง โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพ ให้เป็น Urban Resort ใจกลางเมือง (ประมาณปี 2002) มีการลงดีเทลในเรื่องต่างๆ โดยเพิ่มความเป็นรีสอร์ทสไตล์ ทั้ง ห้องอาหาร สปา ห้องพัก และพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้ผู้เข้าพักรู้สึกเหมือนมาพักผ่อนที่รีสอร์ท

“ยกตัวอย่าง เราเป็นผู้บุกเบิกทำร้านอาหารรูฟท็อปเป็นเจ้าแรก เป็นที่มาของ Vertigo and Moon Bar ร้านอาหารและบาร์รูฟท็อปที่มีชื่อเสียงระดับโลก เพราะวิวของเราสวยมาก ใครมากรุงเทพฯ ก็ต้องมาถ่ายรูปที่นี่ เดิมเราทำเป็นบาร์บีคิว มีที่นั่งไม่เกิน 20 โต๊ะ แต่ปัจจุบันรองรับได้กว่า 200 คน และมีอาหารเครื่องดื่มพร้อมเลย

“หลังจากนั้น เราก็ค่อยๆ ขยายกิจการโรงแรมออกไปเรื่อยๆ จนปัจจุบัน เรามีแบรนด์ในเครือกว่า 8 แบรนด์ เป็นจำนวน 48 โรงแรมทั่วโลกแล้วค่ะ แต่ละแบรนด์มีความยูนีคไม่เหมือนกัน ชื่อโรงแรมจะไล่ไปตั้งแต่ตัวอักษร A-H อาทิ Angsana, Banyan Tree, Cassia และแบรนด์ใหม่ล่าสุดคือ Homm โดยทุกแบรนด์มีสัญลักษณ์เป็นรูปต้นไม้หรือดอกไม้”

ถ้าอย่างนั้นขอถามถึงที่มาของชื่อ “บันยันทรี” บ้าง

“Banyan Tree หมายถึง ต้นไทรค่ะ มาจากความโรแมนติกของเจ้าของ คือคุณเคพีกับคุณแคลร์  เนื่องจากทั้งคู่เคยพักอยู่ที่ฮ่องกง บนเกาะลัมมะ อ่าวบันยันทรี (Lamma Island, Banyan Tree Bay)  จึงนำมาตั้งเป็นชื่อโรงแรม ทั้งสองท่านเป็นคู่รักที่ให้ความสำคัญกับชีวิตคู่มาก พอมาทำโรงแรมบันยันทรี จะเปิดโรงแรมแต่ละครั้ง เขาจะคิดเรื่องความโรแมนติกเสมอ คิดถึงประสบการณ์การเดินทางท่องเที่ยวทั่วโลกด้วยกัน แบรนด์ดีเอ็นเอของเราจึงเกิดจากตรงนั้น บวกกับความยั่งยืน เพราะคุณแคลร์ให้ความสำคัญเรื่องนี้มากเช่นกัน เราเป็นลักชัวรี่รีสอร์ทแบรนด์แรกที่ดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมและชุมชนมาตั้งแต่เริ่มต้น จนถึงรุ่นปัจจุบัน คุณโฮ เรนยุง (Ms. Ho Ren Yung) ลูกสาวมารับช่วงต่อ ก็ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน”

ตัวอย่างเรื่องความยั่งยืนสักนิดค่ะ

“เรื่องแรกคือ people development เช่น โปรเจ็คท์ rainbow leader ที่เราต้องการผลักดันให้พนักงานสามารถเป็นผู้นำของอุตสาหกรรมโรงแรม ได้ อย่างสมัยไก่เข้ามาทำงานใหม่ๆ ท่านเจ้าของพูดกับไก่ตลอดว่า คุณสามารถเป็นผู้นำของอุตสาหกรรมนี้ได้ โดยไม่ว่าโรงแรมจะเปิดใหม่ที่ไหนบนโลก อย่างไปเปิดที่ประเทศจีน เขาก็จะส่งเราไป ซึ่งหน้าที่ของเราคือ ให้นำความรู้ไปสอนคนท้องถิ่นที่นั่น ให้ทุกคนอยู่ในมาตรฐานเดียวกันกับบันยันทรี พูดง่ายๆ ว่าเขาผลักดันให้เราสามารถเป็นผู้นำของอุตสาหกรรมนี้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนของโลกก็ตาม

“นอกจากนี้เรายังให้ความสำคัญกับเด็กและการศึกษา เช่น ที่บันยันทรี กรุงเทพ ปกติในช่วงที่ไม่มีโควิด เรามี Child Care หรือศูนย์ดูแลเด็กที่เป็นลูกของพนักงานที่มาทำงาน โดยมีเจ้าหน้าที่มืออาชีพคอยดูแลให้ แล้วเราก็ส่งเสริมให้พนักงานเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ระหว่างวัน ถ้าเขาว่างตอนไหนสามารถมาให้นมลูกได้ ซึ่งทำให้เราได้รับรางวัล The best employer  โดย child care จะอยู่ชั้นเดียวกับคลินิกและห้องอาหารพนักงานเลย

“สองคือ การปลูกต้นไม้ ทุกวันนี้โรงแรมในกลุ่มบันยันทรีปลูกต้นไม้ปีละ 2,000 ต้น ถือเป็น Commitment เลย  นอกจากนี้ เรามีโปรแกรม Sustainability เกี่ยวกับเรื่อง Energy Saving ลดการใช้พลังงาน ลดการใช้หลอดพลาสติก ลดการใช้กระดาษ ห้องอาหารพนักงานก็จะมีวันที่ไม่กินเนื้อสัตว์ เพราะกระบวนการผลิตเนื้อสัตว์นั้นส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เรายังลงรายละเอียดถึงขั้นเลือกวัสดุทำเครื่องแบบพนักงานที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมตามรีสอร์ทต่างๆ ของเราด้วยค่ะ”

ในโอกาสครบรอบ 25 ปี ทางโรงแรมมีกิจกรรมพิเศษอะไรบ้างคะ

 “ปีนี้เราขอเน้นคำว่า Wellbeing เพราะช่วงโควิด ผู้คนเหนื่อยล้า มีเรื่องไม่สบายใจเยอะ เราอยากดูแลแขกให้มีความสุขและสุขภาพดีแบบองค์รวม ตามหลัก 8 ประการแห่ง Wellbeing เอกสิทธิ์เฉพาะของบันยันทรี โดยจะมีทั้งเรื่องสปา ซึ่งเป็นจุดเด่นของเราอยู่แล้ว เสริมด้วยเรื่องอาหาร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งของเรา โดยเติมเมนูอาหารแบบ Wellbeing  ทั้งที่ห้องอาหารจีนไบยุนที่มี “เชฟไซม่อน” ชาวฮ่องกงมาครีเอทเมนูให้ ซึ่งตั้งแต่เปิดตัวไปก็มีแขกชมเยอะมากว่าทั้งอร่อย ส่วนที่ห้องอาหารไทยแซฟฟรอนก็มี Corporate Thai Chef ‘เชฟเรณู’ เชฟชาวไทยที่ดังมากในยุโรป ได้รับเชิญจากเชฟเซเลบริตี้และเชฟมิชลินสตาร์ไปร่วมงานด้วยทุกปี มาครีเอทเมนู Wellbeing ให้ค่ะ

 “นอกจากนี้ที่ภูเก็ตเพิ่งเปิดตัวแบรนด์ชื่อบันยันทรี เวญา (Banyan Tree Veya) ไปเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว รีสอร์ตใหม่ที่เน้นหลักการดูแลสุขภาพกายและจิตใจ เหมาะสำหรับใครที่อยากรีเฟรชตัวเอง โดยมีผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการรับรองและฝึกอบรมด้านการแพทย์แผนตะวันออก ด้านธรรมชาติบำบัดและการฝึกสอน มาออกแบบกิจกรรมและแนวทาง Wellbeing

 “ส่วนที่กรุงเทพฯ สามารถเลือกโปรแกรมทำกิจกรรมสั้นๆ ได้ เช่น เล่นโยคะ พาไปวิ่งที่สวนลุมพินี โดยมีพนักงานของเราซึ่งเป็นเทรนเนอร์ไปวิ่งเป็นเพื่อน รวมทั้งมีกิจกรรม 1 วัน ที่มีผู้เชี่ยวชาญที่จบแพทย์แผนจีนมาเช็กชีพจร และให้คำปรึกษาก่อน แล้วแนะนำว่า วันนี้ออกกำลังกายแบบไหนดี ฝึกการหายใจ นวดตัวแบบไหนดี ทานอาหารแบบนี้นะ ซึ่งโปรแกรมนี้เราสามารถทำเป็นครั้งๆ และมีแบบสมัครสมาชิกรายปีด้วย เพราะมีแขกหลายท่านอยู่กรุงเทพฯ แต่อยากรีเฟรชร่างกายจึงเพิ่มโปรแกรมนี้เข้าไป คือ โปรแกรม Staycation ที่นิยมเปิดโรงแรมพักผ่อนช่วงโควิด เรามองว่า  Wellbeing เป็นเทรนด์ที่ดี จึงเพิ่มการดูแลตรงนี้เข้าไป ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีมาก ทั้งที่ภูเก็ตและกรุงเทพฯ ซึ่งที่จริง ที่กรุงเทพฯ เราทำแล้ว โดยจะเปิดตัวเป็นทางการในเดือนสิงหาคมนี้ค่ะ”

ในช่วงวิกฤติโควิดที่ผ่านมา ส่งผลกระทบกับทางบันยันทรี กรุงเทพบ้างมั้ยคะ

“บอกเลยว่ายิ่งผ่านมรสุมมากเท่าไร ต้นไม้ต้นนี้ยิ่งแกร่งกล้า ยิ่งเกิดวิกฤต ท่านเจ้าของยิ่งทุ่มเท สวนกระแสกับคนอื่น อย่าง 2 ปีที่ผ่านมา หลายโรงแรมต้องปิดตัวไป แต่เรากลับขยายกิจการ เปิดโรงแรมเพิ่ม (ยิ้ม) ถ้าในเมืองไทยมีที่ บันยันทรี กระบี่ ที่เพิ่งเปิด และกำลังจะมีบันยันทรี เขาใหญ่ กับบันยันทรี พัทยา นอกจากนี้ยังเปิดออร์แกนิกฟาร์ม ชื่อฟาร์มออริจิน (Ori9in Farm) ที่แม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นฟาร์มที่เปิดให้เข้าชมได้ บรรยากาศสวยงามมาก  ส่วนต่างประเทศที่เปิดใหม่ล่าสุดคือ Banyan Tree Escape Buahan ที่บาหลี เป็นรีสอร์ทที่ back to nature มากอีกเหมือนกัน ตั้งอยู่บนยอดเขา ดีไซน์เป็นห้องเปิดโล่ง สวยกลมกลืนกับธรรมชาติมากจริงๆ นอกจากนี้เมื่อต้นปีเราเพิ่งเปิดโรงแรมดาหวา เกียวโต (Dhawa Kyoto) และเดี๋ยวจะมีแบรนด์ Folio ซึ่งมีลักษณะเป็นโรงแรมเล็กๆ

“จะเห็นว่าท่านเจ้าของเราเป็นนักสู้มาก ท่านดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารระดับสูงให้กับหลายบริษัท อายุ 70 ปีแล้ว สามารถเกษียณได้แล้ว แต่พอเกิดวิกฤต กลับทุ่มเททำงานโรงแรมมากขึ้น โดยเฉพาะในเมืองไทย กลายเป็นที่มาของการขยายกิจการและเซ็นสัญญาโรงแรมใหม่หลายแห่ง เพราะเขามั่นใจว่า อย่างไรธุรกิจโรงแรมก็ต้องกลับมา อีกอย่างเขาทำด้วยใจรัก ทุ่มเทและใส่ใจในทุกๆ เรื่อง อย่างคุณแคลร์ ซึ่งเป็น Co-Founder ยังลงมาทำเทรนนิ่งเองเลยนะคะ โดยให้พนักงานทั่วโลกเรียนหนังสือทางออนไลน์พร้อมกันทุกคน เน้นเรื่องวัฒนธรรมองค์กร โดยเฉพาะเรื่องวัฒนธรรมการบริหาร I AM WITH YOU และความยั่งยืน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์เรา

ในฐานะ GM มองว่าอะไรคือหัวใจที่ทำให้โรงแรม ประสบความสำเร็จ

“หลายปัจจัย อย่างแรกเลย คือ เราเน้นเรื่องการบริการ เราปรับตัวให้เข้ากับลูกค้าอยู่เสมอ รู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร แม้กระทั่งช่วงโควิด เราก็กลายเป็น Staycation ที่ได้รับความนิยมมาก เพราะเรามีทั้งห้องพัก ห้องอาหาร และสปาที่พร้อมบริการ หรือกลุ่มลูกค้าต่างชาติที่มาไทย เขาหวังจะมาเจอวัฒนธรรมของเอเชีย โรงแรมของเราก็มีความเป็นเอเชีย ทั้งการบริการ ประสบการณ์และบรรยากาศ ทำให้เขาสบายใจที่จะมาพัก”

พูดได้ว่าคุณไก่เติบโตมาพร้อมโรงแรม จนกลายมาเป็น GM หญิงแกร่งของวงการ อยากให้เล่าถึงจุดเด่นที่ทำให้เดินทางมาถึงจุดนี้ได้ค่ะ

“ไก่เริ่มเข้ามาทำงานที่นี่ตั้งแต่ปี 1996 ตำแหน่งแรกเป็น Assistant Manager ที่แผนกต้อนรับส่วนหน้า ค่อยๆ เติบโตมาเรื่อยๆ จนปัจจุบันเป็น GM มา 11 ปีแล้วค่ะ อย่างที่บอกว่า ตั้งแต่เข้ามา ท่านเจ้าของพูดกับเราเสมอว่า คุณต้องเป็นตัวอย่างของผู้หญิงและคนเอเชียในอุตสาหกรรมนี้ให้ได้ ต้องเป็นผู้นำให้ได้ ซึ่งจะว่าไป ตอนนั้นก็ดูเหนือจริงนะคะ ยุคนั้นการมี GM เป็นคนไทยและผู้หญิงนั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลยในวงการโรงแรม ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายและเป็นต่างชาติ ขณะที่ไก่เรียนจบด้านประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่ได้มีพื้นฐานความรู้ด้านโรงแรม อาศัยว่าสนใจ ใฝ่รู้ และตั้งใจเรียนรู้เรื่องการบริการ ไม่ว่าจะอยู่ตำแหน่งอะไรก็มักไปขอเรียนงานด้านอื่นๆ ด้วย โชคดีที่ทางโรงแรมส่งเสริมสนับสนุนให้ฝึกงานข้ามแผนกได้ จึงมีโอกาสไปฝึกด้านพีอาร์ แม่บ้าน เซลส์ สนุกมาก ไก่ยังชอบไปต่างประเทศ ได้ไปพูดถึงแบรนด์ต่างๆ ของเรา กลายเป็นว่า ลูกค้าสนใจอยากจองสาขาอื่นในเครือไปอีก นอกจากนี้งานช่างและก่อสร้างโรงแรม ไก่ก็สนใจเช่นกัน รวมถึงเรื่องการบริหารความเสี่ยง

“พอเริ่มเป็นระดับผู้จัดการ เจ้าของเพิ่งรู้ว่าเราไม่เคยเรียนด้านการโรงแรมมา จึงออกค่าใช้จ่ายส่งไปเรียนคอร์สด้านการโรงแรมที่คอร์แนล นิวยอร์ก อยู่พักหนึ่ง คราวนี้ยิ่งเรียนยิ่งชอบ จึงเรียนทางออนไลน์ของคอร์แนลต่อมาอีกพักใหญ่ แล้วระหว่างเรียนเราก็ทำเทรนนิ่งให้โรงแรมควบคู่ไปด้วย จึงเป็นที่มาให้ท่านเจ้าของเชื่อมั่นว่า น่าจะส่งเราไปเปิดโรงแรมใหม่ได้ จึงเริ่มส่งไปครั้งแรกที่จีนและเม็กซิโก เขาจึงเทรนให้เราสอนได้ทุกอย่างสำหรับทุกแผนก ทำให้เราเข้าใจงานทุกฝ่าย สามารถสอนได้ทุกแผนก ประกอบกับเราอ่านพิมพ์เขียวเป็น สามารถทำงานร่วมกับ Project Manager ได้ ไปๆ มาๆ  เราจึงชำนาญด้านการเปิดโรงแรมไปเลย ตั้งแต่นั้นมา เวลาจะเปิดโรงแรมที่ไหน ท่านเจ้าของก็จะส่งไปดู ว่าโรงแรมนี้เหมาะกับแบรนด์ไหนใน 8 แบรนด์ของเรา ซึ่งพอเราเข้าใจทุกแบรนด์ ก็จะให้คำแนะนำได้ ทุกวันนี้ไก่ไปมาแล้วเกือบทุกแห่งในเครือ เปิดโรงแรมมากว่า 10 แห่งทั่วโลก

“พอเราใช้ความตั้งใจทำงานมาเรื่อยๆ ก็ปรากฏว่าได้รางวัลทุกปี เช่น service of legend, The Best General Manager   ที่ภูมิใจมากคือ ไก่ได้รับ AACSB’s 2020 Influential Leader Award ซึ่งเป็นรางวัลสำหรับอินฟลูเอนเซอร์ระดับโลก ที่ทางศศินทร์ จุฬาณ โหวตให้เราไปแข่ง ส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจในระดับท็อป ที่สามารถอินสไปร์คนได้ อย่างผู้นำในอินเดีย ญี่ปุ่น ปรากฏว่าเราก็ได้รางวัลเป็นหนึ่งในท็อปของโลกเหมือนกัน ตื่นเต้นมาก เหนือความคาดหมายสุดๆ ต้องขอขอบคุณศศินทร์มากค่ะ ส่วนโรงแรมบันยันทรี กรุงเทพฯ ไก่บริหารมากว่า 10 ปี ก็ทำให้โรงแรมคว้ามาได้กว่า 30 รางวัลแล้ว อย่าง The best employer ผู้จ้างที่ดีที่สุด ซึ่งทำให้คนทำงานอย่างไรมีความสุขและภาคภูมิใจมากค่ะ”

ความท้าทายของการเป็น GM ที่เป็นผู้หญิงเอเชีย ที่คุณไก่เจอมา คืออะไรบ้าง

“ส่วนใหญ่เวลาไปทำงานกับต่างชาติหรือทีมฝรั่ง เจอกันครั้งแรกทุกคนจะไม่คิดว่าเราเป็น GM มักจะคิดว่าเป็นเซลส์ ผู้ช่วย เลขาฯ ไม่ก็พนักงาน พอรู้ว่าเป็น GM ก็จะอึ้งๆ หรือไม่ก็ว้าวไปเลย เพราะส่วนใหญ่ยังมี ความคิดว่า GM ต้องเป็นต่างชาติ บางคนถามว่ามากับนายเหรอ เราก็จะยิ้มๆ ไม่ก็ส่งนามบัตรให้ ไก่ไม่เคยกลัวนะ รู้สึกว่าเป็นเรื่องท้าทายและสนุก ผู้นำบางคนเวลาอยู่ใต้สถานการณ์กดดันเขาจะดาวน์ แต่เราชอบความท้าทายน่ะ รู้สึกว่าแม้จะเจอเรื่องยาก เราก็ต้องฝ่าฟันไปให้ได้ Never Give Up ตอนไปเปิดโรงแรมที่จีน ก็เคยโดนต่อต้าน สอนอะไรก็ไม่ฟังในตอนแรก คือด้วยลักษณะของคนไทย เราอาจดูเฟรนด์ลี่ นอบน้อม เขาคิดว่า เราดูอ่อนแอ แต่ความจริงข้างในเราเข้มแข็ง เราต้องทำให้รู้ว่า Enough is Enough ไม่ คือไม่ 

“หรือเรื่องการพูด เมื่อก่อนไปพูดที่ไหนต้องมีสคริปต์ตลอด ซึ่งไม่เคยเวิร์คเลย ความที่เราพูดภาษาอังกฤษสำเนียงไทยอาจจะไม่มั่นใจ แต่สุดท้ายการเดินทางรอบโลกทำให้เรารู้ว่าจะสำเนียงไหน เราก็ภูมิใจได้ อย่างคนสิงคโปร์ยังพูดสำเนียง Singlish ได้ แล้วทำไมคนไทยจะพูดภาษาอังกฤษสำเนียงไทยไม่ได้ เราต้องมั่นใจในตัวเองก่อน ทุกวันนี้จึงไม่มีสคริปต์แล้ว พูดสดเลย กลายเป็นคนฟังชอบมากกว่า จึงภูมิใจมากว่า เราเป็นเด็กต่างจังหวัดมาจากสุโขทัย แต่เติบโตในวงการโรงแรมมาได้ขนาดนี้ เพราะเรามีแพชชั่นกับงาน ซึ่งน่าจะเป็นตัวอย่างให้น้องๆ ในทีมเห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นใครมาจากไหน คุณก็เป็นผู้นำได้ ขอแค่มีไฟ ซึ่งถ้าทุกคนมีไฟ แบรนด์ก็จะยิ่งเติบโตยิ่งๆ ขึ้นไปค่ะ 

อะไรที่ทำให้คุณไก่หลงใหลในงานที่บันยันทรี กรุงเทพ จนทำมาได้ยาวนานขนาดนี้คะ

“เป็นคำถามคลาสสิกค่ะ ทุกคนสงสัยว่าทำไมเราอยู่แบรนด์เดียวได้ 26 ปี (หัวเราะ) แต่ว่าเราไม่เคยคิดว่าอยู่มานาน เพราะทุกวันมีความท้าทายและมีเรื่องใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา อย่างช่วงปี 2018-2019 ที่เศรษฐกิจดี ไก่ก็สร้างเรือใหม่ เป็นโปรเจ็คท์ธีซิสตอนเรียนที่ศศินทร์ เราไม่อยากสร้างโรงแรมเพราะคนสร้างเยอะแล้ว อยากลองทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ เราจึงเป็น GM ที่คิดนอกกรอบสร้างเรือ ดูแลตั้งแต่งานดีไซน์ หาผู้รับเหมา ดูอินทีเรียร์ คุมก่อสร้างร่วมกับผู้อำนวยการ ฝ่ายช่าง ใช้เวลากว่า  2 ปีจึงแล้วเสร็จ

“สองคือไก่มีแพชชั่นในการทำงาน สนุกที่ได้ทำ คืองานโรงแรมนั้นเหนื่อยมาก อย่างก่อสร้างกว่าจะเสร็จก็ 3 ปี แล้วรายละเอียดก็เยอะ  เอาเฉพาะเรื่องดีไซน์ ขนาดเตียงเท่าไร จะวางเตียงยังไง เปิดประตูเข้าไปแล้วเห็นอะไรก่อน ฯลฯ แล้วยังต้องคอยอัพเดต เพราะโลกเปลี่ยนตลอดเวลา พอเปิดโรงแรม งานก็เหนื่อยหนักมาก ทำงาน 24 ชั่วโมง 365 วัน คนที่ทำงานโรงแรมแล้วจะประสบความสำเร็จต้องเป็นคนที่สนุกสนานเวลาเจอผู้คน ควบคุมอารมณ์ได้ เช่น สมมติเรากำลังประชุมซีเรียสในออฟฟิศ แต่พอแขกเรียกเราต้องยิ้มแย้มเสมอ เพราะแขกอยากเห็นคนมีความสุข ดังนั้นคนทำงานโรงแรมต้องชอบพบปะ สนุกสนาน และเปิดรับอะไรใหม่ๆ เพื่อที่เวลาใครเจอเราก็จะประทับใจ การทำให้แขกที่มาพักมีความทรงจำที่ดีเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับเราค่ะ

“สุดท้าย คือการให้ความสำคัญกับพนักงาน อย่างที่บอกว่า ท่านเจ้าของผลักดันให้พนักงานเติบโตไปเป็นผู้นำของอุตสาหกรรมโรงแรม ในขณะเดียวกันก็มีสิทธิประโยชน์ที่ดีให้กับพนักงาน สามารถพักโรงแรมในเครือทั่วโลกได้ เราดูแลพนักงานเหมือนคนในครอบครัว จึงเป็นเหมือนครอบครัวใหญ่ที่อบอุ่นและสนุกมาก การที่ไก่อยู่กับบันยันทรีมา 26 ปีก็เพราะทั้งหมดนี้ค่ะ

เป้าหมายต่อไปของบันยันทรีคืออะไรคะ

            “Bring Back Better เชื่อว่าบันยันทรีจะต้องผงาดอีกครั้ง เหมือนเรือที่อยู่ท่ามกลางมรสุมในช่วงโควิด ไก่บอกทุกคนเสมอว่าต้องอดทน ที่ผ่านมาเราเหมือนเรือที่ลอยเคว้งคว้างในพายุ ที่มืดมิด มีหินโสโครก อาจจะโดนกระแทกบ้าง แต่ถ้าเราผ่านไปได้ จากนี้ชีวิตไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว ซึ่งตั้งแต่เมืองเปิด ยอดจองก็เริ่มมา ก่อนนี้ใครชมใครติอะไรไว้ เรารีบนำมาปรับปรุงตลอด เพื่อให้การเปิดครั้งนี้เป็นการ Bring Back Better ทำให้ทุกคนกลับมาด้วยความประทับใจอีกครั้ง

จากนี้เราจะไปได้อีกไกล เหมือนต้นไม้ที่แข็งแรงและเจริญเติบโต แผ่กิ่งก้านสาขาออกไปค่ะ

Praew Recommend

keyboard_arrow_up