เคน-ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์

พระเอกนักเดินทาง เคน-ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ #เที่ยวทิพย์กับทริปที่รัก

account_circle
event
เคน-ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์
เคน-ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์

เคน-ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ พระเอกนักเดินทางที่หลงใหลในความงดงามของธรรมชาติปนผจญภัยนิดๆ  รวมไปถึงความสุขที่มีร่วมกับครอบครัว คือความทรงจำที่มีคุณค่าผ่านเรื่องเล่าถึงทริปที่เป็นที่สุดสำหรับเขา

พระเอกนักเดินทาง เคน-ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ #เที่ยวทิพย์กับทริปที่รัก

“ผมไปญี่ปุ่นครั้งแรกตอนถ่ายภาพยนตร์เรื่อง ข้างหลังภาพ น่าจะกว่า 20 ปีแล้ว ตั้งแต่นั้นก็ชอบญี่ปุ่นมาตลอด ถ้ามีโอกาสจะกลับไปเที่ยวเกือบทุกปีไปบ่อยจนกระทั่ง 10 ปีที่แล้วผมตัดสินใจซื้อบ้านสองหลังที่ฮอกไกโด  เมืองนิเซโกะกับเมืองฟุราโนะ โดยเปิดให้เช่าด้วย  ที่ตัดสินใจเลือกที่นี่เพราะชอบธรรมชาติ แค่เดินออกมานอกบ้านก็เห็นลำธาร ภูเขา  อีกอย่างคือที่ฮอกไกโดมี4 ฤดูกาลชัดเจน ซึ่งผมชอบหมดทุกฤดู  อย่างฤดูหนาวมีหิมะ ทำให้ได้ทำกิจกรรมหลายอย่างที่ชอบ ทั้งเล่นสกี สโนว์บอร์ด หรือช่วงใบไม้เปลี่ยนสี อากาศดีมาก นักท่องเที่ยวน้อย ถนนโล่ง  ขับรถสบาย สามารถหาคาเฟ่หรือร้านขนมนั่งกินชิลๆได้ อีกอย่างคืออาหารที่ญี่ปุ่นดีมาก  มีอาหารประจำฤดู อย่างช่วงใบไม้ร่วงที่เก็บเกี่ยวผลไม้ที่ปลูกในฤดูร้อน  ก็จะมีแอ๊ปเปิ้ล  พรุน  ฟักทอง ลูกแพร์ ฯลฯ  หมุนเวียนให้ได้กินของอร่อยตลอด”

ครั้งหนึ่งในชีวิตพิชิตยอดเขา Yotei

“ภูเขาโยเทอิคือหนึ่งในแลนด์มาร์คของฮอกไกโด  เป็นภูเขาไฟแฝดกับฟูจิเพราะหน้าตาคล้ายกัน แต่ไซส์เล็กกว่า ภูเขาฟูจิอยู่ที่ระดับความสูง 3,776 เมตร  ส่วนภูเขาโยเทอิอยู่ที่ 1,898 เมตร  เป็นภูเขาที่มีความลึกลับซ่อนอยู่  ถ้าไปช่วงฤดูหนาวที่หิมะตกหนักขาวโพลน  แล้วพอเมฆปกคลุม เราจะมองไม่เห็น ทั้งที่มันก็ตั้งอยู่ที่เดิม”

“เวลาไปฮอกไกโดทีไรผมจะมองภูเขาลูกนี้และคิดว่าถ้ามีโอกาสก็อยากขึ้นไปข้างบนยอดเขาบ้าง  วันหนึ่งผมได้คุยกับเพื่อนชาวญี่ปุ่น  ซึ่งเขามีกลุ่มที่เล่นสกีกับสโนว์บอร์ดเก่งๆ  เขาเล่าให้ฟังว่าช่วงปลายฤดูหนาว  ประมาณเดือนมีนาคมพออากาศเริ่มอุ่นและมีแดด  พวกเขาจะเตรียมอุปกรณ์เดินขึ้นภูเขาโยเทอิ  แล้วเล่นสกีหรือสโนว์บอร์ดลงมา  ฟังแล้วตื่นเต้นมาก  เป็นความฝันที่อยากจะทำ  แต่ยังไม่กล้าถึงขั้นเล่นสกีลงมานะ  เพราะมันอันตรายสำหรับมือสมัครเล่นอย่างเราไปหน่อย”

“เพื่อนแนะนำว่าถ้าเที่ยวช่วงซัมเมอร์  เดินขึ้นไปได้  ไม่อันตราย  ผมจึงเริ่มวางแผนนับตั้งแต่นั้น  โดยอยากพาเด็กๆไปด้วย  ตอนนั้นน้องคุน 9 ขวบ น้องจุน 7 ขวบ  เพื่อนบอกว่าเด็กๆก็ไปได้  เขาเองก็จะพาลูกชายไปเหมือนกัน พอเพื่อนสนิทอีกคนรู้แผนก็ขอตามไปด้วย  กลายเป็นทริปที่มีแต่หนุ่มๆรวมแล้ว7 คน  ส่วนคุณหน่อยขอบายรออยู่ที่บ้าน”

“ก่อนไปผมเตรียมตัวด้วยการอ่านบทความจากหลายๆคนที่เคยขึ้นเขาโยเทอิแล้ว  สรุปได้ว่าเวลาที่ใช้เดินขึ้นไปอยู่ที่พลังศักยภาพของแต่ละคน  บางคนใช้เวลา 4 ชั่วโมงถึงข้างบน  พักเที่ยงกินข้าวแล้วเดินกลับลงเลย  ขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่อาจวิ่งขึ้นลงเลยนะ  ใช้เวลาไม่นาน  คืออย่างฟิต (หัวเราะ)”

“สำหรับตัวผมวางแผนกับเพื่อนว่าจะเดินขึ้นภูเขาตอน 10.00 น.  แล้วนอนค้าง 1 คืน  เพราะเราอาจจะใช้เวลาเดินทางมากกว่าคนอื่น  ถ้าต้องเดินลงค่ำมืดคงไม่ปลอดภัย  อยากไปแบบสบายๆ  ไม่ต้องกดดันตัวเองว่าต้องรีบ  ซึ่งการไปนอนค้างข้างบนก็ต้องเตรียมตัวเยอะ  เพราะที่พักเป็นกระท่อมที่มีความอีโค่สูงมากห้องน้ำขุดหลุม  ไม่มีเตียง  ไม่มีอาหารหรือน้ำดื่ม  สรุปคือไม่มีอะไรเลย  และแม้ตอนที่ไปจะเป็นฤดูร้อน  แต่พอขึ้นไปบนภูเขา  อากาศบนนั้นจะอยู่ที่ -2 องศาเย็นและมีหิมะค้างอยู่พอสมควร  เราต้องแบกถุงนอน  น้ำ  และอาหารขึ้นไปเอง นี่เป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง  เพราะต้องคำนวณน้ำหนักกระเป๋าว่าเอาอะไรไปเท่าไรดีซึ่งระยะเดินทางขึ้นเขาประมาณ 7 กิโลเมตร  เพราะฉะนั้น 2 เดือนก่อนออกเดินทางทุกคนต้องฟิตร่างกาย  เดินทุกวัน  วิ่ง  ปั่นจักรยาน  เพื่อให้อยู่ในสภาพที่พร้อมที่สุด”

“ปรากฏว่าพอถึงวันจริงเพื่อนติดธุระ  จากเวลาเดิมที่วางแผนจะออกเดินทาง 10.00 น. กลายเป็นบ่ายโมง (หัวเราะ)  ซึ่งก่อนเดินทางผมกับลูกยังไม่ได้กินข้าวกลางวัน  เพราะกะจะไปกินบนเขา  แต่มีเตรียมข้าวปั้นไปเผื่อสำหรับมื้อเย็นและมื้อเช้าของวันถัดไป

“ตอนที่เดินขึ้นไป  โอ้โฮ…เส้นทางของจริงเหนื่อยใช้ได้เหมือนกันนะ  ข้างบนมีสเตชั่นประมาณ 10 แห่ง  กว่าจะไปถึงสเตชั่นแรกเลยบ่าย2 แล้ว  ต้องหยุดกินข้าว  ตอนแรกผมกะว่ากินข้าวปั้นกันคนละก้อนพอ  แต่สุดท้ายลูกหิวจัดเพราะเขาเหนื่อย  ผมจึงต้องสละโควตามื้อเย็นให้ลูกแทน

“พอมีแรงแล้วก็ออกเดินทางกันต่อ  แต่เดินค่อนข้างยาก  เพราะทางเดินไม่ใช่โล่งๆ  มีหินกับต้นไม้ตลอดทาง  บวกกับเรามีสัมภาระที่หลังซึ่งก็หนักอยู่บางทีต้องมุดหรือก้ม  ข้ามหินหรือลอดใต้ต้นไม้  เป็นอย่างนี้ตลอด  พอไปถึงสเตชั่นที่ 4  เพื่อนคนหนึ่งเริ่มมีอาการเป็นตะคริว  ถึงขั้นต้องหลบมุมถอดกางเกงออกแล้วใช้น้ำมันนวดขา  ส่วนผมยังไหวอยู่  ณ จุดนั้นคิดว่ายังไงดีวะ (หัวเราะ) เพื่อนจะไหวไหม  แต่ก็พยายามไปต่อจนถึงสเตชั่นที่7 ตอน5 โมงเย็น  แล้วก็ต้องรีบเดินกันต่อ  ไม่อย่างนั้นจะมืดแล้วอันตราย  เพราะจะมองไม่เห็นอะไรเลย

“จู่ๆตอนนั้นเพื่อนก็เล่าขึ้นมาว่าเคยมีคณะเดินถึงยอดเขาแล้วนะ  กรุ๊ปนี้ตั้งใจไปนอนที่กระท่อมเหมือนเราเลย  แต่เขาไปเดินเล่นตรงยอดเขาก่อน  ปรากฏว่าอากาศเปลี่ยน  ฝนตก  ท้องฟ้ามืดครึ้ม  ทางลื่นมาก  สรุปเขาหลงทาง  หากระท่อมไม่เจอ  แล้วมีคนเสียชีวิตด้วย  ผมถามเพื่อนว่าแล้วทำไมมาเล่าตอนนี้  ก่อนหน้านี้ทำไมไม่บอก (หัวเราะ)  ว่าแล้วก็รีบเดินกันอย่างเร็ว

“ตอนแรกผมห่วงเด็กๆมาก  กลัวเขาไม่ไหวแล้วงอแง  แต่กลายเป็นลูกเดินนำหน้า  แล้วมีการหันมาบอกว่าพ่อขึ้นมาเร็วๆ  สรุปกลายเป็นลูกเรียกพ่อแทบไม่ต้องห่วงเขาเลย  แค่ห่วงตัวเองกับเพื่อนนี่แหละว่าจะไหวไหม (หัวเราะ)

“พอขึ้นไปสักพัก  ผมจำไม่ได้ว่าอยู่สเตชั่นไหน  แต่มองเห็นเมฆอยู่ข้างล่างเหมือนตัวเราอยู่บนเมฆ  รอบตัวโปร่ง  โล่ง  มองออกไปเห็นวิวสุดลูกหูลูกตาสวยมาก  จากนั้นเราเดินขึ้นไปสเตชั่นสุดท้าย  น่าจะเกือบ1 ทุ่ม  แต่เพราะเป็นฤดูร้อนจึงมืดช้า  พระอาทิตย์ส่งแสงสีทองสวยมาก  เราได้นั่งดื่มด่ำบรรยากาศกันอยู่สักพัก  รู้สึกคุ้มค่าจริงๆที่เดินขึ้นมา  หายเหนื่อยเลย  เพราะทำสำเร็จแล้ว นั่งไปสักพักจนผมรู้สึกว่าก็โอเคแล้วแหละ  เราคงดื่มด่ำไม่ได้มากกว่านี้  รีบไปก่อนจะมืดเถอะ  ซึ่งจากตรงจุดนั้นเป็นทางเลาะเรื่อยๆจนเจอที่พักทันก่อนมืด

“สำหรับกระท่อม  สภาพเป็นไปตามที่รู้มา  คือไม่มีอะไรจริงๆ  เรากางถุงนอนกันที่พื้น  ส่วนอาหารเย็นแทบไม่เหลือแล้ว  เพราะตอนเที่ยงจัดไปเยอะใครมีอะไรก็เอาออกมาแชร์กัน  เพื่อนญี่ปุ่นพกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและอาหารอื่นๆมาด้วย  ยิ่งไปกว่านั้นผมเหลือบไปเห็นเขามีเหล้า  เบียร์  จึงงงปนทึ่งว่ามีแรงขนขึ้นมาได้ยังไง  แบกสาเกมาเป็นแกลลอน (หัวเราะ)  แต่ด้วยประสบการณ์เชี่ยวชาญในการขึ้นเขา  เขาคงรู้ว่าต้องเตรียมตัวยังไง

“คืนนั้นแม้จะเหนื่อยมาก  แต่ผมกลับนอนไม่หลับ  เพราะทุกคนนอนในถุงผ้า  พอใครขยับตัวก็จะได้ยินเสียงดังสวบๆตลอด  สุดท้ายได้หลับไปประมาณ2-3 ชั่วโมง  ตื่นเช้าขึ้นมาพบว่าเหลือน้ำน้อยมากแล้ว  เพื่อนคนหนึ่งพกกระติกที่กรองน้ำได้ในตัวมาด้วย  ผมจึงเดินออกไปหาแหล่งน้ำ  ตักน้ำกรอกใส่ที่กรองจากนั้นต้มกับเตาแก๊สพกพาของเพื่อน  อาศัยน้ำร้อนนั้นทำอาหารเช้าง่ายๆและใช้เป็นน้ำดื่ม  ผมว่าอย่างนี้ก็ดีนะ  ถึงข้าวของไม่พร้อมก็แก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันไปพอให้มีเรื่องให้ผจญภัย

“ขากลับเราค่อยๆเดินลง  เพื่อนคนที่มีปัญหาเรื่องขาเป็นตะคริวเริ่มไม่ไหวกลายเป็นว่าขาลงยากกว่า  คือตอนเดินขึ้นเหนื่อยก็จริง  แต่สำหรับคนมีปัญหาเรื่องขา  เข่า  ตอนเดินลงต้องคอยเบรกตัวเองไว้ตลอด  ไม่อย่างนั้นจะอันตราย  ขณะที่เด็กๆ พอได้หลับเต็มที่  เช้าขึ้นมาคือเดินกันฉิว  เหมือนว่าเมื่อวานไม่มีเรื่องอะไร

ทริปครอบครัวที่สแกนดิเนเวีย

“อีกหนึ่งทริปใหญ่ของบ้านคือเที่ยวแถบสแกนดิเนเวีย  ปี2018 เราวางแผนไปเดนมาร์ก  กรีนแลนด์  สวีเดน  เริ่มจากนอนที่เดนมาร์ก 1 คืน  แล้วต่อเครื่องบินไปกรีนแลนด์  ซึ่งมีคนอาศัยอยู่น้อย  ตอนกลางคืนขับรถออกมามืดตื๋อเลย  เงยหน้าขึ้นไปบนฟ้าเราเห็นแสงเหนือขยับเป็นเส้นสีเขียวบนฟ้า  คือเห็นแสงเหนือตั้งแต่คืนแรกเลย

“จุดประสงค์ที่อยากไปกรีนแลนด์คือทุกอย่างเป็นธรรมชาติมาก  ไม่มีตึกหนึ่งในโปรแกรมที่เราคิดไว้คือนั่งรถเลื่อนหิมะให้ฝูงสุนัขลาก  ซึ่งพอไปถึงเจ้าหน้าที่บอกว่าต้องใส่ชุดหนังแมวน้ำป้องกันความหนาว  ซึ่งผมว่าพวกเราก็ใส่ชุดหนามากๆแล้วนะ  แต่เขาอธิบายว่าไม่พอหรอก  ถ้าออกไปที่โล่งจะหนาวมากเนื่องจากอยู่ท่ามกลางหิมะเวิ้งว้างเป็นเวลานาน  เราจึงต้องสวมชุดหนังแมวน้ำทับซึ่งใส่ยากและหนักเหลือเกิน  ขณะที่รถลากเลื่อนหิมะก็คันเล็กมาก  ผมนั่งกับน้องคุนส่วนคุณหน่อยนั่งกับน้องจุน  แล้วพี่อีกคนที่ไปเที่ยวด้วยกันนั่งอีกคัน

“ที่ยังจำได้ไม่ลืมคือบรรยากาศตอนที่ฝูงสุนัขลากรถ  อื้อฮือ  กลิ่นลอยปะทะจมูกเหม็นมาก  แล้วพอเริ่มวิ่งมันก็เริ่มอึไปด้วย  คือประมาณว่าเช้าๆได้ออกกำลังกาย  ได้ขับถ่ายมีความสุข  แถมมีกลิ่นตดลอยมาตลอดเวลา (หัวเราะ)สักพักพอทุกตัวได้ขับถ่ายยามเช้าเรียบร้อยแล้ว  กลิ่นและทุกอย่างจึงจบลงด้วยดี

“พอเลยจุดดมกลิ่นตด  กลิ่นอึ  ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีมากที่พวกเราได้ไปอยู่ ณ ตรงนั้น  ด้วยความที่มีรถหลายคัน  บางทีฝูงสุนัขของรถอีกคันก็วิ่งมาอยู่ข้างๆเราในระดับที่ต่ำมากๆ  ได้เห็นถึงพละกำลังในการวิ่ง  มีลมเย็นปะทะใบหน้า  เป็นโมเมนต์ที่สวยงาม  เด็กๆก็ชอบ  โดยเฉพาะช่วงลมเย็นปะทะหน้าจึงนั่งเพลินๆ  หันไปมองอีกทีจุนหลับครับ (หัวเราะ)  คงจะเคลิ้ม  พอวิ่งไปถึงจุดพักก็มีการแวะปิกนิก  เจ้าหน้าที่เตรียมน้ำลิงกอนเบอร์รี่ (Lingonberry) อุ่นๆไว้ช่วยลดความหนาวได้ดี

“จบจากทริปกรีนแลนด์  เราไปเที่ยวกันต่อที่สวีเดน  ซึ่งเขาไม่ได้โปรโมตเรื่องแสงเหนือเยอะมาก  เพราะส่วนใหญ่เวลาคนนึกถึงแสงเหนือจะคิดถึงไอซ์แลนด์หรือไม่ก็กรีนแลนด์  แต่กลายเป็นว่าแสงเหนือที่สวีเดนสวยกว่ากรีนแลนด์อีกนะ  เป็นเรื่องที่เราคาดเดาไม่ได้เลย  ผมมารู้ทีหลังว่ายิ่งถ้าเราเดินทางขึ้นเหนือจะได้เห็นแสงเหนือกันง่ายมาก

“ผมจำได้ว่าวันที่เดินทางไปถึงสวีเดนเครื่องบินดีเลย์มาก  จากที่ควรจะถึง2 ทุ่มกลายเป็นเที่ยงคืน  วันนั้นเหนื่อยมาก ๆ  ตอนลงจากเครื่องบินผมเห็นหลายคนถ่ายรูปบนท้องฟ้า  ก็งงว่าเขาถ่ายอะไรกันนะ  พอมองขึ้นไปตกใจเลยคือบนฟ้ามีทั้งแสงสีเขียวและม่วง  แล้วมันขยับเหมือนเต้นตลอดเวลา  เห็นแล้วหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง

“หลังจากนั้นตลอดการเดินทางจากสนามบินไปถึงโรงแรม  ซึ่งใช้เวลาเดินทางเกือบ 2 ชั่วโมง  เรามองเห็นแสงเหนือสองข้างทางตลอดเวลา  เรียกว่าได้เห็นชัดๆและสวยกว่าที่กรีนแลนด์อีก”

Next Station Roadtrip ที่ญี่ปุ่น

“ช่วงสถานการณ์โควิดผมอยู่บ้านเล่นสเกตวนไป  แต่ถ้าถามว่าอยากเที่ยวไหม  ก็อยากนะ  แต่ไม่ถึงขั้นกระวนกระวายใจว่าต้องไป  ไว้รอสถานการณ์ดีขึ้นผมอยากจัดโร้ดทริปขับรถเที่ยวญี่ปุ่นกับครอบครัว  ซึ่งผมเคยขับไปกับเพื่อนก็น่าจะสนุกดี

“ผมว่าการไปเที่ยวทำให้เราหลุดไปอยู่อีกโลก  อาจเพราะชีวิตประจำวันในเมืองที่ไปไหนก็เห็นแต่ตึก  ถนน  รถรา  แต่ทันทีที่ไปเที่ยว  บรรยากาศทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด  พอเราเปลี่ยนสถานที่  ความรู้สึกหรือมุมมองที่มีต่อบางเรื่องหรือมีต่อชีวิตเปลี่ยนไปเลยนะ การไปเที่ยวช่วยให้เราหยุดพักจากชีวิตรูทีนและได้ไปเจอโลกอื่นบ้าง”


ที่มา : นิตยสารแพรว ฉบับ 971

Praew Recommend

keyboard_arrow_up