ย้อนวันวาน "เจ-เจตริน" เจ้าพ่อเพลงแดนซ์ยุค 90 และเอนเตอร์เทนเนอร์ตัวจริงแห่งยุคนี้

ย้อนวันวาน “เจ-เจตริน” เจ้าพ่อเพลงแดนซ์ยุค 90 และเอนเตอร์เทนเนอร์ตัวจริงแห่งยุคนี้

ย้อนวันวาน "เจ-เจตริน" เจ้าพ่อเพลงแดนซ์ยุค 90 และเอนเตอร์เทนเนอร์ตัวจริงแห่งยุคนี้
ย้อนวันวาน "เจ-เจตริน" เจ้าพ่อเพลงแดนซ์ยุค 90 และเอนเตอร์เทนเนอร์ตัวจริงแห่งยุคนี้

ย้อนวันวาน “เจ-เจตริน วรรธนะสิน” เจ้าพ่อเพลงแดนซ์ยุค 90 จนถึงวันนี้ที่ผ่านมากว่า 30 ปี ก็ยังคงครองตำแหน่งเอนเตอร์เทนเนอร์ตัวจริง

“เจ-เจตริน วรรธนะสิน” เจ้าพ่อเพลงแดนซ์ยุค 90 หนึ่งในเจ้าของสถิติล้านตลับ! ที่ครองตำแหน่งขวัญใจแฟนๆ มากว่า 30 ปี ทั้งจากเพลงฮิตตลอดกาลอย่าง ฝากเลี้ยง, กองไว้, ยุ่งน่า, คาใจ ฯลฯ และจากลีลาท่าเต้น ความสนุกของโชว์ที่แสดงให้เห็นพลังและความสามารถในการเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ตัวจริง

ย้อนวันวาน "เจ-เจตริน" เจ้าพ่อเพลงแดนซ์ยุค 90 และเอนเตอร์เทนเนอร์ตัวจริงแห่งยุคนี้

แดนซ์สุด ฟินสุด

ท่ามกลางกระแสความนิยมของเพลงป็อปไทยในยุค 90 ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “เจ-เจตริน” คือศิลปินที่บุกเบิกและสร้างปรากฏการณ์แดนซ์สุดเหวี่ยง เป็นเจ้าพ่อเพลงแดนซ์ผสมแร็พที่โด่งดังเป็นพลุแตก

“สมัยเด็กผมไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นนักร้องนะ แต่เรารู้ตัวว่าชอบดนตรี จึงรวมกลุ่มกับเพื่อนเล่นดนตรี และลงประกวดเวทีของโรงเรียนเป็นประจำทุกปี อย่างเด็กคนอื่นๆ เลิกเรียนอาจจะไปเตะฟุตบอล เล่นบาส ส่วนผมรีบนั่งรถไปห้องซ้อมดนตรี จนดนตรีกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมาตลอด

“จนวันหนึ่งผมมีโอกาสเข้ามาเป็นนักร้องในค่ายแกรมมี่ ซึ่งตอนนั้นถือเป็นจุดสูงสุดของนักร้องยุค 90 เลยนะ จำได้ว่าช่วงก่อนออกอัลบั้มก็ลุ่มๆ ดอนๆ เหมือนกัน เพราะเราเป็นนักดนตรีวัยรุ่น ไม่มีประสบการณ์เข้าห้องอัดอะไรเลย โชคดีที่พี่เต๋อ (เรวัต พุทธินันทน์) พี่วัฒน์ (ธนวัฒ สืบสุวรรณ) ช่วยดูแล แล้วยังมีพี่ดี้ (นิติพงษ์ ห่อนาค) พี่โอม-ชาตรี ดูแลเนื้อร้อง ทำนอง บวกกับได้รับโอกาสดีๆ จากพี่บูลย์ (ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม) และพี่เล็ก (บุษบา ดาวเรือง) รวมถึงพี่ๆ และอีกหลายท่านที่ไม่สามารถกล่าวได้หมด ทำให้อัลบั้มชุดที่ 1 ‘จ-เ-ะ-บ’ ที่มีเพลงฝากเลี้ยง, กองไว้, เจ็บไปเจ็บมา ที่ได้รับกระแสและผลตอบรับจากแฟนๆ ดีมาก

“เวลาใครบอกว่าเจ-เจตริน คือ King of Dance ผมเขินนะ (หัวเราะ) เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เต้นจริงจังขนาดนั้น แต่เขาอาจมองว่าเพลงของเรามีจังหวะ โยกตามได้ แม้แต่เพลงช้าก็ยังเต้นได้ (ยิ้ม) ส่วนหนึ่งน่าจะเพราะผมเป็นมือกลองมาก่อน ชอบเรื่องบีต มีจังหวะในหัวตลอด และจะให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องของเพลงมากๆ

ย้อนวันวาน "เจ-เจตริน" เจ้าพ่อเพลงแดนซ์ยุค 90 และเอนเตอร์เทนเนอร์ตัวจริงแห่งยุคนี้

“เวลามีคอนเสิร์ต ผมจะเลือกและจัดเรียงเพลงตามจังหวะของแต่ละเพลง เพื่อให้คนฟังรู้สึกต่อเนื่อง ขยับตามได้เรื่อยๆ ตั้งแต่เพลงแรกจนถึงเพลงสุดท้าย ซึ่งตรงนี้มั้งครับที่คนเลยยกให้เป็นเจ้าพ่อเพลงแดนซ์ เพราะใครมาดูคอนเสิร์ตผมก็ต้องเต้นตาม (หัวเราะ) และข้อดีอีกอย่างคือผมเป็นนักกีฬาเจ็ตสกี ทำให้ร่างกายมีความแข็งแรง อึด บนเวทีจึงไม่เคยหยุดนิ่งเลย พลังเต็มร้อยไม่มีตก แฟนๆ เลยมองว่าเวลามาดูคอนเสิร์ตพี่เจมันเดือด (หัวเราะ)

“ในยุค 90 นั้นถือเป็นยุคเฟื่องฟูของเพลงป็อปแดนซ์เลยนะ เพราะตอนนั้นยังไม่มี K-Pop ซึ่งผมคิดว่าตัวเองน่าจะเป็นนักร้องเดี่ยวแนวป็อปแดนซ์ยุคแรกๆ เพราะตอนนั้นที่ดังมากๆ อย่างพี่เบิร์ด (ธงไชย แมคอินไตย์) ก็จะเป็นแนวป็อปที่อมตะตลอดกาล ส่วนแดนซ์ก็มีผม คริสติน่า และ ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง เป็นสไตล์ใหม่ที่เห็นได้ชัดเจน ซึ่งผมกับทัชเป็นเพื่อนกันอยู่แล้ว เพียงแต่อยู่กันคนละค่าย (ทัชอยู่ค่ายอาร์เอส) อารมณ์ตอนนั้นจึงเหมือนเป็นคู่ปรับกันหน่อยๆ สนุกมากครับ

“ซึ่งกว่า 30 ปีบนเส้นทางนี้ ถ้าพูดให้เห็นภาพก็คือผมอยู่มาตั้งแต่ยุคแผ่นเสียงไวนิล มาถึงยุคเทปคาสเส็ต จนขยับเป็นซีดี MP3 จนตอนนี้ยุคออนไลน์ที่เปลี่ยนรูปแบบการฟังเพลงมาเป็นสตรีมมิ่ง (Streaming) หรือยูทูบ (Youtube)

“สมัยก่อนเวลาทำงานเพลงออกมาสักอัลบั้มมีความยากกว่าสมัยนี้มาก ต้องยอมรับว่าสมัยก่อนต้องเดินทางไปห้องอัดเสียง อย่างห้องอัดบัตเตอร์ฟลาย ห้องอัดศรีสยาม ที่ใช้เครื่องอัดเสียงแบบแอนะล็อก เป็นห้องอัดเสียงแบบม้วนเทปใหญ่ๆ ต้องซ้อมมาอย่างดีแล้วร้องรวดเดียวจบ เพราะยังไม่มีโฮมสตูดิโอ แบบสมัยนี้ที่มีเทคโนโลยีทันสมัยขึ้น สามารถตัดต่อได้ เพิ่มตรงนั้นนิด ตรงนี้หน่อย เลือกร้องใหม่เฉพาะจุดได้ และในยุค 90 ไม่มีคำว่าซิงเกิ้ล ต้องออกเต็มอัลบั้ม ฉะนั้นกว่าจะได้ออกผลงานต้องทำรวดเดียว 10-12 เพลง

“จนมาถึงช่วงที่เริ่มปรับจากแอนะล็อกเข้าสู่ยุคดิจิทัล จำได้ว่าน่าจะประมาณอัลบั้มที่ 3-4 เริ่มมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น จนมาถึงอัลบั้มที่เปลี่ยนแปลงเป็นโฮมสตูดิโอเลยก็คือ J-FiGHT (2543) กับที่รวมเพลงเจตรินอะคูสติก อัดเพลงกันจากโฮมสตูดิโอที่บ้านเพื่อนเลยครับ เข้าไปร้องกันในตู้เสื้อผ้าเพื่อให้เสียงชัดๆ (หัวเราะ)

“พอมาถึงปัจจุบันมีอุปกรณ์ที่ทันสมัยและดีขึ้น เทคโนโลยีไปไกลมากแล้ว อย่างในห้องนอนผมกับลูกๆ (เจ้านาย, เจ้าขุน และเจ้าสมุทร) มีอุปกรณ์ทำเพลงของแต่ละคนเลย เช่น คอมพิวเตอร์ ลำโพง ไมค์ หูฟัง คีย์บอร์ด ซึ่งผมคิดว่ายุคนี้บ้านนักดนตรีน่าจะเป็นอย่างนี้กันหมด เพราะโลกมันเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ”

ย้อนวันวาน "เจ-เจตริน" เจ้าพ่อเพลงแดนซ์ยุค 90 และเอนเตอร์เทนเนอร์ตัวจริงแห่งยุคนี้

เพลงฮิตตลอดกาล!

เจ-เจตริน เป็นอีกหนึ่งศิลปินที่ครองความนิยมไว้ตลอดไม่มีตก ยืนยันได้จากเสียงกรี๊ดของแฟนๆ และบัตรคอนเสิร์ตที่ขายหมดจนต้องเพิ่มรอบ!

“อย่างแรก ผมโชคดีที่ได้เพลงดี โชคดีที่เริ่มต้นมาดี เพลงมีความอมตะ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี ร้องเมื่อไหร่ก็ยังสนุก จนกลายเป็นเพลงมหาชนไปแล้ว ส่วนอย่างที่สอง ผมมองว่าตัวเองไม่ได้เป็นนักร้องหรือศิลปิน เพราะรู้สึกเขินๆ แต่ ผมจะเรียกตัวเองว่าเป็น Performer หรือ Entertainer (ยิ้ม) เพราะอยู่บนเวทีแล้วสามารถทำให้ผู้ชมสนุกไปด้วยกันได้ ไม่ว่าจะเป็นคอนเสิร์ตหรืองานรูปแบบไหน ทั้งงานอีเว้นต์ งานแต่งงาน งานทางการ หรือคอนเสิร์ตใหญ่ระดับอิมแพ็คอารีน่า

“ซึ่งผมรู้สึกว่าถ้าคุณมีความเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ตัวจริง คุณจะอยู่ได้ยาว เหมือนกับหลายๆ วงที่อยู่มาตั้งแต่ยุค 70-90 ยังมีงานคอนเสิร์ตมาจนถึงทุกวันนี้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะอยู่กับที่นะ สิ่งสำคัญคือเราต้องปรับเปลี่ยนองค์ประกอบบางอย่าง ให้เข้ากับยุคสมัยด้วย เช่น การเรียบเรียงดนตรี ทำนองใหม่ เพื่อให้เข้ากับเทคโนโลยีลำโพงต่างๆ รวมถึงความชอบของคนยุคนี้ด้วย

“แต่ก็มีแฟนคลับบางคนเป็นเปอร์เซ็นต์ไม่มาก ที่บ่นว่าชอบแบบออริจินัลมากกว่า ก็อยากให้เข้าใจว่าผมพยายามมองภาพรวมเป็นหลัก เพราะเพลงอยู่มา 20-30 ปี ก็ต้องปรับเปลี่ยนบางจุดให้เข้ากับยุคสมัย แต่ก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบของงานด้วยนะ

ย้อนวันวาน "เจ-เจตริน" เจ้าพ่อเพลงแดนซ์ยุค 90 และเอนเตอร์เทนเนอร์ตัวจริงแห่งยุคนี้

“ซึ่งผมจะวิเคราะห์งานของตัวเองตลอดเวลาว่าแบบนี้เวิร์คไหม ควรปรับอะไร สมมติเราเล่นคอนเสิร์ตในผับบาร์ราวๆ หนึ่งชั่วโมง ห้ามกราฟตกหรือมีช่วงแผ่วเด็ดขาด เพราะจะมีแฟนคลับขอเพลงตลอด แต่ถ้าตอนนั้นบรรยากาศกำลังมัน แดนซ์กระจายเลย แต่เขาขอเพลง ชีวิตมีแต่เธอ ที่เป็นอะคูสติก ก็ไม่ได้นะ ไม่ได้จริงๆ (หัวเราะ) ฉะนั้นเวลาอยู่บนเวทีผมจะวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ ตรงนั้นทันที เพราะก็มีนะที่แฟนคลับขอแบบจะฟังให้ได้ ยังไงก็ไม่ยอม ผมก็ร้องสดให้ฟังหนึ่งท่อนเพื่อให้เขาแฮ็ปปี้ โดยที่กราฟของเราไม่ตก ซึ่งนี่แหละคือการย้อนกลับมาที่ความเป็นเพอร์ฟอร์เมอร์และเอนเตอร์เทนเนอร์ คือเราต้องทำการบ้านอยู่ตลอดเวลา และเพลย์ลิสต์ต้องดีครับ

“ผมจึงต้องคุยกับทีมงานตลอด ทั้งคอรัส MC ทุกคนในวง เพราะการแสดงบนเวทีคือทีมเวิร์ค ถ้าเปรียบเป็นทีมฟุตบอลก็คือคนไหนควรเป็นกองหน้า กองหลัง และใครควรเสริมอะไรตรงไหน จริงอยู่ที่ผมเป็นนักร้องเดี่ยว แต่ตอนนี้เราไม่ได้ มีแค่แดนเซอร์เหมือนสมัยก่อนแล้ว ต้องมี MC มีคอรัสมาช่วยให้สมบูรณ์ที่สุด ซึ่งจริงๆ องค์ประกอบเยอะนะ ยิ่งบางงานต้องผสมผสานการตลาดเข้าไปด้วย ผม เคยทำรายการทีวี ทำค่ายเพลง รู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร และเราสามารถตอบโจทย์เขาได้อย่างไรบ้าง นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เจตรินมีงานอยู่ตลอด (ยิ้ม)

“ผมอยากให้น้องๆ รุ่นใหม่ลองวิเคราะห์ดูว่าถ้าอยากมีงานจ้างเยอะๆ ก็ต้องมีการตลาดที่ดีด้วย มีจุดขายของตัวเองชัดเจน แต่ก็มีเด็กๆ รุ่นใหม่ที่ไม่อินกับเรานะ อย่างนักเลงคีย์บอร์ดยุคนี้บอกว่าเพลงอะไรวะ ไม่เก็ตเลย ฟังไม่รู้เรื่อง น่าเบื่อ ผมก็ต้องยอมรับว่าเขาไม่ได้อยู่ในกลุ่มของเรา ฉะนั้นเราต้องรู้ว่าลูกค้าเราคือใคร และเราจะเสิร์ฟคนไหน โดยที่คงตัวตนและเอกลักษณ์ของตัวเองไว้

“วงในตำนานอย่างคาราบาว, ไมโคร, คริสติน่า, ใหม่ เจริญปุระ เขามีความเป็นตัวเอง มีคาแร็คเตอร์ชัดเจนมาก ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี หรือถ้ายุคกลางๆ อย่างปาล์มมี่, ดา เอ็นโดรฟิน ส่วนยุคปัจจุบันผมยกให้ The Toys ผมมองว่าทอยเป็นนักดนตรีที่มีความชัดเจนในตัวเองและเก่งมาก ผมว่าเขาจะเป็นอีกคนที่อยู่ได้นาน แน่ๆ คือถ้าคุณมีการพัฒนาและประเมินตัวเองอยู่ตลอดเวลา คุณจะไปได้ไกลครับ”

ย้อนวันวาน "เจ-เจตริน" เจ้าพ่อเพลงแดนซ์ยุค 90 และเอนเตอร์เทนเนอร์ตัวจริงแห่งยุคนี้

พลังเต็มร้อย…ไม่มีตก!

เพราะทุกวันนี้เขายังมีความสุขและสนุกทุกครั้งที่ได้ขึ้นเวทีร้องเพลง จึงทำให้ทุกวันในการเป็นศิลปินของเจ-เจตริน มีการพัฒนาอยู่ตลอดและไม่เคยลดดีกรีความมันลงเลย

“มีหลายคนถามผมนะว่าร้องเพลงเดิมมา 20-30 ปี ไม่เบื่อเหรอ หรือทำงานมานานขนาดนี้ ท้อบ้างไหม คำตอบคือไม่เลยนะ ผมชอบร้อง ชอบเต้น ชอบที่ได้ขึ้นเวที (หัวเราะ) อย่างบางงานไปถึงทุกคนใส่สูท แต่งชุดราตรีมากัน จะยังไงดีเนี่ย ซึ่งผมสนุกที่ได้คิด ได้ทำให้ผู้ชมมีความสุข ยิ่งได้เห็นทุกคนลุกขึ้นเต้นแบบไม่แคร์สูทหรือส้นสูง ผมยิ่งโคตรมีความสุขเลย (ยิ้ม)

“หรือบางงานที่ผู้ชมไม่สามารถลุกขึ้นเต้นได้จริงๆ หรือแบบต่างคนต่างเขิน เจ-เจตริน ก็บุกลงไปหาเลยครับ (ยิ้ม) ผมเชื่อว่ามันต้องมีทางทำให้เขาสนุกให้ได้ ซึ่งนี่แหละที่ทำให้ผมไม่เคยเบื่อเลย โจทย์ใหม่ๆ คอยท้าทายตลอดเวลา ซึ่งผมผ่านมาหมดแล้ว ตั้งแต่คนดู 20 คน 50 คน 100 คน ไปจนถึงฮอลล์ใหญ่ๆ เป็นหมื่นคน

“ตลอดระยะเวลาการทำงานที่ผ่านมา ผมมีความสุขมากนะ มันคือหลายๆ อย่างรวมกัน โดยเฉพาะเวลาที่อยู่บนเวทีแล้วคนร้องเพลงตามกันได้ ยิ่งในคอนเสิร์ตใหญ่ๆ อันนั้นฟินมาก เพราะสุดท้ายแล้วความสุขของนักร้องก็คือการได้ขึ้นเวที มีคอนเสิร์ตใหญ่ของตัวเอง

“ย้อนกลับไปสัก 6-7 ปี ผมมีคอนเสิร์ตใหญ่ที่อิมแพ็คอารีน่า (เมืองทองธานี) มาตลอด ไล่มาทุกปี ครั้งละ 2 รอบ ฉะนั้นถ้าถามว่าอะไรที่พีคที่สุดในการทำงาน ตรงนี้ผมคิดว่าการได้เล่นคอนเสิร์ตใหญ่นี่แหละ คือเหนื่อยมากนะ เพราะซ้อมกัน หลายเดือน แต่ก็มีความสุขมากจริงๆ

“แต่แน่นอนว่าการอยู่ตรงจุดที่มีสปอตไลท์ส่องตลอดเวลา ก็มีบ้างที่ต้องเจอกับเรื่องดราม่าต่างๆ ที่กระทบจิตใจ อย่างบางคนที่ไม่รู้จัก มองภายนอกจะดูว่าเจเข้าถึงยาก แต่ถ้าได้รู้จักจะรู้ว่าผมมอมแมมและใช้ชีวิตแบบสบายๆ มาก ซึ่ง สมัยก่อนก็จะมีข่าวอยู่บนสื่อบ้าง แต่ไม่ได้แรงมากเท่ากับสมัยนี้นะ เพราะปัจจุบันไม่ใช่สื่อที่วิจารณ์เรา แต่เป็นใครก็ไม่รู้ในโลกออนไลน์ ที่สุดแล้วไม่ว่าจะอย่างไร เราก็ยังต้องใช้ชีวิตต่อไป และยังมีแฟนๆ ที่เข้าใจเราอยู่

“ผมมักจะพูดกับแฟนๆ เสมอ เพราะเขาคือแบตเตอรี่ของผม ผมจึงยังมีพลังจนถึงวันนี้ ซึ่งก็คือเรื่องจริง นักร้องจะอยู่ได้ยาวขนาดไหน จะเป็นตำนานหรือไม่ แฟนๆ ของพวกเขาคือผู้กำหนด”


ที่มา : นิตยสารแพรว ฉบับ 961

ภาพเพิ่มเติม : jjetrin

Praew Recommend

keyboard_arrow_up
error: Content is protected !!