นนนี่-นนลนีย์ ลูกสาวแอน-สิเรียม

ชีวิตที่เติบโตอีกก้าวของ นนนี่-นนลนีย์ ลูกสาวแอน-สิเรียม อุ่นใจที่สุดเมื่อมีแม่

นนนี่-นนลนีย์ ลูกสาวแอน-สิเรียม
นนนี่-นนลนีย์ ลูกสาวแอน-สิเรียม

เดือนแห่งความรักแบบนี้ หลายคนอาจโฟกัสไปกับความรักแบบหนุ่มสาว แต่จริงๆ แล้วรักแท้อีกแบบที่เราควรให้ความสำคัญไม่ต่างกันคือ ความรักของคุณแม่ ที่ไม่ว่าลูกจะทุกข์หรือสุขท่านก็มักจะอยู่เคียงข้างเราเสมอ ซึ่งหนึ่งในตัวอย่างวันนี้ก็คือคู่แม่ลูกคนสวย แอน-สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์  กับลูกสาว นนนี่-นนลนีย์ โอแกน ที่กำลังเผชิญปัญหาชีวิตคู่ ซึ่งแม้ในตอนนี้ยังไม่มีคำตอบแน่ชัด แต่สิ่งที่ชัดเจนมากกว่านั้นคือความรักของแม่ ที่เป็นห่วงเป็นใยเธอเสมอ ซึ่งมันทำให้เธอได้เรียนรู้ถึงความรักที่มีค่าที่สุดในชีวิต นนนี่-นนลนีย์ ลูกสาวแอน-สิเรียม

ชีวิตที่เติบโตอีกก้าวของ นนนี่-นนลนีย์ ลูกสาวแอน-สิเรียม อุ่นใจที่สุดเมื่อมีแม่

นนนี่-นนลนีย์ ลูกสาวแอน-สิเรียม

รู้แรงกดดันไหมที่เป็นลูกดารา เพราะมีคนคอยจับตามองตลอด?

แอ : รู้สึกค่ะ รู้สึกตลอดรู้สึกแบบคือเวลาอยู่ที่โน่นกับเขา แล้วเราถ่ายรูปด้วยกันเวลาแอโพสต์นนนี่เขาก็จะมาบ่นแม่โพสต์รูปหนูอีกแล้ว เดี๋ยวก็มีคอมเมนต์มาอีกหนูไม่อยากถ่ายรูปกับแม่เมื่อสมัยก่อนนะคะ เวลาเราถ่ายรูปเขาลง ใน Instagram ของแอไม่ค่อยมีคอมเมนต์อะไร แต่พอเขาเอารูป นนนี่ ที่เราลงไปลงข่าวคนก็เข้าไปคอมเมนต์ตรงนั้น ไม่ดีอ้วนอะไรแบบนี้ เราก็เตือนเขาว่าอย่ากินเยอะก็ไม่เชื่อ (หัวเราะ)

นนนี่ : ก็มันเป็นความสุขของหนู และอีกอย่างหนึ่งคือ ชอบมีข่าวว่าหนูท้องมาตั้งแต่ที่อายุ 13-14-15 คือ งงมากจริงๆคือได้ยินว่าท้องมาตลอด คือเห็นว่าหนูมีพุงก็ว่าหนูท้อง พอผอมก็บอกว่าแท้งแล้ว  คือถ้าเขาเชื่ออะไรไปแล้ว ถึงเราบอกความจริงยังไง เขาก็จะเชื่อในสิ่งที่เขาเชื่อ

แอ : แต่เป็นข่าวที่แรงมากสำหรับเรา ณ วันนั้นเรารู้สึกแต่ก็ต้องพยายามเก็บความเจ็บปวด เก็บความเจ็บใจอันนั้นไว้ข้างใน ซึ่งใครเขาจะคิดอะไรก็ปล่อยเขาไปเราก็ให้อภัยเขา อย่างเรื่องของเราก็มีทั้งกอสซิปทั้งนินทาไม่รู้จะทำยังไงไปเปลี่ยนเขาไม่ได้จะร้องไห้ไปก็เท่านั้น ก็มีมาบ่นกับเขาแทนว่าทำไมไม่ทำให้ดีๆ จะได้สดใส เราก็พูดกับเขาตลอดจนเขาไม่อยากพูดกับเราแล้ว อะไรที่แม่บอกคือเขาไม่อยากทำ

ในความเป็นเด็กวัยรุ่นแน่นอนเริ่มต้นของการมีความรัก เริ่มต้นอกหักตอนนั้นปรึกษาคุณแม่ไหม?

นนนี่ : ไม่คุย ไม่พูดเลยค่ะ เรารับมือเองหมด เพราะรู้สึกว่าแม่ไม่มีเวลามาฟังหรอก แต่เราไม่ได้มีความตั้งใจทำให้คุณแม่เจ็บปวดนะคะ เราอยู่ของเราได้ เพราะถ้าเป็นเรื่องความรักเรารู้สึกว่าเราอายเราไม่กล้าพูดกับที่บ้าน

หลายสิ่งที่ นนนี่ ทำมีผลต่อคุณแม่เยอะมาก ซึ่งเหตุผลที่แม่ทิ้งงานในเมืองไทยไปเลยก็เพราะนนนี่ ?

แอน : ตอนนั้นคือ วางทุกอย่างแล้วก็ไปอยู่ที่ต่างประเทศเพื่อเขาเลย เพราะเป็นคนที่ตัดสินใจอะไรจะทำไปเลยให้ดี

นนนี่ : ไม่ได้ตกใจที่คุณแม่ไป เพราะตอนนั้นเราก็อยู่โรงเรียนประจำแล้วเราก็จะไปหาเขาได้แค่แบบ ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์เย็นก็กลับ แต่บางทีเราก็ไม่ได้ไปหาเขาเพราะแบบเราอยู่โรงเรียนเราสนุก แต่คุณแม่เขามาหาเราเอง

แอน : เพราะเขาก็บ่นว่าเขาเหนื่อยนะ เขาต้องนั่งรถไฟมาแล้วก็ต้องนั่งรถไฟกลับไปเรียนอีกตั้ง 2 ชั่วโมง

แอน-สิเรียม

นนนี่มาเข้าใจตอนไหนว่าคุณแม่งานเยอะจริงๆ?

นนนี่ :  มาเข้าใจช่วง 2-3 ปีหลังเพราะเห็นแม่ทำงานทุกวันจริงๆ แล้วพอตอนนี้เรามาเป็นผู้จัดการให้คุณแม่ พอเห็นงานเขาแล้วเรารู้สึกว่าทำไมเก่งจัง ไม่หยุดเลย ทำงานทุกวัน เพราะเราจะถามคุณแม่ก่อน ในทุกงานที่รับว่าจะรับวันไหน วันนี้ไหม ยังไง ก็พยายามรับงานที่ไม่เหนื่อยมาก แม่ ก็จะบอกว่าไม่ๆแม่งก แม่ จะเอาทุกงานแต่ความสัมพันธ์ก็ค่อยๆพัฒนาขึ้นมาตามเวลาเหมือนกัน เพราะตอนเด็กๆก็ดูเหมือนไม่เข้าใจต่างๆนานา แต่พอโตขึ้นด้วยการที่ได้เห็นกันมาเรื่อยๆ เลยทำให้เข้าใจ

การแต่งงานของน้องนนนี่คุณแม่ได้มีส่วนในการตัดสินใจไหม?

คุณแม่แอน : ตอนที่เขามาบอกว่าจะแต่งงานเราก็อึ้งไป และถามเขาว่าคิดดีแล้วเหรอ แอนก็ปรึกษาสามีว่าเขามีความคิดเห็นว่าอย่างไร เขาก็บอกว่าจะคุยกับลูกอีกครั้งหนึ่ง เพราะลูกตอบกับเธอกับฉันไม่เหมือนกัน หลังจากนั้นเราได้คำตอบที่ยืนยันแน่นอน เราก็ปรึกษากันว่าเราไปห้ามก็ไม่มีประโยชน์

แล้วหลังจากแต่งงานเกิดอะไรขึ้น?

นนนี่ : ใช่ค่ะ คือตอนแรกที่เราตัดสินใจจะแต่งงานเพราะเราตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตอยู่ที่โน่นวางแพลนทุกอย่างแล้ว เราจะเก็บเงินซื้อบ้านนะ พอเราเรียนจบรับปริญญาเรียบร้อยเราจะไปเที่ยวกัน กลับมาก็จะหางานประจำทำที่ไม่ใช่งานในร้านอาหาร แต่พอต้องกลับมาเมืองไทย เราก็โอเคกลับมา มันก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง ต้องยอมรับว่ามันเปลี่ยนแปลงจริงๆ ในหลายๆ อย่าง แต่ค่าใช้จ่ายที่โน่นเราก็ต้องรับผิดชอบอยู่เหมือนกัน เพราะที่เรากลับมาเพราะเราคิดว่าที่โน่น 3-4 เดือน โควิดคงหายแล้วคิดว่ากลับมาไม่นาน ซึ่งเขาก็กลับมาด้วยนะคะ

นนนี่ :พอเหมือนมีช่วงหนึ่งที่ อังกฤษ เขาเปิดประเทศแต่เราก็ตัดสินใจว่ายังไม่กลับแล้วกันให้เขากลับไปก่อน พอเขากลับไปก็เริ่มห่างกัน แล้วชีวิตส่วนใหญ่ของเขาอยู่ที่โน่นไปแล้ว แต่เราอยู่เมืองไทยเราได้เจอคนมากขึ้น อยู่กับคุณแม่ ก็ไม่อยากกลับแล้ว เพราะความห่างไกลมันเลยทำให้เราเลิกกันไปโดยปริยาย เพราะเวลาที่โน่นกับบ้านเราห่างกัน 6 ชั่วโมง แล้วเราก็ไม่ได้มานั่งรอตีสี่ ตีห้าเพื่อคุยโทรศัพท์อยู่แล้ว เพราะเราก็ต้องตื่นเช้า มีกิจกรรมกับคุณแม่ แล้วพอไม่ได้คุยกันก็ห่างกัน แล้วพอเขาทำงานเขาก็ไม่ได้เมสเสจมาเลย เราก็ตกลงคุยกันเป็นเรื่องเป็นราวนะคะ ว่าเลิกกันช่วงสิ้นปีเพราะว่าแบบเราก็บอกเขาว่าคงไม่ได้กลับไปเร็วๆ นี้ ถามว่าเสียใจไหม ไม่ได้เสียใจขนาดนั้น เพราะว่าเราเลิกกันแต่เราได้กลับมาอยู่กับแม่หนูว่ามันคุ้มเพราะว่าเราได้ความรักที่เราไม่ได้เห็นมาตั้งแต่เด็กกลับมา เราก็มีความสุขมากกว่า

นนนี่-นนลนีย์

วันหนึ่งลูกกลับมาแล้วอยู่ใกล้ขนาดนี้แล้วเป็น ผู้จัดการส่วนตัวด้วย ต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง?

แอน : มีบ้างนิดหน่อยช่วงแรกๆอาจจะทำงานไม่ได้ดั่งใจเรื่องของเอกสาร หรือ อะไรเพราะว่านนนี่ เป็นคนทำงานเร็ว ทำงานคล่อง แต่ไม่ละเอียด แต่จริงๆเราก็เครียดนะคะ ถามลึกๆเรามีความสุขไหม แอน มีความสุขมากเพราะว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตระหว่างแม่ลูกที่ได้อยู่ด้วยกัน ได้ทำงานด้วยกัน แอน คิดว่า แอน ปรับตัวแล้ว นนนี่ ก็ปรับตัวเช่นเดียวกัน แต่ในความสุขนั้นเราก็มีความกังวลใจอยู่เพราะความที่เราเป็นแม่ ไม่ว่าจะเกิดเรื่องราวในชีวิตที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะของลูกก็เหมือนแก้วตาดวงใจของแม่ เมื่อเราเห็นเหตุการณ์หรือว่าอะไรที่มันเกิดขึ้นมันย่อมกระทบกับเรามากกว่าเพราะเราเป็นแม่ เราก็จะต้องทำตัวให้เข้มแข็งประคับประคองทุกอย่างให้มันผ่านไปได้ อย่างพอเขาแยกทางเราก็เป็นห่วงเขาจริงๆมันก็หนักแต่เขาเหมือนแบบพยายามแข็งแรงแต่บางทีบางช่วงเขาก็เป็นคนที่เซนซิทีฟ

นนนี่ : ก่อนที่จะกลับมาเมืองไทย ความสัมพันธ์ระหว่างหนูกับแฟนคือ ดีมาก ปกติมาก เพิ่งไปเที่ยวด้วยกันมา คือ หนูมีความรู้สึกว่าถ้าเรายังคบกันไปแบบนี้ต่างฝ่ายถ้าใครคนใดไม่มีความสุข มันก็จะทำให้ทุกอย่างไม่มีความสุข ก็อย่าฝืนดีกว่า เพราะว่าหนูก็เต็มที่มากๆ แล้วเพราะเราก็คุยกันตรงลงความเห็นร่วมกันว่าพอเท่านี้คิดว่าดีทั้งสองฝ่ายคิดว่าเขาก็ได้ใช้ชีวิตที่โน่น เราก็อยากใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ฝืนไปมันก็ไม่ดีทั้งสองฝ่าย

วันที่ความสุขทุกอย่างกลับมา มานั่งอยู่ตรงนี้แล้วมีอะไรอยากบอกซึ่งกันและกันบ้างไหม?

แอน : อยากจะขอบคุณ คือ จริงๆแล้วแอน กับ ลูกเป็นความรักที่เราไม่ค่อยได้บอกกันทุกวัน แต่จริงๆแล้วเขาเป็นแก้วตาดวงใจของแอนเลย (คุณแม่แอน. กอดลูกสาว) รักเขามากที่สุด ก็จะเป็นกำลังใจให้เขาทำอะไรก็อยากให้มีสติดำเนินชีวิตไปในทางที่ถูกต้อง

นนนี่ : แม่ก็รู้ว่าหนูรักแม่ที่สุด และ สัญญาว่าจะเป็นเด็กดีของแม่ จะไม่ทำให้แม่เครียด จะทำให้แม่มีความสุขที่สุด (นนนี่หอมแก้มคุณแม่แอน)

ช่วงนี้น่าจะเรียกว่าเป็นช่วงที่ใกล้ชิดมากที่สุดในชีวิตเลยหรือเปล่า?

แอ : ใกล้ชิดที่สุดแล้วค่ะ (น้ำตาคลอ) แต่เราก็ยังมีสิ่งที่ห่วงเขาเพราะว่าลูกก็ยังเป็นลูกวันยังค่ำ แล้วก็คือ บางทีความรวดเร็วในการตัดสินใจอยากให้เขามีสติและค่อยๆ พิจารณา

นนนี่ : เพราะเราเป็นคนใจร้อน

มานั่งตรงนี้แล้วนนนี่มีคำปรึกษากับพี่อ้อยพี่ฉอดบ้างไหม?

นนนี่ : อยากให้แนะนำมากกว่าค่ะ คือในอนาคตเราจะดำเนินต่อไปอย่างไรให้มีข้อคิดในการใช้ชีวิตเพราะหนูไม่มีปัญหาเรื่องความรัก

พี่อ้อย : นนนี่ รู้สึกไหมที่เรานั่งคุยกันหลายสิ่งหลายอย่างหนูได้จากในชีวิตจริง ชีวิตจริงของ นนนี่ สอนแต่ละอย่างๆ พี่อ้อย ว่าในชีวิตเรามีตำราสอนเราอยู่แล้ว และมีตำราความรักเพิ่มมาอีกเล่มหนึ่งสอนจากคนที่เรารักแล้วมันก็เป็นตำราที่บ่มเพาะเราไปเรื่อยๆเพราะไม่ว่าอนาคตจะเป็นยังไงหนูมีตำราอยู่ในมือและวันนี้สิ่งที่ทำให้เห็นได้อย่างหนึ่งคือ คุณแม่บอกว่าหนูเป็นคนใจร้อนแต่วันนี้หนูอยู่ใกล้คุณแม่ พี่อ้อย ว่าหนูจะมีสติมากขึ้นเพราะหนูอาจจะคิดว่าเมื่อก่อนชีวิตเราคนเดียว เราสามารถตัดสินใจเองเรารับผิดชอบได้ แต่พอเราได้มาอยู่ใกล้ๆคุณแม่เราจะรู้สึกว่าแม่จะคิดยังไง แม่โอเคไหม วันนี้ แม่คือสติอีกสิ่งหนึ่งอยู่แล้ว และเมื่อวันหนึ่งหนูรักตัวเองมากพอ รักคุณแม่มากพอ มันจะเป็นเกราะป้องกันให้คุณแม่อีกชั้นหนึ่ง จะมีเบรกในชีวิต

พี่ฉอด : ที่หนูถามว่าหนูต้องมีวิธีคิดยังไง รู้ไหมสิ่งที่หนูคิดวันนี้ ที่หนูเล่ามาในรายการทั้งหมด หนูคิดดีแล้ว แม้แต่คุณแม่เอง เป็นแม่ลูกกันแม่ยังต้องเรียนรู้วิธีของลูกเลยว่าจริงๆฉันดราม่ามากเกินไปหรือเปล่า พอไม่ดราม่ามันก็มีความสุขทันทีเลย งั้นทุกคนที่ได้นั่งฟังกันอยู่ตอนนี้ ก็ได้ความคิดในแต่ละแบบที่ไม่มีคำว่าถูกผิดหรอก อยู่ที่ว่าเราจะใช้วิธีคิดของเรายังไงที่ทำให้เราใช้ชีวิตในโลกใบนี้ยังไง ทำให้มีความสุขที่สุด และที่นนนี่ พูดว่า หนูไม่ได้ทำให้คนอื่นเดือดร้อนพี่ว่าอันนี้สำคัญที่สุด เราไม่ได้มีความสุขบนความทุกข์ของใคร


ข้อมูลจาก : คลับฟรายเดย์โชว์

Praew Recommend

keyboard_arrow_up