รียา วาลา นางแบบสาวเซอร์ กับคำสารภาพ มะเร็งปากมดลูก เปลี่ยนฉันเป็นคนใหม่

นับจากวันที่ รียา วาลา นางแบบสาวสุดเซอร์ตรวจพบว่าตัวเองเป็น มะเร็งปากมดลูก ระยะที่ 3 ชีวิตเธอก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

“รียาเริ่มอาชีพนางแบบพร้อมกับสมัครเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ยอมรับว่าที่ผ่านมาใช้ชีวิตแบบไม่สนใจตัวเองนัก กระทั่งปี 2556 รู้สึกถึงอาการผิดปกติหลายอย่าง เช่น ปวดท้องน้อยมากขึ้น สังเกตว่าท้องเริ่มบวม สวนทางกับรูปร่างที่ผอมลงๆ กินอะไรก็อาเจียนออกมาหมด อีกอย่างคือรู้สึกปวดหลังมาก

riiyar

“ตอนแรกคิดว่าเป็นเพราะใส่ส้นสูงทำงาน แต่พอไม่ใส่ก็ยังปวดอยู่ กระทั่งวันหนึ่งมีเลือดออกจากช่องคลอดทั้งที่ไม่มีประจำเดือน จากที่ละเลยมาเรื่อยๆ ก็คิดว่าคงไม่ปกติแล้ว เข้าไปเซิร์ชในกูเกิล โดยเขียนอาการที่เกิดขึ้นทั้งหมดลงไป ผลออกมาว่ารียามีอาการคล้ายโรคมะเร็งปากมดลูก จึงตัดสินใจไปตรวจที่โรงพยาบาล 5 แห่ง ทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ที่ไปตรวจหลายแห่งเพราะยังมีความหวังว่าบางโรงพยาบาลอาจจะบอกว่าเราไม่ได้เป็นมะเร็ง และจะได้ช่วยเพิ่มความมั่นใจด้วย

“แต่ผลตรวจออกมาตรงกันหมดว่า รียาเป็นมะเร็งปากมดลูก ไม่ใช่แค่ระยะเริ่มต้น แต่เป็นระยะที่ 3

“ความรู้สึกตอนนั้นช็อกมากค่ะ เหมือนคนบ้าเลย  เพราะที่ผ่านมาทั้งมองข้ามอาการเตือนทั้งหลาย บอกตัวเองมาตลอดว่าฉันไม่เป็นอะไร สามวันแรกที่รู้ผลจมปลักอยู่กับความเศร้า ร้องไห้คนเดียว ตัดสินใจไม่บอกใครเลยแม้กระทั่งคุณพ่อคุณแม่ พี่สาว เพราะอยากผ่านเรื่องร้ายไปได้ด้วยตัวเองก่อน ไม่อยากให้ครอบครัวพลอยกังวล

riiyar

“คุณพ่อคุณแม่รียาอยู่ยะลา ส่วนพี่สาวแยกไปพักคนละแห่ง รียาอยู่หอพักคนเดียว มองแง่ดีก็คือเหมือนเรามีเวลาฟื้นฟูความรู้สึก เริ่มทำใจว่าเมื่อมะเร็งขอมาอยู่กับเรา เราก็ต้องอยู่กับมัน แค่คิดให้ออกว่าจะอยู่อย่างไร ถ้าเราเครียด คนที่ได้รับผลกระทบก็คือตัวเราเอง แม้จะไม่รู้สาเหตุแน่ชัดว่าทำไมเป็นโรคนี้ทั้งที่อายุยังน้อย คุณหมอให้กำลังใจว่ามะเร็งปากมดลูกสามารถรักษาให้หายขาดได้ แม้จะเป็นมะเร็งที่ฆ่าผู้หญิง เป็นอันดับ 2 เนื่องจากไม่ค่อยแสดงอาการให้เห็นชัดเจนว่าผิดปกติ กว่าหลายคนจะรู้ตัว มะเร็งก็ลุกลามไปแล้ว ซึ่งรียาโชคดีมากที่มะเร็งไม่ได้ลุกลามไปที่อื่น

“รียาเลือกรับการรักษาที่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง เริ่มแรกคุณหมอให้ปรับเรื่องอาหารก่อน เพราะเชื่อว่าชีวิตประจำวันอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เป็นมะเร็ง ยอมรับว่ารียากินอาหารน่ากลัวจริงๆ คือกินส้มตำปูปลาร้า ทุกวัน วันไหนไม่กินจะรู้สึกขาดๆ ของดองก็ชอบมาก เช่น สะตอดอง เนื้อย่างก็ชอบ แล้วยังนอนดึก ประมาณตีหนึ่งตีสอง นานๆ จะออกกำลังกายสักครั้ง จึงหันมาปรับวิธีการกินใหม่ทั้งหมด งดเนื้อสัตว์เลย เพราะโปรตีนเป็นแหล่งอาหารของมะเร็ง ยกเว้นปลา แม้จะเป็นโปรตีนแต่มีประโยชน์มากกว่า ไม่กินผงชูรส และทุกมื้อต้องมีผัก จนบางครั้งก็เหลือแต่ผักอย่างเดียว โดยพยายามเลือกผักปลอดสารพิษ

riiyar

“ที่รียาปรับแรงอีกอย่างคือการเข้านอนแต่หัวค่ำ ประมาณ 3 ทุ่ม ตื่น 7 โมงเช้า กับฝึกหายใจใหม่ เพราะทราบมาว่าการหายใจเข้าลึกๆ และหายใจออกยาวๆ จะช่วยขับของเสียออกจากทางร่างกายได้ นอกจากนี้ถ้าไม่ได้ทำงานจะไม่แต่งหน้าเลย ไม่ได้ทากระทั่งครีมบำรุงผิว ครีมกันแดด หรือแป้ง ใช้แค่น้ำเปล่าล้างหน้าเท่านั้น พยายามทำชีวิตประจำวันให้อยู่ในระเบียบทุกอย่าง ไม่มีคำว่า ‘นิดเดียว’ ให้ตัวเองเลย เวลาเดินผ่านร้านส้มตำ ก็ต้องท่องไว้ว่าอดทนๆ กินนิดเดียวก็ไม่ได้

“ในส่วนของการรักษา ขั้นแรกคือคุณหมอให้ฉายแสงติดกัน 7 วันรวด จากนั้นค่อยทำคีโม ซึ่งตอนที่ทำคีโมบอกเลยว่าพังหมดทั้งร่างกายและจิตใจ รียาต้องดร็อปเรียน 1 ปี เพื่อรับการรักษาโดยเฉพาะ ผลจากการทำคีโมก็คือเห็นภาพหลอนตลอด เบลอถึงขั้นคิดว่าสับมีดลงบนโต๊ะ ทั้งที่จริงแล้วมีดวางอยู่บนโต๊ะเฉยๆ กินอะไรเข้าไป ก็อาเจียนออกมาหมด แม้กระทั่งยา ช่วงนั้นรียายังไม่บอกที่บ้านว่าไม่สบาย วันไหนไม่ไหวจริงๆ จึงโทร.ขอให้พี่สาวมาดูแล โดยบอกพี่แค่ว่าไม่สบาย ไม่ได้บอกว่าเป็นอะไร พี่สาวไม่ใช่คนถามเซ้าซี้อยู่แล้ว จึงไม่สงสัย

riiyar

“ผ่านไป 6 – 7 เดือน อาการดีขึ้นเรื่อยๆ จึงตัดสินใจกลับบ้านยะลาเพื่อบอกความจริงกับแม่ พอแม่รู้ก็น้ำตาปริ่มๆ จะไหล เห็นอย่างนั้นรีบบอกแม่ว่า ห้ามร้อง เพราะหนูสู้แล้ว แม่ต้องสู้ด้วยนะ แม่จึงไม่กล้าร้องให้เห็น ที่รียาไม่อยากเห็นแม่ร้องไห้เพราะไม่อยากให้แม่ทุกข์  พอแม่รู้ก็ช่วยต้มยาสมุนไพรให้ดื่ม เพราะยายเคยเป็นหมอสมุนไพรเก่า แม่จึงมีความรู้อยู่บ้าง อีกอย่างท่านเป็นครูสอนทำอาหารด้วย เรื่องอาหารการกิน ทั้งผัก ทั้งปลา แม่จึงช่วยดูแลให้หมด

“ตอนที่ไม่สบายรียาก็ยังทำงานเดินแบบถ่ายแบบอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง โดยเลือกงานที่ไม่ออกนอกสถานที่หรือต้องออกแรงมากนัก โชคดีว่าไม่เคยไปป่วยกลางกองถึงขั้นเป็นลมหรืออาเจียน  ถ้าวันไหนไม่ไหวจะโทร.ไปบอกพี่ทีมงานล่วงหน้า ที่รียายังทำงานเพราะคิดว่าเราแค่ป่วย ไม่ได้พิการ ความจริงถ้าไม่ทำงานแม่คงหาเงินมารักษาได้ แต่รียาคิดว่าถ้าหาเงินมารักษาตัวเองไม่ได้ ต่อไปจะดูแลชีวิตในวันข้างหน้าได้อย่างไร  รียาหมดเงินรับการรักษาไปประมาณ 5 – 6 แสนบาท ซึ่งเงินทั้งหมดนั้นมาจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง

riiyar

“ทุกวันนี้รียาตั้งใจทำงานมากขึ้น เพื่อที่จะเก็บสตางค์ไว้ เพราะไม่ทราบว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร พ่อเคยสอนว่า คนเราเกิดมาต้องใช้ชีวิต รียาคิดว่านี่คือการใช้ชีวิตอย่างหนึ่ง ป่วยก็หาเงินรักษา ในเมื่อมันคือส่วนหนึ่งของชีวิตเราแล้ว พอไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล คุณหมอก็พูดดีมาก บอกตรวจแทบไม่พบค่าของมะเร็งแล้วนะ แต่ยังไงซะเชื้อของมะเร็งอาจยังเหลืออยู่บ้าง จึงต้องไปตรวจเช็กอยู่เรื่อยๆ  โดยควบคุมตัวเองเหมือนเดิมทุกอย่าง ทั้งเรื่องอาหาร การนอน การใช้ชีวิต เพราะเชื่อว่าถ้ามะเร็งกลับมาอีกครั้ง การรักษาจะยากกว่าเดิม ป้องกันไว้ก่อนดีกว่า

“มองย้อนกลับไป ที่รียาผ่านเหตุการณ์ทั้งหมดได้ ไม่ใช่กำลังใจจากใครที่ไหน ไม่ได้รอรับจากคนอื่น แต่เป็นกำลังใจจากตัวเอง เพราะคิดว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นในตัวเรา เราก็ต้องดูแลและให้กำลังใจตัวเอง พยายามไม่เครียด มองโลกในแง่ดี แต่ก็มองทุกอย่างด้วยความจริง ไม่โกหก รียาเคยได้ยินว่ามะเร็งชอบอยู่กับคนอ่อนแอ เพราะฉะนั้นเราต้องเข้มแข็งและสู้กับมันต่อไป

riiyar

“ขอบคุณครอบครัวที่ช่วยดูแลรียาตลอดมา  แล้วก็ต้องขอบคุณแมวสองตัวที่เป็นกำลังใจให้  แค่มีแมวอยู่ใกล้ๆ  ไม่ต้องกอดหรือปลอบอะไรก็ทำให้เรารู้สึกดีได้  มะเร็งสอนให้รียาแข็งแกร่ง  ยังรู้สึกขอบคุณที่ตัวเองเป็นมะเร็ง

“เพราะถ้าไม่เป็นอาจจะละเลยตัวเองมากกว่านี้ก็ได้”

ที่มาเรื่อง : คอลัมน์ ‘ครั้งหนึ่ง’ นิตยสารแพรว ฉบับที่ 848

ขอบคุณภาพ : [email protected]_riiyar

keyboard_arrow_up