เพื่อนกันวันวาน รักกันวันนี้ 12 ปี เป๊ก-เศรณี & เพลง-ชนม์ทิดา
เป๊ก-เศรณี

เพื่อนกันวันวาน รักกันวันนี้ 12 ปี เป๊ก-เศรณี & เพลง-ชนม์ทิดา

Alternative Textaccount_circle
เป๊ก-เศรณี
เป๊ก-เศรณี

12 ปี KEEP GROWING UP TOGETHER เป๊ก-เศรณี ชาญวีรกูล & เพลง-ชนม์ทิดา อัศวเหม เพื่อนกันวันวาน รักกันวันนี้

อีกหนึ่งคู่ที่หลายคนติดตามและคอยลุ้นไปกับความรักที่เติบโตไปด้วยกัน “เป๊ก-เศรณี ชาญวีรกูล” ลูกชายรองนายกรัฐมนตรี “เสี่ยหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล” กับ “เพลง-ชนม์ทิดา อัศวเหม” ลูกสาว “มาดามตู่ -นันทิดา แก้วบัวสาย”  ที่สุด 30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีข่าวดีในฐานะว่าที่เจ้าบ่าวเจ้าสาว ที่เรื่องราวระหว่างทางรัก มีการปรับจูนกันตลอด เพื่อให้ความรักยั่งยืนมั่นคง ยิ่งขึ้นจากวันแรกเจอ

รักสวนทาง

เป๊กเล่าถึงจุดเริ่มต้น 12 ปีที่แล้ว ตอนนั้นผมอายุ 18 ปี ได้เจอกับเพลงในงาน Central Intonational Watch Fair ในโอกาสที่เราไปเดินแบบให้กับ แบรนด์นาฬิกา โดยคนทีชวนเราคือป้าแทน (นันทวัน แสงธรรมกิจกุล)”

ขณะที่เพลงช่วยเสริมว่า “ป้าแหนเหมือนเป็นคิวปิดแนะนําให้เรารู้จักกัน เพราะ ป้าแหนรู้กับคุณและครอบครัวของเป๊ก เหมือนเป็น Mutual Friend จึง อยากให้ได้รู้จักกัน อารมณ์ประมาณว่าถ้าวันหนึ่งเป็นแฟนกันน่าจะดี แต่วันนั้น เราสองคนยังเด็ก ไม่ได้คิดอะไร แต่ตอนที่เตรียมตัวเดินแฟชั่นมีจังหวะที่เพลง กับเป้าหันมาสบตา เพลงรู้สึกว่าเป็น Butterflies in my Tummy อารมณ์จั๊กจี้บอกไม่ถูก ยังไม่ใช่ความรู้สึกขอบนะคะ และคงห่างไกลกับคําว่ารัก”

ด้านเป๊กกลับรู้สึกแตกต่าง “ผมรู้สึกตั้งแต่วันนั้นเลยว่าเพลงตรงสเป๊ก เพราะผมชอบผู้หญิงที่มีคาแร็คเตอร์ แล้วเขามีความคิดที่เป็นผู้ใหญ่กว่าวัย อาจ เพราะทํางานในวงการบันเทิงมาตั้งแต่เด็ก ทําให้วันนั้นเราโดดเด่นขึ้นมาในสายตาผม เรียกว่าตรงปกทุกอย่าง (ยิ้ม) ส่วนตัวผมชอบผู้หญิงที่อายุมากกว่า ถ้านับเป็นปี เราห่างกัน 2 ปี แต่ถ้านับเดือน เขาอายุมากกว่าผม 13 เดือน”

 เป๊ก-เศรณี

“จากนั้นเราแยกย้ายไปเรียน เพลงเรียนชั้นมัธยมปลายที่ไทย ส่วนผมไป เรียนต่อที่อังกฤษ แต่ผมก็ตามเขาตลอด ทําให้เห็นว่าเขาเป็นผู้หญิงที่มี ไลฟ์สไตล์ตายผม ไม่ว่าจะกีฬาหรือกิจกรรมกลางแจ้ง อย่างการเล่นเรือยอร์ต คุณพอ ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม) มีเรื่องอาเซียน มารีน่า ยอด คลับ พัทยา เหมือนกัน จึงมีหลายอย่าง เราคุยกันรู้เรื่อง แต่เป็นเหมือนเพื่อนที่นาน ๆ คุยกันที หลังจากจบมัธยมปลาย อังกฤษ ผมกลับมาเรียนต่อปริญญาตรีที่เมืองไทย ตอนนั้นเราทั้งคู่ต่างมีคนอยู่แล้ว เราจึงคุยกันในลักษณะของเพื่อน ตามสารทุกข์ สุกดิบ เป็นห่วงเป็นใย เวลาที่เราจะได้โทร.คุยกันคือช่วงวันเกิดของเพลง แต่ก็คุย กินไม่กี่ประโยค ไม่เคยนัดเจอกันหรือชวนกันไปกินข้าว แต่ผมก็ยังคงแอบปลื้ม เขาอยู่ แต่ก่อนหน้านั้นมีช่วงที่ผมกับเพลงโสดพร้อมกัน ผมพยายามจีบแต่ไม่ติด ผมมองว่าเพลงคงต้องการคนที่มีความเป็นผู้นําหรือวุฒิภาวะสูงกว่า ทําให้ผมหายไป”

ในมุมของเพลงเล่าว่า “เรียกว่าเราสองคนจะสวนกันไปมา นาน ๆ เขาก็โทร.มา หย่อนขนมจีบสักทีหนึ่ง (ยิ้ม) เพราะตอนนั้นเพลงมีคนคุยอยู่ เมื่อเพลงโสด เป๊กก็มีคนคุย แล้วมีช่วงที่ไม่คุยกันเลย 2-3 ปี กลับกันอย่างนี้ตลอด 6 ปีที่ผ่านมาจนเราโสดทั้งคู่ ถึงมาเปิดใจคุยกันจริงๆ”

เมื่อถึงจุดบรรจบ

“หลังจากนั้นช่วงต้นปี 2018 มีโมเมนต์ที่เราเจอกันอีกครั้งที่งานเปิดร้านทําผมใหม่ของ ดร.สมศักดิ์ ชลาชล ที่เดอะคริสตัล พาร์ค ตอนนั้นผมโตแล้ว ส่วน คุณเพลงผมไม่ทราบ แล้วคนที่ชวนเราไปงานนี้ก็คือป้าแทนอีกแล้ว (หัวเราะ) หยวน ไปแสดงความยินดีกับ ดร.สมศักดิ์ จากงานนั้นผมพิมพ์ข้อความไปหาเขาว่าดีใจ ที่ได้พบ ไม่ได้เจอกันนาน ดีใจ เห็นเพลงสบาย ประมาณ”

““เมื่อเขาตอบกลับมา ผมก็เดาได้ว่าเขาคงโสดเหมือนกัน จึงกล้าที่จะชวนไปทานข้าว ร้าน The Commons ซอยทองหล่อ ความที่เราเป็นเพื่อนกันมานาน จึงมีความหวังดีให้แก่กัน ทําให้ทุกอย่างในวันนั้นสมัด การพูดคุยกันในเรื่องต่าง ๆ เป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ ก็เป็น Good Impression ของทั้งคู่”

 “หลังจากนั้นผมนัดเพลงมาทานข้าวอีก 3 ครั้ง และชวนดูหนังด้วยกัน 2 รอบ ซึ่งก็ไม่ค่อยได้เท่าไร เพราะง่วงกันทั้งคู่ เรียกว่าเข้าไปหลับมากกว่า แต่ก็เป็นโมเมนต์ ๆ ที่เราสองคนนั่งซบไหล่กัน (ยิ้ม) หลังจากนั้น 1 เดือน ระหว่างที่ผมอ่านหนังสือ เพื่อเตรียมสอบไฟนอลวิชาสุดท้าย คุณเพลงก็มานั่งอ่านบทละครเวทีที่เขากําลัง จะแสดง ผมจึงบอกเขาว่าเวลานี้ถ้าไม่ขอเป็นแฟน เดี๋ยวอีกสองเดือนมาใหม่ ถ้าเพลงไม่ตอบรับเป็นแฟน อีก 8 เดือนที่มารอใหม่ ไม่วันใดก็วันหนึ่งเพลงก็ต้อง ตอบรับเป็นแฟนเป๊กอยู่แล้ว ทําไมเราไม่เริ่มเป็นแฟนกันตั้งแต่ตอนนี้”

“ถือเป็นโมเม้นต์การขอเป็นแฟนที่เรียบง่ายมาก บางอย่างไม่จําเป็นต้องหาให้ ยิ่งใหญ่เวอร์วัง ถ้าทุกอย่างอยู่บนความสบายใจของเราทั้งคู่ ซึ่งยังเป็นมาตลอดจนทุกวันนี้” เป๊กกล่าว

เรียนรู้และปรับจูน

“เพลงไม่เคยจี้ จิก ติดตาม เพลงให้ความเคารพชา ที่มีค่า เส้นไว้ว่า ในความสัมพันธ์ของเรา เราต่างเลือกซึ่งกันและกัน ไม่ได้แปลว่าเป๊กเลือกเพลง เพลงต้องอยู่ตรงนี้ หรือเพลงเลือกเบิก เป๊กต้องอยู่ตรงนี้ แต่คือการให้เกียรติ ซึ่งกันและกัน ถ้าวันหนึ่งเราทําอะไรที่ทําร้ายความรู้สึกกัน ที่มีสิทธิ์ที่จะถอยหลังและ เดินออกมาได้ เพลงพูดกับเป๊กเสมอว่าถ้าหาอะไรแล้วบั่นทอนความเป็นเราก็อย่าทํา เพลงไม่ใช่คนแบบเธออยู่ไหน ทําอะไร อยู่กับใคร ที่ไหน เพลงชอบชวนเป๊กมอง ผู้หญิงสวยหรือมองผู้ชายหล่อ เพราะเพลงรู้สึกว่ามองแล้วไง…. ก็แค่มองในสิ่งที่ สยาม เหมือนเราชื่นชอบดารานักแสดง แต่ถ้ามองแล้วเลยเกิดไปใด ๆ ก็อีกเรื่องหนึ่ง”

“เพลงคิดว่าตัวเองค่อนข้างมั่นคงในความรัก ไม่ได้รู้สึกว่าต้องกล่าอะไร ถ้าคุณ เลือกที่จะเขาไป เพลงก็เลือกที่จะไม่อยู่ เพลงก็มีทางเลือกของตัวเองเหมือนกัน คือไม่ได้อวดเก่งนะคะ แต่คิดว่าถ้าเราเคารพซึ่งกันและกัน คนก็ไม่ใช่เรื่องยาก ด้วยเขาเป็นหนุ่มในวัย 20 ปลาย ๆ ที่ต้องมีคนมาเฟลิร์ตกับเขาบ้าง แต่ถามว่าแล้วไง… ถ้าคุณมั่นคงอยู่กับเพลง แล้วเคารพกติกาว่าอะไรที่บั่นทอนค่าว่าเรา อย่าหา แค่นั้น จบแล้ว เพราะชีวิตเรามีอะไรที่จะต้องลุย ใช้สมอง ใช้พลังงานเยอะ คน ข้างๆ เราต้องไม่ทําให้ระแวง”

 เป๊ก-เศรณี

“เพลงพูดกับเป๊กเสมอว่าความรักเหมือนการปลูกต้นไม้ ไม่ว่าจะเหนื่อยกับหน้าที่การงานแค่ไหน ต้องอย่าลืมรดนํ้าต้นไม้ให้กับต้นรักของเรา ถ้าวันหนึ่งเรา หยุดรดนํ้าหรือให้ปุ๋ย ต้นไม้จะร่วงโรย ต่อให้เหนื่อยขนาดไหน อย่าลืมมาดูแลใจ ของกันและกัน ไม่ใช่ของให้ แต่มีการที่จะแสดงออกหลายวิธี บางคนอาจ ให้ของขวัญ บางคนอาจบอกรักหรือกอดกัน แต่อย่าลืมรดนํ้าต้นรักนั้นไม่ว่าจะ ด้วยภาษาอะไร สําหรับคู่ของเพลง นาน ๆ เราจะไปดินเนอร์ หรือไปต่างประเทศ นกที เราคอยเติมเต็มสิ่งเหล่านี้ด้วยกัน”

“ความรักของเพลงกับเป๊กไม่ใช่แค่รักแล้วหลงหรือหวือหวา แต่เป็นความ ผูกพันและความสบายใจที่เราอยากจะใช้ชีวิตอยู่กับคนคนนี้ เขาเป็นทุกอย่างของเรา เวลามองกลับมาเขาคือพลังบวกในชีวิตของเรา” เพลงกล่าว

คือคนที่ใช่

“เหตุการณ์ที่เน้นยํ้าว่าเป๊กคือคนที่ใช้ น่าจะหลังจากที่คุณพ่อของเพลงหลับไป เป็นช่วงเวลาที่เสียใจและต้องปรับตัวครั้งใหญ่ในชีวิต เหมือนวันหนึ่งคนที่คอยปกป้อง และเป็นเสาหลักหายไป แล้วสิ่งที่ตามมาคือภาระหน้าที่ทุกอย่างที่เปลี่ยนไป ในวันที เพลงรู้สึกว่าเมื่อปัญหารุมเร้า เป๊กยืนอยู่ตรงนั้นไม่หายไปไหน หรือในวันที่เพลง ไม่น่ารักที่สุด เอา ร้องไห้และซึมเศร้า ไหนจะงานที่ไม่เข้าใจ ภาระหน้าที่ที่เรา ไม่เคยรู้มาก่อนเลย ทําให้ทราบว่าคุณพ่อดูแลคนมากมาย ในวันที่เพลงมีปัญหาแม้แต่การรักตัวเอง ทําไมฉันไม่เก่ง ทําไมไม่เด็ดขาด แล้วเวลาเขากลับมาจากการทํางาน แต่เวลานั้น เพลงไม่มีแรงที่จะเตรียมอะไรไว้ให้เขา ในวันที่เชาวนอยู่กับปัญหา คุณเป๊กยืนอยู่ข้างๆ เพลงอย่างมั่นคงคอยซัพพอร์ตและให้กําลังใจ”

“มีสิ่งที่คุณแม่หันไปพูดกับเป๊กว่า “ แม่ขอบคุณเป๊กมาก ๆ ที่อยู่ตรงนี้ แต่ในวันนี้ สิ่งที่เพลงและ ครอบครัวเรากําลังเผชิญ เป๊กไม่จําเป็นต้องอยู่ตรงนี้ก็ได้นะลูก เพราะยังมีผู้หญิงอีกหลายคนที่เขาสามารถ เป็นความสุขให้กับเป๊ก เพราะสิ่งที่เพลงกําลังเจอหรือกําลังเครียด มันหม่นหมองไปหมด แม่รู้ว่าเพลง กําลังต่อสู้ แต่แม่รักเปิกมากพอที่จะพูดคําว่าเป๊กจะอยู่ตรงนี้จริงๆ หรือลูก จะสู้ไปด้วยกันจริงๆ หรือ วันนั้นเป๊กตอบคุณแม่ว่า “เพลงคือชีวิตของเป๊กเหมือนกัน แล้วเขายังพูดติดตลกว่า “เราสองคนอาจจะ ไม่ใช่สร้างคู่สม แต่เป็นคู่เวรคู่กรรมก็ได้มั่งครับแม่ เป๊กจะอยู่ตรงนี้ครับแม่ เป๊กให้คํามั่นสัญญากับ คุณพ่อแล้ว” คือวันที่คุณพ่อหลับแล้วหัวใจยังเต้นอยู่ เป๊กเดินเข้าไปจับมือคุณพ่อแล้วขอเพลงแต่งงาน กับคุณพ่อเลย แล้วเขาก็ยังคงรักษาคําพูดนั้น และสิ่งที่เพลงมั่นใจว่าเป็นเป๊ก เพราะคงไม่มีใครแทนที่เขาได้จริง ๆ ในช่วงเวลาที่เหนื่อยสําหรับเพลง ทุกครั้งที่มองไปที่เขาคือความอุ่นใจรองเราจริงๆ”

“เราไม่ค่อยงอนหรือทะเลาะกัน เราโตไปด้วยกัน 7 ปี แล้วเราคบกัน เป็นช่วงที่เรากําลังจะเรียนปริญญาโท หน้าที่ตอนนั้นคือเรียนอย่างเดียว กระทั่ง กลับมาเมืองไทย ทํางานแรกในชีวิต จนเป๊กไปเป็นทหาร หางาน ทุกอย่างคือการ ปรับตัวในช่วงชีวิตที่เราโตไปเรื่อย ๆ กระทั่งต้องแบกรับภาระของที่บ้าน แน่นอนว่า เราต้องจูนกันอยู่เรื่อย ๆ บางครั้งก็มีแบบว่าทําไมเวลาคุณเครียดแล้วไม่พูด เอาแต่ เล่นมือถือ มันทําให้เพลงรู้สึกว่าทําอะไรผิด เพลงไม่มีความสุขนะ เหมือนอยู่กับ อากาศ เพลงใช้คําว่าเพลงรู้สึกเหงาในความสัมพันธ์นี้ ทําไมวันนี้ไม่เหมือนแต่ก่อน แต่เมื่อมองย้อนกลับไป เพลง ได้ค่าตอบเองว่าจะให้เหมือนเดิมได้อย่างไร เพราะเรากําลังเติบโตไปพร้อม ๆ กัน แล้วจุดหมายปลายทางที่เราเดินไปเป็นที่ไหน โชคดี ที่เราคอยเช็กกันเป็นระยะว่า คุณโอเคไหม ฉันรู้สึกอย่างนี้นะ คุณปรับได้ไหม เป็นการคุยกัน บางครั้งมีนํ้าตา แต่ไม่ใช่นํ้าตาที่บั่นทอนให้อีกฝ่ายรู้สึกแย่ แต่เป็น การบอกว่าฉันไหวแค่นี้ คุณพร้อมที่จะปรับตัวไหม ถ้าพร้อม เดินต่อไป ถ้าไม่พร้อม แล้วรู้สึกว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงตัวเองจากจุดมุ่งหมายชีวิต เราก็แยกกัน ง่าย ๆ อย่างนี้ทุกรอบที่เรามีการปรับตัว ซึ่งจะเกิดขึ้นทุกปี หรือทุกสองปีมีครั้งหนึ่ง”

Proposal Time

“โชคดีที่บ้านผมและบ้านเพลงเลี้ยงให้เราโตด้วยตัวเอง เขาไม่ได้มีจุดกรอบ ความคิดว่าลูกจะต้องเป็นอย่างไร จะต้องแต่งงานช่วงไหน คุณพ่อ อนุทิน ชาญวีรกูล) จะถามว่าผมอยากแต่งงานเมื่อไหร่ ไม่ได้ถามว่าทําไมไม่แต่งเสียที ทุกอย่างเป็น ความคิดของผม คุณเพลง เมื่อมาถึงจุดหนึ่งที่เรามองเรื่องวัย เพลงใกล้จะ 30 แล้ว เราอยากมีลูกด้วยกันทั้งคู่ เขาจะต้องอยู่ในวัยที่สามารถมีลูกแล้วเขาพร้อมผมเป็นห่วงเขา ผมมองว่าช่วงเวลาที่เหมาะแล้ว”

“ทริปที่ผ่านผมวางแผนขอแต่งงาน เป็นการเดินทางนานสุดของเรา ประมาณ 3 สัปดาห์ และผมจัดทริปขึ้นมาเพื่อให้เพลงโดยเฉพาะ เริ่มจากเราเดินทางไปกิน สองคนจากประเทศ แลนด์ เพราะเพลงอยากไปชมแสงเหนือ แล้วเราแพลนว่า จะบินไปอังกฤษต่อ เพราะคุณเพลงชอบดูละครบรอดเวย์ และความชอบอีกอย่างของเพลงคือดิสนีย์แลนด์จึงต้องไปปารีส”

“ผมได้คุยกับเพื่อนสนิทเพลงว่าผมไม่อยากให้คิดว่าต้องมีขั้นตอนขอแต่งงาน อย่างนั้นอย่างนี้ อยากเลือกสถานที่แล้วใช้โมเมนต์นั้นขอแต่งงาน เราจึงแอบวาง คร่าว ๆ ว่าจะขอแต่งงานที่อังกฤษ วันที่ 30 พฤศจิกายน ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง อยู่นอกเมืองลอนดอนประมาณ 45 นาที เป็นที่ที่เราเคยมาพักผ่อนกันช่วงที่เรียนปริญญาโท เป็นโรงแรมที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ มีสนามโปโล คุณเพลงจะชอบมา มาที่นี่มาก แล้วค่อนข้างจะไพรเวต ผมจึงมองว่าที่นี่น่าจะเหมาะสมที่สุด โชคดี ที่มีคุณแอล เพื่อนเพลงมาด้วย แล้วเขาวางแผนชวนเพลงมาก ภายในสวนของโรงแรม แล้วจัดพร็อปทุกอย่างให้เรา”

“สําหรับแหวนขอแต่งงานเป็นแหวนเพชรทรงคุณอัน ซึ่งเป็นทรงที่เพลงขอบ ผมอยากหาแบบที่เขาใส่ได้ในชีวิตประจําวัน แล้วจากอังกฤษเราต้องเดินทางไป ฝรั่งเศสต่ออีก จึงปรึกษากับร้านเพชรของเพื่อนสนิทกัน จบลงที่ 5 กะรัต”

ฟากว่าที่เจ้าสาวยอมรับว่าเซอร์ไพรส์จริงๆ “ถ้าเพลงทราบว่าจะถูกขอแต่งงานในวันนั้นคงไม่ใส่กางเกงสีนํ้าตาล เสื้อครีม แล้วเสื้อข้างในสีเทา ใส่รองเท้าผ้าใบ แล้วหัวฟู ๆ (หัวเราะ) เพราะตอนนั้นรู้สึกหงุดหงิด ที่ทุกคนบอกให้ลงมาปิกนิกกัน ซึ่งอากาศหนาว แล้วฝนก็ทําท่าจะตกด้วย ทําไมต้อง ถ่ายรูปหรือหาคอนเทนต์ตอนนั้น แล้วเพลงตั้งใจจะไปขี่ม้า แต่จองม้าไม่ได้ ทําให้ยิ่งหงุดหงิด แถมยังต้องแต่งหน้าเพื่อมาถ่ายรูปอีก ทําให้เพลงลงมาสาย 2 ชั่วโมง มัวแต่หาอารมณ์อยู่ แล้วตอนลงมาเห็นบรรยากาศทุ่งหญ้ากว้าง ยังพูดพูดแซวตอนที่ปิคนิคกันว่าเซตอัพขนาดนี้ แหวนต้องมาแล้วละ แล้วก็หัวเราะ คือไม่ได้คิดจริงๆ”

สําหรับงานดินเนอร์ที่ปารีส ท่าเอาหลายคนเข้าใจ ว่าเป็นงานแต่งงาน ต้องยกเครดิตให้กับพ่องาน

“งานดินเนอร์ The Ritz Paris ตอนแรกผมบอกเพลงว่าตั้งใจจัดเป็น ดินเนอร์เศษ เพื่อนสนิท แต่จริง ๆ แล้วเป็นงาน Proposal Celebration Dinner ผมอยากให้เพื่อนมาฉลองในวันที่เพลงเป็นว่าที่เจ้าสาว แต่เพลงเข้าใจว่าผมจะขอแต่งงาน เพราะเห็นรายชื่อเพื่อนที่บินมาร่วมดินเนอร์ ซึ่งผมแอบบอกทุกคน ว่าให้เตรียมชุดชุดธีมดำ ผู้ชายใส่ทักซีโด้ ผู้หญิงใส่เดรสีดำ แล้วเพลงจะเป็นคนเดียวที่ใส่เดรสสีขาว เพื่อให้เขาเหมือนเป็นเจ้าสาว”

เพลงเล่าต่อว่า “เป๊กเลือกที่ The Ritz Paris เพราะมีความทรงจําดี ๆ ตอนที่เราไปเรียนต่อปริญญาโทแล้วไปเที่ยวที่ฝรั่งเศสรอบแรก เราเคยไปเดิน ถ่ายรูปต้นคริสต์มาสที่ลานหน้าโรงแรมนี้ แล้วเขาบอกเพลงแต่ว่าสรุปเป็นที่ The Ritz Paris นะ แต่ไม่บอกเรื่องการแต่งตัว บอกว่าคุณใส่สีขาวแล้วกัน ซึ่งเพลงต้องชื้อชุดใหม่ก่อนดินเนอร์ 2 วัน เพราะไม่ได้เตรียมชุดมาเลย แล้วชุดเดรสสีดำที่เพื่อน ๆ ใส่มาจากเมื่อนานมากแล้ว เพลงเคยส่งข้อความให้เพื่อนขำๆ ส่ง ไล่มาจากเมื่อนานมากแล้วเพลงเคยส่งข้อความให้เพื่อนขำๆ ว่าทำไมงานแต่งงาน เพื่อนเจ้าสาวต้องใส่ชุดสีพาสเทล ใส่ดำเท่ดี เพื่อนก็จำได้ แล้วมาเชอร์ไพรส์เพลงด้วยการแต่งดำทุกคน”

ถึงตรงที่ว่าที่เจ้าสาวอย่างเพลงก็ได้เผยความลับว่า “ทีแรกเพลงตั้งใจจะขอเป๊กแต่งงาน เพราะเราคบกันมา 7 ปี คุณยายก็อายุมากแล้ว อยากให้ท่านได้อยู่ในวันแต่งงานของเรา ตอนนั้น คิดว่าทริปนี้ยังไงก็ต้องมีการขอแต่งงาน จะเพลงขอหรือเป๊กขอ เดี่ยวค่อยว่ากัน แล้วเพลงชวนเพื่อน ๆ มามาเป็นแบ็กอัพในงานดินเนอร์ที่ปารีสแล้ว เพราะถ้ารอบนี้เป๊กไม่ขอแต่งงาน เพลงจะขอเอง เพราะเพลงตกลงกับคุณยายแล้ว (ยิ้ม) เพลงเตรียมสูทแและกางเกงสีขาวเพื่อมาขอเป๊กแต่งงาน ไม่ได้กะจะคุกเข่า มองว่า ถ้าผู้หญิงให้แหวนอาจจะแปลกไปนิด จึงเตรียมดอกไม้ที่เป๊กขอเพลงเป็นแฟนเพื่อกลับไปขอเขา เพื่อให้ดอกไม้นี่แทนระยะเวลาของความรักของเรา อันนี้ไม่ได้บอก ใครเลย แต่โดนขอเสียก่อน (หัวเราะ) ”

สําหรับงานแต่งงานเราวางไว้ว่าจะจัดช่วงปลายปีนี้ น่าจะเป็นช่วงเวลาที่พอดี ไม่เร่งจนเกินไป อยากให้จัดงานออกมาให้ดีที่สุด”

New Chapter

“สําหรับ Chapter ใหม่ของชีวิตคู่ เพลงคงเป็นแพ็กเกจแถมเหมือนเดิมที่มี คุณแม่และคุณยายตามไปด้วย (ยิ้ม) เพลงมีโอกาสฝากไข่เมื่อสองปีที่แล้ว คือ รอให้พร้อมก่อน ทั้งเพลงและเป้ามองว่าอยากมีครอบครัวของเรา อยากมีลูกสองคน ช่วยกันเลี้ยง ส่วนที่เห็นว่าคุณแม่ลบภาพแปดคนมาให้หลังจากคุณเป๊กขอแต่งงาน เพราะก่อนหน้านี้คุณพ่อกับคุณแม่คุยกันข่า ๆ ว่าอยากเลี้ยงหลานแล้วไหนจะบ้าน คุณพ่อหนู คุณแม่ (สมองนุช ภิรมย์ภักดี) อยู่กันคนละบ้านกันหมด กว่าจะเวียนหลานกันครบ เขาจึงคุยกันว่ามีสัก 3-4 คนไหม จะได้กระจายกันเลี้ยงหลาน อย่างทั่วถึง แต่เพลงว่าไม่น่าไหวค่ะ (หัวเราะ) น่าจะไหวที่ 2 คน”

ขอปิดท้ายความรักสายหวานนี้ด้วยความในใจที่อยากจะบอกกันและกัน เริ่มจากว่าที่เจ้าบ่าว

“ความรักต้องมีทุกอย่าง ไม่ว่าจะการเติมรักให้กัน ความซื่อสัตย์ที่มีให้กัน และครอบครัวที่เราจะสร้างไปด้วยกัน เบิกอยากจะบอกเพลงให้มั่นใจได้ว่าทุกอย่างที่คู่รักหรือคู่ชีวิตควรจะมี ผมพร้อมที่จะให้เพลงทุกอย่างครับ”

“เพลงมีคำนิยามหนึ่งที่อธิบายถึงเราได้เป็นอย่างดี “What’s meant to be yours will always find its way. การที่เพลงกับเป๊กได้มาเจอกันแล้วสวนกันไปมา แต่ถ้าเขียนว่าเราเป็นคู่กันแล้ว คงไม่แคล้วกัน เดี๋ยวจะมีหนทางที่ทําให้เรากลับมา เจอกันอยู่ดี อันนี้คือสิ่งที่เพลงรู้สึกเสมอ จึงอยากบอกเป๊กว่า”

“ขอบคุณทุกอย่างที่ทําให้เรามาเจอกัน และขอบคุณเป็กเป็นเป๊ก แบบทีเพลงไม่อยากให้เปลี่ยนอะไรเลย”

เรื่อง กิดานันท์ ภาพ อิทธิศักดิิ์ สไตล์ลิส ชัญญาภัค เขมหิรัญกิจ

Praew Recommend

keyboard_arrow_up