จากวันแรกที่เริ่มงานในวงการบันเทิงในฐานะนายแบบ สู่การเป็นพระเอกเต็มตัวกับซิตคอมเรื่องรักนะขอรับ ละครเวลากามเทพ กระทั่งถึงคุณชาย ซีรีส์ที่ทําให้เห็นพัฒนาการของ แจม-รชตะ หิมพานนท์ ที่กลายเป็นขวัญใจชาวล้อม สร้างปรากฏการณ์ห้างแตก ล่าสุดเขามาพร้อมละครเรื่องใหม่เรือนโชนแสง และความท้าทายในก้าวย่างของชีวิตในเลข 3
เล่าถึงเรือนโชนแสงหน่อย เป็นอย่างไรบ้าง
“ผมยังไม่เคยรับบทแนวนี้ ตัวละคร “สิน” ค่อนข้างมีความคิดซับซ้อน มีการ วางแผน จึงต้องทําการบ้านเยอะ เพื่อเข้าใจตัวละครให้ละเอียดตั้งแต่เริ่มต้น ว่าเขาต้องการอะไร คิดอะไร ทําไมจึงทําแบบนี้
“ในสายตาผู้ชมอาจมองว่าเขาทําไม่ดี แต่ในมุมของตัวละครเราต้องเข้าใจว่า เขาทําไปเพราะอะไร ต้องตีโจทย์ให้แตก เพื่อจะได้ดีไซน์ตัวละครออกมาให้ตรงกับ คาแร็คเตอร์ ซึ่งผมชอบขั้นตอนนี้นะครับ สนุกดี (ยิ้ม) แม้ส่วนตัวนิสัยผมไม่ได้คิด อะไรซับซ้อน เป็นคนง่าย ๆ สบาย ๆ บทนี้จึงค่อนข้างท้าทายครับ”

ปีนี้แอมตั้งเป้าหมายหรือวางแผนไว้อย่างไรบ้างคะ
“ผมอยากเล่นละครให้เต็มที่กว่าเดิม ปีที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้ท่าอะไร หลายอย่าง ทั้งร้องเพลง ทัวร์คอนเสิร์ต ปีนี้จึงอยากชาลเลนจ์ตัวเองเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับ ฝีมือและทักษะการแสดง อยากลองเล่นบทบาทใหม่ ๆ ที่ฉีกออกไปจากความเป็น ตัวเอง อย่างตัวละครที่มีความร้าย แต่มีมิติ มีความซับซ้อน อย่างเรื่อง เรือนโขนแสง ที่ทําให้ผมสนุกกับการแสดงมากขึ้นด้วยครับ
“ถ้ามีโอกาสอยากลองเล่นซีรีส์แนวพีเรียด แบบย้อนไปสมัยอยุธยาเลย เพราะผมชอบอ่านชอบศึกษาเรื่องราวประวัติศาสตร์มาตั้งแต่เด็กๆ”
เพิ่งผ่านวันเกิดไปหมาดๆ พออายุขึ้นเลข 3 มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้างคะ
“รู้สึกว่าไม่เปลี่ยนเท่าไรนะ อายุเพิ่มขึ้น แต่เรายังอยู่ในสังคมเดิม เพื่อน กลุ่มเดิมที่เติบโตมาด้วยกัน ที่เปลี่ยนอาจเป็นการทํางานในวงการบันเทิง ได้เจอน้อง นักแสดงรุ่นใหม่ ทําให้เราต้องปรับตัวอยู่กับเขาให้ได้
“แต่ถ้าถามว่าต่างจากวัยเลข 2 ไหม ก็ไม่ขนาดนั้นครับ อาจเป็นวิธีคิด เกี่ยวกับการวางแผนชีวิตและอนาคตของตัวเอง (ยิ้ม) คิดเยอะขึ้น รอบคอบขึ้น สมมติอยากได้ของสักชิ้น เมื่อก่อนคงซื้อเลย ถ้าไม่ได้ใช้ค่อยขาย “แต่ตอนนี้มีเรื่องค่าใช้จ่ายที่ต้องคิดวางแผนการใช้เงินระยะ 2-3 ปี โดยเฉพาะ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับครอบครัว ต้องมีเงินสํารองเตรียมพร้อมไว้ ประมาณนี้ครับ “อีกอย่างคือยิ่งทํางานเยอะ รู้จักคนเพิ่มขึ้น ทําให้ผมเรียนรู้วิธีการเข้าหา คน จากเมื่อก่อนเวลาจะทําความรู้จักใครใหม่ ผมค่อนข้างเงียบ ไม่ค่อยเปิดใจ แต่ตอนหลังกําแพงค่อย ๆ หายไป ผมเข้าสังคมได้ดีขึ้น กล้าพูดมากขึ้น ต่างจาก เมื่อก่อนครับ
“แล้วเมื่อก่อนยังไม่ค่อยมีการพูดเรื่องอินโทรเวิร์ต คนที่ไม่รู้จักอาจมองว่า ผมหยิ่ง เพราะถ้าใครไม่คุยกับผมก่อน ผมก็ไม่คุยด้วย แต่เดี๋ยวนี้ผมใช้วิธีสังเกต ว่าคนรอบข้างเขาคุยอะไรกัน พอมีจังหวะก็จะลองเดินเข้าไปแกล้งๆ ถามว่าคุยอะไรกัน (หัวเราะ) แม้จะไม่ถึงขนาดคุยเก่ง แต่ก็เรียกได้ว่าเข้ากับคนอื่นได้ดีขึ้นครับ”

แล้วมุมความชอบหรืองานอดิเรกเปลี่ยนไปไหม
“ผมยังชอบต่อกันดั้มและเล่นกีตาร์อยู่บ้านเหมือนเดิม (ยิ้ม) ถ้าว่างก็ไปเที่ยว ต่างจังหวัดบ้าง อาจเพราะสมัยเด็กไม่ค่อยมีโอกาสทําเรื่องพวกนี้ พอตอนนี้มีรายได้ แล้วจึงอยากลองทุกอย่างที่เคยอยากทํา แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่าเมื่อก่อนมีเวลา แต่ไม่มีเงิน ตอนนี้มีเงิน แต่ไม่ค่อยมีเวลา ก็พยายามบาลานซ์ให้ดีที่สุดครับ” คิดว่าตอนนี้ลงตัวหรือยังคะ
“เรื่องเวลายังไม่ค่อยลงตัวครับ อย่างการพักผ่อน บางครั้งจะนอนแล้ว ในหัว ยังคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ เช่น พรุ่งนี้ต้องทําอะไร พยายามบาลานซ์ให้ดีขึ้น โฟกัส สิ่งที่ต้องทําตรงหน้าก่อน ไม่ต้องคิดล่วงหน้าเยอะ ตอนนี้ผมเริ่มรู้ว่าตัวเองมีลิมิต ประมาณไหน เมื่อก่อนชอบดันทุรัง แต่เดี๋ยวนี้ถ้าไม่ไหวก็ยอมรับว่าไม่ไหว”
เรียกว่าชัดเจนกับตัวเองขึ้นไหมคะ
“ถ้าถามว่ารู้จักตัวเองหมดทุกอย่างไหม….คิดว่ายังครับ ยังมีอีกหลายอย่าง ที่อยากทํา แต่ยังไม่ได้ลอง ยังต้องหาอะไรที่ผมชอบทําไปอีกเรื่อย ๆ “เมื่อก่อนผมชอบทํางานเยอะๆ คิดว่าดี แต่เดี๋ยวนี้อยากเน้นที่คุณภาพ มากกว่าปริมาณ ยิ่งงานละคร ผมมองการแสดงเหมือนงานศิลปะอย่างหนึ่ง และ ผมเรียนรู้แล้วว่าการถ่ายละครพร้อมกันหลายเรื่องร่างกายจะไม่ไหว เพราะแต่ละ ตัวละครที่เราต้องสวมบทบาทมีความแตกต่างกัน เราไม่สามารถรู้เลยว่าจะป่วย ตอนไหน สมมติถ้าต้องเข้าโรงพยาบาล ละครทุกเรื่องจะถูกเบรก แต่ถ้าโฟกัส ไปเลยเรื่องเดียว เราจะมีเวลาพักผ่อน มีเวลาโฟกัสกับตัวละครนั้นอย่างเต็มที่”

จากวันแรกที่ทํางานจนถึงวันนี้ ช่วงไหนที่รู้สึกว่าประสบความสําเร็จแล้ว
“ย้อนกลับไปกว่า 10 ปี ผมเริ่มจากการเป็นนายแบบ จากนั้นขยับมาเป็น นักแสดง สําหรับผมความสําเร็จเกิดขึ้นในทุกช่วงชีวิต เป็นการก้าวไปทีละขั้น ผมไม่ได้วางความสําเร็จเป็นธงใหญ่
“เหมือนตอนที่ผมประกวดนายแบบแล้วได้รับตําแหน่ง (Mister Grand International Thailand 2017 และรองชนะเลิศอันดับ 1 Mister Grand International 2017 ที่ฟิลิปปินส์) ก็รู้สึกว่าตัวเองสําเร็จแล้วนะ แต่พอมาเป็น นักแสดงที่เริ่มจากตัวประกอบ แล้วค่อย ๆ ขยับไปเป็นตัวหลัก ผมก็มองว่า สําเร็จไปอีกขั้น พอตอนนี้ได้เป็นนักแสดงหลักของช่อง มีผู้ชมชื่นชอบ ก็รู้สึก ประสบความสําเร็จในส่วนนี้เช่นกัน” (ยิ้ม)
มีเป้าหมายใหญ่ที่อยากพิชิตให้ได้ไหมคะ
“อยากรวยครับ (หัวเราะ) คนทํางานก็ต้องคิดแบบนี้เนอะ อยากสบายตั้งแต่ ยังมีแรงทําอะไร ไม่ได้อยากสบายตอนแก่ ที่สําคัญผมอยากให้คนรอบข้างได้ใช้ชีวิต สบาย ๆ ไร้กังวล อย่างคุณย่าที่เลี้ยงผมมาตั้งแต่เด็ก ตอนนี้ถ้าเขาอยากได้อะไร แล้วผมสามารถซื้อได้ ผมให้ทุกอย่าง “ผมตั้งเป้าไว้ว่าต้องดูแลตัวเองให้ได้ก่อน จึงจะดูแลคนอื่น เพราะถ้าวันหนึ่ง เราเป็นอะไรไป คนอื่นจะทํายังไง เมื่อผมเริ่มทุกอย่างจากศูนย์ มาถึงตอนนี้ก็น่าจะมาได้ไกล 70 – 75 เปอร์เซ็นต์แล้วครับ”
แจมมองว่าเส้นทางการทํางานของตัวเองเป็นอย่างไร
“ผมว่าสนุกดีนะ เป็นประสบการณ์ที่ดีมากครับ (ยิ้ม) เพราะถ้าจู่ ๆ กระโดด มาเป็นพระเอกเลย ก็คงไม่ได้เป็นผมเหมือนทุกวันนี้ ผมได้เรียนรู้หลายอย่าง ซึ่ง หล่อหลอมผมจากจุดเริ่มต้น แล้วค่อย ๆ ไต่ขึ้นมาทีละระดับจนถึงวันนี้ แม้จะไม่ใช่ จุดสูงสุด แต่คุณภาพชีวิตก็ดีขึ้นจากเมื่อก่อนมากๆ
“แต่มุมส่วนตัว นิสัยก็ยังเหมือนเดิมครับ อย่างเวลาทํางานเจอเพื่อนที่เป็น นักแสดงสมทบที่รู้จักกันตั้งแต่เข้าวงการ เราก็ยังคุยเล่นกันปกติ ผมไม่ได้ถือหัวโขน ว่าเป็นพระเอก แต่ผมเป็นนักแสดงคนหนึ่ง เป็นคนทํางานเหมือนกับทุกคนครับ”

ช่วงไหนของการทํางานที่รู้สึกว่าหนักที่สุดคะ
“ชีวิตเหมือนกราฟที่มีขึ้นมีลง ช่วงหนักที่สุดน่าจะช่วงก่อนละครเรื่อง คุณชาย ออนแอร์ครับ เพราะตอนนั้นผมสอบบรรจุข้าราชการครูได้ ต้องตัดสินใจว่าจะเลือก อะไร ระหว่างกลับไปรับราชการที่ต่างจังหวัดกับอยู่สู้ต่อในกรุงเทพฯ ตอนนั้นผม ต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายเยอะ จึงค่อนข้างหนักครับ
“ใช้เวลาตัดสินใจไม่นาน แค่รู้สึกหนักใจมากกว่าในช่วงแรก ตอนนั้นคิดว่า เราเลือกที่จะเดินทางนี้แล้ว ต้องไปให้สุด และอายุเรายังไม่เยอะ ยังไปต่อได้ จึง ตัดสินใจลุยให้เต็มที่ ซึ่งพอละครออนแอร์ ชีวิตเปลี่ยนเลยครับ ซึ่งถ้าบอกตัวเอง ตอนนั้นได้ คงจะบอกว่าดีแล้ว คิดถูกแล้วที่เลือกทางนี้” (ยิ้ม)
แล้วกราฟชีวิตช่วงทีรู้สึกว่าพีคที่สุดคือตอนไหน
“ตอนซีรีส์ คุณชายออนแอร์ครับ ประมาณ 2 ปีที่แล้ว ตอนนั้นมีงานแฟนมีต งานอีเวนต์ คอนเสิร์ต ทัวร์ต่างประเทศ แทบไม่ได้พักเลย ก่อนหน้านั้นผมเคยพูด กับพี่ฟิล์ม (ธนภัทร กาวิละ) ว่าอยากมีงานติดกัน 30 วัน พี่ฟิล์มก็บอกว่า “เดี่ยว จะรู้สึก” จ่าได้ว่าผมตอบไปว่า “อยากรู้สึกมากเลย” (หัวเราะ)
แล้วพอวันนั้นมาถึงจริง ๆ ร่างกายแทบจะไม่ไหวเลยครับ เหนื่อยมาก ได้นอน วันละ 2-3 ชั่วโมงแล้วตื่นมาทํางานต่อ ช่วงแรกที่งานเข้ามาเยอะผมต้องปรับจูน หลายอย่าง เพราะเป็นสิ่งที่ไม่เคยเจอ อย่างงานพรีเซ็นเตอร์ แฟนมีตติ้ง จึงมีทั้งความตื่นเต้นและกดดัน
แต่ผ่านไปประมาณ 1 เดือนก็เริ่มปรับตัวได้ครับ เริ่มบาลานซ์พลังงานใน ร่างกายได้ดีขึ้น สมมติถ้าวันหนึ่งมี 3 งานควรจะจัดการยังไง เพราะผมเต็มที่ทุกงาน ใช้พลังงานเยอะ ก็ต้องนอนเยอะ ๆ พอขึ้นรถปุ๊บจึงหลับเติมพลัง” (หัวเราะ)

รู้สึกอย่างไรกับปรากฏการณ์ห้างแตก
“สนุกและแฮปปี้มากครับ ผมอยากเห็นภาพแบบนี้มานานแล้ว (ยิ้ม) วันที่ ผมเจอปรากฏการณ์ห้างแตก เพิ่งเข้าใจว่ามันเป็นแบบนี้นี่เอง เหมือนก่อนหน้านี้ เวลาเราไปยืนดูพี่ๆ นักแสดง ซึ่งพอเจอกับตัวเอง บอกเลยว่ามีความสุขมากที่ได้ สัมผัสความรู้สึกนี้
แล้วช่วงไหนของชีวิตทีรู้สึกกดดันที่สุดคะ
“ช่วงถ่ายละครครับ เพราะเราได้รับโอกาสมาแล้ว ก็อยากทําให้ออกมาดีที่สุด ไม่รู้ว่าคนดูจะชอบไหม ฟีดแบ็กจะเป็นอย่างไร กดดันมาก พอปิดกล้อง ละคร ออนแอร์ กระแสออกมาว่าคนดูชอบ ความกังวลก็คลายไปได้ครับ “เมื่อก่อนผมจะเข้าไปดูฟีดแบ็กตลอดว่าคนสนใจเยอะไหม คอมเมนต์ดีหรือไม่ดี แต่ตอนนี้พยายามปล่อยวาง กดดันตัวเองให้น้อยลง เพราะเราเต็มที่ที่สุด แล้วผลจะออกมาเป็นยังไง ให้ผู้ชมตัดสินครับ
ช่วงที่สนุกที่สุด
“น่าจะช่วงเรียนปริญญาตรีปี 4 ปี 5 ผมได้เป็นครูฝึกสอน 1 ปี และสอบติด ข้าราชการตามที่ตั้งใจด้วย ช่วงนั้นผมมีความสุขและสนุกมาก ๆ เวลาอยู่โรงเรียน ได้เจอเด็กนักเรียน ไปมหาวิทยาลัยได้เจอเพื่อน ตอนนั้นคือไม่อยากเรียนจบเลย อยากเจอเพื่อน” (หัวเราะ)
แล้วความสุขของแจมในวันนี้คืออะไรคะ
“แค่ได้อยู่บ้านเล่นกับนกก็มีความสุขแล้วครับ ผมเลี้ยงนกสีเหลืองตัวหนึ่ง ชื่อกันดั้ม เขาชอบบินมาเกาะตัว มาเล่นกับผม ร้องเพลง หรือบางครั้งแต่ผมนั่ง มองเขาเฉย ๆ ก็ยิ้มได้ละ” (ยิ้ม)

แอมมีมุมหวานๆ หรือโรแมนติกบ้างไหมคะ
(หยุดคิด) “ผมไม่ใช่คนหวานน่ะ หวานสุดของผมก็น่าจะตอนเล่นกับกันดั้ม (นก) มั่งครับ แบบเล่นกันมุ้งมิ้ง ๆ” (หัวเราะ)
สมมติว่ากําลังมีความรัก แจมจะเป็นอย่างไรคะ
“ถ้ามีความรัก เวลาขับรถไปด้วยกันผมจะมองหน้าเขา หรือถ้าแดดส่องตาก็จะดิ่งที่บังแดดให้ คงเป็นอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้ครับ (ยิ้มเขิน)
“คงไม่มีเซอร์ไพรส์ด้วยดอกไม้ช่อยักษ์ๆ ผมจะให้แค่ดอกเดียว แต่เป็น ดอกไม้ที่ผมตั้งใจปลูกมาทั้งปีเพื่อให้เขา (ยิ้ม) ถ้าความโรแมนติกเต็ม 10 ผมน่าจะ อยู่ที่ระดับ 4 ได้แค่นี้แหละครับ
“อาจจะไม่หวาน แต่ใส่ใจนะ” (ยิ้ม)

เรื่อง Minim
ภาพ กฤตธี
สไตล์ลิสต์ UNSEENUP