ไอติม-พริษฐ์

พลิกอีกด้าน “ไอติม-พริษฐ์” ลูกผู้ชายสายการเมือง ตอบเรื่องหัวใจตรงไปตรงมา

ไอติม-พริษฐ์
ไอติม-พริษฐ์

ท่ามกลางกระแสการเมืองที่คึกคักขึ้นทุกวินาที ถ้าเอ่ยถึงทำเนียบนักการเมืองรุ่นใหม่ไฟแรง เชื่อว่าจะต้องมีชื่อของ “ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ” ติดโผเป็นอันดับต้นๆ อย่างแน่นอน ซึ่งด้วยโปรไฟล์ที่เป๊ะในทุกๆ ด้าน ทั้งการศึกษา ชาติตระกูล และหน้าตาที่หล่อเหลาเอาการ อาจทำให้หลายคนรู้จักหนุ่มคนนี้เพียงด้านเดียว และคิดว่าเขาต้องเป็นแบบนั้นหรือทำแบบนี้เท่านั้น แต่ความจริงแล้วเขายังมีมุมมองชีวิตอีกด้านที่น่าสนใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน วันนี้ แพรวดอทคอม จึงจะพาไปเจาะลึกถึงก้นบึ้งหัวใจของลูกผู้ชายสายการเมืองคนนี้กันค่ะ

ไอติม-พริษฐ์

เพื่อให้คนอื่นรู้จักตัวตนของเรามากขึ้น อยากบอกใครๆ ว่าตัวเองเป็นคนอย่างไร

ผมว่าผมมีสองด้าน ถ้าโหมดทำงาน ผมเป็นคนจริงจังมากนะครับ ไม่ว่าจะเป็นตอนเรียน ตอนทำงานที่บริษัทเอกชน หรือตอนนี้ที่มาทำงานการเมือง ซึ่งน่าจะเป็นด้านที่สื่ออาจจะคุ้นเคยกับผมมากกว่า แต่ในชีวิตส่วนตัว ผมว่าผมเป็นคนไร้สาระพอสมควรเลย คือเวลาพัก ผมก็พักจริงเลย ไร้สาระ ขี้เล่น กวนคน เกรียนๆ หน่อย อย่างตอนที่ผมทำงานที่บริษัทเอกชน มีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง ตอนนั้นยังไม่รู้จักกัน แต่เขาบอกว่าเคยเห็นผมให้สัมภาษณ์มาก่อน แล้วพอได้รู้จักกันปุ๊บ เขาก็ตกใจว่าพริษฐ์เป็นคนแบบนี้หรอ แล้วก็มีอีกคนที่เมื่อก่อนยังไม่รู้จักผมดี เขาคิดว่าถ้าจะเข้ามาคุยกับผมได้ ต้องไปตามข่าวการเมืองต่างประเทศมาก่อน จนช่วงหลังเขาเพิ่งมารู้ว่าไอติมเป็นคนไร้สาระ คุยง่าย เข้าถึงง่าย

มีแนวคิดในการใช้ชีวิตอย่างไรบ้าง

ผมใช้ชีวิตเพื่อที่ว่าในอนาคตจะไม่รู้สึกเสียดาย ผมคิดภาพตัวเองตอนแก่ๆ นั่งอยู่บนเก้าอี้ที่ชายทะเลหรือภูเขา แล้วมองกลับมาถึงชีวิตในอดีต จะไม่มีจุดไหนที่รู้สึกเสียดาย เช่น น่าจะทำอย่างนั้น แต่ไม่ได้ทำ น่าจะตัดสินใจอย่างนั้น แต่ไม่ได้ตัดสินใจอย่างนั้น ผมอยากใช้เวลาทุกนาทีให้คุ้มค่า ทำให้ช่วงนี้ได้นอนน้อยหน่อย ก็กลัวว่าจะไม่มีวันที่เป็นคนแก่นั่งอยู่เหมือนกันนะครับ (หัวเราะ)

ได้แนวคิดในการใช้ชีวิตมาจากไหน

ตั้งแต่เด็กแล้ว ผมเป็นคนที่ทำอะไรต้องให้เต็มร้อย ผมอาจจะกดดันตัวเองมากกว่าที่คนอื่นมากดดันด้วยซ้ำ อย่างบางทีผมทำอะไรได้ดี 90% แล้ว แต่ผมจะไปมอง 10% ที่ยังทำได้ไม่ดีพอมากกว่า ทำให้มีความกดดันตัวเองอยู่เยอะ ซึ่งน่าจะเป็นแรงกดดันจากตัวเองมากกว่าครอบครัวหรือสิ่งอื่นๆ นะครับ

นักการเมืองถือว่าเป็นอาชีพในฝันไหม

ผมอยากทำมาตั้งแต่เด็กครับ สำหรับงานทางการเมือง โดยผมเริ่มสงสัยตั้งแต่ตอนอายุ 11 ขวบ เพราะผมเห็นป้ายหาเสียงระหว่างนั่งรถไปโรงเรียน แล้วผมก็จะถามว่าคนพวกนี้เป็นใคร เลือกยังไงระหว่างเบอร์ 1 กับเบอร์ 5 ซึ่งพอได้ทุนไปเรียนที่อังกฤษตอนอายุ 13 ปี ครึ่งชีวิตผมอยู่ที่อังกฤษ อีกครึ่งชีวิตผมอยู่ที่ไทย ทำให้เด็กที่ขี้สงสัยอยู่แล้วเริ่มมีการเปรียบเทียบ ทำไมระบบการปกครองเหมือนกัน แต่ทำไมประเทศหนึ่งมีความเหลื่อมล้ำน้อย ส่วนอีกประเทศหนึ่งมีความเหลื่อมล้ำเยอะ ที่อังกฤษทุกคนส่งลูกไปเรียนที่โรงเรียนใกล้บ้าน ใครไม่สบายก็ไปโรงพยาบาลใกล้บ้าน คุณภาพของโรงเรียนและโรงพยาบาลเท่ากันทั่วประเทศ แต่เมื่อตัดภาพมาที่ไทย พอโรงเรียนมีชื่อเสียงเปิดในกรุงเทพฯปุ๊บ คนแห่ไปแย่งกันสมัคร หรือตอนผมไปเยี่ยมคุณพ่อคุณแม่ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ก็มีคนไข้หลายคนที่ยอมเสียค่าใช้จ่ายเพื่อที่จะเข้ามารักษาที่นี่เพราะคิดว่าถ้ารักษาที่นี่จะหายมากกว่าไปรักษาที่อื่น ผมจึงเริ่มสนใจอยากกลับมาพัฒนาบ้านเมือง เก็บสั่งสมประสบการณ์ที่ได้จากต่างประเทศและจากการเรียนโดยตรง ซึ่งผมเรียนสาขาปรัชญาการเมืองเศรษฐศาสตร์

ถ้าถามว่าจำเป็นต้องทำงานการเมืองไหม ก็ไม่จำเป็นครับ แต่ผมมองว่าถ้าเข้ามาทำงานการเมืองจะมีข้อได้เปรียบ 2 อย่างในการพัฒนาประเทศ อย่างแรกคือเราสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศได้เร็วกว่า อย่างที่สองคือนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เจ้านายคือประชาชน ดังนั้นความสำเร็จของผมในอาชีพนี้จึงขึ้นอยู่ที่ว่าผมทำประโยชน์ให้กับประชาชนได้มากแค่ไหน ซึ่งถ้าวันไหนผมทำได้ไม่มากพอ ประชาชนก็จะไล่ผมออกเอง

ครอบครัวให้การสนับสนุนกับอาชีพนี้หรือเปล่า

ครอบครัวทำใจมาตั้งแต่เด็กครับ ผมบอกอย่างนี้ดีกว่า ถ้าถามว่าสนับสนุนไหม ก็ไม่นะครับ คุณพ่ออยากให้ผมเป็นหมอ เพราะคุณพ่อคุณแม่เป็นหมอ คุณตาคุณยายเป็นหมอ ส่วนคุณแม่ค่อนข้างให้อิสรภาพว่าอยากทำอะไรก็ได้ แต่ไม่เคยมีใครบอกว่าไปเป็นนักการเมืองเถอะนะลูก มีคุณยายเคยกังวลครับ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะคุณยายเห็นคุณอภิสิทธิ์แล้วกังวล ว่ามันเป็นงานที่กดดันนะ แต่มันเป็นอาชีพที่ผมชอบครับ ผมเรียนมาทางนี้ ผมทำงานมาทางนี้ และผมก็เดินมาทางนี้ตลอด

ไอติม-พริษฐ์

นอกจากเรื่องงานแล้ว ความฝันที่อยากทำคืออะไร

ผมอยากเห็นลิเวอร์พูลเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกครับ ซึ่งปีนี้ผมคิดว่าน่าจะได้นะ และถ้าตอนนี้ผมเป็นคนแก่ที่มองกลับไปในอดีต อย่างเดียวที่ผมเสียดายมากที่สุดตอนอยู่มหาวิทยาลัยที่อังกฤษ คือผมไม่เคยไปแอนฟีลด์ สนามของลิเวอร์พูล เพราะเมืองอยู่ไกล ตั๋วก็ราคาสูง เพื่อนที่เชียร์ลิเวอร์พูลเหมือนกันก็ไม่มี และผมก็ยุ่งกับงาน แต่ว่าผมเคยไปดูลิเวอร์พูลที่สนามอื่น ผมเคยเชียร์ลิเวอร์พูลในดงเชลซี ซึ่งผมก็ต้องเก็บอาการนิดหนึ่ง แต่ว่าความฝันคืออยากเห็นลิเวอร์พูลเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกครับ

คิดว่าอายุ 26 ปี กับการลงสมัคร ส.ส. เร็วไปหรือเปล่า

ตอนเด็กๆ ผมไม่เคยคิดว่าจะลงสมัคร ส.ส. ตอนอายุเท่าไหร่นะครับ คิดมากกว่าว่าเราต้องพร้อมระดับไหนถึงจะเข้ามาทำงานตรงนี้ ซึ่งผมรู้สึกว่าผมต้องพร้อมในการที่ต้องมีความรู้ในเชิงทฤษฎีที่ได้จากการเรียนระดับหนึ่ง ผมต้องมีประสบการณ์การทำงานระดับหนึ่งที่รู้ว่าจะบริหารจัดการอย่างไร ซึ่งผมก็ได้จากการทำงานภาคเอกชน ผมต้องเข้าใจปัญหาของประเทศระดับหนึ่ง ซึ่งพอผมลาออกจากบริษัทเอกชนปุ๊บ ผมก็ทำรายการทีวีของผมที่ไปติดตามชีวิตของคนหลากหลายอาชีพทั่วประเทศไทย มีการลงพื้นที่พบปะประชาชน มีการเข้าไปเป็นทหาร ซึ่งผลพลอยได้คือผมได้เรียนรู้ปัญหาของประชาชนที่แท้จริง เพราะไม่น่าจะมีโอกาสดีกว่านี้อีกแล้วที่ผมจะได้ใช้ชีวิตกับคนนับร้อย กินข้าวทุกมื้อพร้อมกัน หม้อเดียวกัน บางทีก็อาบน้ำขันเดียวกัน หรืออย่างเพื่อนๆ ที่เขาเจอปัญหาหลากหลายมาก ก็สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในสังคม เพราะฉะนั้นพอทุกอย่างมารวมกันปุ๊บ ผมก็รู้สึกว่าผมพร้อมแล้วที่จะก้าวเข้ามาทำตรงนี้ โดยไม่ได้มองถึงอายุ แต่ถ้าพูดตรงๆ ทุกวันนี้ที่ผมทำงานอยู่ บางทียังแอบคิดเลยว่าฝันอยู่หรือเปล่า เพราะรู้สึกว่าได้รับโอกาสจากทั้งพรรค ประชาชน สื่อมวลชน ไม่เคยคิดว่าจะได้รับโอกาสนี้ในตอนอายุ 26 ปี แต่จะนำไปสู่การได้รับโอกาสจากประชาชนให้เข้าไปพูดแทนไหม ก็ต้องรอดู แต่ถ้าได้รับ ผมก็พร้อมครับ

ทำไมตัดสินใจสมัครเป็นทหารเอง

มี 2 เหตุผลครับ เหตุผลแรกคือผมต้องการแสดงให้เห็นถึงความชัดเจนและความโปร่งใส เพราะเรารู้กันอยู่ว่าการจับใบดำใบแดง บางทีคนที่ได้ใบดำก็ไม่ได้ได้เพราะโชค ผมจึงต้องการแสดงความชัดเจนตรงนั้น ซึ่งการให้ผมไปเป็นทหาร ผมก็ไม่เห็นด้วยนะ แต่ผมก็ไปเป็น อย่างที่สองคือผมต้องการวางแผนชีวิต อย่างที่ผมบอกว่าผมเป็นคนจริงจังกับงาน ผมจึงวางแผนก่อนเข้าไปเป็นทหารว่า 6 เดือนที่ผมหายไป จะทำยังไงให้งานไม่ขาดหายไปด้วย ยังจำได้เลยในวันที่ไปรายงานตัว ผมเคลียร์งานจนถึงวินาทีสุดท้ายจริงๆ

ตอนเป็นทหารรู้สึกลำบากไหม

ผมว่าผมปรับตัวเร็วกว่าคนอื่นนะครับ ถ้าเทียบกับเพื่อนที่เข้าไปด้วยกัน ในกองร้อยผมมี 70 คน ผมว่าผมปรับตัวเร็วมาก ทั้งในเชิงร่างกายที่แม้ผมจะไม่ได้เล่นกีฬาที่แข็งแรงอะไรมากก็ตาม แต่เพื่อนๆ หลายคนมีปัญหาสุขภาพร่างกายไม่ค่อยโอเค อย่างที่สองคือเรื่องวินัย การอยู่ไกลบ้าน มีอะไรให้ทานก็ทาน ให้นอนแบบไหนก็นอน ให้ทำอะไรก็ทำ ผมน่าจะได้ประสบการณ์นี้มาจากตอนที่อยู่โรงเรียนประจำชายล้วนที่อังกฤษ เรียกว่าผมผ่านการไกลบ้านมาแล้ว เมื่อตัดภาพไปที่เพื่อนผม ซึ่งหลายคนไม่เคยอยู่นอกบ้านมาก่อน จำได้ว่าคืนวันแรกมีคนร้องไห้กันเยอะมาก หลายคนนอนไม่หลับ พอฝึกใกล้จะเสร็จมีผู้กองถามว่า ไหนยอมรับมาซิ มีใครนอนหลับบ้างในคืนวันแรก ผมก็ยกมือ ก็มีอยู่ไม่กี่คนครับ จาก 70 คน มีประมาณ 5 คน ผมจำได้ว่าผมหลับ เพราะคืนวันก่อนผมนอนแค่ 2 ชั่วโมง เพราะผมเคลียร์งานทั้งหมดเลย ถ้าถามว่าอารมณ์ตอนนั้นคืออะไร คือง่วงครับ

ตอนเป็นทหารคิดถึงใครมากที่สุด

ครอบครัวครับ ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้เรียนรู้กับตัวเองเหมือนกันนะ คือก่อนที่ผมจะเข้าไปเป็นทหาร ผมเครียดกับเรื่องงานมาก คิดว่าจะทำยังไงให้สิ่งที่ผมอยากจะสร้างถูกประสานต่อ ผมก็เลยใช้ทุกวินาทีกับงาน ที่เข้าไปตอนแรกๆ ก็กังวลเรื่องงาน แต่พอผ่านไปสัก 2-3 อาทิตย์ สิ่งที่คิดถึงคือครอบครัว ยังจำได้ว่าก่อนเข้าไปพ่อแม่ชวนไปทานข้าว แต่ผมก็บอกว่าไม่ได้ เพราะผมต้องทำงาน ก็รู้สึกเสียดายนะ รู้สึกอยากจะทานข้าวกับพ่อแม่พี่ชายอีกสักมื้อหนึ่ง

ไอติม-พริษฐ์

ตอนนี้ทำงานหนักขนาดนี้ มีเวลาให้กับเรื่องอื่นบ้างไหม

ผมบ้าบอลมากครับ ถ้าถามว่าเวลาว่างผมทำอะไร ส่วนมากจะหมกมุ่นกับบอล คือผมเป็นแฟนคลับลิเวอร์พูล ผมทั้งดูบอล พยายามเตะบอล ก็จะหมกมุ่นกับบอล นอกจากนี้ผมมีเพื่อนสนิทอยู่กลุ่มหนึ่ง ซึ่งสมัยก่อนตอนผมทำงานอยู่บริษัทเอกชน ผมจะบินกลับมาไทยทุกเย็นวันศุกร์ ผมก็จะกินข้าวกับเพื่อนกลุ่มนี้ทุกเย็นวันศุกร์เลย แต่ช่วงหลังๆ ยอมรับว่าไม่ค่อยได้เจอบ่อยขนาดนั้น ส่วนเรื่องความรักก็ต้องบอกว่าสงสารคนที่จะมาเป็นคู่ผมตอนนี้นะครับ เพราะว่าผมมีเวลาไม่เยอะ (หัวเราะ)

คิดว่าความรักสำคัญกับชีวิตไหม

สำคัญนะครับ เพราะเวลาผมมีแฟน ผมมองว่าเหมือนเราซัพพอร์ตซึ่งกันและกัน เราช่วยเป็นเก้าอี้ให้ซึ่งกันและกัน ในเชิงที่ว่าถ้าวันไหนที่ใครล้ม อีกคนหนึ่งก็จะช่วยรองรับไว้ ผมจำได้ว่าเวลาที่เหนื่อยๆ จากการทำงาน บางทีผมก็ไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าแค่ได้กินข้าวดูหนังในคืนวันศุกร์ ผมไม่ได้ต้องการความรักที่หวือหวา แค่ต้องการคนสักคนหนึ่งที่สามารถนั่งอยู่ในห้องเดียวกัน โดยไม่ต้องทำอะไรเลยก็ได้นะ แล้วผมไม่เบื่อ ผมรู้สึกสบายใจ ซึ่งหายากนะครับ (ยิ้ม)

ชอบผู้หญิงแบบไหน

ผมเป็นคนไม่มีสเป็คครับ ทุกคนถามผมเรื่องสเป็คสาว ผมตอบไม่ได้จริงๆ คือผมคิดว่าความรักเป็นเรื่องของความรู้สึกมากกว่านะครับ ซึ่งจะให้ลดสิ่งนั้นเป็นลักษณะหรือคุณสมบัติต่างๆ คงไม่ค่อยได้ แต่ผมให้โจทย์ตัวเองตรงนี้เลยว่า คนๆ นั้นถ้าเรานั่งอยู่ในห้องเดียวกันกับเขา โดยที่ไม่ต้องทำอะไร ผมจะรู้สึกสบายใจไหม หรืออีกอย่างคือผมคบกับใครที่ผ่านมา จะมีความรู้สึกว่าคุยกันแปบเดียว แต่รู้สึกเหมือนเรารู้จักเขามานานแล้ว คุยแล้วถูกคอกัน ถูกใจกัน นั่นแหละที่เป็นตัวชี้วัด ซึ่งถ้าจะให้ผมบอกสเป็ค ก็ยากครับ แต่ขอเป็นคนที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ คนที่คุยกันแล้วรู้สึกว่ารู้จักกันมานาน

ถ้าถามถึงแม่ของลูกล่ะ ต้องเป็นอย่างไร

คำถามพวกนี้ผมไม่เคยคิดถึงขนาดนั้นเลยนะครับ (หัวเราะ) แต่ถ้าถามถึงแม่ของลูกผม เขาต้องเป็นคู่ชีวิตผมได้ และผมคิดว่าคู่ชีวิตผมต้องเป็นทั้งคนรัก เพื่อนสนิท และที่ปรึกษาครับ

เคยมีแฟนมาแล้วกี่คน

ถ้าจริงจังแบบที่ไม่ใช่ตอนเด็กๆ ก็ 3 คนครับ คนแรกคือตอนเป็นนักเรียนม.ปลาย คนที่สองจริงๆ จังๆ คือที่มหาวิทยาลัย แล้วคนที่สามก็คือที่เพิ่งผ่านไป

ไอติม-พริษฐ์

ปัญหาหนักสุดในชีวิตคืออะไร

เอาจริงๆ นะครับ คือผมเป็นคนจริงจังกับความรักนะ เวลาผมคบกับใคร ผมไม่เคยปิดกั้นตัวเองว่าจะไม่นำไปสู่อนาคตที่ไกล อย่างความรัก 2 ครั้งที่ผ่านมา ก็ใช้เวลาปรับตัวอยู่ระดับหนึ่งกว่าชีวิตจะกลับมาปกติได้ ทั้งคนที่คบกันที่อังกฤษ คนนั้นเป็นคนฮ่องกง คือก็พอรู้อยู่นิดหนึ่งแล้วว่าอาจจะต้องมีวันนั้น เพราะแต่ละคนอาจจะต้องกลับประเทศตัวเอง ทำใจมานิดหนึ่งแล้วแหละ แต่พอวันนั้นมาถึงก็ยากที่จะปรับตัว ซึ่งเขาบอกว่าเขาอาจจะย้ายมาได้นะ ถ้าผมสัญญาว่าผมจะไม่ทำงานการเมือง เพราะเขาอยากมีชีวิตที่มีความเป็นส่วนตัว เขาไม่ชอบการเมืองเลย พอเขาโยนโจทย์นี้มาให้ ผมก็ชะงักเหมือนกันนะ แต่ผมคิดว่าถ้าผมให้สัญญาไปตอนนั้น ก็กลัวว่าจะทำไม่ได้ตามสัญญา ซึ่งคนที่จะเสียไม่ใช่ผมแต่เป็นเขา จึงตัดสินใจว่าให้สัญญาไม่ได้ ทำให้ต้องจบกันไป ตอนนั้นก็เป๋อยู่สักพักหนึ่งครับ

ส่วนครั้งสุดท้ายก็เป๋อยู่พักหนึ่ง เพราะด้วยนิสัยที่แตกต่างกันระดับหนึ่งครับ คือพอรู้อยู่แล้วว่าเรามีความแตกต่างกันบ้าง แต่ผมนึกว่าภายในความแตกต่างนั้นเราจะสามารถอยู่คู่กันได้ ทั้งความชอบที่แตกต่างกัน มีวิธีแก้ปัญหาที่แตกต่างกันนิดหนึ่ง เอาเป็นว่ามีหลายอย่างที่แตกต่างกัน ซึ่งเขาอาจจะมองว่าทำให้ไปต่อไม่ได้ครับ

มีวิธีจัดการกับความเสียใจนั้นอย่างไรบ้าง

เวลาเลิกรากับแฟนผมก็ไม่ต่างจากวัยรุ่นธรรมดาคนหนึ่ง ก็พยายามอยู่กับบอลครับ ช่วงนั้นผมดูบอลทุกนัดเลย (หัวเราะ) เพราะผมเชื่อจริงๆ ว่าบอลไม่ใช่แค่งานอดิเรก แต่สำหรับผมบอลเป็นการบำบัด เพราะใน 90 นาทีนั้น ผมจะลืมทุกเรื่องไปหมดเลย ซึ่งผมเคยเห็นโปสเตอร์หนึ่งที่คนอังกฤษแชร์ในโซเชียล เขาถ่ายรูปลูกของเขาที่เป็นลูคีเมียขณะกำลังนั่งดูบอลที่สนาม แล้วเขาก็เขียนแคปชั่นว่า 90 นาทีนั้นเป็น 90 นาทีเดียวที่ลูกของเขาลืมว่ากำลังเป็นลูคีเมียอยู่ สะเทือนใจนะ และผมก็เข้าใจ แม้ปัญหาที่ผมมีจะไม่ได้ใหญ่เท่ากับปัญหาที่เด็กคนนั้นต้องเจอ แต่การดูบอลทำให้ผมลืมมันได้จริงๆ ถึงจะยากแค่ไหนก็ตาม ซึ่งเอาจริงๆ แล้วมันไม่มีวันลืมหรอกครับ แต่ว่าเราก็ต้องเดินหน้าต่อไป อะไรที่มันไม่เวิร์คก็ไม่กลับไป และสิ่งสำคัญคือเราได้บทเรียนอะไรบ้าง เพื่อที่จะได้รักษาความสัมพันธ์ให้ดีที่สุดกับคนต่อไป ซึ่งความรักทุกครั้งที่ผ่านมา ผมได้บทเรียนที่รู้ว่าตัวเองต้องปรับปรุงอะไรเสมอ

ตอนนี้พร้อมที่จะมีความรักครั้งใหม่หรือยัง

ต้องขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยครับ ปัจจัยแรกคือเขาพร้อมจะรู้จักผมหรือเปล่า เพราะตอนนี้ผมต้องยอมรับเลยว่าผมงานยุ่งมาก ซึ่งการที่จะเข้ามามีสัมพันธ์กับคนที่ทำงานการเมือง ก็มีหลายอย่างที่อาจจะต้องทำใจ เพราะงานการเมืองเป็นงานที่ออกสู่สาธารณะค่อนข้างเยอะ ใช้เวลานอกสถานที่เยอะ อีกทั้งยังมีความไม่แน่นอนในตาราง เราไม่มีทางรู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น ในทางกลับกันผมก็ไม่ต้องการมีความรักเพียงแค่อยากจะมีความรัก ไม่ต้องการมีแฟนเพียงแค่อยากจะมีแฟน แต่ต้องดูด้วยว่าคนๆ นั้นเป็นใคร นิสัยใจคอตรงกันหรือเปล่า ถูกใจกันหรือเปล่า

ด้วยโปรไฟล์ต่างๆ ที่ตัวเองมี ทำให้รู้สึกกดดันในการใช้ชีวิตไหม

ผมไม่กดดันนะครับ เพราะตอนผมใช้ชีวิตที่อังกฤษ มาเลเซีย ศรีลังกา หรือประเทศไหนก็ตาม ไม่เคยมีใครมาตีตราว่าผมเป็นลูกหลานใคร ไม่เคยมีใครมาตีตราว่าผมจะต้องใช้ชีวิตแบบไหน หรือมาตีกรอบอะไรกับผม ซึ่งผมแปลกใจอย่างหนึ่ง เรียกว่าอึดอัดมากตอนที่ไปเป็นทหาร คือผมจะเจอคนที่อาจจะรู้จักผมผ่านสื่อแบบผิวเผิน พอเห็นว่าผมเป็นลูกหลานนักการเมือง ก็จะบอกว่าไอติมกินอย่างนี้ได้เหรอ ไอติมอยู่อย่างนี้ได้เหรอ ผมก็แปลกใจว่าทำไม เพราะผมก็กินอยู่อย่างนี้มาตลอด และที่แปลกที่สุดคือไอติมกินข้าวเหนียวได้เหรอ (หัวเราะ) ผมจึงคิดว่าเราอย่าเพิ่งตีกรอบคนดีกว่าครับ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม อย่าคิดว่าเขาจะต้องเป็นคนแบบนี้ นิสัยแบบนี้ หรือใช้ชีวิตแบบนี้ เพียงเพราะว่าเขามาจากพื้นฐานไหน เพราะการใช้ชีวิตจริงๆ กับต้นทุนในชีวิตที่เราโดนโยนมามันต่างกัน มันไม่จำเป็นต้องเหมือนกันครับ


 

ภาพ : Chakkaphong Nutalai

ติดตามบทสัมภาษณ์ด้านการเมืองของ ไอติม-พริษฐ์ ได้ที่รายการแพรวทอล์ค

keyboard_arrow_up