ย้อนวันวานวัยหนุ่ม “ลุงตู่” เล่าความประทับใจในหน้าที่ “ทหารเสือราชินี” อันทรงเกียรติ

ก่อนจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ของประเทศไทย “พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา” หรือ นายกฯลุงตู่ นับเป็นชายชาติทหารผู้มีหัวใจเต็มเปี่ยมด้วยความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งนี้เพราะได้เริ่มต้นรับราชการทหารและหล่อหลอมเติบโตขึ้นในกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ฯ หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า ทหารเสือราชินี ซึ่งภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ที่ได้ถวายงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ได้สร้างความภาคภูมิใจในชีวิตอย่างหาที่สุดไม่ได้ ในโอกาสนี้แพรวดอทคอมจะขอพาไปย้อนวันวานสมัยหนุ่มๆ ของนายกฯลุงตู่ ที่ได้เล่าถึงหลากหลายความประทับใจในหน้าที่อันทรงเกียรตินี้ให้ฟังกัน

ย้อนวันวานวัยหนุ่ม “ลุงตู่” เล่าความประทับใจในหน้าที่ “ทหารเสือราชินี” อันทรงเกียรติ

ลุงตู่

“สำหรับหน่วยทหารหน่วยหนึ่งในกองทัพบก ขึ้นตรงกับกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ฯ และกองทัพภาคที่ 1 นั้น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงดำรงตำแหน่งเป็นองค์ผู้บังคับการพิเศษ และดำรงพระอิสริยยศทางทหารเป็นจอมพลหญิง มีนามหน่วยว่ากรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ฯ มีที่ตั้งหน่วย ณ ตำบลบ้านสวน อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี พระราชทานนามค่ายว่า “ค่ายนวมินทราชินี” และจากเกียรติประวัติการรบตั้งแต่อดีตในสงครามเกาหลี เวียดนาม และในประเทศที่ผ่านมา ได้พระราชทานสมญานามว่า “กรมทหารเสือนวมินทราชินี” อีกนามหนึ่งด้วย

“ภารกิจของหน่วยนี้ กองทัพบกได้มอบหมายไว้หลายประการ เช่น งานป้องกันชายแดน งานรักษาความสงบเรียบร้อยมั่นคงภายใน งานโครงการพัฒนาตามพระราชดำริในพื้นที่ทุรกันดาร งานรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญ ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานถวายอารักขาองค์พระประมุขและพระราชวงศ์

“ซึ่งจากภารกิจดังกล่าว องค์ผู้บังคับการพิเศษได้มีพระราชเสาวนีย์ให้มีการฝึกหลักสูตรพิเศษทหารเสือขึ้น เพื่อให้กำลังพลสามารถปฏิบัติภารกิจได้ทุกรูปแบบ ทั้งภาคพื้นดิน ภาคทะเล การรบในป่า-ภูเขา การปฏิบัติการในเมือง การกระโดดร่ม การขี่บังคับม้า การใช้รถจักรยานยนต์ทางยุทธวิธี ฯลฯ ซึ่งได้ดำเนินการฝึกมาตั้งแต่ปี 2524 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน

“นอกจากกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ฯแล้ว ล้นเกล้าฯทั้งสองพระองค์มีพระราชประสงค์ให้นายทหารจากทุกหน่วยได้มีโอกาสเห็นงานพัฒนาของพระองค์ท่านในหลายๆ พื้นที่ เพื่อจะได้กลับไปพัฒนาในพื้นที่ของตนเอง ได้ทรงจัดตั้งหน่วยทหารหน่วยหนึ่งขึ้นมาเป็นการส่วนพระองค์ มีภารกิจคือถวายอารักขาในขณะเสด็จแปรพระราชฐาน มีนามหน่วยที่เรียกกันว่าหน่วยทหารเสริมกำลังพิเศษ หรืออีกนามคือ “ทหารเสือ” ซึ่งได้ทรงรวบรวมนายทหารที่มีประสบการณ์จากการรบ การพัฒนามาเป็นพี่เลี้ยง ในอันที่จะถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ในทุกๆ ด้านให้กับนายทหารในรุ่นต่อๆ ไป

“หน้าที่อื่นๆ ของหน่วยทหารเสริมกำลังพิเศษ นอกจากถวายอารักขาแล้ว ยังมีหน้าที่เป็นผู้ช่วยเหลือหน่วยงานของพระองค์ในกรณีที่เวลาน้อย มีราษฎรเข้าเฝ้าฯมากๆ ก็จะช่วยในการซักประวัติ จัดระเบียบ เพื่อให้มีความคุ้นเคยกับราษฎร และทราบปัญหาอย่างแท้จริง หรืองานใดๆ ก็ตามที่ต้องการความช่วยเหลือ ก็จะจัดส่วนหนึ่งไปปฏิบัติให้เป็นไปตามพระราชประสงค์

“ทั้งนี้เนื่องจากทรงเห็นว่านายทหารเหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญในการป้องกันประเทศและพัฒนาบ้านเมืองในอนาคตได้ ทรงมีรับสั่งว่างานพัฒนานั้นจะประสบผลสำเร็จต้องเริ่มจากภายในก่อน คือให้ราษฎรมีความคิดร่วมกันที่อยากจะทำ และเริ่มจากการพัฒนาตนเองให้ค่อยๆ เจริญเติบโตขึ้นด้วยความยั่งยืนแข็งแรงตามลำดับ ไม่ใช่เรานำความเจริญจากภายนอกเข้าไป จนพวกเขารับไม่ไหว และการพัฒนานั้นก็จะล้มเหลว ไม่ยั่งยืน

ลุงตู่

“สิ่งที่สำคัญคือ พระองค์มีพระเมตตากับทุกคนเท่ากัน ทุกครั้งก่อนเสด็จฯทรงเยี่ยมราษฎรจะมีรับสั่งว่า ลำบากแค่ไหนก็ต้องไป เพราะราษฎรรอความช่วยเหลือจากพวกเราอยู่ เมื่อเสด็จฯไปในทุกพื้นที่ก็พระราชทานกำลังใจและทุนทรัพย์เพื่อให้ราษฎรเลี้ยงตัวเองได้ อย่างเช่นงานศิลปาชีพ ที่ทรงริเริ่มเพื่อที่จะให้ราษฎรมีรายได้ไปต่อเติมที่อยู่อาศัย ส่งบุตรเรียนหนังสือ ฯลฯ และทรงดูแลในด้านการรักษาพยาบาลให้กับราษฎรที่ยากจน ซึ่งพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อทุกคนนั้นมากมายจริงๆ

“ความประทับใจในฐานะที่ผมเป็นนายทหารเสริมกำลังพิเศษคนหนึ่ง คือครั้งเป็นนายทหารใหม่ๆ ได้มีโอกาสตามเสด็จไปในพื้นที่ทุรกันดารห่างไกลความเจริญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคใต้มีป่าพรุที่เต็มไปด้วยน้ำซึ่งไม่สะอาด ทุกพระองค์ก็ไม่ทรงย่อท้อ เสด็จฯผ่านไปจนได้ทั้งๆ ที่น้ำลึกเป็นเมตรมีกลิ่น และทรงเปียกพระวรกาย พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างให้กับผู้ตามเสด็จตลอดเวลา

“สำหรับความประทับใจที่พระองค์ทรงมีต่อกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ฯ ก็คือมีพระเมตตากับกำลังพลและครอบครัว โดยรับสั่งให้ทำการเกษตร เลี้ยงสัตว์ พระราชทานงานศิลปาชีพ และความช่วยเหลือให้กับทุกคนในค่ายนวมินทราชินีมาโดยต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถเลี้ยงตนเองได้ ในลักษณะช่วยตัวเอง ไม่ฟุ้งเฟ้อ และมีศักดิ์ศรี

“ในสมัยที่มีการสู้รบกันตามแนวชายแดนจังหวัดสระแก้ว ได้เสด็จฯเยี่ยมกำลังพลของกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ฯ ในระหว่างการสู้รบที่เขาพนมประ เมื่อปี 2526 ในขณะนั้นยังคงมีการสู้รบโดยต่อเนื่อง ยังมีการยิงกันด้วยปืนใหญ่ แต่ในฐานะองค์ผู้บังคับการพิเศษ พระองค์ท่านเสด็จฯเยี่ยมโดยรถยนต์พระที่นั่งถึงสมรภูมิที่มีการสู้รบ รับสั่งว่าจะต้องไปให้กำลังใจกับพวกเขา โดยไม่ทรงห่วงพระองค์เองเลย ซึ่งนับเป็นความประทับใจสูงสุดของกำลังพลทุกคน

“ตลอดระยะเวลาที่เสด็จแปรพระราชฐานจะเสด็จฯเยี่ยมราษฎรเกือบทุกวัน นายทหารเสริมกำลังพิเศษก็จะไปร่วมปฏิบัติงานกับหน่วยถวายอารักขาต่างๆ

“หน้าที่อีกประการหนึ่งคือ ในระหว่างเวลากลางคืน เสวยพระกระยาหารค่ำ ก็อาจจะทรงรับสั่งให้ขึ้นไปร้องเพลงหมู่หรือไม่ก็ร้องเดี่ยว หรือไม่ก็เล่นละครสั้นๆ เต้นซำเปง รองเง็ง ฯลฯ ตามพระราชอัธยาศัย เพื่อให้ผ่อนคลายความเครียด และฝึกให้มีความกล้าในการแสดงออก บางคนไม่เคยร้องมาก่อนก็กลัว แต่พระองค์ก็โปรดเกล้าฯพระราชทานกำลังใจ รับสั่งชมว่าเพราะขึ้น ดีขึ้นตลอดเวลา ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในการปฏิบัติงานต่อหน้าสาธารณชนหรือผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเอง ซึ่งก็นับว่าเป็นการฝึกอย่างหนึ่ง

“ตัวผมเองนั้น ในฐานะผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ฯ และนายทหารเสริมกำลังพิเศษคนหนึ่ง ขอกล่าวความรู้สึกซึ่งเป็นความรู้สึกเดียวกับกำลังพลและนายทหารทุกคนว่า การที่ได้มาปฏิบัติหน้าที่ตรงนี้ถือว่าเป็นความภาคภูมิใจอันสูงสุดที่ได้มีโอกาสมาถวายงานใกล้ชิด ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัย โดยจะต้องทำหน้าที่สองอย่างพร้อมกัน คือถวายอารักขาและถวายพระเกียรติ ตลอดจนนำพระมหากรุณาธิคุณไปถึงบุคคลอื่นๆ ที่ไม่มีโอกาสเข้ามา รวมทั้งนำความจงรักภักดีของทหารทุกคนมาถึงพระองค์ท่านให้ได้ เพราะทุกคนก็อยากจะทำถวาย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการคัดเลือกโดยผู้บังคับบัญชาและหมุนเวียนให้มีโอกาสมาศึกษางานในด้านต่างๆ เช่นเดียวกัน

“สิ่งที่ประทับใจที่สุดก็คือ ทรงเป็นห่วงข้าราชบริพารของพระองค์ทุกคนทุกหน่วย เช่น จะทรงมีรับสั่งถามว่าได้รับประทานหรือยัง อิ่มหรือเปล่า ถ้ารับสั่งกับผู้ใดก็ถือว่าพระราชทานเป็นส่วนรวม ซึ่งยังความปลื้มปีติกับนายทหารและข้าราชบริพารทุกคน เมื่อกลับถึงหน่วยก็มีความภาคภูมิใจที่ได้มาปฏิบัติหน้าที่อันสำคัญที่สุดในชีวิต

“ทรงเป็นพระแม่เจ้าของคนทั้งแผ่นดิน ทรงห่วงใยราษฎร ไม่เคยรู้สึกถึงอันตรายของพระองค์เอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อกำลังทหารทุกหมู่เหล่า คือโปรดเกล้าฯพระราชทานกำลังใจตลอดเวลา

“เพราะทรงรู้สึกว่าจะต้องเข้าทำการรบเพื่อรักษาผืนแผ่นดินไทยไว้ให้คนรุ่นหลัง เช่นเดียวกับบรรพบุรุษไทยที่ผ่านมาในอดีต”


 

ที่มา : นิตยสารแพรว ฉบับ 503 หน้า 131-133

keyboard_arrow_up