ร้อยเอก ปิยะภัทร ปัญจมานนท์ นายทหารหนุ่มผู้ปณิธานว่าจะถวายชีวิตเพื่อราชวงศ์

แต่ละคำสอนหรือพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 นั้น ล้วนแต่เป็นคำสอนที่หากเราได้นำมาปฏิบัติใช้ในชีวิต ก็เป็นเหมือนแสงส่องทางนำไปสู่เส้นทางแห่งความสำเร็จ เหมือนอย่างร้อยเอก ปิยะภัทร ปัญจมานนท์ นายทหารประจำกรมราชองครักษ์ ที่ยึดเอาคำสอนของพระองค์ท่านมาประยุกต์ใช้ในการทำงาน

“คุณธรรมของคนดีประการแรกคือ ความซื่อสัตย์ ประการที่สองคือ การรู้จักข่มใจฝึกใจตนเองให้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในความสัตย์ความดีนั้น ประการที่สามคือ การอดทน อดกลั้น และอดออม ที่จะไม่ประพฤติล่วงความสัตย์สุจริต ประการที่สี่คือ การรู้จักละวางความชั่ว การทุจริต และรู้จักสละประโยชน์ส่วนน้อยของตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม คุณธรรม 4 ประการนี้ถ้าแต่ละคนพยายามปลูกฝังและบำรุงให้เจริญงอกงาม จะช่วยให้ประเทศชาติบังเกิดความสุขความร่มเย็น และมีโอกาสที่จะปรับปรุงพัฒนาให้มั่นคงก้าวหน้าต่อไป

“พระบรมราโชวาทนี้สอนเราว่า ประเทศชาติจะพัฒนาได้ก็ต่อเมื่อประชาชนทุกคนอยู่บนพื้นฐานของการเป็นคนดี โดยเฉพาะความซื่อสัตย์ ไม่คดโกง แม้ไม่เก่งก็สามารถฝึกฝนและพัฒนาได้

“คุณพ่อของผม (พลเอก พูลสวัสดิ์ ปัญจมานนท์ รองสมุหราชองครักษ์) ย้ำเสมอว่ายิ่งเราทำงานถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ยิ่งต้องเป็นคนดี ผมกล้าพูดได้เลยว่าตั้งแต่ทำงานมาจนทุกวันนี้ ผมทำงานด้วยความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ ไม่เคยทุจริต การเป็นคนซื่อสัตย์นั้นไม่ยาก แค่พอเพียง ไม่โลภและไม่หวังเป็นใหญ่ เวลามีคนถามว่าเมื่อไหร่จะติดยศพันตรี ผมจะตอบกลับไปว่า ผมอยากทำงานถวายพระองค์ท่าน ไม่ได้หวังยศ ทุกอย่างให้เป็นไปตามเกณฑ์ โดยเฉพาะความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ นายทหารที่ทำงานในกรมราชองครักษ์มีหน้าที่ 3 ประการ คือ ถวายความปลอดภัย ถวายพระเกียรติ และสนองตามพระราชประสงค์

2

“ไม่นานมานี้ผมตามเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปที่อำเภอรามันและอำเภอระแงะ ที่จังหวัดยะลา ซึ่งเป็นพื้นที่สีแดง เวลานั้นแอบคิดขึ้นมาว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้นผมขอรับเอง ตั้งใจถวายความปลอดภัยอย่างเต็มที่ ผมถวายชีวิตเพื่อพระองค์ท่านได้เลย

“ผมเป็นนายทหารรับราชการประจำกรมราชองครักษ์มานาน 6 ปีแล้ว มีหน้าที่เป็นผู้ช่วยราชองครักษ์ ไม่ว่าสมเด็จพระเทพรัตนฯ หรือสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ จะเสด็จพระราชดำเนินที่ใด พวกผมต้องเดินทางไปยังพื้นที่ต่างๆล่วงหน้า เพื่อพูดคุยปรึกษาหารือและประชุมกับเจ้าภาพผู้จัดงาน ดูแลทั้งในเรื่องของพิธีการว่าเป็นไปตามหมายกำหนดการหรือเปล่า ดูความพร้อมของสถานที่ว่ามีตรงไหนที่อาจเป็นอันตรายกับพระองค์ท่านไหม พื้นผิวแบบไหนอาจทำให้ทรงพระดำเนินสะดุด หรือถ้าต้องเสด็จฯขึ้นบันไดมีราวจับไหม พื้นบันไดลื่นหรือเปล่า บันไดมีกี่ขั้น ถ่ายรูปแล้วส่งไลน์ให้ทหารราชองครักษ์ที่อยู่ข้างพระวรกายทราบ เพื่อจะได้เตรียมถวายการอารักขาตามความเหมาะสม

“เวลาสมเด็จพระเทพรัตนฯเสด็จฯไปทรงเยี่ยมโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน และโครงการในความดูแลของพระองค์ท่านที่มีอยู่ตามจังหวัดต่างๆ ผมต้องเข้าไปในพื้นที่ล่วงหน้า

“โรงเรียนตชด.ส่วนใหญ่อยู่บนดอย แค่เฮลิคอปเตอร์จะบินลงก็ลำบากแล้ว บางครั้งพระองค์ท่านทรงรองพระบาทบู๊ต ทรงพระดำเนินไปตามเขาซึ่งเป็นที่ทุรกันดาร เป็นดินลูกรังแดงๆ แม้จะดูว่าน่าจะทรงลำบาก แต่พระองค์ท่านก็ไม่ทรงเคยแสดงท่าทีว่าทรงเหนื่อยเลย อาจจะเป็นเพราะทรงมีวินัยในการออกกำลังพระวรกายทุกเย็นวันละ 2 ชั่วโมง เพื่อทรงเตรียมไว้สำหรับงานแบบนี้ เพราะเป็นงานที่ต้องทรงใช้พละกำลังเยอะ ตั้งแต่ผมถวายงานรับใช้พระองค์ท่านมา ถ้าหมายกำหนดการออกมาแล้ว หากไม่ทรงพระประชวรหนักหนาจริงๆก็จะไม่ทรงยกเลิกงานของประชาชนเด็ดขาด

“มีหลายครั้งที่เราเห็นเหมือนรถขบวนเสด็จจะผ่านไปได้ตลอด แต่มีบ่อยครั้งนะครับที่ถ้าสมเด็จพระเทพรัตนฯทรงทราบว่าช่วงเวลานั้นรถติด การให้รีบระบายรถเพื่อให้ขบวนเสด็จผ่านจะยิ่งทำให้ประชาชนเดือดร้อน ก็ทรงเลือกปล่อยให้รถพระที่นั่งติดอยู่บนท้องถนน ความที่ทรงเกรงใจประชาชนอย่างที่สุด มีรับสั่งกับราชองครักษ์ว่าไม่ต้องประสานเรื่องปิดถนน หรือบางทีมีรับสั่งให้เปลี่ยนเส้นทางมาใช้ทางด่วน หากเจ้าหน้าที่ทางด่วนเคลียร์ไม่ทันก็ไม่ทรงเคยตำหนิ รถติดก็ปล่อยให้ติด ทุกครั้งก่อนเสด็จฯจะมีรับสั่งราชองครักษ์ทุกครั้งว่าขอให้ปิดถนนในช่วงใกล้เวลาที่พระองค์เสด็จฯจริงๆ และเมื่อเสด็จฯผ่านไปแล้วให้เปิดใช้เร็วที่สุด อย่าให้กระทบกับประชาชน นี่คือสิ่งที่ทรงกำชับทุกครั้ง

1

“พระองค์ท่านทรงพระเมตตากับทุกคน และผู้ที่ถวายงานรับใช้ต่างก็ได้รับพระเมตตาเช่นกัน มีครั้งหนึ่งเกิดเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ตรวจพื้นที่ตก โชคดีที่ไม่มีใครเสียชีวิต ยกเว้นอาจารย์ท่านหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของพระองค์ท่านบาดเจ็บที่หลัง ก็มีรับสั่งให้ดูแลเป็นพิเศษ ซึ่งในช่วงเวลานั้นผมกำลังปฏิบัติหน้าที่ถวายพระองค์ท่านอยู่พอดี ผมจึงได้เห็นว่าทรงเป็นห่วงและสอบถามสถานการณ์บ่อยครั้งมาก

“ถ้าถามว่าชีวิตการทำงานเป็นทหารองครักษ์ลำบากไหม คงต้องบอกว่าช่วงเวลา 5 – 6 ปีที่ผมถวายการรับใช้พระองค์ท่านมา น้ำหนักผมขึ้นมา 20 กิโลกรัม (หัวเราะ) เพราะมีอาหารให้ตลอด 24 ชั่วโมง

“เรื่องที่ผมเห็นแล้วทึ่งในพระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่านคือ ตอนเสด็จฯงานสัปดาห์หนังสือที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายในงานมีบู๊ธแสดงหนังสือจาก 5 ประเทศ ปรากฏว่าพระองค์ท่านเสด็จฯเข้าบู๊ธฝรั่งเศสก็ตรัสภาษาฝรั่งเศสกับเจ้าหน้าที่ประจำบู๊ธได้ พอเสด็จฯเข้าบู๊ธประเทศจีนก็ตรัสภาษาจีน เสด็จฯเข้า 5 บู๊ธก็ตรัสได้ถึง 5 ภาษา ทรงพระปรีชาสามารถมาก

“ผมตั้งใจว่าจะเป็นทหารไปจนเกษียณอายุ ไม่ว่าอย่างไรจะมีทหารคนนี้ที่ขอถวายงานรับใช้พระองค์ท่านจนตาย ขอทรงมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน”

เรียบเรียงโดย : saipiroon_แพรวดอทคอม

ที่มา : นิตยสาร แพรว ฉบับที่ 887, นิตยสาร แพรว ฉบับที่ 854

keyboard_arrow_up