วันนี้เมื่อ 67 ปีที่แล้ว โมงยามแห่งการเสด็จพระราชสมภพ ในหลวง ร.10

หากย้อนกลับไปในโมงยามแห่งการ เสด็จพระราชสมภพ ของ “พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว” เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2495 สถานีวิทยุกระจายเสียงเคลื่อนที่ของกรมประชาสัมพันธ์ได้ออกแถลงการณ์ของสำนักพระราชวังในเวลา 11.30 น. ซึ่งเป็นข้อความที่คนไทยทั้งประเทศเฝ้ารอด้วยใจจดจ่อมานานหลายเดือน

ในเช้าวันนั้น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประชวรพระครรภ์ พระบรมวงศานุวงศ์ คณะรัฐบาล ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และกรรมการแพทย์ได้มาประชุมพร้อมเพรียงกัน ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน กรรมการแพทย์คาดว่าพระองค์จะมีพระประสูติการในช่วงเวลาบ่าย

เมื่อกรมประชาสัมพันธ์ได้แจ้งข่าวพิเศษสุด ประชาชนไทยจากทุกสารทิศก็เริ่มทยอยไปรวมตัวกันที่สนามเสือป่าและลานพระบรมรูปทรงม้า เบื้องหน้าพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ซึ่งขณะนั้นเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กันอย่างแน่นขนัด

เวลาล่วงผ่านมาถึง 17.30 น. พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงทราบว่าประชาชนต่างเฝ้ารอคอยฟังข่าวการเสด็จพระราชสมภพครั้งนี้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานเครื่องอัดเสียงซึ่งบันทึกเพลงพระราชนิพนธ์มาเปิดกระจายเสียงให้ประชาชนฟังสลับกับข่าวของกรมประชาสัมพันธ์ที่แจ้งข่าวเป็นระยะ

ครั้นเวลา 17.45 น. อันเป็นมหามงคลฤกษ์ พระพิรุณได้โปรยปรายเป็นละออง อันหมายถึงศุภนิมิต เสียงไชโยของพระบรมวงศานุวงศ์ ตลอดจนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ไปเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทได้ดังขึ้น พร้อมกันนั้นเสียงฆ้องชัยแตรสังข์ของสำนักพระราชวังซึ่งตั้งวงอยู่ ณ ศาลาอรสาภิรมย์ พระตำหนักที่เสด็จพระราชสมภพก็ได้ประโคมขึ้น ปืนใหญ่จำนวน 4 กระบอกในสนามเสือป่ากัมปนาทขึ้น 21 นัด เรือหลวงสุโขทัยยิงสลุตเฉลิมพระเกียรติในจำนวนนัดเท่ากัน แตรวงของกองทัพบกบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี เป็นสัญญาณที่ทั่วทั้งแผ่นดินไทยได้ทราบว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระประสูติการพระราชโอรส

หลังจากนั้นพสกนิกรไทยทั้งประเทศก็ได้รับฟังแถลงการณ์สำนักพระราชวังฉบับประวัติศาสตร์ โดยศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์สุมนชาติ สวัสดิกุล ได้บรรยายถึงบรรยากาศก่อนเวลาเสด็จพระราชสมภพ ตราบจนถึงนาทีอันเป็นมงคลฤกษ์ที่เสด็จพระราชสมภพว่า

“…วันนี้ครึ้มฟ้าครึ้มฝนตั้งแต่เช้า ฝนไม่ได้ตกมานาน…นายแพทย์ผู้ถวายการประสูติเข้าประจำที่ สักครู่ก็ประสูติพระราชกุมาร เวลา 17 นาฬิกากับ 45 นาที ในนาทีเดียวกันนั้นเองฝนที่แล้งมาตลอดฤดูก็เริ่มโปรยละอองลงมา ดูคล้ายๆ ฟ้าก็รู้เห็นเป็นใจกับการประสูติครั้งนี้

“อารามดีใจสมประสงค์ของดวงใจทุกๆ ดวง นายแพทย์ที่ถวายการประสูติ ซึ่งพร้อมที่จะบอกแก่ที่ประชุม ณ พระที่นั่งอัมพรสถานว่าพระราชโอรสหรือพระราชธิดา กล่าวออกมาด้วยเสียงอันตื่นเต้นว่า ผู้ชาย แทนที่จะว่าพระราชโอรส…แตรสังข์ดุริยางค์เริ่มประโคม ทหารบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ปืนใหญ่ทั้งบกและเรือยิงกันอย่างสะเทือนเลื่อนลั่น เสียงไชโยโห่ร้องก็ดังอยู่สนั่นหวั่นไหว…”

เมื่อข่าวการเสด็จพระราชสมภพอย่างเป็นทางการได้แพร่กระจายออกไป เสียงไชโยโห่ร้องก็ดังก้องไปทั่วทุกแห่งหน ธุรกิจ ร้านค้า และเรื่องราวต่างๆ เหมือนจะหยุดชะงักลงชั่วคราว เพราะคนไทยกำลังมีความสุขกับข่าวอันแสนวิเศษสุดนี้ และนับแต่นั้นมาประชาชนชาวไทยต่างเฝ้าติดตามข่าวเกี่ยวกับสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์นี้ด้วยความจงรักภักดี ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานพระนามว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ บรมจักรยาดิศรสันตติวงศ เทเวศรธำรงสุบริบาล อภิคุณูประการมหิตลาดุลเดช ภูมิพลนเรศวรางกูร กิตติสิริสมบูรณ์สวางควัฒน์ บรมขัตติยราชกุมาร”

โดยพระนาม “วชิราลงกรณ” นั้น สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงตั้งถวาย มาจาก “วชิระ” พระนามฉายาของพระองค์เองและพระนามฉายาขณะทรงพระผนวชของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ผนวกกับ “อลงกรณ์” จากพระปรมาภิไธยในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5)


 

ที่มา : นิตยสารแพรวฉบับ 947

ภาพ : welovethaiking.com

keyboard_arrow_up