SEAFOOD, IZOLA & HALLOWEEN @ SLOVENIA (ตอนที่ 2)

นักชิม นักเที่ยว เตรียมออกเดินทางไปดื่มด่ำ SEAFOOD, IZOLA & HALLOWEEN ที่ SLOVENIA ตอนสุดท้ายกันเล้ย…ย!

หลังอาหารเช้าวันรุ่งขึ้นที่โรงแรม เราเช็กเอ๊าต์เพื่อไปเที่ยวปราสาท เก่าอายุกว่าพันปีกับถ้ำหินปูนขนาดใหญ่อันดับสองของทวีปยุโรปกันต่อ

ลุยต่อเที่ยวถ้ำและปราสาทอัศวิน

จากเมืองอิโซลา ขับกลับไปบนออโต้บาห์นเดิม ไม่นานก็ถึง ถ้ำโพสตอยน่า (Postojnska Cave) ผมเลี้ยวรถเข้าไปจอดในลานจอดรถ ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับถ้ำ ผมเลือกซื้อตั๋วเข้าชมแบบควบรวม คือเที่ยวได้ทั้งถ้ำและ ปราสาทโบราณเพรดจามา (Predjama Castle)

SEAFOOD
ทางเดินเข้าถ้ำโพสตอยน่า

ถ้ำโพสตอยน่าแห่งนี้เป็นถ้ำหินปูน Karst (ถ้ำหินปูนที่มีลำธารใต้ดิน) มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของทวีปยุโรป (อันดับหนึ่งอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์) อายุเก่าแก่กว่า 2 ล้านปี มีความสวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่ง มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวเยี่ยมชมมากที่สุดในยุโรป ความยาวในถ้ำมากกว่า 20 กิโลเมตร แต่เปิดให้เข้าชมเพียง 5 กิโลเมตรเท่านั้น และเปิดให้เข้าชมมากว่า 188 ปี มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวถ้ำนี้รวมแล้วกว่า 31 ล้านคน โดยส่วนแรกของถ้ำที่ยาวมากกว่า 2 กิโลเมตรแรกนั้น เป็นการนั่งรถรางไฟฟ้าเล็กที่นำผู้เข้าชมนับร้อยคนเข้าชมถ้ำได้พร้อมกัน

ภายในถ้ำยังมีสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังชนิดหนึ่งอาศัยอยู่ เรียกว่า ปลามนุษย์ (Human Fish) หรือชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Proteus anguinus เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ไม่มีตา และมีขนาดยาวถึง 30 เซนติเมตร ผิวหนังมีสีเหมือนคนฝรั่งผิวขาว (นี่คือสาเหตุที่ทำให้ถูกเรียกว่า Human Fish) เพราะไม่มีสารเมลานินในผิวหนังจนผิวขาวเหมือนกับมนุษย์นั่นเอง เมื่อได้เวลาตามกำหนดในตั๋ว เจ้าหน้าที่นำนักท่องเที่ยวรวมทั้งคณะเรา ซึ่งยืนรออยู่หน้าปากทางเข้าไปสู่รถรางไฟฟ้า ไปเลือกหาที่นั่งบนรถรางเล็กได้ตามความพอใจ อุณหภูมิหน้าทางเข้าถ้ำในวันที่แดดดีเช่นวันนี้สูงถึง 30 องศาเซลเซียส ในขณะที่ภายในถ้ำนั้นเย็นคงที่อยู่ที่ 8 องศาเซลเซียส

SEAFOODหลังจากพนักงานมาตรวจดูความเรียบร้อยแล้ว พนักงานขับรถขยับรถเคลื่อนที่ไปช้าๆ ก่อนจะเร่งความเร็วขึ้นจนรู้สึกได้ว่าเร็วพอสมควรทีเดียว เรานั่งไปตามช่องทางวิ่งในถ้ำ ซึ่งบางตอนก็กว้างขวาง บางตอนก็แคบเล็กจนดูเหมือนกับจะเบียดโดนตัวคนนั่งเลย สองข้างทางนั้นมีไฟส่องสว่างพอให้เราเห็นผนังถ้ำ ซึ่งมีหินงอกหินย้อยอยู่ทั่วไป นั่งกันอยู่นานพอสมควร จนถึงจุดสุดท้ายรถจอดให้คนลงและให้นักท่องเที่ยว ไปยืนรอไกด์นำทาง ซึ่งจะมาบรรยายให้นักท่องเที่ยวฟังเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาอิตาลี ภาษาฝรั่งเศส และภาษาสโลวีเนียน รวม 4 ภาษา ซึ่งมีป้ายไฟบอกไว้ให้นักท่องเที่ยวเลือกไปยืนตรงป้ายตามภาษาที่ต้องการ

เมื่อไกด์เห็นว่าพร้อมก็เดินนำทางแต่ละกลุ่มภาษาเข้าชมภายในถ้ำ เราเดินชมความงดงามวิจิตรของหินงอกหินย้อยที่มีความหลากหลายมากมายจนเกินบรรยาย บ้างก็ดูเหมือนผ้าม่านพลิ้วไสว บ้างก็เหมือน ไอศกรีมโคน เหมือนรูปสัตว์นานาชนิด ฯลฯ หินงอกนั้นกว่าจะงอกสูงขึ้นมาได้แต่ละนิ้วใช้เวลายาวนานนับร้อยนับพันปีทีเดียว พวกเราเดินท่ามกลางความหนาวเย็นชื้น ทางเดินนั้นมีทั้งเดินขึ้นเดินลง คดเคี้ยวไปมา บนทางเดินนั้นเปียกชื้นไปด้วยน้ำที่หยดลงมาตลอด บางครั้งก็หยดลงมา มากเหมือนฝนตกให้เราต้องคอยหลบ แต่ก็ไม่ทำให้ทางลื่นเลย กลับจะฝืดๆ ด้วยซ้ำ เพราะน้ำที่หยดลงมาเปียกทางเดินนั้นเป็นน้ำละลายหินปูน

พวกเราเดินชมกันมาเรื่อยๆ จนถึงจุดไฮไลท์ที่สุดของถ้ำคือ ตู้ที่เลี้ยงเจ้าปลามนุษย์ไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ชมตัวเป็นๆ (เขาห้ามใช้แฟลชถ่ายรูปครับ) ในตู้มีแสงแบล็กไลท์ติดไว้ให้ความสว่าง แต่ก็สว่างเพียงรางๆ พอให้มองเห็นว่าเจ้าปลานี้มีรูปร่างหน้าตาอย่างไร ดูแล้วผมว่าปลานี้คือ ซาลาแมนเดอร์ เพียงแต่ไม่มีตา (เพราะอยู่ในที่มืดสนิท มองไม่เห็นอะไรอยู่แล้ว) และมีผิวขาวเผือด ส่วนอาหารก็คือแพลงก์ตอน ที่มีอยู่ในลำธารใต้ดินในถ้ำนั่นเอง

SEAFOOD
ต้นไม้แดง ทางขึ้นปราสาท

เมื่อเดินเลยต่อไป เราก็มาถึงจุดรอขึ้นรถไฟกลับสู่ข้างนอก ตรงนี้มีห้องน้ำ ร้านขายของที่ระลึก กาแฟ และของขบเคี้ยวไว้ให้บริการแก่นักท่องเที่ยว เราต่างนั่งรถไฟเล็กออกมาสู่ความสว่างหน้าทางออกถ้ำกันอีกครั้ง แดดวันนี้ยังแรงจัด ทุกคนขึ้นรถกันพร้อมแล้วขับเลยต่อไปอีก ราว 10 กิโลเมตรถึงปราสาทเพรดจามา หรือปราสาทอัศวิน (ผมอยากจะเรียกแบบนี้ครับ) เพราะถ้าใครเคยดูหนังเก่าประเภทนักรบหรืออัศวิน ในยุคที่ยังรบกันด้วยอาวุธโบราณแบบทวนยาว ลูกตุ้มเหล็ก ดาบ ธนู หรือหอก ฯลฯ แล้วมาเห็นตัวปราสาทและลานต่อสู้หน้าปราสาทเก่าแห่งนี้ก็จะร้องอ๋อ…เพราะที่นี่เหมือนฉากในหนังที่ว่านั่นเลย

SEAFOODปราสาทที่เราเห็นอยู่เบื้องหน้านั้นมีขนาดใหญ่โตพอสมควร โดยด้านหน้าของตัวปราสาททั้งหมดโผล่ยื่นออกมาให้เห็น ส่วนที่เหลือถูกสร้างฝังเข้าไปในถ้ำใต้ภูเขา แต่ภายในเขาทำเป็นห้องและฉาบเรียบตกแต่งเอาไว้อย่างดี หน้าปราสาทเป็นลานต่อสู้ประลองฝีมือของเหล่าอัศวินนักรบพร้อมอัฒจันทร์นั่งชม ส่วนทางเข้าสู่ตัวปราสาทเองนั้นมีสะพานไม้หนา เป็นทางเดินเชื่อมเข้าสู่ตัวปราสาท เมื่อยกสะพานนี้ขึ้นมาปิดแล้วก็จะกลายเป็นประตูเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งชั้นช่วยป้องกันศัตรูได้ โดยที่ว่างด้านล่างใต้สะพานที่ทอดเป็นทางเชื่อมเข้าปราสาทนั้นทั้งกว้างและลึกเป็นเหว มองลงไปเห็นอยู่ไกลลิบๆ และในถ้ำด้านหลังปราสาทนั้นมีทางเดินลับเป็นช่องทางหลบหนี ถ้าไม่สามารถต้านทานศัตรูเอาไว้ได้

SEAFOOD
โบสถ์ริมทะเลสาบเบลด

ปราสาทแห่งนี้ถูกกล่าวถึงในราวปี ค.ศ. 1274 โดยมีชื่อเรียกเป็น ภาษาเยอรมันว่าปราสาทลุคค์ (Luegg Castle) สร้างขึ้นในสมัยศิลปะแบบกอทิก โดย Patriarch of Aquileia และมีการต่อเติมเรื่อยมาตลอดหลายร้อยปี โดยขุนนางตระกูลลุคค์หรือมักถูกเรียกกันในอีกชื่อว่า อัศวินแห่งอะเดลสเบิร์ก (Knights of Adelsberg) ถือเป็น 1 ใน 10 ปราสาทที่หาชมได้ยาก มีความสวยงามแปลกตากว่าปราสาทอื่น ด้วยลักษณะที่โดดเด่นของปราสาทแห่งนี้คือ ตัวปราสาทถูกสร้างให้อยู่รวมกันไปกับถ้ำใต้เขาสูง ดูแล้วชวนตื่นตาตื่นใจ

ตอนบ่ายแก่ๆ คณะเราจึงออกเดินทางต่อ พอหันหัวรถขึ้นออโต้บาห์นได้ ผมก็รีบบึ่งทำเวลาทันทีเพราะตั้งใจจะไปให้ทันนั่งเรือไม้ พายข้าม ทะเลสาบเบลด (Lake Bled) เพื่อไปชมโบสถ์พระแม่มารีย์กลางทะเลสาบนั่นเอง

SEAFOODโบสถ์พระแม่มารีย์ ของเหล่านักแสวงบุญนี้มีตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 ซึ่งผู้มาเยือนสามารถเดินทางไปเยี่ยมชมโบสถ์และหอคอยกลางทะเลสาบเบลดได้โดยเรือไม้โบราณ (ค่าโดยสารคนละ 12 ยูโร) เมื่อนั่งเรือไปจนถึงท่าเรือจะต้องเดินขึ้นบันไดยาวทอดเดียวถึง 99 ขั้น สู่ด้านบน มีตำนานเล่าขานกันมาว่า ในสมัยโบราณมีประเพณีท้องถิ่นเก่าแก่ของชาวสโลวีเนียนที่จะใช้บันไดนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จของการใช้ชีวิตคู่ ด้วยการให้เจ้าบ่าวอุ้มตัวเจ้าสาวขึ้นบันไดทั้งหมด 99 ขั้น จากริมน้ำขึ้นไปจนถึงโบสถ์ให้ได้ โดยฝ่ายหญิงจะต้องไม่ส่งเสียงดังใดๆ ถ้าคู่ใดทำได้สำเร็จก็แสดงว่าชีวิตคู่จะยืนยาว และครองรักกันอย่างมีความสุขตลอดไป (ผมว่าผมคงทำไม่สำเร็จแน่ ๆ ฮา…) และโบสถ์ พระแม่มารีย์กลางทะเลสาบนี้ยังมีระฆังอยู่ด้านในโบสถ์ที่เชื่อกันว่า ใครมีโอกาสได้ไปสั่นระฆังจะโชคดี

ทะเลสาบเบลดเกิดจากการกัดเซาะของธารน้ำแข็งมาแต่ในอดีต (ยุคน้ำแข็ง) แต่น้ำในทะเลสาบที่ใสบริสุทธิ์นั้นส่วนหนึ่งได้จากการละลายตัว ของธารน้ำแข็งบนภูเขาจูเลียนแอลป์ กับน้ำที่เกิดจากตาน้ำร้อนใต้ดิน หลายจุดที่ก้นทะเลสาบ จึงเป็นเหตุทำให้น้ำในทะเลสาบเบลดไม่เคย จับตัวเป็นน้ำแข็ง แม้แต่ในฤดูหนาวที่มีอุณหภูมิติดลบอยู่ยาวนานก็ตาม ขนาดของทะเลสาบคือ กว้าง 1,380 เมตร ยาว 2,120 เมตร ลึก 30 เมตร ทะเลสาบเบลดแห่งนี้ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ไข่มุกแห่ง เทือกเขาแอลป์”

SEAFOOD
ทะเลสาบเบลด มองเห็นปราสาทอยู่บนยอดเขา

ปราสาทเบลด เป็นแหล่งท่องเที่ยวมีชื่อเสียง เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดของสโลวีเนีย เป็นปราสาทที่เก่าแก่ที่สุด ในสโลวีเนีย มีชื่อเสียงในเรื่องความงดงามของธรรมชาติที่เรียงราย อยู่โดยรอบ เป็นปราสาทยุคกลางย้อนไปถึงปี ค.ศ. 1004

ปรากฏว่าพวกเราไม่ได้ลงเรือไป เพราะคนเรือไม่ยอมไปทั้งที่เพิ่งบ่ายสามโมงกว่าเอง เขาบอกว่าพายไปแล้วกลับไม่ทัน เพราะฟ้าจะมืดเสียก่อน เนื่องจากฤดูนี้มืดเร็วประกอบกับทะเลสาบเบลดนั้นอยู่ในวงล้อมของเทือกเขาสูง ซึ่งเพียงแค่บ่ายสี่โมงกว่า แสงอาทิตย์ก็ลาลับแล้ว

“งั้นไม่เป็นไร!! เราไปเที่ยวปราสาทก่อน พรุ่งนี้เช้าค่อยมานั่งเรือ กันครับ…” ผมบอกกับทุกคนแล้วเดินไปขึ้นรถ ทางขึ้นเขาไปปราสาทนั้น อยู่ไม่ห่างนัก ขับรถจากลานจอดไปจนถึงทางขึ้นเขาสู่ปราสาท เอ๊ะ! ชักแปลก ๆ เพราะมีไม้กั้นปิดทางขึ้นเขา พร้อมกับมีเจ้าหน้าที่จัดการ จราจรหลายคนมาโบกมือทำสัญญาณว่าห้ามขับขึ้นไป ให้หักเลี้ยวลงไป จอดตรงทุ่งหญ้าข้างทางนั่นแทน

SEAFOOD
วิวของทะเลสาบเบลด เมื่อมองลงมาจากปราสาท

ในทุ่งหญ้าข้างทางมีรถจอดอยู่ก่อนเกือบเต็มทุ่งแล้ว แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่สักคน ผมขับรถลงไปเรื่อยจนเกือบถึงคันสุดท้าย…ก็ได้เรื่อง ครับ…เพราะดินในทุ่งหญ้าบริเวณนั้นอ่อนจนเกือบเละเป็นโคลน รถผมค่อนข้างหนัก แถมยางไม่ใช่แบบออฟโร้ดจึงลื่นตกหล่ม พวกเรามีแค่ผมเป็นผู้ชายคนเดียว ลงมาเดินมึนอยู่กับปัญหาหนักเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น พลันก็มีครอบครัวฝรั่งกลุ่มหนึ่งในชุดพ่อมด แม่มด และลูกมดเดินตรง เข้ามาช่วยแก้ปัญหา ด้วยการช่วยกันดันรถขึ้น ในที่สุดผมหลุดจากหล่ม ขับไปจอดบนถนนได้เรียบร้อย รีบเดินกลับมาขอบคุณ และคุยกับเขาได้ความว่า วันนี้เป็นวันที่ 31 ตุลาคม เป็นวันฮาโลวีนครับ ปราสาทเบลดบนเขานั้นมีงานฉลอง คนที่มางานจะแต่งแฟนซีเป็นผี ปีศาจ พ่อมด แม่มด อย่างที่เห็น หลังจากขอบคุณล่ำลาขอถ่ายรูปหมู่กับครอบครัวเขาเป็นที่ระลึก และพวกเราตัดสินใจขอยกยอดชมปราสาทไปเป็นพรุ่งนี้เช้าแทน

SEAFOOD
ถ่ายรูปร่วมกับครอบครัว ของพ่อมดใจอารี

หลังอาหารเช้า คณะของเรารีบขึ้นเขาไปเที่ยวปราสาทเบลดทันที ครั้งนี้สมหวัง เราต่างตื่นตะลึงกับวิวสวยของทะเลสาบที่เห็นอยู่ด้านล่าง พูดได้เต็มปากเลยว่าคุ้มแสนคุ้มสำหรับการนั่งเรือไปโบสถ์พระแม่มารีย์ กลางทะเลสาบนั้น ครั้งนี้จำต้องพลาด เพราะกว่าเรือจะเปิดให้บริการนั้นสายมาก เวลาคงไม่พอ

คงต้องเก็บเอาไว้มาเที่ยวใหม่ในโอกาสหน้าก็แล้วกัน

 

ที่มา : นิตยสารแพรว ปักษ์ 890 วันที่ 25 กันยายน 2559

keyboard_arrow_up