ความสุขแบบนี้…เฉพาะที่ Kiribati (ตอนที่ 2)

ความสุขแบบนี้…เฉพาะที่ Kiribati (ตอนที่ 2)
ความสุขแบบนี้…เฉพาะที่ Kiribati (ตอนที่ 2)

แฮ็ปปี้เบิร์ธเดย์คิริบาส

จากตาบน เต เกเก้ อันแสนสงบ ผมกลับไปทางตาระวาตอนใต้และอีก 4 คืนที่เหลือผมฝากชีวิตไว้ที่โรงแรม Tarawa Boutique Hotel ตรงกลางเมือง เพื่อร่วมงานสำคัญในวาระครบรอบ 36 ปีแห่งเอกราชของคิริบาสจากสหราชอาณาจักร

12
ขบวนสวนสนามอัญเชิญธงชาติคิริบาส

วันแรกแห่งการเฉลิมฉลองคือ วันที่ 12 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันประกาศอิสรภาพ ชาวอิคิริบาสทั่วตาระวาต่างมาจับจองพื้นที่ ณสนามกีฬากลางเมืองแต่เช้าตรู่ พิธีเริ่มต้นด้วยขบวนนักเรียนทุกระดับตั้งแต่อนุบาลจนถึงมัธยมที่สวนสนามเข้าสู่ลานหน้าปะรำพิธี โดยมีประธานาธิบดีอโนเต ตอง เป็นประธาน นอกจากเด็ก ๆ แล้วยังมีการสวนสนามของตำรวจและทหารหลากหลายเหล่า เมื่อจบการสวนสนามก็เป็นพิธีการเชิญธงชาติขึ้นสู่ยอดเสา ท่ามกลางเสียงร้องเพลงชาติกระหึ่มท่านประธานาธิบดีกล่าวสุนทรพจน์ จากนั้นเป็นการเดินขบวนของทุกกลุ่มอีกครั้ง เพื่อมาหยุดอยู่หน้าธงชาติ และกล่าวปฏิญาณคำขวัญชาติที่ประกอบไปด้วย “Te Mauri, Te Araoi, Te Tabomoa” แปลว่า“เพื่อสุขภาพ เพื่อสันติภาพ และเพื่อความรุ่งโรจน์” สิ่งที่ดึงดูดความสนใจมากที่สุดคือ กลุ่มเด็กนักเรียนตัวน้อยที่ตั้งใจเดินอย่างเป็นระเบียบและเปล่งเสียงคำปฏิญาณอย่างตั้งใจ จนเรียกรอยยิ้มอย่างมากมายจากผู้ชม

11

กิจกรรมที่ได้รับความนิยมแบบถล่มทลายคือ การเต้นระบำประจำชาติ ซึ่งเป็นระบำท้องถิ่นที่ชนเผ่าแต่ละหมู่บ้านและแต่ละเกาะนำมาแสดงให้เพื่อนร่วมชาติได้ร่วมภูมิใจ ผมดูด้วยความตื่นตามากบางชนเผ่าอย่างเช่น ชนเผ่าจากหมู่บ้านบอนริกิ (Bonriki) ยังสักหน้าเป็นลายพื้นเมืองอยู่เลย ในที่สุดระบำพื้นเมืองที่ผมใฝ่ฝันจะเห็นด้วยตาตนเองมานานแสนนาน ฝันนี้ก็สำเร็จลุล่วงแล้ว ณ ที่นี่อย่างตื่นตาเต็มใจ

13
เด็กๆ จากหลากโรงเรียนร่วมเดินสวนสนาม

ในตาระวามีสถานที่ท่องเที่ยวให้แวะไปชมเพื่อซึมซับกับประวัติศาสตร์บางช่วง ซึ่งนักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดคือ World War II Relics ที่หาดเบโซ (Betio) อันเกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้นในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อกองทัพญี่ปุ่นต้องพ่ายต่อกองทัพสหรัฐอเมริกาจนสูญเสียที่มั่นในเขตแปซิฟิกและเป็นจุดเริ่มต้นของการพ่ายแพ้สงครามในบริเวณดังกล่าว สงครามนองเลือดนี้เรียกว่า Battle of Tarawa ซึ่งกินเวลาเพียง 4 วัน ตั้งแต่วันที่ 20 – 23 พฤศจิกายน ค.ศ. 1943 แต่สังเวยชีวิตผู้คนไปถึง 6,000 กว่าคน ส่วนมากเป็นนักรบชาวญี่ปุ่นผู้แพ้สงครามนั่นเอง ชาวตาระวาขนานนามหาดเบโซนี้ว่า “หาดเลือด” (Red Beach)ทุกวันนี้เราสามารถไปชมร่องรอยของสงครามที่ยังปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน

14

ก่อนกลับ…ในวันสุดท้าย ผมเลือกไปเที่ยวสั่งลาทางทะเลด้วยเรือแคนู (Canoe) ซึ่งเป็นเรือพื้นเมืองของคิริบาส ผู้ที่พาผมล่องออกสู่มหาสมุทรครั้งนี้คือ คุณลุงเตกีเนเน่ (Tekinene) และลุงตาโบไก (Tabokai) ผู้ซึ่งเป็นแชมป์แล่นเรือแคนูของประเทศมาหลายสมัย

เรือแคนูของคิริบาสเป็นเรือไม้ต่อโดยไม่ใช้ตะปู แต่ใช้เชือกที่ทำจากใยมะพร้าวผูก เพื่อเชื่อมท่อนไม้ประกอบเป็นลำเรือเข้าด้วยกัน และยาด้วยสารพิเศษที่สกัดจากธรรมชาติ ตรงกลางลำเรือเป็นเสากระโดงผ้าใบสูงใหญ่ไว้รับลมให้แล่นฉิวออกสู่ท้องทะเล

15
ล่องแคนูสู่มหาสมุทร

เราแล่นตรงไปยังเกาะบิ๊กเกอแมน (Bikeman) ซึ่งเป็นเกาะร้างไร้ผู้คนกลางทะเล มองเห็นแต่สันทรายขาวละเอียดอยู่ลิบ ๆ อย่างโดดเดี่ยว…อ้างว้าง…กลางทะเลสีฟ้าสวย

“เมื่อสองปีก่อนเกาะนี้ไม่ได้เป็นอย่างนี้นะ” ลุงเตกีเนเน่เล่าให้ฟัง “มีต้นไม้ มีผืนดินแล้วเป็นเกาะสมบูรณ์ขนาดใหญ่กว่านี้แต่ค่อย ๆ เปลี่ยนสภาพไป จนเป็นทรายอย่างที่เห็น เพราะน้ำทะเลสูงขึ้น”

สำหรับผม…นี่คือหลักฐานของภาวะโลกร้อนที่จับต้องได้ ลุงเตกีเนเน่และลุงตาโบไกเล่าให้ฟังว่ามีหลายหาดและหลายเกาะกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน

16

“ลุงทราบเรื่องที่นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่าอีก 30 ปี คิริบาสอาจจมหายไปในทะเลบ้างไหมครับ”ผมถือโอกาสถามคำถามที่ผมมาตามหาคำตอบกับลุงทั้งสองท่านนี้

“ได้ยิน…ได้ยินมานานแล้ว” ลุงทั้งสองตอบ

“แล้วลุงคิดว่ายังไงครับ ถ้าวันหนึ่งเราหรือลูกหลานเราอาจต้องหาแผ่นดินใหม่อยู่” ผมกลั้นใจถาม“…God will give us the answer… แ ล้วพระเจ้าจะประทานคำตอบให้เราเอง ทำวันนี้ให้ดีที่สุดก็แล้วกัน”ลุงเตกีเนเน่ตอบพร้อมรอยยิ้มที่ปราศจากความกังวลใด ๆ เช่นเดียวกับลุงตาโบไก

เรือแคนูยังคงแล่นทะยานไปบนทะเลสวยใสให้ผมซึมซับภาพความงดงามก่อนอำลาจากประเทศนี้ในวันรุ่งขึ้น ผมคิดว่าได้คำตอบของการมาคิริบาสแล้ว ธรรมชาติที่สวยงาม มิตรภาพ รวมทั้งการมองโลกในแง่ดีเสมอของชาวอิคิริบาส…ทั้งหมดนี้ล้วนนำความสุขมาสู่เขา รวมทั้งผู้มาเยือนอย่างผม

เชื่อว่าความสุขแบบนี้มีที่นี่ที่เดียว…ที่ “คิริบาส” เท่านั้น

TIP

  • ประเทศคิริบาส แม้จะสะกดด้วยภาษาอังกฤษว่า “Kiribati” แต่ไม่ได้อ่านออกเสียงว่า “คิริบาติ ทั้งนี้ชื่อเดิมสมัยยังเป็นอาณานิคมของจักรภพอังกฤษคือ Gilberts Island และชาวพื้นเมืองออกเสียงเรียก “กิลเบิร์ตส์” ว่า “คิริบาส” เสียงอักษร ti เป็นเหมือนเสียงตัวเอส (S) เช่นหาด Betio ก็จะอ่านออกเสียงว่า หาดเบโซ หรือเกาะสำคัญอีกเกาะของประเทศชื่อว่าเกาะ Kirimati ก็จะอ่านออกเสียงว่า เกาะคิริมาส
  • สำหรับคนไทยที่เดินทางไปที่ประเทศคิริบาส จำเป็นต้องมีวีซ่าเข้าประเทศ วิธีที่ง่ายที่สุดคือติดต่อกับสำนักงานท่องเที่ยวตัวแทนรัฐบาลที่ชื่อว่าโทบารอย (Tobaraoi) ที่ www.tobaraoi.com ซึ่งจะช่วยประสานงานกับ Immigration Office ในกรุงตาระวาเพื่อออก Letter of Entry ให้นำไปใช้เดินทางเข้าสู่คิริบาส นอกจากนี้โทบารอยยังช่วยแนะนำที่พักและร่วมวางแผนการเดินทางในคิริบาสตามความต้องการของเรา
  • คิริบาสใช้เงินดอลลาร์ออสเตรเลีย อัตราค่าแลกเปลี่ยนอยู่ที่ประมาณ 26.60 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (กรกฎาคม พ.ศ. 2558)
  • ควรเดินทางเที่ยวในช่วงเดือนกรกฎาคม เพราะวันที่ 12 กรกฎาคม เป็นวันชาติและจะมีการเฉลิมฉลองด้วยกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมมากมายที่สนามกีฬากลางกรุงตาระวา

ที่มา : นิตยสารแพรว ฉบับที่ 869 ปักษ์วันที่ 25 พศจิกายน 2558

keyboard_arrow_up