HOLA! MADRID TO BARCELONA (ตอนที่ 1)

HOLA! MADRID TO BARCELONA (ตอนที่ 1)
HOLA! MADRID TO BARCELONA (ตอนที่ 1)

เคยดูหนังสักเรื่องที่ไม่ได้ตั้งใจล่วงหน้าแล้วออกจากโรงด้วยความรู้สึกประทับใจสุดๆ ไหมนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมในขณะที่นั่งเครื่องบินจากสเปนกลับประเทศไทยสารภาพตามตรงว่าผมแทบไม่เคยอ่านหรือดูสารคดีท่องเที่ยวเกี่ยวกับสเปนมากนักกระทั่งได้รับคำเชิญจาก Qatar Airways และการท่องเที่ยวสเปน (Spain Tourism Board) ที่จับมือกันพาไปเที่ยว 2 เมือง นั่นคือมาดริดและบาร์เซโลนา ซึ่งบัดนี้ได้กลายเป็นทริปที่ผมยกให้เป็นเดอะเบสท์ของชีวิตการเดินทางเป็นที่เรียบร้อย

capture-20151106-155226

อิ่มหนำสำราญให้พุงเต้นรำที่มาดริด

ความพิเศษของทริปนี้เริ่มตั้งแต่เท้าของผมยังไม่ทันแตะแผ่นดินสเปน เพราะหนึ่งในเจ้าภาพอย่าง Qatar Airways จัดที่นั่งบิสเนสคลาสให้คณะผู้สื่อข่าวชาวไทยและหลายประเทศในอาเซียนเดินทางไปสเปนแบบสุขอุรา ทั้งอาหารและเครื่องดื่ม มีภาพยนตร์ให้ดูกว่า 100 เรื่องแถมที่นั่งยังปรับนอนได้ 180 องศา ทั้งหมดนี้ได้รับการการันตีด้วยรางวัล World’s Best Business Class ปี 2014 และ World’s BestBusiness Class Seat ปี 2015 เชิญคุณ ๆ ลองใช้บริการกันสักครั้งจะเชื่อว่าที่ผมบอกมายังน้อยเกินไป เพราะเวลาแห่งความชิลบนเครื่องบินผ่านไปเหมือนติดไอพ่น เผลอแป๊บ ๆ ผมก็มาถึงกรุงมาดริดแล้ว

2

จากสนามบินผมกระโดดขึ้นรถบัสไปย่าน Plaza Mayor เพื่อไปอิ่มหนำกับมื้อกลางวันสุดพิเศษที่ Sobrino de Botín ร้านอาหารที่กินเนสส์บุ๊กโค้งคารวะว่าเก่าแก่ที่สุดในโลก เพราะเปิดกิจการมาตั้งแต่ค.ศ. 1725 ลองคิดดูสิว่าในรอบ 300 ปีที่ผ่านมามีคนแวะมาเช็กอินที่นี่มากขนาดไหน หลายคนยังเป็นบุคคลระดับโลก ยกตัวอย่างสุดยอดศิลปินอย่างฟรานซิสโก เดอ โกยา ก็เคยทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟที่นี่ระหว่างรอเข้าเรียนต่อศิลปะ…สุดยอดไหมล่ะ

สำหรับเมนูขึ้นชื่อของร้านคือ Roast Suckling Pig กับ Roast Baby Lamb ซึ่งผมได้ชิมทั้งสองอย่าง ขอบอกว่าห้ามพลาด แต่ขอแนะนำเพิ่มเติมว่า ถ้าคุณกินไม่จุอย่าวู่วามสั่งหลายอย่าง เพราะจานอาหารของชาวยุโรปมีขนาดใหญ่กว่าบ้านเราชนิดจานเดียวอิ่มถึงเย็น

3

ไม่ไกลจาก Sobrino de Botìn เป็นที่ตั้งของ Mercado de San Miguel ตลาดสุดชิคของมาดริดที่นักชิมตัวจริงไม่ควรพลาด ข้างในมีทั้งร้านอาหารที่เสิร์ฟเมนูเรียกน้ำย่อยประจำชาติสเปนอย่างทาปาส จนถึงหอยนางรมสดตัวโต ๆ ร้านขายเครื่องดื่มก็มีให้เลือกเพียบ ที่ห้ามพลาดคือแซงเกรีย (ไวน์พั้นช์) เครื่องดื่มท้องถิ่นของชาวสเปนเช่นกัน

อย่าเพิ่งอิ่มเชียว โปรแกรมต่อไปของผมคือดินเนอร์มื้อหรูที่ร้าน Platea ซึ่งขนาดยังไม่เข้าไปข้างใน เสียงเพลง The Girl from Ipanema ก็ลอยละล่องออกมาต้อนรับ คล้ายจะบอกว่าที่นี่ไม่ธรรมดาและก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ บรรยากาศด้านในให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในโรงละครคลาสสิกที่ผสมผสานด้วยร้านอาหาร บาร์ และกูเมต์ช็อปถือเป็นหนึ่งที่แฮ้งเอ๊าต์ยอดนิยมของหนุ่มสาวชาวสเปน และเป็นหนึ่งร้านที่ผมบอกตัวเองว่า ถ้าได้กลับมาที่มาดริดจะมานั่งดื่มและฟังเพลงจนร้านปิดเชียว

ศึกช็อปปิ้งนานาชาติกับห้วงเวลาของฟลามิงโก

กริ๊ง…ง เสียงนาฬิกาปลุกเวอร์ชันย้อนยุคในโทรศัพท์มือถือปลุกผมตอน 6 โมงเช้า หลังจากโอดครวญให้ความขี้เกียจเล็กน้อย ผมก็รีบอาบน้ำ แต่งตัว โปรแกรมวันนี้ต้องเริ่มเร็วหน่อย เราจะได้ไม่ต้องไปต่อแถวเข้าคิวที่ Royal Palace of Madrid อดีตพระราชวังหลวงของสเปนที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าเฟลิเป้ที่ 5 หรือกว่า 300 ปีก่อนโน่น

Royal Palace of Madrid
Royal Palace of Madrid

พระราชวังแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องความไฮโซหรูหรา ตั้งแต่คอลเล็คชั่นเครื่องเรือน งานศิลปะ และของประดับตกแต่งล้ำค่าที่ประดับประดาอยู่ในห้องหับต่าง ๆ กว่า 3,000 ห้อง ปัจจุบันที่นี่ไม่ใช่ที่พำนักของราชวงศ์แล้ว จึงใช้สำหรับต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองในพระราชพิธีสำคัญ และเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาศึกษาประวัติศาสตร์ของราชวงศ์สเปน

ช่วงเที่ยงเราแวะพักที่ EL Corte Ingl s ห้างสรรพสินค้าอันดับ 1ของมาดริด สวรรค์ของสาวกแบรนด์เนม แต่นั่นยังไม่จูงใจเท่ากับข้อมูลที่พนักงานต้อนรับบอกว่า สเปนให้ Tax Refunds สูงถึง 15 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นก็เกิดปรากฏการณ์ผึ้งอาเซียนแตกรัง โดยเฉพาะผู้สื่อข่าวสาว ๆที่โบยบินกันไปคนละทาง เรื่องช็อปกับผู้หญิงเป็นของคู่กันจริง ๆ แต่สาวชาติไหนชนะเลิศในศึกช็อปปิ้งนานาชาติ ผมขออุบไว้เป็นความลับแต่คาดว่าคุณ ๆ ทายไม่ผิดหรอก (ฮา…)

4

ผมโบกมือลามาดริดด้วยการชมเต้นรำฟลามิงโกที่ ร้านอาหาร Villa Rosa ในกรุงมาดริดมีร้านอาหารหลายแห่งที่เปิดแสดงศิลปะแขนงนี้ แต่ VillaRosa มีชื่อเสียงที่สุด เพราะเปิดทำการมาตั้งแต่ปี 1911 พิสูจน์ได้จากจำนวนโต๊ะที่ถูกจองล่วงหน้าจนเต็มเอี้ยด

12

ประมาณ 3 ทุ่มโชว์ก็เริ่ม นักแสดงทั้ง 5 ที่ประกอบด้วยนักร้อง นักกีตาร์ และนักเต้นรำ 3 คนสะกดผู้ชมด้วยเสียงร้องทรงพลัง เสียงกีตาร์ที่ขับเคลื่อนไปพร้อมกับจังหวะปรบมือและลีลาเต้นรำที่พลิ้วไหว เป็นเวลาเกือบชั่วโมงที่ผมลืมกินอาหารอร่อย ๆ ตรงหน้า กระทั่งเมโลดี้สุดท้ายสิ้นสุดลง ตามด้วยเสียงปรบมือดังสนั่นหวั่นไหวนั้นเอง ช่างเป็นการบอกลามาดริดที่สุดยอดจริง ๆ

บาร์เซโลนา เมืองแห่งมิสเตอร์บีน

มิสเตอร์บีนหรือ…หลังจากที่ผมนั่งรถไฟจากมาดริดมาถึงบาร์เซโลนาไกด์ท้องถิ่นบอกว่าคนบาร์เซโลนามีบุคลิกแตกต่างจากชาวสเปนส่วนใหญ่ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพคือเหมือนตัวละครมิสเตอร์บีน (ละครตลกของอังกฤษ นำแสดงโดยโรวัน แอตคินสัน) ทั้งนิสัยรักความสนุกและอิสรเสรี หนึ่งเหตุผลที่สนับสนุนแนวคิดนี้คือ ภาพยนตร์เรื่องมิสเตอร์บีนไม่ได้รับความนิยมในประเทศสเปน แต่กลับดังเป็นพลุแตกที่บาร์เซโลนา

6

ระหว่างที่รถบัสมุ่งหน้าเข้าใจกลางเมือง สิ่งที่ผมประทับใจเมืองนี้มาก ๆ คือการวางผังเมืองที่เป็นระบบระเบียบ ถนนเส้นหลักถูกแบ่งเป็นช่องทางรถยนต์ จักรยาน และคนเดินที่มีขนาดกว้างเกือบเท่ากัน ผู้คนที่นี่จึงสามารถเลือกวิธีการเดินทางได้แบบสบายใจ แถมยังปลอดภัยด้วย

ไม่นานก็มาถึง ลารามบลา (La Rambla) ถนนคนเดินระยะทาง 1.2 กิโลเมตรที่เปรียบเหมือนหัวใจของเมือง ที่นักท่องเที่ยวมาเดินทอดน่องดูวิถีชีวิตคนท้องถิ่น นั่งจิบกาแฟหอม ๆ ซื้อของที่ระลึก และถ่ายรูปสถาปัตยกรรมสวย ๆ ตลอดสองข้างทาง

10

เดินจากลารามบลาประมาณ 20 – 30 นาทีก็ถึง ชายหาดบาร์เซโลนาที่ทำให้ผมเข้าใจความเป็นมิสเตอร์บีนที่ไกด์บอก ถ้าไม่นับเสียงเพลงละตินที่ดังออกมาจากวิทยุใครสักคนที่นอนอาบแดด ทั่วทั้งหาดยังมีหนุ่มสาวชาวบาร์เซโลนาและนักท่องเที่ยวจำนวนมากจับกลุ่มเล่นวอลเลย์บอลฟุตบอลชายหาด บางคนนั่งกะหนุงกะหนิงชวนให้อิจฉา สาวบางคนนอนถอดบิกินี่อาบแดดชวนให้เหล่ตามอง (ฮา) ถือเป็นหนึ่งในชายหาดที่คึกคักที่สุดที่ผมเคยมา และเพื่อไม่เป็นการเสียดายโอกาส ผมจึงขอเตะฟุตบอลกับเด็ก ๆ สเปนกลุ่มหนึ่ง เป็นเวลาสั้น ๆ แค่ 5 นาทีที่นักเขียนไทยวิ่งตามลูกบอลแทบไม่ทัน ทำให้มิสเตอร์บีนตัวน้อยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน แหม…ฝากไว้ก่อน เจอกันคราวหน้าพี่ขอดวลเดาะตะกร้อนะ

ที่มา : คอลัมน์สารคดีท่องเที่ยว นิตยสารแพรว ฉบับ 868 ปักษ์ที่ 25 ตุลาคม 2558

keyboard_arrow_up