แกะรอยทริปรถไฟสำราญสุดหรู จากโตเกียวสู่ฮอกไกโด ในราคาล้านสาม!

แกะรอยทริปรถไฟสำราญสุดหรู จากโตเกียวสู่ฮอกไกโด ในราคาล้านสาม… ที่มาที่ไปของทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟนี้ของ “พลตำรวจเอก สันต์ ศรุตานนท์” เพราะชอบความพิเศษและแตกต่าง เมื่อจะออกท่องโลกทั้งทีจึงยิ่งทวีความไม่เหมือนใคร กลายเป็นทริปเอกซ์คลูซีฟที่น่าอิจฉาหนักมาก

จากโตเกียวสู่ฮอกไกโด

“รถไฟสำราญ” จากโตเกียวสู่ฮอกไกโด

“ทริปล่าสุดเป็นการท่องเที่ยวด้วยรถไฟสำราญของประเทศญี่ปุ่นที่มีความพิเศษครบครัน คนญี่ปุ่นมีความผูกพันกับรถไฟมาตลอด ถ้าถามเด็กญี่ปุ่นว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร หลายคนตอบเหมือนกันว่าอยากเป็นคนขับรถไฟ เพราะเขาถือว่าการขับรถไฟให้ญาติพี่น้องและคนญี่ปุ่นนั่งเป็นงานที่มีเกียรติ และเขามีใจรักบริการ

จากโตเกียวสู่ฮอกไกโด

“เมื่อประเทศยุโรปมีขบวนรถไฟลักซ์ชัวรี่ ‘โอเรียนเต็ลเอกซ์เพรส’ พาท่องเที่ยวตามเมืองต่างๆ เมื่อสามปีที่แล้วญี่ปุ่นจึงทำขบวนรถไฟลักชัวรี่ ‘7 Stars’ แล่นผ่าน 7 เมืองสำคัญรอบเกาะคิวชู คำว่า 7 ดาวหมายถึง 7 จังหวัดที่ประกอบกันเป็นเกาะคิวชู ใครอยากนั่งรถไฟขบวนนี้ต้องจองตั๋วแล้วรอการสุ่มชื่อ ขนาดท่านนายกรัฐมนตรีอาเบะและภรรยายังเพิ่งได้รับสิทธิ์โดยสารเมื่อปีกว่าๆ นี่เอง และเมื่อสองปีที่แล้วไทยเป็นประเทศแรกที่ได้สิทธิ์เหมารถไฟขบวนนี้ โดยเป็นความร่วมมือระหว่างการรถไฟคิวชู (JR Kyushu) และบริษัททัวร์เวิลด์เซอร์ไพร้ส์ ให้คนไทยจองตั๋วได้โดยไม่ต้องสุ่มชื่อ เพราะทางญี่ปุ่นอยากขอบคุณที่ไทยส่งความช่วยเหลือคราวเกิดเหตุการณ์สึนามิเมืองเซนไดเป็นประเทศแรกในโลก ฉะนั้นผมเองจึงได้ท่องเที่ยวร่วมกับรถไฟขบวนนี้เรียบร้อยแล้ว (ยิ้ม)

จากโตเกียวสู่ฮอกไกโด

“ล่าสุดญี่ปุ่นมีรถไฟลักซ์ชัวรี่ขบวนใหม่ ‘Chateau Blanc’ หรือ ‘ปราสาทสีขาว’ แล่นจากสถานีรถไฟโตเกียวไปฮอกไกโด และจากฮอกไกโดกลับโตเกียว ด้วยความที่เป็นขบวนรถไฟหลังคาสูงและกว้างกว่ารถไฟทั่วไปเกือบเท่าตัว จึงต้องมีการติดตั้งรางขนาดพิเศษตามสถานีและเส้นทางต่างๆ ที่แล่นผ่าน เริ่มทดลองเปิดให้บริการมาแล้วหนึ่งปี โดยให้คนญี่ปุ่นได้ทดลองใช้บริการในราคาลด 50 เปอร์เซ็นต์ด้วยการสุ่มชื่อด้วยคอมพิวเตอร์ ซึ่งพอหมดช่วงทดลองจะต้องเสียเต็มราคา และครั้งนี้ไทยก็เป็นประเทศแรกอีกเช่นกันที่มีโอกาสเหมารถไฟสำราญขบวนนี้ โดยความร่วมมือระหว่างองค์การท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (JTB) และบริษัทเวิลด์เซอร์ไพร้ส์อีกเช่นกัน ใช้เวลาเดินทาง 3 คืน 4 วัน ซึ่งผมมีโอกาสเดินทางไปทริปนี้ด้วย”

สัมผัสความหรูหราตลอดทริปในราคา 1,300,000 บาท

“รถไฟขบวนนี้ตกแต่งสวยงามทั้งภายในและภายนอก พื้นที่ภายในโอ่โถง ตกแต่งแนว Japanese Modern หน้าต่างกระจกออกแบบให้เหมือนนั่งอยู่ในยานอวกาศ มีห้องอาหาร ห้องฟังเพลง ห้องนั่งเล่น ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในโรงแรมมากกว่านั่งในรถไฟ

จากโตเกียวสู่ฮอกไกโด

“ทั้งขบวนมี 16 ห้องนอน มี 14 ห้องที่ขายราคาเท่ากันคือ กว่าเก้าแสนบาท ที่เหลืออีกสองห้องเป็นห้องพิเศษ ราคากว่าหนึ่งล้านบาท ผมได้พักห้องพิเศษ ราคากว่าหนึ่งล้านสามแสนบาท รวมค่าอาหาร เครื่องดื่ม กับบริการต่างๆ ตลอดทริป แต่ไม่รวมค่าเครื่องบินและการเดินทางอื่นๆ

จากโตเกียวสู่ฮอกไกโด

“ภายในห้องนอนที่ผมพักตกแต่งด้วยไม้ เป็นแนวโมเดิร์น ความพิเศษคือถ้าพักห้องธรรมดา เวลาจะนอนต้องดึงเตียงออกมา ตื่นแล้วต้องพับเตียงเก็บ แต่เตียงนอนของผมไม่ต้องเก็บ ให้ความรู้สึกเหมือนพักโรงแรม ในห้องน้ำมีอ่างแช่อนเซ็นส่วนตัว ทำจากไม้ Japanese Cyprus เป็นไม้เนื้อหอมชนิดพิเศษที่ใช้เฉพาะในอนเซ็นชั้นสูง ระหว่างที่รถไฟแล่นสามารถนอนแช่อนเซ็น พร้อมกับเปิดหน้าต่างข้างอ่างโบกมือให้ชาวบ้านที่ยืนเรียงรายสองข้างทางได้ ชาวบ้านเขารู้เวลาว่ารถไฟจะผ่านตอนไหน แต่ละบ้านจะมายืนโบกมือ ถือธง หรือโบกผ้าเช็ดหน้าทักทายเราตลอดทาง”

จากโตเกียวสู่ฮอกไกโด

 

กิน-ดื่มไม่อั้น ฝีมือเชฟมิชลินญี่ปุ่น

“ความพิเศษอีกอย่างของทริปนี้คือ การเสิร์ฟอาหารที่ปรุงโดยเชฟมิชลินญี่ปุ่นซึ่งอยู่ตามเมืองต่างๆ ที่ขบวนรถไฟแล่นผ่าน เสิร์ฟเป็นอาหารฝรั่งเศสบ้าง ฟิวชั่นบ้าง ญี่ปุ่นบ้าง ฯลฯ ทุกจานอร่อยหมด ทุกมื้อจะมีการ์ดเชิญบอกชื่อแขก พร้อมแสดงเมนูอาหารว่ามีอะไรบ้าง เช่น เนื้อที่ดีที่สุด ได้รับรางวัลชาโตบรียองด์ (Chateaubriand) ที่คนญี่ปุ่นรู้ดีว่าเป็นรางวัลที่มอบให้ผู้ผลิตเนื้อที่ดีที่สุดของญี่ปุ่น หรือถ้าบางเมืองไม่มีเนื้อที่ได้รางวัลนี้ เขาจะเลือกเนื้อจากฟาร์มที่มีชื่อเสียงที่สุดมาเสิร์ฟ ในการ์ดจะบอกละเอียดว่าปลามาจากอ่าวไหน ดีกว่าที่อื่นอย่างไร เช่น ปลาหมึกจากอ่าวฮาโกดาเตะ สแกลล็อปจากอ่าวโอตารุ และไม่ว่าจะกินมื้อดึก มื้อบ่าย มื้อค่ำ เขาทำให้ได้หมด

จากโตเกียวสู่ฮอกไกโด

“มีบริการเครื่องดื่มทุกชนิด รวมถึงไวน์ขาวและไวน์แดงของญี่ปุ่นซึ่งเทียบชั้นได้กับไวน์ฝรั่งเศส มีวิสกี้ชั้นเยี่ยม สาเกระดับดีและแพงสุดๆ ขึ้นชั้นที่เรียกว่า ‘ไดจินโจ’ (Daiginjo) ให้บริการตลอด รถไฟวิ่งไปถึงเมืองไหน สาเกระดับไดจินโจของเมืองนั้นๆ จะถูกนำขึ้นมาเสิร์ฟทันที เรียกว่าดื่มกินกันไม่อั้น”

สารพัดกิจกรรมให้เลือกทำบนรถไฟ

“ตลอดการเดินทาง ผู้โดยสารไม่มีช่วงเวลาที่รู้สึกว่าไม่มีอะไรทำ เพราะบนขบวนรถไฟมีกิจกรรมให้ทำมากมาย เดี๋ยวก็เชิญไปนั่งฟังเปียโน ฟังไวโอลิน รถไฟผ่านเมืองไหนที่ทำโอท็อปเรื่องนั้นเรื่องนี้เก่ง เขาจะเชิญวิทยากรมาสอนเราทำเวิร์คชอป ซึ่งถ้าผมอยากนอนแช่อนเซ็นก็ไม่ต้องทำเวิร์คชอปกับเขา

จากโตเกียวสู่ฮอกไกโด

“เว้นแต่เวลารถไฟไปถึงเมืองไหน เขาจะจอดให้ผู้โดยสารทุกคนลงไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ เช่น ไปเดินเที่ยวตลาดเช้า ชมโรงงานเซรามิกหรือโรงงานหล่อโลหะดีๆ ขณะที่เราเดินเที่ยว ขบวนรถไฟจะถูกพาไปเข้าโรงทำความสะอาด ทั้งในห้องพัก รวมถึงดูแลช่วงล่าง ระบบเบรก อุปกรณ์ต่างๆ ของรถไฟให้พร้อมออกมารอรับพวกเราอีกที ซึ่งเวลารถไฟไปจอด เขาจะปูพรมให้เราเดิน ทุกคนจะหยุดโค้งให้ บางคนนั่งเก้าอี้อยู่ พอเห็นคณะเราเดินมา ทุกคนจะลุกขึ้นยืนโค้ง มีนักเรียนอนุบาล 2-3 แห่ง ในเขตพื้นที่นั้นๆ มายืนรอรับ เพราะเขาถือว่าแขกของรถไฟคือผู้มีอุปการคุณต่อประเทศเขา”

จากโตเกียวสู่ฮอกไกโด

ใช้คนขับรถไฟตลอดทริป 33 คน

“เขาคัดเลือกพนักงานขับรถเฉพาะคนที่มีประสบการณ์และความชำนาญสูง รู้จักเส้นทางของเมืองนั้นๆ ดี เพราะต้องบังคับควบคุมรถไฟขนาดใหญ่ที่อยู่บนรางขนาดพิเศษ บางครั้งรถไฟต้องลอดอุโมงค์ภูเขา ลอดอุโมงค์จากเกาะฮอนชู โตเกียว ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก 45 นาที เสียงรถไฟหวีดหวิวดังจนแสบแก้วหู เพราะขนาดรถไฟใหญ่คับอุโมงค์ ทำให้เกิดแรงเสียดทานอากาศสูงตลอด เส้นทางจึงต้องใช้คนขับที่มีความชำนาญจริงๆ เพื่อบังคับหัวและท้าย ผลัดละ 4 คน มีการเปลี่ยนผลัดทั้งหมด 8 ครั้ง รวมใช้คนขับทั้งหมด 32 คน มีหัวหน้าอีก 1 คน รวมเป็น 33 คน พอไปถึงเมืองที่คนขับรถไฟคนนั้นอยู่ เขาก็ลงจากขบวนเราไปขับรถไฟธรรมดาต่อ โดยมีคนขับเซตใหม่ที่รออยู่ขึ้นมาทำหน้าที่ขับต่อไป

จากโตเกียวสู่ฮอกไกโด

“ตลอด 3 คืน 4 วันในรถไฟสำราญจึงนับเป็นความพิเศษและสะดวกสบายจริงๆ เพราะเขาจัดให้พร้อมหมดทุกอย่าง เราไม่ต้องคิดว่าพอถึงเมืองนี้แล้วจะไปเที่ยวที่ไหนหรือนอนพักโรงแรมอะไร ต่างจากรถไฟลักซ์ชัวรี่ของยุโรปที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายต่างหาก ไปแสวงหาที่กิน ที่เที่ยว และที่พักเอง หรือบางครั้งด้วยเวลาจำกัด เราอาจเลือกได้แค่ซิตี้ทัวร์ ทำให้ต้องเดินทางไปหลายครั้งเพื่อจะได้ทำกิจกรรมที่เราอยากทำจนครบ รถไฟสำราญของญี่ปุ่นจึงมีบริการครบทุกความต้องการจริงๆ”


 

ที่มา : นิตยสารแพรว ฉบับ 942

keyboard_arrow_up