ส่องไอเท็มหาดูยาก บุกคลังนักสะสมนาฬิกาวินเทจหนึ่งเดียวในไทย

นาฬิกาวินเทจ
นาฬิกาวินเทจ

ถ้าคุณเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกา คงคุ้นเคยกับชื่อของ “ปราสาท วิทยาภัทร์” เจ้าของบริษัทอินเทลเลคท์ จำกัด นักสะสมนาฬิกา ที่ถือว่ามีนาฬิกาวินเทจรุ่นหายากอยู่ในครอบครองมากที่สุดคนหนึ่งทั้งในระดับประเทศและระดับโลก ซึ่งครั้งนี้ แพรวดอทคอม ตามไปบุกถึงคลังนาฬิกาวินเทจในพิพิธภัณฑ์ส่วนตัว ที่รวบรวมรุ่นหายากไว้มากถึงกว่า 3,000 เรือน รวมไปถึงของสะสมเก่าแก่ที่หาชมได้ยาก รวมอยู่ภายในพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวที่เจ้าของเรียกว่า “ปกิณกะนาฬิกา” เป็นสถานที่รวบรวมของสะสมวินเทจหลากหลายแบบ อย่างนาฬิกาก็มีหลายแบรนด์ หลากสไตล์

นาฬิกาวินเทจ

“ผมนั่งทำงานอยู่ในห้องนี้อย่างมีความสุขทุกวัน (ยิ้ม) ผมเริ่มสะสมของวินเทจมาตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ จนตอนนี้อายุ 70 ปี ก็ประมาณ 40 ปีมาแล้ว เริ่มจากความชอบของเก่า แบบอารมณ์ศิลปิน ชอบงานศิลปะหรือสิ่งของที่มีดีไซน์ มีเอกลักษณ์ ช่วงแรกผมเหมือนคนบ้าสมบัตินะ (หัวเราะ) สะสมของเยอะ ตั้งแต่กระป๋องน้ำโบราณ ไพ่ ซองใส่บุหรี่ สมัยก่อนที่มีทั้งแบบโลหะและหนัง รวมไปถึงเครื่องมือ อุปกรณ์งานช่างต่างๆ เพราะความที่ผมทำบริษัทผลิตเกี่ยวกับอุปกรณ์การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ เวลาไปเที่ยวต่างประเทศแล้วเจอเครื่องมือเก่าๆ อย่างกล้องจุลทรรศน์โบราณ เห็นแล้วอดใจไม่ได้ทุกครั้ง แต่ที่มีเยอะและต้องเรียกว่าบ้าที่สุดก็คือนาฬิกา ทั้งแบบแขวน ตั้งโต๊ะ แบบหิ้ว คล้องคอ และนาฬิกาข้อมือ มีตั้งแต่อายุ 30 ปีไปจนถึงอายุ 100 ปี

“เริ่มจากเมื่อก่อนทุกวันอาทิตย์ ผมจะรีบตื่นแต่เช้าออกไปเดินตลาดขายของเก่าคลองถม เรียกว่าเป็นความสุขอย่างหนึ่งของผมเลย แม้บางครั้งภรรยาและลูกไม่อยากไป ก็ต้องจำใจไปเดินด้วยกัน (หัวเราะ) ผมชอบเดินดูของ เลือก และซื้อมาเก็บสะสมไว้ ซึ่งก็เลือกจากความชอบเป็นหลัก โดยไม่รู้หรอกว่าในอนาคตของชิ้นนี้จะมีมูลค่าเพิ่มอย่างไร เราซื้อจากความชอบในดีไซน์และประวัติความเป็นมา

นาฬิกาวินเทจ

“ซึ่งกว่าจะเก็บสะสมได้ขนาดนี้ต้องใช้เวลา ใช้ความอดทนและความรักอย่างมากครับ ยิ่งผมไม่ได้ซื้อมาเก็บแบบนักเก็งกำไรที่รอราคาขึ้นแล้วขายต่อ แต่ซื้อเพราะความรัก ความชอบ เพราะถ้าคุณคิดจะซื้อตามกระแสหรือซื้อรุ่นยอดนิยม แล้วรอว่าอีกกี่ปีราคาจะขึ้นเท่าไหร่ โดยต้องเก็บไว้แต่ในตู้โชว์ ไม่กล้าหยิบมาใส่ ผมว่าแบบนั้นมันเหนื่อยนะ

“เสน่ห์อย่างหนึ่งของการสะสมคือ บางครั้งก็มีเรื่องของโชคชะตาพรหมลิขิตรวมอยู่ด้วย เช่น เจอชิ้นที่อยากได้มาก แต่เจ้าของเขาไม่ยอมขาย จะทำอย่างไรได้ ก็ได้แต่นั่งรอกันต่อไป

“อย่างที่บอกว่าผมชอบสิ่งของที่มีดีไซน์สวยงามและมีเรื่องราว ถ้าถามผมว่านาฬิกาเรือนนี้พิเศษอย่างไร ผมอธิบายให้ฟังได้หมดนะ ผมพยายามหาข้อมูลแต่ละเรือนให้ได้มากที่สุด ทั้งสอบถามจากแบรนด์ จากเพื่อนๆ ในวงการ ซึ่งในพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวของผม ผมได้จัดเรียงนาฬิกาแต่ละเรือนด้วยตัวเอง แยกเป็นหมวดหมู่ตามความเป็นมา และมีป้ายเขียนข้อมูลกำกับไว้หมด

“ตอนแรกผมก็เก็บนาฬิกาไว้ในเซฟเหมือนคนอื่นๆ แต่ก็คิดว่าถ้าเก็บแบบนั้นแล้วใครจะเห็น ผมจึงปรับห้องทำงานให้กลายเป็นมิวเซียมขนาดย่อมเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ค่อยๆ เก็บสะสมมาเรื่อยๆ จนกลายมาเป็น “ปกิณกะนาฬิกา” รวบรวมนาฬิกาวินเทจหาชมยากกว่า 3,000 เรือนไว้ที่นี่ ซึ่งผมไม่ได้เปิดเป็นสาธารณะ มีเฉพาะเพื่อนสนิทหรือคนในวงการที่ขอเข้ามาเยี่ยมชม ซึ่งผมก็ยินดีมากๆ ครับ เพราะกว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ได้อย่างทุกวันนี้ เกิดขึ้นมาจากความบ้า ความรัก และความอดทนในการสะสมของผมทั้งสิ้น”

นาฬิกาวินเทจ
หนึ่งเดียวในโลก Corum “Saddam” Golden Coin

Corum “Saddam” Golden Coin นาฬิกาเรือนเดียวในโลกที่อยู่ในความครอบครองของคุณปราสาท มีความพิเศษตรงที่ทำจากเหรียญทองแกะสลักของประเทศอิรัก หน้าเหรียญเป็นรูปของ ประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน ระบุมูลค่า 100 ดอลลาร์ จากการสืบค้นข้อมูลไปที่บริษัทนาฬิกา Corum สวิตเซอร์แลนด์ ทำให้ทราบว่า ทางบริษัทได้ผลิตนาฬิการุ่นนี้ขึ้นในปี ค.ศ. 1982 และผลิตขึ้นเพียงเรือนเดียวเท่านั้น เนื่องจากเป็นรุ่นพิเศษ

นาฬิกาวินเทจ
Golden Coin Watch

Golden Coin Watch นาฬิกาทำจากเหรียญกษาปณ์ทองคำ ผลิตมาสำหรับนักสะสมอย่างแท้จริง เพราะทำจากเหรียญกษาปณ์ทองคำทั้ง 10 และ 20 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งผลิตขึ้นเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อ ค.ศ. 1932 นาฬิกาประเภทนี้ต้องใช้ความชำนาญอย่างมากจากช่างฝีมือชั้นสูง โดยนำเหรียญที่มีสภาพสมบูรณ์มาผ่าตามแนวขอบกลางออกเป็นสองซีก จากนั้นบรรจุกลไกนาฬิกาขนาดเล็กและบางลงไป แล้วจึงเชื่อมเหรียญทั้งสองชิ้นด้วยแหวนทองคำ 18K โดยมีทั้งแบบเหรียญเปิดด้านหน้าที่สามารถมองเห็นเข็มนาฬิกาได้เลย และอีกแบบที่ต้องใช้ความประณีตอย่างสูง นั่นคือการซ่อนเรือนนาฬิกาไว้ด้านใน โดยต้องกดสลักด้านข้างเพื่อเปิดฝาออกดูเวลา ทำให้นาฬิกามีความบางมาก และทำยากมาก ทุกส่วนประกอบขึ้นจากช่างฝีมือมากประสบการณ์ เปรียบดั่งผลงานศิลปะชั้นสูงที่ควรค่าแก่การสะสม

นาฬิกาวินเทจ
นาฬิกาทหาร สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 (จากซ้าย) 1. Omega 2. Omega Seamaster 300 3. Hanhart 4. นาฬิกาไม่ตีตราแบรนด์ 5. Elgin 8 Days Military Clock 6. A.Lange & So..hne The Original W II Pilot’s Watch

นาฬิกาทหาร ณ ปัจจุบันหายาก เพราะด้วยความเก่าแก่ และนาฬิกาทหารเป็นนาฬิกาที่ถูกใช้งานจริง จึงไม่เหลือให้เก็บสะสมเท่าไหร่นัก ส่วนมากจะชำรุดและเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลาและความรุนแรงของสงคราม ยากที่จะเหลือตกทอดมาจนถึงทุกวันนี้ สมัยก่อนเมื่อมีสงคราม ทางการจะสั่งทำนาฬิการุ่นพิเศษ เพื่อให้ทหารใส่ไปออกรบ ฉะนั้นแสดงว่าถ้าเจอนาฬิกาทหารในยุคนั้น หมายความว่าทหารคนนั้นรอดกลับมาจากสงครามได้ หรือไม่อย่างนั้นอาจเป็นนาฬิกาของทหารบกเป็นส่วนใหญ่ เพราะทหารอากาศกับทหารเรือมักจะระเบิดไปพร้อมกับเครื่องบินและเรือ อย่างบางรุ่นจากข้อมูลมีการระบุว่าเป็นนาฬิกาของกองทัพอากาศ ประเทศเยอรมนี ที่สั่งทำเพียง 24 เรือนทั่วโลก ผมยังแอบคิดว่านี่อาจจะเป็นเรือนเดียวที่หลงเหลืออยู่ก็เป็นได้

นาฬิกาวินเทจ
นาฬิกา × รถยนต์ (จากซ้าย) 1. Corum “Rolls Royce” 18K White Gold 2. Jaguar รุ่น XK 3. Mercedes Benz “Anniversary” 4. Bugatti

1. Corum “Rolls Royce” 18K White Gold นาฬิการุ่นพิเศษจากแบรนด์ Corum ที่ออกแบบหน้าปัดให้เป็นรูปกระจังหน้าของรถโรลสรอยซ์ มีรูปเทพธิดายืนสวยเด่นเป็นสง่าอยู่ด้านหน้า เป็นกลไกไขลานที่ผลิตออกมาจำนวนน้อยมาก มาพร้อมของแถมระดับพรีเมียมที่หาได้ยาก คือ กล่องใส่บุหรี่โลหะรูปกระจังหน้ารถ นาฬิกาแขวนทำจากกระจกเจียระไน กรอบทอง และโมเดลรถโรลสรอยซ์ รุ่น Ghost จำลองขนาดจากสัดส่วนจริง

2. Jaguar รุ่น XK นาฬิการุ่นพิเศษที่ทำร่วมกับรถยนต์ Jaguar รุ่น XK ผลิตขึ้นในปี ค.ศ. 1992 หูปิดเป็นสายไม้วอลนัทแบบเดียวกับที่ใช้แต่งคอนโซลภายในรถ

3. Mercedes Benz “Anniversary” นาฬิการุ่นพิเศษ ผลิตโดย Guyot & Cie Boites or Lachaux De Fonds เมื่อ ค.ศ. 1873 มาพร้อมกลไกอัตโนมัติ Cal. AS ออกแบบตามแนวคิดของเมอร์เซเดสเบนซ์ โดยดีไซเนอร์ชื่อดัง Jean Ete หน้าปัดเป็นรูปกระจังหน้ารถ มีความสวยคลาสสิกและหายาก

4. Bugatti ตัวเรือนรูปกระจังหน้ารถ คลาสสิกและมีเอกลักษณ์

นาฬิกาวินเทจ
นาฬิกาทรงหน้าปัดพวงมาลัย

นาฬิกาทรงหน้าปัดพวงมาลัย นาฬิกายี่ห้อ Old England ผลิตขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1950 – 1960 โดยออกแบบรูปทรงให้เหมือนกับพวงมาลัยรถยนต์ พร้อมโลโก้แบบดั้งเดิมของแบรนด์


ที่มา : นิตยสารแพรว ฉบับ 939

keyboard_arrow_up