ทริปแห่งฝัน Aurora I got you! แสงเหนือ ไม่ต้องล่าก็มาเอง

แสงเหนือ
แสงเหนือ

ฉันเคยได้ยินว่าการได้เห็นแสงเหนือ (Aurora) นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย หลายคนไปถูกที่ถูกเวลาหลายครั้งก็ยังไม่เห็น เพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยมากมาย จนบางคนถึงขั้นต้องบนบานศาลกล่าวกันเลยทีเดียว ขนาดทัวร์ที่จัดเพื่อการนี้ยังไม่กล้ารับประกัน และบอกไว้เลยว่า “If heaven permits.” ทำนองว่าถ้าสวรรค์เมตตา ก็จะได้เห็นอะไรประมาณนั้น

เตรียมล่าแสงเหนือที่ฟินแลนด์

ดังนั้นเพื่อป้องกันความผิดหวัง เราควรไปประเทศที่มีอะไรอย่างอื่นให้เที่ยวชมด้วย เพราะการท่องเที่ยวประเภทนี้มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ฉันจึงตัดสินใจไปประเทศฟินแลนด์ เพราะที่นี่มีโอกาสได้เห็นแสงเหนือมากที่สุดแห่งหนึ่ง หากพลาดขึ้นมาก็ยังได้ไปชมหมู่บ้านซานตาคลอส ขวัญใจในวัยเด็กของฉันอีกด้วย หลังจากเที่ยวเมืองหลวงเฮลซิงกิแล้ว พวกเราจึงขึ้นเที่ยวบินภายในประเทศไปลงที่เมืองโรวาเนียมิ (Rovaniemi)

แสงเหนือ
หมู่บ้านซานตาคลอส

โรวาเนียมิเป็นเมืองเล็กๆ ตั้งอยู่บริเวณวงกลมอาร์กติก (Arctic Circle) หรือจุดเหนือสุดของขั้วโลก เคยถูกทำลายเกือบทั้งหมดใน สงครามโลกครั้งที่ 2 ปัจจุบันจึงกลายเป็นเมืองใหม่ และได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงหรือประตูสู่แลปแลนด์ อันเป็นเขตที่อยู่สูงสุดของประเทศฟินแลนด์ พื้นที่โดยรอบติดกับประเทศนอร์เวย์ สวีเดน รัสเซีย และทะเลบอลติก เชื่อกันว่าซานตาคลอสมีถิ่นกำเนิดที่นี่ ทุกปีจึงมีเด็กเป็นล้านๆ คนทั่วโลกส่งจดหมายมาขอของขวัญจากลุงซานตา

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากโปรแกรมทัวร์หมู่บ้านซานตาคลอสจะเริ่มในวันรุ่งขึ้น พวกเราจึงมีโอกาสไปสำรวจใจกลางเมืองเล็กๆ แห่งนี้ ซึ่งมีสถานที่ท่องเที่ยวไม่มากนัก ที่ขึ้นชื่อคือ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์อาร์กติคุม (Arktikum) สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1992 โดดเด่นด้วยทางเดินหลังคาสูงเป็นรูปโค้งที่มีความยาวถึง 172 เมตร กว้าง 30 เมตร ภายในจัดแสดงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวแลปแลนด์ รวมทั้งความรู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์แสงเหนือ ที่แปลกคือห้องจัดแสดงอยู่ใต้ดิน นัยว่าเพื่อเลียนแบบพฤติกรรมของสัตว์ขั้วโลกที่ต้องซ่อนตัวอยู่ใต้หิมะในช่วงฤดูหนาว

แสงเหนือ
ถนนคนเดินในเมืองโรวาเนียมิ

หลังออกจากพิพิธภัณฑ์ พวกเราไปเดินเล่นกันบนถนนคนเดิน ซึ่งสุดทางเป็นแม่น้ำเอานัสโยกี (Ounasjoki) แม่น้ำสายใหญ่ที่ตอนนี้กลายเป็นน้ำแข็ง ถึงแม้โรวาเนียมิเป็นเมืองเล็ก แต่ก็มีห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตที่ใหญ่พอสมควร สำหรับของที่ระลึกส่วนใหญ่เป็นผลิตผลจากกวางเรนเดียร์ ซึ่งราคาแพงมาก นอกจากนั้นยังมีร้านอาหารหลายประเภท รวมทั้งอาหารไทย ทำให้พวกเราหายเลี่ยนอาหารฝรั่งที่กินมาไปได้

แสงเหนือ
บรรดาของที่ระลึกทั้งหลาย

เยี่ยมลุงซานตาคลอส

เช้าวันรุ่งขึ้นฉันตื่นเต้นที่จะได้ไปหมู่บ้านซานตาคลอสมากกว่าลูกสาวเสียอีก เนื่องจากตลอดสองข้างทางจากโรงแรมไปที่หมู่บ้านเต็มไปด้วยต้นสนซึ่งปกคลุมด้วยหิมะ ไม่แตกต่างจากต้นคริสต์มาสในโปสต์การ์ดหรือภาพวาดเกี่ยวกับเทศกาลนี้ เมื่อรถบัสของเรามาจอดลงหน้าหมู่บ้าน ฉันก็เชื่อสนิทเลยว่าซานตาคลอสต้องอยู่ที่นี่จริงๆ เพราะอาคารทุกหลังมีรูปร่างหน้าตาเหมือนในหนังสือนิทานที่ฉันเคยอ่านให้ลูกฟัง ยังไงยังงั้น

แสงเหนือ

หลังจากเดินฝ่าอุณหภูมิ -15 องศาไปครู่หนึ่ง ไกด์ได้พาเราเข้าไปในกระโจมใหญ่ซึ่งมีกองไฟอยู่ตรงกลาง และให้พวกเรานั่งผิงไฟล้อมรอบ แล้วหญิงวัยกลางคนในชุดพื้นเมืองได้เล่าตำนานแปลกๆ ของชาวแลปแลนด์ให้ฟังอย่างสนุกสนาน ก่อนจะแจกเครื่องดื่มอุ่นๆ กับคุกกี้อร่อยๆ ให้พวกเราได้รองท้องกัน จากนั้นจึงพาเราไปสัมผัสประสบการณ์อันน่าตื่นตาตื่นใจมาก นั่นคือ การนั่งเลื่อนซึ่งมีกวางเรนเดียร์ลาก

แสงเหนือ

คิดดูสิ! กวางเรนเดียร์เขายาวโง้งตัวเป็นๆ ลากเลื่อนเข้าไปในป่าสน ท่ามกลางหิมะขาวโพลนผ่านเส้นอาร์กติกเซอร์เคิล เป็นประสบการณ์ที่สุดยอดจนฉันอยากจะร้องเพลง “Jingle Bells” ออกมาดังๆ! ชายชาวแลปแลนด์ที่เรียกกันว่า Sami เล่าให้ฉันฟังขณะขับเลื่อนกวางเรนเดียร์ว่า ถึงแม้ว่าพวกเขาจะกินเนื้อสัตว์เหล่านี้เป็นอาหาร แต่จะไม่กินกวางที่เขาตั้งชื่อและเลี้ยงมา นับว่าเป็นโชคดีของเจ้า “Rudolf” ตัวใหญ่ที่อยู่ข้างหน้าฉันจริงๆ

หลังจากได้รับประกาศนียบัตร “การนั่งเลื่อนผ่านเส้นอาร์กติกเซอร์เคิล” กันแล้ว พวกเราก็ไปพบซานตาคลอสที่บ้านของเขา ถึงแม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าเป็นเพียงผู้ชายธรรมดาที่บังเอิญมีรูปร่างหน้าตาเหมือนซานตาคลอส แต่ไหนๆ มาถึงที่แล้วก็อยากเห็นกับตา และในที่สุดฉันก็ไม่เสียใจ เพราะถึงแม้ภายในบ้านของเขาจะตกแต่งไม่อลังการเท่าที่ควร แต่ตอนได้จับมือกันฉันรู้สึกเหมือนได้เจอลุงซานตาในฝันจริงๆ พอจบภารกิจการถ่ายรูปกับซานตาคลอส พวกเราก็ไปเดินช็อปกันตามอาคารต่างๆ อันเต็มไปด้วยของที่ระลึกซึ่งส่วนใหญ่นำเข้ามาจากจีนและราคาแพงมาก ที่น่าสนใจคือ ช็อกโกแลตเฟเซอร์ (Fazer) สินค้าขึ้นชื่อของฟินแลนด์

แสงเหนือ

วันรุ่งขึ้นพวกเราได้ไปเที่ยวฟาร์มเลี้ยงสุนัขไซบีเรียนฮัสกี้ (Siberian Husky) ซึ่งเป็นสัตว์ที่ชาวแลปแลนด์ใช้สำหรับลากเลื่อนมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ เนื่องจากสามารถทนอยู่ในสภาพอากาศหนาวจัดได้ หลังจากเล่นกับน้องหมาซึ่งเชื่องและชอบเล่นกับคนกันจนพอใจแล้ว พวกเราก็ได้ผจญภัยรูปแบบใหม่ นั่นคือ การขับเลื่อนที่น้องหมาจะลากไปเป็นระยะทางยาวถึง 3 กิโลเมตร

แสงเหนือ

ฉันปล่อยให้ลูกสาวกับสามีเป็นผู้ขับ เพราะไม่แน่ใจว่าจะสู้แรงน้องหมาถึง 5 ตัวไหวหรือเปล่า แค่เป็นคนนั่งก็หวาดเสียวแทบแย่ ตอนที่พวกมันวิ่งซิกแซ็กตามทางคดเคี้ยวเข้าไปในป่าสนท่ามกลางหิมะ แถมบางครั้งพวกมันยังทะเลาะกันและหันมากัดกันเอง มีอยู่ช่วงหนึ่งน้องหมา วิ่งเร็วมาก จนลูกสาวมือหลุดจากที่จับ เลื่อนของฉันเลยถูกลากไปตามยถากรรมอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเจ้าหน้าที่จะตามมาช่วยทัน นับเป็นประสบการณ์ที่สนุกสุดเหวี่ยงจริงๆ

หลังจากนั้นเราได้เดินไปชมสวนสัตว์เปิดรานัว (Ranua) ซึ่งนับเป็นสวนสัตว์ที่อยู่สูงที่สุดในโลก แน่นอนว่าในช่วงอากาศหนาวขนาดนี้ มีสัตว์ให้ดูน้อย เพราะพวกมันพากันหลบอยู่ในโพรงใต้หิมะ แต่ฉันได้เห็นหมีขั้วโลก จิ้งจอกหิมะ และสัตว์ขั้วโลกอีกหลายชนิดในสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติของพวกมัน

มาแล้วแสงเหนือ

แล้วก็ถึงเวลาไฮไลต์ของทริปนี้ที่ทุกคนรอคอย นั่นคือ การดูแสงเหนือ เราย้ายจากโรงแรมในเมืองมาที่โรงแรมกลาสอิกลู (Glass Igloo) ซึ่งสร้างเลียนแบบกระท่อมน้ำแข็งของชาวเอสกิโม ด้านบนเป็นกระจกโค้งใส สามารถมองเห็นดาวนับพันดวงและเฝ้าดูแสงเหนือได้ โดยไม่ต้องออกไปยืนตัวแข็งข้างนอก อย่างไรก็ตาม ตอนที่ไปเช็กอินฉันเกือบหมดหวัง เพราะพนักงานโรงแรมบอกว่าคืนนี้เมฆมาก มีโอกาสน้อยที่จะได้เห็น หรือไม่ก็ต้องออกไปยืนดูบนทะเลสาบซึ่งอยู่ไม่ไกลและน้ำเป็นน้ำแข็งหมดแล้ว แต่คืนนั้นอุณหภูมิลดต่ำถึง -25 องศาเซลเซียส ฉันต้องบอกให้ลูกอธิษฐานนึกถึงคุณงามความดีที่เคยทำมา เผื่อเทวดาจะช่วย!

แสงเหนือ
อาคารต่างๆ บริเวณ Glass Igloo Hotel
แสงเหนือ
Glass Igloo Hotel ยามพลบค่ำ

ก่อนเวลาอาหารเย็นเราได้ไปชมโรงแรมอาร์กติกสโนว์ (Arctic Snow Hotel) ซึ่งอยู่ติดกัน ที่นี่ทุกอย่างทำด้วยน้ำแข็งหมด ไม่ว่าจะเป็น ตู้ โต๊ะ เตียง หรือของประดับใดๆ ไม่รู้จะให้หนาวกันไปถึงไหน! ถึงแม้จะมีห้องอยู่หลายห้องและบนเตียงมีพรมขนสัตว์ปูอยู่พร้อมเครื่องทำความอุ่น แต่ฉันไม่แน่ใจว่าจะมีใคร (บ้า) มานอนจริงหรือเปล่า

แสงเหนือ
เตียงน้ำแข็งใน Arctic Snow Hotel

เย็นนั้นเราได้กินปลาทะเลกับซุปกวางเรนเดียร์แสนอร่อย แต่พอนึกถึงหน้าเจ้าตัวที่ลากเลื่อนแล้วก็เกือบกินไม่ลงเหมือนกัน ตอนที่เขามาเสิร์ฟของหวาน ไกด์มากระซิบว่ามีคนเริ่มเห็นแสงเหนือ พวกเราเลยแห่กันออกไป แล้วเราก็ได้เห็นแสงสีเหลืองวูบวาบอยู่ตรงขอบฟ้าไกลๆ แต่เพียงแค่แว่บเดียวก็เลือนหาย เราจึงกลับเข้าไปกินอาหารต่อจนเสร็จ และไปนอนรออยู่ในกระท่อม จนกระทั่งประมาณ 4 ทุ่มจึงปรากฏแสงสีเหลืองวูบวาบขึ้นอีกทางทิศเดิม แต่มีสีเขียวมากขึ้นๆ จนสว่างวาบไปทั่วทั้งแผ่นฟ้ากว้าง

แสงเหนือ

ไชโย! ในที่สุดสวรรค์ก็เมตตาให้ฉันสมหวัง ใครๆ บอกว่าฉันโชคดีมาก ทั้งที่ความจริงถึงแม้จะไม่ได้เห็นแสงเหนือ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้พบระหว่างทางก็คุ้มค่าแล้ว เพราะสำหรับฉัน The journey is more important than destination. การเดินทางสำคัญกว่าจุดหมายปลายทาง


ที่มา : นิตยสารแพรวฉบับ 936

keyboard_arrow_up