ฉายเดี่ยวเที่ยว CROATLA (ตอนที่1)

ฉายเดี่ยวเที่ยว CROATLA (ตอนที่1)
ฉายเดี่ยวเที่ยว CROATLA (ตอนที่1)

1-1

ใจหายใจคว่ำ ข้าม 3 พรมแดน

ฉันออกเดินทางครั้งนี้เพียงคนเดียวเริ่มต้นการเดินทางที่เวนิส (Venice) อิตาลีโดยเลือกนั่งรถบัสจากบริเวณที่จอดรถของท่าเรือทรองเกตโต้ (Tronchetto) มุ่งสู่เมืองตรีเอสเต (Trieste) เลาะขอบชายแดนฝั่งตะวันออก-เฉียงเหนือของอิตาลี ผ่านพรมแดนสโลวีเนียเข้าโครเอเชีย

การเดินทางจากอิตาลีไปโครเอเชียทางรถต้องแล่นผ่านเขตประเทศสโลวีเนียก่อน เมื่อรถแล่นเข้าพรมแดนโครเอเชีย คุณยายใจดีที่คุยกับฉันมาตลอดทางด้วยใจเมตตาถามฉันว่าจะไปเที่ยวไหนบ้าง มีที่นอนหรือยัง พร้อมกับบอกกับฉันก่อนจะลงจากรถที่ป้ายก่อนฉันว่า“ไม่ต้องกังวล เดี๋ยวหนูก็จะเจอคนใจดีที่พูดภาษาอังกฤษได้คอยช่วยหนู ไม่ต้องห่วง ขอให้เที่ยวให้สนุกนะ”

Rovinj…เกาะที่ไม่เป็นเกาะ

รถแล่นเข้ามาถึงที่หมายแรกของฉันคือ โรวินจ์ (Rovinj) หรือที่คนอิตาลีเรียกว่าโรวินโญ่ (Rovigno) เมืองท่าสมัยโบราณในแคว้นอิสเตรีย (Istria) ของโครเอเชีย เป็นเมืองการประมงที่สำคัญแห่งหนึ่งในแถบเมดิเตอร์เรเนียน ในอดีตโรวินจ์เคยมีชื่อเสียงด้านการต่อเรือและเป็นเมืองท่า มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับเวนิส ซึ่งมีสถานะเป็นเมืองการค้าที่มีอิทธิพลมาแต่โบราณ คนที่นี่ส่วนใหญ่จึงพูดทั้งภาษาโครแอทและภาษาอิตาลี

ท่าเรือของโรวินจ์
ท่าเรือของโรวินจ์

ในอดีตนั้นโรวินจ์มีสัณฐานเป็นเกาะ จนกระทั่งช่วงศตวรรษที่ 17 เมื่อขนาดประชากรเพิ่มขึ้นในยุคที่เมืองเฟื่องฟู จึงค่อย ๆ ถมดินขึ้นมาจนมีอาณาเขตติดต่อกับแผ่นดินใหญ่ในที่สุด ปัจจุบันโรวินจ์มีลักษณะเหมือนแหลมที่ยื่นลงไปในทะเลเอเดรียติก

ฉันเดินลากกระเป๋าผ่านพื้นหินสีขาวของถนนคาร์เรร่า (Carrera) ถนนเส้นหลักของเมืองไปยังโรงแรมที่จองไว้ อย่างที่คุณยายบอกเอาไว้ฉันเจอคนใจดีระหว่างทางที่เสนอตัวเข้ามาช่วยอธิบายทิศทางไปโรงแรมอยู่เป็นระยะ

คาร์เรร่า ถนนเส้นหลักของโรวินจ์
คาร์เรร่า ถนนเส้นหลักของโรวินจ์

เช้าวันรุ่งขึ้นฉันเดินเลียบทางเดินริมทะเลที่เงียบสงบ ผ่านตลาด Farmer’s Market ขนาดย่อมที่ชาวบ้านนำผักผลไม้สดและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น เช่น น้ำผึ้ง มาวางขาย จมูกตามกลิ่นหอมของขนมปังที่อบใหม่ ๆ ไปยังท้ายตลาด ต่อคิวซื้อขนมปังที่ร้านหนึ่ง ก่อนจะถือครัวซองต์อุ่น ๆ ติดมือออกมานั่งกินริมน้ำรับแดดอยู่สักพัก ถึงค่อย ๆ เดินผ่านประตูเมืองบาลบี (Balbi Arch) ไต่เนินขึ้นไปในเขตเมืองเก่าทางถนนกริสเซีย (Grisia) เส้นแคบ ๆ ปูหินก้อนเล็กอัดกันแน่นมาตั้งแต่โบราณ รายรอบด้วยอาคารบ้านเรือนที่สร้างทับซ้อนกันในช่วงต่างยุคต่างสมัย ผสมผสานศิลปะจากหลากหลายยุค ไม่ว่าจะเป็นกอทิก เรอเนสซองซ์ บาโรกจนถึงนีโอคลาสสิก ภายในบ้านเรือนสองข้างทางถนนกริสเซียนั้นเต็มไปด้วยแกลเลอรี่ที่ศิลปินท้องถิ่นนำงานออกมาแสดงไว้ตามหน้าร้านเดินดูงานศิลปะพลางค่อย ๆ ไต่เนินชันขึ้นไปเพลิน ๆ อึดใจเดียวก็ถึงโบสถ์นักบุญยูฟีเมีย (Church of St. Euphemia) อยู่บนเนินสูงสุดของเขตเมืองเก่า มองลงไปเบื้องหน้าเป็นผืนน้ำสีเขียวใสของทะเลเอเดรียติกกว้างไกลออกไปสุดหูสุดตา

มุมมองจากท่าเรือของโรวินจ์มองไปยังเขตเมืองเก่า
มุมมองจากท่าเรือของโรวินจ์มองไปยังเขตเมืองเก่า

ขากลับเดินลงเนินเลาะแนวกำแพงเมืองเก่ามายังท่าเรือด้านนอกกำแพง ฉันเลี้ยวเข้าไปยังพิพิธภัณฑ์โบทาน่าเฮ้าส์ (Botana House) ที่จัดแสดงวิถีของชาวโรวินจ์สมัยโบราณที่ผูกพันกับการต่อเรือและการทำประมง ไฮไลท์ของพิพิธภัณฑ์นี้อยู่ที่เรือโบทาน่า ซึ่งเป็นเรือหาปลาท้องแบน ถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเรือจากโรวินจ์

หลังจากอิ่มท้องจากหนึ่งในบรรดาร้านอาหารที่เรียงรายกันอยู่ริมน้ำในยามบ่าย ฉันเช่าจักรยานขี่เลียบริมน้ำไปเรื่อย ๆ สิ้นสุดที่พุนตาคอร์เรนเต้ฟอเรสต์ปาร์ค (Punta Corrente Forest Park) พื้นที่ป่าขนาดย่อมรายรอบด้วยน้ำทะเลใสแจ๋ว เหมาะเป็นที่นั่งปิกนิกหรือหาที่นอนอ่านหนังสือสักเล่ม หรือหลบแดดนอนกลางวันเป็นที่สุด

โดนคนแปลกหน้าดุ

จากโรวินจ์ฉันขึ้นรถบัสมุ่งหน้าไปอุทยานแห่งชาติพลิตวิเซ่เลคส์ (Plitvice Lakes National Park) อยู่ลึกเข้าไปใจกลางประเทศ ดูเส้นทางแล้วไม่มีรถบัสวิ่งตรงจากโรวินจ์ไปถึงเขตอุทยาน จำต้องนั่งรถไปลงที่เมืองคาร์โลวัค (Karlovac) เมืองที่เป็นแหล่งผลิตเบียร์คาร์โลวัค เบียร์ยี่ห้อดังของโครเอเชีย เพื่อเปลี่ยนรถอีกคันต่อไปยังพลิตวิเซ่เลคส์ ฉันเอาใบจองโรงแรมให้คนขับรถทัวร์ดู ขอลงรถที่ป้ายชื่อมุกคินเจ (Mukinje) ตามที่โรงแรมบอกไว้ล่วงหน้า

ท่าเรือซาดาร์
ท่าเรือซาดาร์

เมื่อรถเข้ามาถึงเขตพลิตวิเซ่เลคส์ จึงพบว่ามุกคินเจที่ลงรถที่โรงแรมบอกไม่ใช่สถานีใหญ่โตอะไร แต่เป็นศาลารอรถเมล์แบบศาลาไม้ริมถนนหลวงแบบบ้านเรานี่เอง เจอคุณน้าผู้หญิงคนหนึ่งที่ป้ายมาส่งลูกสาวขึ้นรถคันที่ฉันเพิ่งโดยสารมา คุณน้าเห็นฉันลากกระเป๋าลงจากรถก็หันมาทักอย่างใจดีว่า “หนูจะไปไหน ไปโรงแรมถูกรึเปล่า จองโรงแรมมารึยัง” พอฉันบอก แกก็ว่าอยู่ใกล้นิดเดียว เดินเข้าหมู่บ้านไปนิดหน่อยก็ถึง ฉันจึงถามต่อว่า “ขากลับจากพลิตวิเซ่เลคส์นี่ ถ้าหนูจะขึ้นรถไปเมืองสปลิต (Split) ก็มารอรถที่ป้ายนี้เหมือนกันใช่ไหมคะ” แกบอกว่าใช่ แต่พอรู้ว่าฉันจะมารอขึ้นรถตอนเที่ยงคืนเพื่อไปถึงสปลิตตอนเช้ามืด แกหน้าเครียดคิ้วขมวดและติงว่า “เป็นผู้หญิงคนเดียวจะออกมายืนรอรถมืด ๆ ตอนเที่ยงคืนริมถนนหลวงแบบนี้ได้ยังไง แต่ก็ตามใจฉันไม่แนะนำหรอกนะ” ว่าแล้วก็เดินจากไป ปล่อยให้ฉันเดินคอตกลากกระเป๋าเข้ามาเช็กอินที่โรงแรมแบบจ๋อยๆ รู้สึกเหมือนเพิ่งโดนแม่ดุ

ริมฝั่งทะเลโรวินจ์ในวันอากาศดี
ริมฝั่งทะเลโรวินจ์ในวันอากาศดี

เมื่อถึงโรงแรมพยายามปรึกษาพี่เจ้าของโรงแรมเพื่อแก้ปัญหาเรื่องรอบรถทัวร์ เขากุลีกุจอโทรศัพท์เช็กรอบรถทัวร์ให้ แล้วบอกว่าช่วงเวลานี้ยังไม่เข้าช่วงซัมเมอร์ซึ่งเป็นฤดูท่องเที่ยว รอบรถทัวร์ที่ให้บริการจึงมีไม่ถี่มาก รถรอบกลางวันรอบสุดท้ายที่ออกจากพลิตวิเซ่เลคส์ไปยังสปลิตคือรอบบ่ายสองโมงครึ่ง ซึ่งเร็วเกินไปที่ฉันจะมีเวลาเที่ยวพลิตวิเซ่เลคส์ซึ่งเป็นอุทยานขนาดใหญ่ได้ทั่ว แต่แนะนำว่าพรุ่งนี้พอเทรคกิ้ง (Trekking) เสร็จ ให้ลองเดินไปที่ประตูเข้าอุทยานที่ 1 จะมีแท็กซี่จอดรอบริการอยู่ด้านหน้า ถ้ามีผู้โดยสารหลายคนต้องการเดินทางไปจุดหมายเดียวกันก็รวมกันเหมาแท็กซี่ไป ค่าโดยสารถัวเฉลี่ยเมื่อหารกันออกมาแล้วราคาไม่แพงกว่านั่งรถทัวร์สักเท่าไหร่ ถ้าไม่สำเร็จก็กลับมาว่ากันใหม่ที่โรงแรม

พระอาทิตย์ยามเย็นที่โรวินจ์
พระอาทิตย์ยามเย็นที่โรวินจ์

Plitvice Lakes…สวรรค์บนดิน

หลังอาหารเช้าฉันเช็กเอ๊าต์และฝากกระเป๋ากับทางโรงแรมแล้วพี่เจ้าของโรงแรมก็อธิบายเส้นทางการเดินชมอุทยานแห่งชาติพลิตวิเซ่เลคส์ซึ่งมีหลายเส้นทางให้เลือก ขึ้นอยู่กับเวลาและสังขารของแต่ละคน พร้อมบอกฉันว่า Route H ที่เขาแนะนำน่ะ เจ๋งสุดแล้ว เห็นไฮไลท์ของอุทยานครบทุกอย่าง โดยใช้เวลาเทรคกิ้งจากประตูเข้าอุทยานที่ 2 ที่อยู่ใกล้ตัวโรงแรม เดินตามเส้นทาง H ก็น่าจะไปสิ้นสุดยังประตู 1 ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง มากสุดไม่เกิน 6 ชั่วโมง ถ้าเราแวะพักหรือหยุดถ่ายรูปบ่อย

อุทยานแห่งชาติพลิตวิเซ่เลคส์ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อค.ศ. 1949 ไม่กี่ปีหลังจบสงครามโลกครั้งที่ 2 อยู่ใจกลางของประเทศครอบคลุมพื้นที่ถึงกว่า 300 ตารางกิโลเมตร เป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรก ๆ ของโลกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของยูเนสโก มีไฮไลท์คือทะเลสาบสีเขียวมรกตน้อยใหญ่แทรกตัวอยู่ท่ามกลางพื้นที่ป่าโดยรอบถึง 16 แห่ง นอกจากนี้ยังเป็นสวรรค์ของผู้ที่รักการดูนก เนื่องจากมีนกถึง 160 สายพันธุ์ที่ได้รับการจดบันทึกว่าอาศัยอยู่ในผืนป่าแห่งนี้

สะพานไม้ในอุทยานแห่งชาติพลิตวิเซ่เลคส์
สะพานไม้ในอุทยานแห่งชาติพลิตวิเซ่เลคส์

ฉันเดินออกจากโรงแรม มุ่งหน้าลึกเข้าไปยังหมู่บ้านเพื่อตรงไปยังทางเข้าอุทยานที่ 2 เส้นทางจากโรงแรมไปถึงอุทยานเป็นทางดินที่แผ้วถางเป็นทางเดินชัดเจน หากแต่มองไปสองข้างทางแล้ว รอบตัวคือป่าโปร่งดี ๆ นี่เอง ใช้เวลาเดินร่วม 40 นาทีก็ถึงทางเข้าอุทยาน จ่ายเงินค่าเข้าชม (ซึ่งรวมค่ารถบัสและเรือที่ใช้เดินทางในทะเลสาบ) แล้วก็นั่งรอรถชัตเทิลบัสซึ่งวิ่งทุก 20 นาที รับ – ส่งนักท่องเที่ยวไปยังสถานีที่อยู่ตอนบนของทะเลสาบหรืออัปเปอร์เลคส์ (Upper Lakes) เพื่อเริ่มเส้นทางการเดิน

ฉันลงจากรถที่สเตชั่นที่ 4 ที่เรียกว่าอัปเปอร์เลคส์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นเส้นทางการเทรคกิ้งครั้งนี้ ทางเดินไม่ได้ยากหรือซับซ้อน มีแค่รองเท้าผ้าใบที่ไม่ลื่นก็ใช้ได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีรองเท้าเดินป่าอย่างที่แอบกลัวตอนแรก ทางเดินส่วนใหญ่ทางอุทยานทำเป็นสะพานไม้ เห็นเป็นเส้นทางชัดเจนให้อยู่แล้ว ถ้าเดินอยู่บนสะพานไม้ รับรองไม่มีหลงทัศนียภาพสองข้างทางสวยงามเหนือคำบรรยายจนต้องหยุดถ่ายรูปทุก 30 วินาที ในใจนึกว่าถ้าป่าหิมพานต์มีจริงคงหน้าตาแบบนี้

ทะเลสาบสีมรกตที่ขึ้นชื่อของอุทยานแห่งชาติพลิตวิเซ่เลคส์
ทะเลสาบสีมรกตที่ขึ้นชื่อของอุทยานแห่งชาติพลิตวิเซ่เลคส์

ฉันเดินเลาะตามเส้นทาง H ที่มีป้ายบอกเป็นระยะมาเรื่อย ๆ จนถึงทะเลสาบคอซจัค (Kozjak) เป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในเขตอุทยานนี้มีความยาวราว 4 กิโลเมตร ทะเลสาบแห่งนี้เป็นตัวเชื่อมระหว่างอัปเปอร์เลคส์และโลเวอร์เลคส์ ตามแผนที่อยู่ด้านล่างของอุทยานระหว่างที่นั่งเรืออ้อยอิ่งข้ามไปอีกฟากหนึ่งของทะเลสาบก็โล่งใจ เมื่อพบร้านอาหารที่ทางอุทยานจัดเตรียมไว้บริการในอาคารไม้ด้านหน้า

ที่มา : คอลัมน์สารคดีท่องเที่ยว นิตยสารแพรว ฉบับที่ 863 ปักษ์วันที่ 25 สิงหาคม 2558

บทความนี้ถือเป็นทรัพย์สินของเว็บไซต์แพรว ห้ามผู้ใดนำไปคัดลอก ดัดแปลง หรือทำซ้ำ อนุญาตให้แชร์บทความนี้ได้จากลิ้งค์นี้เท่านั้น

keyboard_arrow_up