SANTORINI ราชินีแห่งเมดิเตอร์เรเนียน (ตอนที่1)

SANTORINI ราชินีแห่งเมดิเตอร์เรเนียน (ตอนที่1)
SANTORINI ราชินีแห่งเมดิเตอร์เรเนียน (ตอนที่1)

SANTORINI ราชินีแห่งเมดิเตอร์เรเนียน (ตอนที่1)

เป็นเพราะฉันเองที่มักเขี่ยเมืองที่ทัวริสต์แน่นๆ ไว้เป็นทางเลือกปลายแถวเสมอ ยิ่ง SANTORINI เป็นเมืองติดอันดับนักท่องเที่ยวมากสุด ก็มักลังเลทุกครั้งว่าจะไปดีไหมเมืองนี้ จะขนาดไหนกันเชียว จนเมื่อซานโตรินีมาอยู่เบื้องหน้าฉันต้องเอามือทาบอกด้วยความรู้สึกตื่นใจ อ้าปากค้างกับความสวย ได้แต่นึกว่า นี่ฉันพลาดที่นี่ไปตั้งนานได้อย่างไร

SANTORINI
ซานโตรินี…เกาะเสี้ยวพระจันทร์
ฉันอาศัยเรือเฟอร์รี่ชื่อซีเจ็ต 2 จากท่าเรือพิราอุส (Piraeus)แผ่นดินใหญ่กรีซ มายังซานโตรินี ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงครึ่งกับระยะทางกว่า 200 กิโลเมตร ทำอย่างไรได้ ใจรักชอบการนั่งเรือเที่ยวเพลินกับการมองเห็นทะเลกว้างไกลแบบนี้ แต่ใครขี้เบื่อก็มีเที่ยวบินจากเอเธนส์ ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง เมื่อใกล้ถึงเฟอร์รี่เริ่มตีโค้งให้เห็นมุมแรกของเกาะ ทำให้ฉันนั่งไม่ติด เพราะทัศนียภาพเบื้องหน้าสดสวยบาดใจแปลกตา งดงามราวกับภาพวาด
โชคดีที่ฉันเลือกไปซานโตรินีในช่วงเมษายน บ้านเมืองนี้จึงไม่เบียดเสียดนัก แต่หากเป็นช่วงกรกฎาคมจนถึงสิงหาคม เป็นช่วงที่ยุโรปมีราคาแพงและอาจไม่มีที่พักว่างมากนัก หากเป็นช่วงฤดูหนาวเกาะจะปิดเงียบร้างทีเดียว ฉันเลือกพักย่านฟิร่า (Fira) เป็นเสมือนเมืองหลวงของซานโตรินี ใจกลางของเกาะพอดี อ่านรีวิวในเว็บไซต์ของอโกด้า (www.agoda.co.th) แล้วเคลิ้มเลือกเอาโรงแรมอาเรีย สวีทส์ ที่อยู่บนจุดสูงสุดของฟิร่า ห่างจากความพลุกพล่านของนักท่องเที่ยว คนบ้าวิวและชอบหน้าต่างใหญ่ ๆ มองเห็นทะเลกว้าง ๆ อย่างฉันจึงมีความสุขนักและไม่ต้องเสียความเป็นส่วนตัวด้วย เพราะห้องทุกห้องของโรงแรมนี้ต่างหันหน้าออกวิวทะเลสีเทอร์คอยส์อย่างเสมอภาค

SANTORINI
ท่าเรือของหมู่บ้านเอีย ด้านบนเป็นจุดชมซันเซต

ซานโตรินี เป็นเกาะที่มีรูปร่างคล้ายกับเสี้ยวพระจันทร์ในหมู่เกาะซิคละดีส (Cyclades) ชาวฟินีเชียนอพยพเข้ามาที่เกาะนี้เมื่อ 3,600 ปีก่อนคริสตกาล ตามมาด้วยชาวลาโคเนียนเข้ามาปกครองเกาะนี้ต่อกระทั่งถึง 3,000 ปีก่อนคริสตกาล กษัตริย์แห่งเกาะครีตได้แผ่อิทธิพลมาถึงในช่วงฤดูร้อน 1,650 ปีก่อนคริสตกาล ซานโตรินีก็ประสบเภทภัย
จากภูเขาไฟระเบิดหลายครั้ง ส่งผลให้เกาะแห่งนี้แตกแยกออกเป็น 3 เกาะ กระแสลมพัดเอาเถ้าภูเขาไฟไปยังเกาะในละแวกนั้นที่อยู่ห่างไปถึง 70 กิโลเมตร และยังเกิดสึนามิที่มีความสูงกว่า 100 เมตร ถาโถมกวาดเอาเกาะทั้งเกาะจมทะเลในชั่วข้ามคืน ส่งผลให้เมืองแทบร้าง
เชื่อกันว่าความหายนะครั้งนั้นเป็นแรงบันดาลใจให้เพลโตเขียนตำนานเรื่องแอตแลนติส (Atlantis) ที่สาบสูญไป และนำไปสู่การบันทึกถึงเรื่องราวเหตุการณ์น้ำท่วมโลกในคัมภีร์ของศาสนาคริสต์ ซานโตรินีเคยเฟื่องฟูมากในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ทั้งธุรกิจการขนส่งทางเรือที่ขนถ่ายสินค้าของชาวกรีซไปขายแถบแอฟริกาและเอเชีย สินค้าที่สำคัญคือ
น้ำมันมะกอก กระทั่งถึงยุคที่เปลี่ยนจากการใช้เรือใบมาเป็นเรือจักรไอน้ำก็ส่งผลให้ซานโตรินีซบเซาลง ยิ่งศึกษาประวัติศาสตร์ของซานโตรินีก็ยิ่งไม่น่าเชื่อว่า นี่คือเมืองที่ผ่านการถูกเขย่ามาอย่างรุนแรงด้วยแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อ 50 กว่าปีมานี่เอง เพราะในสายตาของฉันแทบไม่เหลือร่องรอยการถูกภัยธรรมชาติระรานเลย ภาพบ้านเรือนที่เป็นฉากงามเลื้อยไปตามภูผาริมทะเลยังคงสวยดูดสายตาไม่รู้เบื่อ

SANTORINI
อาคารบ้านเรือนสไตล์ซิคละดิสไล่ระดับเชื่อมต่อกันด้วยทางเดิน

ซานโตรินีเป็นเกาะที่มีบรรยากาศแจ่มเจิดที่สุดในกรีซ และชายหาดที่ซานโตรินีก็โด่งดัง เพราะเป็นหาดทรายที่มีสีดำ เหตุเพราะเกิดจากลาวาภูเขาไฟ หาดที่นี่จึงสวยแปลกไปอีกแบบ ส่วนบนของเกาะมีบ้านเรือนสีขาวเรียงรายไปตามขอบของหน้าผาที่สูงชันกว่า 200 เมตร
Fira…กับเวลาที่อ้อยอิ่งนิ่งเนิบ
ฉันมีเวลาให้ซานโตรินีเหลือเฟือ เดินเล่นสำรวจถนนคนเดินในฟิร่าที่เป็นตรอกซอกซอยเล็ก ๆ แคบ ๆ พื้นถนนเป็นหินกรวด ซอกซอยเล็ก ๆ นั้นคดเคี้ยวเหมือนเดินอยู่ในค่ายกล แต่ทะลุถึงกันหมด ฉันพบว่าต่อให้ซอยนั้นเล็กและปลอดเปลี่ยวแค่ไหน ก็มีความสวยน่าดูรออยู่ที่ปลายทาง บางซอยเงียบเชียบ แต่กลับทะลุไปเป็นวิวทะเลสีฟ้าเข้ม
ถนนจากฟิร่าเลาะไหล่เขาค่อย ๆ ลาดลงใต้ของเกาะขนานไปกับขอบปล่องภูเขาไฟ สร้างความตื่นเต้นเร้าใจให้แก่บรรดานักท่องเที่ยวตลอดทางเต็มไปด้วยร้านรวงน่ารัก โบสถ์สีขาวที่ยอดโบสถ์คลุมไว้ด้วยโดมสีฟ้า ตัดเส้นด้วยสีครามของผืนทะเลเป็นฉากหลัง วิวแบบนี้ถูกล็อกตัวเข้าเฟรมจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของซานโตรินีไปแล้ว

SANTORINI
โบสถ์สีขาวกับโดมสีฟ้าสัญลักษณ์ของซานโตรินี

 

SANTORINI
เพดานสวยๆ ของโบสถ์แห่งซานโตรินี

เวลาของฉันที่ซานโตรินีผ่านไปเร็วมาก ได้ใช้ชีวิตชิลและรีแล็กซ์อย่างสำราญ เหมือนว่าวัน ๆ ไม่ได้ทำอะไร ลมและไอทะเลมีมนตร์เสน่ห์แปลก ๆ เอื้อต่อการพักผ่อนมาก อาจด้วยฟิร่าเป็นเมืองเล็ก ๆ เงียบสงบไม่มีผับบาร์เสียงดัง ชาวฟิร่าชอบบรรยากาศง่าย ๆ งาม ๆ สถาปัตยกรรมบ้านเรือนสีขาว เอาความงามตามธรรมชาติมาอวดนักท่องเที่ยวเป็นหลัก
ฉันเดินเที่ยวเล่นเมืองนี้ได้ทั้งวัน พอหมดแรงก็หาคาเฟ่นั่งเอ้เตชมวิวทะเล จิบกาแฟกรีกขมปี๋กับขนมบาคลาว่า (Baklava) เป็นขนมแป้งฟิลโล (Phyllo) อบหวานจ๋อย ใส่ถั่วหลากหลายชนิด ทั้งวอลนัตพิสตาชิโอ หรืออัลมอนด์ คลุกกับน้ำเชื่อมแล้วราดน้ำผึ้งจนฉ่ำ อร่อยล้ำจนฉันกินได้ทุกวัน
หากจะพูดถึงอาหารกรีกฉันว่าถูกปากดีทีเดียว เมนูยอดฮิตคือแกะย่างหอมเครื่องเทศ หรือแม้แต่ทำสตูและทำเป็นกีรอส (Gyros) ที่เป็นแป้งกลมห่อไส้เหมือนเคบับของตุรกีก็อร่อย จานโปรดของฉันไม่พ้นสลัดกรีกแบบต้นตำรับ รสชาติสดชื่นที่มีทั้งแตงกวา หอมใหญ่มะเขือเทศ มะกอก พริกไทย และเฟต้าชีส

SANTORINI
ร้านอาหารที่นี่เสิร์ฟวิวงามๆอย่างนี้แทบทุกร้าน

ร้านอาหารที่นี่อร่อยหลายร้าน ฉันไปเจอเอาร้านอาหารเล็ก ๆ บ้าน ๆสำหรับมื้อเที่ยงค่อนบ่าย บรรยากาศน่ารักอบอุ่น ลุงเชฟตัวใหญ่อารมณ์ดีหัวเราะฮ่า ๆ ชักชวนให้เข้าร้าน เสิร์ฟสลัดไข่ปลามาเป็นออร์เดิร์ฟล้ำมาก! ปรุงแบบบ้าน ๆ อร่อยโฮมมี่ ต่อด้วยปลาหมึกตัวเล็กสด ๆ ทอดบีบมะนาว และมุสซาก้า (Moussaka) เนื้อบดอบกับมะเขือม่วงฝานเป็นแผ่นและมันฝรั่งราดด้วยครีมข้น ละม้ายลาซานญ่าของอิตาลี ลุงเชฟยังเสิร์ฟซากานากิ (Saganaki) มาให้ชิม บอกไม่คิดตังค์ เป็นเมนูสำหรับคนชอบชีส เขาเอาชีสนมแกะไปทอดในกระทะแบนใบจิ๋ว จนชีสทั้งหมดละลายเป็นก้อนเหนียวหนึบ แล้วราดด้วยน้ำมะนาว เสิร์ฟในกระทะใบเล็กที่ใช้ทอดนั้นเลย ถือเป็นของกินเล่นที่ขึ้นชื่อของกรีก

เรื่องและภาพ : laorluck

ที่มา : คอลัมน์สารคดีท่องเที่ยว นิตยสารแพรว ฉบับที่ 861 ปักษ์วันที่ 10 กรกฎาคม 2558

บทความนี้ถือเป็นทรัพย์สินของเว็บไซต์แพรว ห้ามผู้ใดนำไปคัดลอก ดัดแปลง หรือทำซ้ำ อนุญาตให้แชร์บทความนี้ได้จากลิ้งค์นี้เท่านั้น

 

ติดตามอัพเดตเรื่องราวต่างๆจากนิตยสารแพรวให้สนุกยิ่งขึ้นได้ที่

www.facebook.com/praewmagazine

Instagram : @praewmag

และติดตามอ่าน แพรว E-Magazine ได้แล้ววันนี้เพียงดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น

  • Praew E-magazine
  • NaiinPann
  • Ookbee
keyboard_arrow_up