เที่ยวเมืองสวรรค์ Munich เสน่หาบาวาเรีย

มิวนิก นครใหญ่อันดับ 3 ของเยอรมนี เมืองหลวงแห่งแคว้นบาวาเรีย ดินแดนที่เต็มไปด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์ ความรุ่มรวยทางศิลปวัฒนธรรม สถาปัตยกรรมกอทิก อาหารการกินเลื่องชื่อหลากสีสัน และตำนานความรัก อันอื้อฉาวของพระราชา ซึ่งเป็นที่มาของปราสาทที่โด่งดังไปทั่วโลก

 

สู่มิวนิกด้วยเทศกาล Oktoberfest
เราเดินทางถึงมิวนิกช่วงปลายเดือนกันยายน แล้วต้องพบ ความแปลกใจตั้งแต่นาทีแรก นั่นคือเทศกาลเบียร์อ๊อกโตเบอร์เฟสต์ (Oktoberfest) ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ด้วยความที่ไม่ใช่สายดื่ม จึงไม่ได้ ค้นคว้าหาข้อมูลด้านนี้มากนัก บวกกับชื่อเทศกาลที่นึกไปว่าต้องจัดเดือน ตุลาคมสิ ทำให้แปลกใจ แต่แอบดีใจ เพราะจะได้เข้าร่วมบรรยากาศ กินดื่มอันแสนโด่งดังนี้สักครั้งในชีวิต

มาเรียนรู้ถึงที่มากันสักหน่อย อ๊อกโตเบอร์เฟสต์มีประวัติยาวไกล ไปถึงปี ค.ศ. 1810 แรกเริ่มเดิมทีคือการจัดงานเฉลิมฉลองงานเสกสมรส ของเจ้าชายลุดวิกกับเจ้าหญิงเทเรซีแห่งแซกโซนี (Therese of Saxony) งานนี้จัดขึ้นในวันที่ 12 ตุลาคม ค.ศ. 1810 และพิเศษตรงที่มีการเชิญชวน ประชาชนชาวมิวนิกเข้าร่วมงานด้วย โดยจัดกันที่ลานหน้าประตูเมือง นึกภาพย้อนไปก็คงเต็มไปด้วยบรรยากาศความสุขอันชื่นมื่น เรียกว่า ชาวบ้านก็ได้มีส่วนร่วมกับงานมงคลของราชวงศ์อย่างใกล้ชิดทีเดียว

จากจุดเริ่มต้นของงานตรงนั้นได้พัฒนาเรื่อยมานับร้อยปี จนกระทั่ง เป็นเทศกาลประจำปีและสร้างชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก จน ปัจจุบันอ๊อกโตเบอร์เฟสต์ในปี ค.ศ. 2017 คือครั้งที่ 184 แล้ว

เทศกาลอ๊อกโตเบอร์เฟสต์ไม่ได้มีแค่การกินดื่มเท่านั้น แต่ยังมีขบวนแห่อันยิ่งใหญ่ สนุกสนานตระการตาไปทั่วเมืองมิวนิก มีลาน กิจกรรม เครื่องเล่นต่าง ๆ ทั้งสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ และมีซุ้มอาหาร เครื่องดื่มกระจายตัวอยู่ทั่วบริเวณ

แน่นอนว่าพระเอกของงานนี้คือเบียร์และขาหมูเยอรมัน มาถึงที่ แล้วก็ต้องลองบ้างเพื่อสัมผัสบรรยากาศ เบียร์เยอรมันเขาเสิร์ฟกันแบบ แก้วใหญ่ยักษ์ มาพร้อมกับขาหมูหมักเบียร์และนำไปทอดแบบกรอบนอก นุ่มใน คนเยอรมันจะชนแก้วกันเสียงดังเฮฮา เรียกว่าบรรยากาศสุดแสน จะเอะอะมะเทิ่งมาก แต่ก็สนุกสนานสุดเหวี่ยงเต็มที่ และการได้แทรกตัว เข้าไปอยู่ในวงล้อมชาวเยอรมันท่ามกลางอ๊อกโตเบอร์เฟสต์นี่ บอกได้เลย ว่า “ฟิน” จริง ๆ

สำรวจเมืองมิวนิก
เราเริ่มต้นเดินชมเมืองมิวนิกกันที่จัตุรัสใจกลางเมือง มาเรียนพลัตซ์ (Marienplatz) ในอดีตสถานที่แห่งนี้เป็นตลาดนัดขนาดใหญ่ ขายของ สารพัดอย่าง แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนโฉมหน้าเป็นศูนย์กลางในการจัดงาน ทั้งหลาย ทั้งศิลปวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ตรงกลางจัตุรัสมีรูปปั้น พระแม่มารีย์ทองคำบนเสาสูง ซึ่งเป็นที่มาของชื่อจัตุรัสนี้ และเป็นที่ตั้ง ของศาลาว่าการเมืองแห่งใหม่อีกด้วย ซึ่งชั้นล่างของอาคารนี้คือศูนย์ข้อมูล นักท่องเที่ยวนั่นเอง

เรียกได้ว่าเป็นจัตุรัสที่รวมทุกอย่างไว้ครบครัน สีสันของนักแสดง Street Performer ทั้งหลายก็จะมาปล่อยของกันที่นี่ โดยรอบก็รายล้อม ด้วยร้านอาหารและแหล่งช็อปปิ้งมากมาย และกิจกรรมยอดฮิตอย่างหนึ่งที่ พลาดไม่ได้เลยคือ การรอชมตุ๊กตาเต้นระบำบนหอนาฬิกาที่อยู่บนศาลา ว่าการ ซึ่งเขาโชว์กันแค่วันละ 2 รอบเท่านั้น คือ 11.00 น. และ 17.00 น.

ศาลาว่าการเมืองแห่งใหม่ของมิวนิกเป็นสถาปัตยกรรมแบบกอทิก สวยงามอลังการ และมีหอคอยที่เปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปชมวิวมุมสูงได้ แบบไม่ต้องเดินให้เมื่อย เพราะมีลิฟต์ จากจุดชมวิวจะมองเห็นยอด โบสถ์เฟราเอนเคียร์เชอ (Frauenkirche) หรือที่คนไทยตั้งชื่อเล่นให้ว่า โบสถ์หัวหอมได้อย่างสวยงาม

โบสถ์เฟราเอนเคียร์เชอเป็นโบสถ์สถาปัตยกรรมกอทิกที่ใหญ่ที่สุด และเก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งในมิวนิก เพราะสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ. 1468 แต่เจอพิษสงครามโลกครั้งที่ 2 จนถูกทำลายย่อยยับลงไป ก่อนที่จะ บูรณะขึ้นมาใหม่ในปี ค.ศ. 1953 ภายในโบสถ์มีความเรียบง่าย ดูสูงโปร่ง จากการทาด้วยสีขาวและได้รับแสงจากหน้าต่างทรงสูงจำนวนมากที่ทำจาก กระเบื้องโมเสก ไฮไลท์ที่พลาดไม่ได้คือ แท่นบูชาที่ตกแต่งอย่างหรูหรา และรอยเท้าปีศาจ (Devil’s Footprint)

จุดต่อไปเราไปทำความรู้จักกับมิวนิกให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นที่ มิวนิกเรซิเดนซ์(Munich Residence) มาเยือนที่นี่คุณจะได้รู้เรื่องประวัติศาสตร์ การเมือง การปกครอง ศิลปวัฒนธรรม เรียกว่าครบเครื่องความเป็นมิวนิก เพราะ ภายในประกอบด้วยโซนต่าง ๆ ตั้งแต่โซนพิพิธภัณฑ์ (Residence Museum) จัดแสดงห้องต่าง ๆ ที่ผู้นำเคยใช้งาน เช่น ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้อง ทำงาน ห้องรับแขก และห้องโถงสวยงามตระการตาสไตล์เรอเนสซองซ์ อย่างแอนติควาเรียม (Antiquarium)

โซนต่อมาคือห้องแสดงสมบัติ (Treasury) จัดเต็มทั้งเครื่องประดับ มงกุฎ แก้วแหวนเงินทอง และคริสตัล ส่วนโซนสุดท้ายคือโรงละคร โอเปร่า (Cuvillis Theatre) สวยงามอลังการด้วยโทนสีแดง – ทอง บรรยากาศดีมีมนตร์ขลัง ใครที่ชื่นชอบดนตรีคลาสสิก มาที่นี่จะสัมผัสได้ ถึงความสุนทรีย์อย่างแท้จริง

ตำนานรักอื้อฉาวแห่งบาวาเรีย

มิวนิกถือว่าเป็นเมืองศูนย์กลางที่เดินทางแบบเดย์ทริปออกไป นอกเมืองได้อย่างสะดวก และแน่นอนว่าที่พลาดไม่ได้คือการมาเยือน ปราสาทนอยชวานสไตน์(Neuschwanstein) โดยสามารถนั่งรถไฟจาก มิวนิกมาที่เมืองฟุสเซน (Fssen) ใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง

ปราสาทนอยชวานสไตน์โด่งดังที่สุด เพราะการออกแบบสถาปัตย- กรรมที่ทำออกมาได้งดงามราวกับเทพนิยาย ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขา โอบล้อมด้วยแนวเทือกเขาแอลป์ สบายตาด้วยทะเลสาบโดยรอบ งดงาม จนวอลท์ดิสนีย์นำโมเดลนี้ไปใช้กับดิสนีย์แลนด์

 

ปราสาทเทพนิยายแห่งนี้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาชมนับล้านคนต่อปี สร้างรายได้มหาศาลให้ประเทศเยอรมนี แต่หากย้อนกลับไปถึงที่มา เรื่องราว กลับเต็มไปด้วยความอื้อฉาว โศกนาฏกรรมความรัก การแย่งชิงอำนาจทาง การเมือง และปริศนาฆาตกรรมอำพราง

ปราสาทนอยชวานสไตน์สร้างขึ้นโดยพระเจ้าลุดวิกที่ 2 (Ludwig II) พระราชาหนุ่มหล่อที่ขึ้นครองราชย์ด้วยพระชนมพรรษาเพียง 18 พรรษา พระองค์เป็นชายหนุ่มที่ลุ่มหลงชื่นชอบในบทกวี ดนตรีคลาสสิก และงานศิลปะ นักวิชาการบางคนบอกว่าหากเป็นศิลปิน ชีวิตอาจมีความสุขและประสบ ความสำเร็จ รวมทั้งไม่ต้องเจอกับชะตาชีวิตอันโหดร้ายเหมือนที่เจอในฐานะ พระราชา

พระเจ้าลุดวิกที่ 2 มีพฤติกรรมชื่นชอบผู้ชายด้วยกัน พระองค์หลงใหล ในตัวริชาร์ด วากเนอร์ คีตกวีหนุ่มในยุคนั้น และความรักที่มีต่อคีตกวีหนุ่ม นี่เอง ที่เป็นแรงบันดาลใจให้พระองค์สร้างปราสาทถึง 3 แห่งในบาวาเรีย

พระเจ้าลุดวิกที่ 2 ทรงใช้เงินจำนวนมากมายมหาศาลไปกับการสร้าง ปราสาท ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นทางการเมือง เพราะขุนนางเริ่มเห็นว่า ถลุงเงินมากเกินไป บวกกับความรักแบบชายต่อชายในยุคนั้นย่อมเป็นเรื่องที่ ยอมรับไม่ได้ บรรดาขุนนางจึงรวมตัวกันปลดพระองค์ออกจากตำแหน่ง ถอดมงกุฎพระราชา และนำพระองค์ไปกักบริเวณไว้ในพื้นที่ใกล้เคียง โดย อ้างเหตุว่าพระเจ้าลุดวิกที่ 2 เป็นบ้า มีอาการป่วยทางจิต จึงไม่มีคุณสมบัติ เหมาะสมกับการเป็นนักปกครอง

เพียงสามวันหลังจากถูกถอดตำแหน่ง พระองค์ถูกพบเป็นศพลอยน้ำอยู่ ในทะเลสาบ ด้วยพระชนมพรรษาเพียง 40 พรรษา แถลงการณ์อย่างเป็น ทางการแจ้งว่าพระองค์สิ้นพระชนม์จากการจมน้ำและเป็นการฆ่าตัวตาย

จุดจบของพระองค์กลายเป็นตำนานประวัติศาสตร์ที่ยังมีการพูดถึง มาจนถึงทุกวันนี้ มีภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นหลายเวอร์ชั่น มีสารคดีและบทความ มากมาย แน่นอนว่ามีการตรวจสอบถึงสาเหตุการสิ้นพระชนม์ เพราะไม่พบน้ำ ในปอดของพระศพ และเชื่อว่าเป็นการฆาตกรรมมากกว่าที่ทรงปลิดชีพพระองค์ เอง รวมถึงประเด็นสำคัญว่ากษัตริย์หนุ่มไม่ได้เป็นบ้าอย่างที่ขุนนางตีตรา พระองค์

ปราสาทนอยชวานสไตน์เริ่มสร้างในปี ค.ศ. 1868 และเปิดให้ประชาชน เข้าชมได้เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1886 (7 สัปดาห์หลังจากกษัตริย์ลุดวิกที่ 2 สิ้นพระชนม์) นับเป็นเวลาร้อยกว่าปีแล้วที่ชาวโลกได้รับรู้และสัมผัสปราสาท เทพนิยายและเรื่องราวที่เป็นเทพนิยายเช่นกันของผู้สร้าง

นอกเหนือจากปราสาทนอยชวานสไตน์ พระเจ้าลุดวิกที่ 2 ยังทรงสร้าง ปราสาทอีก 2 แห่งในบาวาเรียด้วย คือ ปราสาทลินเดอร์ฮอฟ (Linderhof) และปราสาทแฮร์เรนคิมเซ (Herrenchiemsee)
ส่วนพื้นที่โดยรอบปราสาทนอยชวานสไตน์ก็ยังมีปราสาทสีเหลืองทื่ชื่อว่า ปราสาทโฮเฮนชวานเกา (Hohenschwangau) ให้ดูอีกด้วย ซึ่งเป็นพระราชวัง ฤดูร้อน สร้างโดยพระเจ้าแม็กซิมิเลียนที่ 2 (Maximilian II) พระราชบิดา ของพระเจ้าลุดวิกที่ 2 นั่นเอง ซึ่งพระองค์ก็เคยประทับที่ปราสาทนี้ในช่วงทรง พระเยาว์อย่างมีความสุข และเป็นแรงบันดาลใจที่จะสร้างปราสาทของพระองค์ เองขึ้นบ้างนั่นเอง

น่าเสียดายและเป็นเรื่องน่าเศร้าที่อำนาจการเมืองเป็นเรื่องที่กำหนดชะตาชีวิตของใครต่อใครได้เสมอไม่ว่าจะเป็นธรรมหรือไม่ก็ตาม

 

 

keyboard_arrow_up