รู้จักเขาให้มากขึ้น “ฮิวโก้ – จุลจักร” ผู้ชายภักดีต่อความรัก เสียงเพลง ธรรมชาติ และครอบครัว!

ฮิวโก้
ฮิวโก้

ว่ากันตามตรง ก่อนคุยกับ “ฮิวโก้ – จุลจักร จักรพงษ์” เรามีหัวข้อใหญ่ๆที่อยากคุยกับเขา 3 เรื่อง คือ ผลงานอัลบั้มใหม่ (ซึ่งเป็นอัลบั้มเพลงไทยในรอบ 10 ปี) บทบาทของสามีและคุณพ่อลูกสอง

แต่เมื่อเครื่องอัดเสียงทำหน้าที่บันทึกบทสนทนาที่ดำเนินไปเรื่อยๆ พร้อมกับเรื่องราวที่ออกนอกลู่นอกทางไปบ้าง ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ของวงการเพลง “แมลง” สิ่งมีชีวิตในอินสตาแกรมของฮิวโก้ เรื่องวิชาการฮาร์ดคอร์ที่เขาสนใจในยูทูบ รวมถึงอีกหลายเรื่องที่ล้วนสะท้อนตัวตนและความคิดของผู้ชายที่ไม่ค่อยมีใครเหมือน และนั่นแหละคือเหตุผลว่าเพราะอะไรคุณจึงควรอ่านบทสัมภาษณ์นี้จนจบ

ฮิวโก้เราคุยกันครั้งล่าสุดเมื่อ 4 ปีก่อน ตอนนั้นคุณยังทำเพลงอยู่ที่นิวยอร์ก มีลูกชาย (ฮาเปอร์) แค่คนเดียว ตอนนี้เป็นคุณพ่อลูกสอง (ฮันเตอร์) ชีวิตเปลี่ยนไปไหม

ฮิวโก้: ไม่มากครับ ไม่เหมือนตอนมีลูกคนแรกที่ทุกอย่างเป็นเรื่องใหม่หมด ชีวิตเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ พอมีคนที่สองก็แค่เพิ่มกิจวัตรที่คุ้นเคยอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องจัดการเวลาในหนึ่งวันให้เป๊ะขึ้น ชีวิตหลักๆของผมจึงเป็นการบริหารเวลาให้ดี ผมมีขอบเขตหน้าที่และบทบาทชัดๆของการเป็นพ่อให้เล่นตามอยู่แล้ว ถ้ามีใครชวนไปไหนหรือทำอะไรก็ตอบได้ง่ายขึ้นว่าควรหรือไม่ควรทำ ชีวิตอาจจะเหนื่อยขึ้น แต่ตั้งกฎเกณฑ์ให้ตัวเองได้ง่ายกว่าสมัยยังเป็นโสด ไม่ได้หมายถึงชายโสดทุกคนนะ ผมพูดถึงตัวเอง

เคยอ่านบทสัมภาษณ์ของฮิวโก้ว่า จะไม่ยอมสอบตกในบทบาทของพ่อและสามี

ฮิวโก้: ไม่ใช่ไม่ยอม คงสอบตกบ้างแหละ แต่ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจ ไม่เหมือนเรื่องอื่นที่สอบตกได้ เช่น ถ้ามีหนังเรื่องหนึ่งที่ตั้งใจจะดู แต่สุดท้ายไม่มีเวลาไปดูก็ไม่เป็นไร ผมไม่ต้องอินเทรนด์ทุกเรื่องก็ได้ แต่ไม่อยากพลาดการส่งลูกคนโตไปโรงเรียนตอนเช้า จากนั้นกลับมาเล่นกับลูกคนเล็ก เวลาส่วนใหญ่ของผมอยู่กับพวกเขาเป็นหลัก รู้สึกสะใจกับชัยชนะเล็กๆน้อยๆในแต่ละวัน เช่น ตอนลูกหายป่วยออกจากโรงพยาบาล ลูกคนโตยอมทำการบ้านโดยดี หรือคนเล็กรู้จักฟังพ่อแม่บ้าง (หัวเราะ) ผมอยู่เพื่อชัยชนะเล็กน้อยพวกนี้ ถ้าลูกหลับหรือไปเรียนก็ได้ใช้เวลากับแฟนสองคนบ้าง สำหรับรางวัลส่วนตัวผมได้จากการเล่นดนตรีอยู่แล้ว

ฮิวโก้ทำไมหลายปีมานี้แทบไม่เห็นคุณให้สัมภาษณ์สื่อ

ฮิวโก้: เพราะไม่เป็นประโยชน์ เผลอๆเดือดร้อนเปล่าๆ เพราะอาจถูกมองว่าผมกำลังตระเวนวิพากษ์วิจารณ์สังคมหรือกำลังเทศน์ ทั้งที่จริงๆแต่ละอย่างที่พูด หรือที่มีคนหยิบมาแชร์เพื่อตอกย้ำเคสนู้นเคสนี้ เป็นเพียงการโต้ที่เกิดขึ้นระหว่างผมกับผู้สัมภาษณ์ ผมคิดว่ามารยาทคือใครถามอะไรก็ควรตอบตรงๆ ด้วยภาษาที่ไม่ได้พาดพิงถึงคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง แต่บางทีมันถูกนำไปใช้ในเรื่องอื่น ซึ่งผมอึดอัดนิดหน่อยกับการที่คนคิดว่าความคิดของผมสามารถอธิบายเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตัวผมได้

แต่ก็เห็นบทสัมภาษณ์ฮิวโก้เป็นเรื่องจริงจังอย่างสังคม การเมือง หรือหัวข้อซีเรียสอยู่บ่อยๆ

ฮิวโก้: ผมว่าเกือบทั้งหมดมาจากคำถาม ผมไม่ได้มีประเด็นอะไร นอกจากว่าฟังอัลบั้มฉันด้วย นั่นคือสิ่งเดียวที่อยากพูด (หัวเราะ) นอกจากเป็นคำถามที่ขอไม่ตอบ ซึ่งจริงๆยังไม่เคยเจอเรื่องที่ตอบตามความจริงไม่ได้

ฮิวโก้อัลบั้มใหม่ที่ว่า เป็นอัลบั้มเพลงไทยในรอบเกือบ 10 ปีใช่ไหม

ฮิวโก้: ใช่ แต่หลายปีที่ผ่านมาผมก็ตระเวนเล่นคอนเสิร์ตในเมืองไทยมาตลอด เพียงแต่เวลาไปเล่นต่างจังหวัด คนกรุงเทพฯก็มักถามว่าหายไปไหน ทั้งที่ความจริงก็เล่นดนตรีสดอยู่ตลอด สำหรับตอนนี้อยู่ในช่วงโปรโมตงานใหม่ ซึ่งก็คล้ายกับช่วงคบผู้หญิงใหม่ๆ โดยเฉพาะ 3 เดือนแรกนี่คือแฟนตาซี (ยิ้ม) ทุกคนเป็นเวอร์ชันน่ารักที่สุดของตัวเอง ยอมทุกอย่าง ทำกับข้าวให้ กับงานเพลงก็เหมือนกัน ตอนนี้พีอาร์ค่ายเพลงอยากให้ไปพบใคร ที่ไหน ผมไปหมด แต่พอผ่านไปสักพัก พฤติกรรมจะเปลี่ยน ไม่น่ารักเหมือนเดิม เพราะได้ในสิ่งที่ต้องการแล้ว ซึ่งในวงการบันเทิงก็มีคนที่ชอบช่วงนี้ ชอบพบปะผู้คน พูดเรื่องของตัวเอง แล้วก็สามารถเป็นอย่างนี้ไปได้เรื่อยๆ

ฮิวโก้พอซิงเกิ้ลแรก (อย่ามาให้เห็น) ในอัลบั้มใหม่ออนแอร์ มีผู้หญิงคนหนึ่งที่โปรโมตในอินสตาแกรมถี่ยิบยิ่งกว่าค่ายเพลงคือ ฮาน่า

ฮิวโก้: (หัวเราะ) มันเป็นอนาคตของเขาด้วยน่ะ เราลงเรือลำเดียวกันแล้ว ผมไม่ได้บังคับนะ ฮาน่ามีหัวธุรกิจมากกว่า ถ้ามีสินค้าใหม่ก็ต้องโปรโมต ส่วนผมเชื่ออีกแบบว่าคนที่ซื้ออัลบั้มตัดสินใจตั้งแต่ก่อนฟังแล้ว เหมือนมีศิลปินบางวงที่ผมซื้ออัลบั้มของเขาหลายครั้งโดยยังไม่ได้ฟังสักเพลง เช่น แจ็ค ไวท์ (นักร้องนักดนตรีชาวอเมริกัน) และมีอีกหลายวงที่น่าเสี่ยงซื้อผลงาน เพราะเคยได้ฟังงานอัลบั้มก่อนๆแล้วสนใจ ขณะเดียวกันก็มีบางวงที่ผมไม่มีวันซื้อ ไม่ว่าจะโปรโมตแค่ไหน ซึ่งถ้าจะมีคนคิดกับผมแบบนั้นก็เป็นเรื่องธรรมดา

อัลบั้มใหม่ของฮิวโก้น่าเสี่ยงไหม

ฮิวโก้: แน่นอน ผมเชื่อว่าไม่มีอัลบั้มอื่นเป็นแบบนี้ ร้องจากมุมนี้ ใช้เสียงแบบนี้ เพราะผมไม่เคยอาศัยอยู่ในกระแสหลัก ถ้าเป็นคนฟังที่ชอบกระแสหลัก พอใจกับอะไรที่ย่อยง่ายๆ ก็ไม่ควรเสี่ยง เพราะอาจเสียเวลาก็ได้ แต่ถ้าชอบความท้าทายหรืออะไรที่ต้องใช้เวลาศึกษา แล้วปล่อยวางเรื่องมุมเด็กๆบ้าง ก็น่าจะเหมาะ มันไม่ได้เป็นเพลงที่วัยรุ่นทำ ไม่ใช่เพลงที่ผู้ใหญ่พยายามทำหลอกวัยรุ่นด้วย ซึ่งผมเห็นอยู่เยอะ แล้วก็ขยะแขยงพอสมควร

ฮิวโก้ฮาน่าเคยให้สัมภาษณ์ว่า ข้อดีของฮิวโก้คือความตรงไปตรงมา แม้บางเรื่องรู้ว่าถ้าพูดไปแล้วคนฟังจะเสียใจ แต่ยังเลือกจะพูดตรงอยู่ดี

ฮิวโก้: ดีกว่า…ผมไม่เคยพบปัญหากับการตรงไปตรงมา ปัญหาส่วนใหญ่ที่เจอมาจากการไม่พูดในสิ่งที่คิดมากกว่า การไม่จัดการแล้วปล่อยให้เรื้อรังไปเรื่อยๆไม่ดีหรอก ถ้ามีอะไรผิดปกติต้องจัดการ ต้องบอก ยิ่งถ้าเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสองคน อะไรที่เป็นเส้นแดงก็ต้องขีดไว้

ผมยังนึกไม่ออกว่าการโกหกจะเป็นประโยชน์ได้ยังไง ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยโกหกนะ แต่ไม่เคยรู้สึกดีและไม่เคยได้ผลที่ต้องการเลย ผมไม่ใช่คนดี ผมเป็นคนเอาตัวรอด และการโกหกไม่ช่วยในการเอาตัวรอดหรอก เพราะว่าวันหนึ่ง โดยเฉพาะในยุคสมัยของโซเชียลมีเดีย ความจริงจะโผล่ออกมาอยู่แล้ว ผมจึงพยายามไม่ทำอะไรที่ไม่พร้อมที่จะให้ทั้งโลกรู้ คำว่าทั้งโลกหมายถึงคนรอบข้างนะ ที่เหลือช่าง

แต่ระหว่างศิลปินอาจต้องโกหกกันบ้าง ไม่อย่างนั้นผมจะไม่มีสังคมอยู่ สมมุติยืนอยู่หลังเวทีแล้วมีคนไร้เดียงสาถามว่า เมื่อกี้ที่ผมเล่นเป็นอย่างไรบ้างพี่ ผมก็ต้องหาอะไรชมสักอย่างด้วยมารยาท ทั้งๆที่ไม่ได้ชอบแม้แต่ 1 วินาทีของการแสดง ผมคงจริงใจมากในกรณีนั้นไม่ได้ เพราะไม่เป็นประโยชน์ เพราะอะไรเขาถึงต้องมาเสียความรู้สึก ถ้าผมแคร์คนนั้นจริงๆ ค่อยไปคุยกันวันหลังว่าผมคิดว่าต้องเพิ่มอย่างนู้นอย่างนี้ ถ้าเป็นศิลปินที่ผมสนิทด้วยจะยิ่งโหด พูดกันตรงมาก

ฮิวโก้หลังจากนี้ชีวิตการทำงานจะเป็นอย่างไรต่อ

ฮิวโก้: พอหมดช่วงโปรโมตอัลบั้มก็เล่นดนตรีสด ไปงานจ้าง แต่วันนี้ที่ผมคุยกับแพรว (ปลายเดือนกันยายน) เป็นช่วงหน้าฝน ซึ่งนักดนตรีทุกคนรู้ว่างานจะน้อย เป็นช่วงที่น่าเข้าห้องอัด เตรียมงาน เตรียมถ่ายมิวสิควิดีโอ แล้วงานจะกลับมาเยอะตั้งแต่เดือนตุลาคมจนกุมภาพันธ์ ตารางผมจะแน่นทุกเสาร์ – อาทิตย์ เป็นช่วงที่พยายามรับงานให้เยอะที่สุด เพื่อเตรียมตัวสำหรับถึงฤดูฝนอีกครั้งหนึ่ง (หัวเราะ) นี่เป็นวัฏจักรของนักดนตรีไทยทุกคน ซึ่งต่างกับเมืองนอก ของเขาจะเป็นฤดูหนาวที่งานน้อย เงียบกริบ คนในค่ายไม่รับโทรศัพท์ ทุกคนกลับบ้านไปหาพ่อแม่ อย่าหวังจะเข้าห้องอัดหรือทำอะไรในเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ บางทีเลยไปถึงเดือนมีนาคม ไม่มีใครอยากทำอะไร

ฮิวโก้คุณพ่อหลายคนชอบโพสต์รูปครอบครัวลงอินสตาแกรม แต่ของฮิวโก้มีรูปการแสดงดนตรี ธรรมชาติ และที่มีเยอะมากคือแมลงและสิ่งมีชีวิตหลายสายพันธุ์

ฮิวโก้: ผมเป็นพวกที่เรียกว่าโมโนมาเนีย (Monomania) หมายถึงคนที่ไม่สามารถสนใจอะไรหลายๆอย่างพร้อมกัน อย่างเวลาผมหัวเราะกับลูก หรือแฟนกำลังเล่าเรื่องตลก ทั้งที่เป็นเหตุการณ์ที่น่าจดจำและน่าบันทึกไว้ แต่สมองผมจะโฟกัสแต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้า พอนึกออกว่าควรถ่ายรูปเก็บไว้ เหตุการณ์นั้นก็ผ่านไปแล้ว และมันก็ไม่ใช่สิ่งที่อยากเล่าให้ใครฟัง ผมไม่จำเป็นต้องให้คนอื่นรับรู้ ไม่ได้รู้สึกดีถ้าคนดูรูปแล้วชมว่าลูกเราน่ารักหรือไม่น่ารัก ผมไม่ได้แคร์ ส่วนสิ่งมีชีวิตคือสิ่งที่ผมสนใจแล้วเจอโดยบังเอิญ โห…ดูมันสิ

ทำไมบังเอิญเจอแมลงซะรูปเต็มอินสตาแกรม

ฮิวโก้: เพราะผมกำลังมองหามันอยู่ (ยิ้ม) นิสัยที่ผมเป็นตั้งแต่เด็กคือ ไม่ว่าเดินไปไหนก็ชอบมองพื้น มองต้นไม้ ผมสามารถมองไกลๆแล้วรู้ว่านั่นคือเศษขยะบนพื้นหรือตัวด้วง ผมทำด้วยความสนใจ จึงเหมือนเป็นการฝึกสมองกับสายตาไว้โดยไม่ตั้งใจ เหมือนคนที่อินกับขอทานก็มักเห็นเขาอยู่ตามสถานที่ต่างๆ คนกลัวผีก็มักเจอผี เขาเรียกว่า Confirmation bias ถ้าเราลำเอียงไปทางไหน เราจะเจอสิ่งที่เราเชื่อว่ามีเยอะ ถ้าคิดว่าโลกนี้อันตราย คุณจะเห็นอันตรายอยู่รอบข้างตลอด ถ้าเป็นคนโลกสวย ทุกเรื่องก็สวยงามไปหมด

ฮิวโก้เห็นถ่ายรูปกิ้งกือในโหมดสโลว์จับภาพให้เดินช้าด้วย

ฮิวโก้: ใช่ (หัวเราะ) อิทธิพลส่วนหนึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนผมอายุ 6 – 9 ขวบ สมัยนั้นทีวีของอังกฤษมี 4 ช่อง คือ BBC1 BBC2 ITV และช่อง 4 คุณแม่จะให้ผมนอนดึกได้ในวันที่มีรายการที่ชอบ คือสารคดีธรรมชาติของเดวิด แอทเทนเบอเรอห์ (David Attenborough) พิธีกรและนักธรรมชาติวิทยาสุดที่รักของคนอังกฤษและของคนทั่วโลกที่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม เป็นรายการที่อยู่ในความทรงจำของผมมาตลอด ในเรื่องความอลังการของธรรมชาติ ความประณีตของทีมงานที่ยอมเข้าแคมป์เพื่อรอให้จักจั่นหนึ่งตัวโผล่ออกมาจากรูของมัน อีกส่วนหนึ่งอาจเพราะคนในครอบครัวก็ทำงานเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เกี่ยวกับมูลนิธิโลกสีเขียว ตอนผมเด็กๆก็เคยเข้าป่าบ้าง จึงกลายเป็นความผูกพัน มีความสุข เห็นแล้วสดชื่น

ฮิวโก้ฮาเปอร์กับฮันเตอร์ชอบธรรมชาติเหมือนพ่อไหม

ฮิวโก้: มีบ้าง แต่เขายังเด็ก ดูไม่ออก ทุกวันนี้ชอบเล่นหุ่นไดโนเสาร์มากกว่า (ยิ้ม)

หลังจากนี้คุณวางแผนเขียนเพลงให้ศิลปินต่างชาติอีกไหม

ฮิวโก้: คงไม่เขียนให้ศิลปินคนอื่น แต่ช่วยเขียนเพลงให้ศิลปินไทยที่อยากร้องเพลงภาษาอังกฤษมากกว่า เพราะผมอยู่ที่นี่ ผมเลยวัยที่จะสร้างชีวิตใหม่ที่เมืองนอก ยิ่งในโลกที่เป็นอย่างนี้ การเดินทางไปนู่นนี่จบแล้ว ต้องร่ำรวยมากนะถ้าจะทำตัวอย่างนั้น ซึ่งถ้าพูดถึงผลตอบแทนจากงานที่ทำก็ถือว่าอยู่ได้ด้วยดี แต่ไม่ขนาดที่ลุกขึ้นบินไปมาหรือมีบ้านอยู่ทั่วโลก

ฮิวโก้ถ้าไม่นับเรื่องเล่นดนตรี การเป็นคุณพ่อและสามี ฮิวโก้ในแบบเวลาส่วนตัวทำอะไรบ้าง

ฮิวโก้: นั่งฟังเรื่องวิชาการในยูทูบ อาจเพราะผมไม่ได้ไปมหาวิทยาลัย จึงขาดเรื่องพวกนี้ ชอบฟังเนื้อหาหนักๆ เช่น อาจารย์คนหนึ่งทำงานอยู่ที่กระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกา บรรยายเรื่องสภาวะความสัมพันธ์ระหว่างปากีสถานกับอินเดียในปี 1975 – 1978 หรือหัวข้อทฤษฎีภาษาของมนุษย์ เรื่องที่คนชอบคิด เรื่องสงครามเย็น ผมสนใจอะไรประมาณนี้ แต่บางทีฟังไม่รู้เรื่องก็หลับไปเลยก็มี (หัวเราะ)

พอลูกๆโตขึ้น เห็นตัวเองในพวกเขาบ้างไหม

ฮิวโก้: เห็นแต่เรื่องไม่ดี เช่น ความใจร้อน ความซ่า หรือความกวน พอเห็นมุมน่ารักจะคิดว่าเขาได้มาจากแม่แน่ๆ เพราะผมเป็นผู้ชายด้วยแหละ เหมือนบางทีพอผมโมโหแล้วจะได้เสียงพ่อในน้ำเสียงตัวเอง ผมไม่ค่อยมานั่งจับสังเกตเรื่องดีๆ หรอก การที่เขาน่ารักก็ดีแล้ว แต่ความไม่ดีจะเป็นผลต่อคนอื่นไง อาจเป็นผลที่โรงเรียน เด็กผู้ชายน่าเป็นห่วงตรงนี้แหละ ผู้ชายมีแนวโน้มจะเป็นสิ่งอันตราย ภัยสังคมส่วนใหญ่จึงมาจากผู้ชาย ถ้าไม่หล่อหลอมให้มีความเมตตา ไม่เห็นแก่ตัว ไม่อำมหิต ก็อาจกลายเป็นแบบนั้น

ฮิวโก้คุณพอใจกับชีวิตวันนี้แค่ไหน

ฮิวโก้: ผมมีความสุขกับงาน มีความสุขกับครอบครัว มีชีวิตที่ถือว่าดีและปลอดภัยในระดับหนึ่ง จะหวังอะไรมากกว่านี้คงไม่ได้ แต่ผมยังรู้ตัวว่าตัวเองยังมีข้อบกพร่องอีกหลายอย่างที่ต้องจัดการ ซึ่งผมไม่มีวันบอกใครหรอกว่าผมบกพร่องตรงไหนบ้าง ทุกวันเป็นโอกาสที่ผมจะพัฒนาตัวเอง จำได้ไหมช่วงบ้านเมืองวุ่นวาย ที่เถียงกันว่าควรปฏิรูปก่อนเลือกตั้งไหม แต่ถ้าเป็นชีวิตคน การปฏิรูปไม่มีวันจบ จนกระทั่งร่างกายไม่สามารถให้ความร่วมมือแล้วนั่นแหละ ผมฟังเลกเชอร์อันหนึ่งจากยูทูบ เขาบอกว่าตั้งแต่วันเกิดถึงวันตาย ร่างกายของเราไม่หลงเหลือเซลล์เดิมเลย มันถูกผลัดออกไป เซลล์เก่าตาย เซลล์ใหม่ขึ้นมา ความเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลา เพราะฉะนั้นสำหรับมนุษย์ ธรรมชาติ หรืออะไรก็แล้วแต่ ผมเชื่อว่าเราล้วนมีพื้นที่สำหรับพัฒนาไปพร้อมกับความเปลี่ยนแปลง

ในบทบาทนักดนตรี สามี กับพ่อก็เช่นกันใช่ไหม

ฮิวโก้: ใช่…ต้องทำได้ดีกว่านี้อยู่แล้ว

 


ที่มา : นิตยสารแพรว ปักษ์ 892 วันที่ 25 ตุลาคม 2559 เรื่อง ปารัณ เจียมจิตต์ตรง
ภาพ : กฤตธี ผ่องเสรี, IG @hanahugo, hugolek

keyboard_arrow_up