โรคปริศนาของคนบ้างาน 5 ปี กว่าจะเจอคำตอบ ของ แองจี้-แอนเจลิส บาเลก

ชีวิตของคุณแองจี้ ครีเอทีฟไดเร็คเตอร์แห่ง Angelys Balek (แอนเจลิส บาเลก) แบรนด์ไทยระดับโลกที่แจ้งเกิดอย่างสวยงามในนิวยอร์ก เพียบพร้อมทุกอย่าง กระทั่งวันที่พบว่าตัวเองป่วยเป็น “โรคปริศนา” ไม่สามารถหาสาเหตุได้ เธอต้องต่อสู้ ค้นคว้า และหาทางออกมานานถึง 5 ปี กว่าจะพบสาเหตุของโรค

โรคปริศนาเข้ามาในชีวิตของคุณแองจี้พร้อมๆกับที่พายุแซนดี้โจมตีอเมริกา “วันนั้นจำได้ว่าตอนนั้นกำลังดูข่าวกับเพื่อนๆที่เข้ามาหลบพายุในอพาร์ตเมนต์ของจี้ แล้วจากนั้นจี้ก็หมดสติไปเลย รู้สึกตัวอีกครั้งคือ นอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล มาทราบทีหลังว่าโดนปั๊มหัวใจไปแล้วด้วยหมออธิบายสาเหตุการหมดสติว่าน่าจะเกิดจากความเครียด เนื่องจากได้ผลกระทบจากสถานการณ์พายุ ตอนนั้นงงว่าเครียดอะไร เพราะจี้ไม่เคยกลัวอะไรเลย แถมอพาร์ตเมนต์ที่พักก็เป็นแห่งเดียวในนิวยอร์กที่ไม่ได้รับผลกระทบอะไรจากพายุ

หลังจากกินยาคลายเครียดที่หมอจ่ายมาให้ได้สักพัก สังเกตว่าเกิดผลข้างเคียงเยอะมาก โดยเฉพาะระบบย่อย ท้องผูก ตัวบวมน้ำจากที่ผอมมาก น้ำหนัก 48 กิโลกรัม พุ่งขึ้นมาที่ 60 กิโลกรัม ตอนที่กินยายอมรับว่าผ่อนคลายความกังวลลง แต่พอหยุด ความวิตกกังวลก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม นอกจากนี้ยังมีอาการป่วยอื่นๆร่วมด้วยคือ ปวดหัวไมเกรน มีปัญหาด้านสายตา จากที่มองเห็นค่อนข้างแม่นยำกลับมองแล้วไม่โฟกัส เห็นภาพเบลอ ต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะปรับจูนได้ เรื่องนี้กระทบต่องานโดยตรง เพราะเราเป็นดีไซเนอร์ เรื่องลายผ้าและสีจะพลาดไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นกระบวนการทำงานจึงเหนื่อยและล้ากว่าเดิมเป็นล้านเท่า

แอนเจลิส บาเลก

ส่วนเรื่องที่น่ากลัวคือ มีบางครั้งที่เหตุการณ์ถูกลบไปในระยะสั้นๆ เช่น กำลังเดินดูของที่ร้านหนึ่ง จู่ๆมารู้สึกตัวอีกร้านหนึ่ง จำไม่ได้ว่าตัวเองไปอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร เพราะฉะนั้นเวลาไปไหนต้องมีเพื่อนไปด้วยตลอด ตอนนั้นหงุดหงิดและรำคาญตัวเองมาก เพราะไม่รู้ว่าเป็นโรคอะไรไปตรวจ MRI ดูทั่วร่างกายแต่ก็ไม่พบความผิดปกติ

ผ่านไปสักพักมีอาการปวดท้องประจำเดือนร่วมด้วย สังเกตว่าท้องโตมาก แต่ก็ยังไม่ยอมทิ้งงานนะคะ ป่วยแค่ไหนก็ยังไปออฟฟิศ ช่วงนั้นบินกลับมาตรวจงานที่เมืองไทยพอดี จึงไปหาหมอที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งหมอตรวจพบซีสต์แล้ววินิจฉัยว่า เป็นเรื่องปกติที่ผู้หญิงทุกคนต้องมีไม่จำเป็นต้องผ่าตัด และให้ยาคุมมากิน จี้บินกลับไปทำงานที่นิวยอร์กผ่านไป 6 เดือน น้ำหนักก้าวกระโดดขึ้นมาที่ 80 กิโลกรัม อาการปวดท้องไม่ทุเลา แถมท้องยังโตเหมือนเดิม พอกลับมาเมืองไทยก็ตัดสินใจไปหาหมออีกครั้ง โดยขอคำแนะนำจากเพื่อน เขาแนะนำที่โรงพยาบาลเดิมแต่เปลี่ยนหมอ ผลตรวจพบซีสต์ก้อนใหญ่ประมาณ 10 เซนติเมตร ต้องผ่าออกทันที สรุปว่าหมอคนแรกอาจวินิจฉัยพลาด

หลังจากนั้นอาการป่วยก็ดูแปลกขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดเมื่อ 6 เดือนที่ผ่านมา จากคนที่ทั้งชีวิตไม่เคยแพ้อาหารเลย กลับแพ้ข้าวสาร ข้าวโพด นม ถั่ว เวลาแพ้ตัวจะแดง ไข้ขึ้นสูง ถ้าไข้ไม่สูงก็จะหนาวสั่นจนถึงกระดูก ซึ่งตรงกับช่วงที่จัดแฟชั่นวีคที่อเมริกาพอดี ตอนนั้นตัดสินใจโทร.มาบอกคุณแม่ พอท่านทราบก็บินไปหาที่นิวยอร์กทันที ท่านให้สังเกตว่ากินอะไรบ้าง โดยทดสอบให้กินอาหารวันละอย่าง ถ้าแพ้อะไรจะได้ตัดออก ที่สุดจี้กินได้แค่เส้นบัควีต (เส้นโซบะสีน้ำตาล) กุ้ง ไก่ ถ้าจะกินผักต้องผ่านการปรุงแล้ว ไม่สามารถกินผักสดหรือสลัดได้

ความที่คุณแองจี้ยังไม่พบคำตอบว่าตัวเองเป็นโรคอะไรแน่ เธอจึงพยายามทดลองวิธีการรักษาหลายทาง ทั้งถามจากผู้ที่มีประสบการณ์บวกกับค้นหาข้อมูล ซึ่งการป่วยครั้งนี้ทำให้เธอค้นพบนวัตกรรมการรักษาใหม่ๆสารพัด “จี้เดินทางบ่อย เวลาไปประเทศไหนจะพยายามหาหมอตลอด และได้ค้นพบวิธีการรักษาด้วยนวัตกรรมทันสมัยหลายอย่าง เช่น การนอนบนเตียงไฟฟ้าที่คลินิกแห่งหนึ่งในเมืองไทยนี่แหละ เมื่อกระแสไฟเข้าไปในร่างกายจะช่วยกระตุ้นให้อวัยวะกลับมาทำงานตามปกติ วิธีการคือนอนบนเตียงไฟฟ้า 1 ชั่วโมง แทบไม่รู้สึกเจ็บ คล้ายกับการนอนชาร์จพลัง พอลุกขึ้นจะรู้สึกดีมาก แต่ผลข้างเคียงคือเวลาจับอะไรจะรู้สึกเหมือนไฟช็อร์ตตลอด จี้หาโอกาสไปทำ 2-3 เดือนครั้ง จนทุกวันนี้ตัดสินใจซื้อเตียงไฟฟ้ามาเป็นของตัวเอง เป็นแบบที่สามารถพับเก็บแบกไปไหนด้วยได้

อีกวิธีคือไปนวดท้องที่โรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ เป็นศาสตร์เต๋าโบราณ วิธีการคือใช้ค้อนตอกจุดบวกกับการกดจุดเพื่อไล่ลมในท้อง พอทำแล้วรู้สึกดีขึ้นมาก นอกจากนี้ยังไปฝังเข็ม นวดน้ำเหลืองรวมทั้งการรักษาด้วยวิธีเรกิ(การบำบัดโดยมีผู้เชี่ยวชาญวางมือทั้งสองไว้เหนือร่างกาย ส่วนคนไข้หายใจเข้าลึกๆ จากนั้นก็นึกถึงภาพธรรมชาติ) ที่คลินิกแห่งหนึ่งในกรุงลอนดอน ซึ่งก็ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นเหมือนกัน

กระทั่งเดือนกันยายน 2559 ช่วงแฟชั่นวีคที่ผ่านมา เช้าวันหนึ่งเธอตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าแขนตัวเองยาวไม่เท่ากัน “ทุกเช้าหลังจากตื่นนอนจี้ชอบเหยียดยืดร่างกาย แต่วันนั้นยืดแขนแล้วพบว่าแขนขวายาวกว่าข้างซ้ายตกใจมาก จึงไปทำ MRI กระดูก พบว่ากระดูกสันหลังเคลื่อน มีส่วนทำให้กล้ามเนื้อหดเกร็งไว้เพื่อไม่ให้เราใช้อวัยวะที่มีอาการบาดเจ็บ ซึ่งเป็นระบบอัตโนมัติของร่างกายคนเรา แต่ด้วยการทำงานหนักจึงส่งผลให้มีอาการปวดตามจุดต่างๆมากขึ้นเรื่อยๆ

เจ้าหน้าที่อธิบายว่า กระดูกสันหลัง ส่วนคอมีทั้งหมด 7 ชิ้น ไล่มาตั้งแต่ C1 ถึง C7 กระดูกโซนนี้จะเกี่ยวกับ เรื่องสายตา การหายใจ คอ ข้อมือ แขน และศีรษะ ปกติจะต้องโค้งเป็นตัวซี แต่ของจี้ตรงดิ่งเป็นตัวไอ พอกระดูกข้อไหนไม่โค้งตาม รูปร่างอย่างที่ควรจะเป็นก็จะเกิดปัญหา เช่น จุด C1 จี้จึงมีปัญหาเรื่องตาการเคลื่อนไหว ไล่มาจนถึง C2 ก็ผิดรูปอีก ซึ่งทำให้ปวดหัวไมเกรนและในส่วนของ C6 ที่อยู่ส่วนล่างของกระดูกคอ มีผลถึงอาการปวดของแขนและข้อศอก ส่วนบริเวณที่กระดูกหลังเคลื่อน ส่งผลกระทบต่อกระดูก โซน T และ L ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องปอด กระเพาะอาหาร ตับ ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ไต และระบบสืบพันธุ์ ทำให้จี้ท้องอืด อาหารไม่ย่อย รวมทั้งเกิดซีสต์ในมดลูก จึงพบสาเหตุที่แท้จริงแล้วว่าบางครั้งที่สมองเราเบลอ ตามองไม่เห็น เป็นซีสต์ ก็เพราะเลือดติดขัดอยู่ตรงกระดูกไปเลี้ยงร่างกายไม่ได้

นอกจากนี้หมอยังตรวจพบว่าหมอนรองกระดูกเริ่มบางและไม่สามารถสร้างใหม่ได้ สาเหตุเกิดจากการนั่งทำงานนานเกินไป ถ้าเรา นั่งกดกระดูกไปนานๆ เลือดไม่สามารถเดินไปได้อยู่แล้ว ต่อไปถ้าหมอนรองกระดูกตรงนี้บางจนหมดไปเมื่อไหร่ก็ต้องใส่เหล็กเข้าไปแทน ซึ่งโชคดีที่จี้ยังไม่ต้องถึงขั้นนั้น แต่ต้องเข้ารับการจัดและดัดกระดูกให้เข้ารูปโดยต้องมาดัดทุกๆ 2-3 วัน

หลังจากนั้นเมื่อต้นปีที่ผ่านมามีโอกาสไปหาหมอจีนที่ศูนย์สุขภาพบำบัดและสปาแห่งหนึ่งที่เกาะสมุย เขารวมหมอเก่งจากทั่วโลก ทั้งเยอรมนี ไทย ฝรั่งเศส และจีน เขาบอกว่าต่อให้รักษาโดยวิธีจัดกระดูกให้ตายก็ได้แค่พยุงร่างกาย เพราะไม่ได้รักษาที่ต้นเหตุ เขาแนะนำให้ใส่ที่ซัพพอร์ตคอและหลังเพื่อช่วยจัดรูปกระดูก ปรากฏว่าพอใส่แล้วจู่ๆหลับเฉยเลยทั้งๆที่ปกติไม่เคยหลับง่ายขนาดนั้น สาเหตุคือพอกระดูกคอเราตรงเลือดวิ่งขึ้นไปเลี้ยงสมองได้ ทำให้ทุกอย่างโล่งหมด จากคนที่ไม่เคยนั่งสมาธิก็นั่งได้

นอกจากนี้หมอจีนแนะนำให้ทำท่าบริหารกล้ามเนื้อคอเพื่อให้สามารถพยุงกระดูก เมื่อกระดูกเราตรง การมองเห็นก็ชัดเจนเรื่องการกินก็ดีขึ้น นอกจากนี้จี้ยังออกกำลังกายร่วมด้วย ง่ายๆแค่เดินแกว่งแขนไปมาประมาณ 15 นาที ให้พอเหงื่อเปียกหลังก็หยุด เมื่อก่อนชอบว่ายน้ำมาก โดยเฉพาะท่าฟรีสไตล์และกบ ซึ่งเป็นท่าที่ทำให้เกิดการเกร็งบริเวณคอโดยไม่รู้ตัว จึงมีอาการปวดหนักกว่าเดิม เพราะฉะนั้นแนะนำว่าอย่าเล่นกีฬาตามเทรนด์ ออกกำลังกายผิด ชีวิตจะผิดไปด้วยควรออกกำลังกายด้วยความพอดีที่เหมาะสมกับสรีระของเรา

เมื่อพิจารณาจากเหตุการณ์ทั้งหมด จี้พบว่าการทำงานหนักไม่ยอมพัก ตั้งแต่ช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยไปจนถึงวัยทำงาน เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคนี้ สมัยเรียนเคยนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน 3 – 4 วัน ไม่ยอมลุกถ้างานไม่เสร็จ พอมาเปิดแบรนด์เสื้อของตัวเอง ลงมือทำงานเองทุกขั้นตอนไม่ยอมปล่อย ไม่จ้างสไตลิสต์ เพราะการต่อสู้กับดีไซเนอร์ที่อเมริกามันเหนื่อยมาก เราคิดว่าต้องเต็มที่ แต่เต็มที่ของเรากลายเป็นว่าตอนนี้คู่แข่งยังแข็งแรง แต่เรากลับป่วย เพราะฉะนั้นยอมช้าหน่อยขี้เกียจบ้างก็ได้

ในด้านการรักษาตัว จี้วางแผนไว้แล้วว่าจะกลับมารักษาอาการปวดจากกระดูกสันหลังที่เมืองไทย ส่วนเรื่องงานต้องบริหารจัดการใหม่ โดยสร้างทีมให้แข็งแรงกว่าเดิม บางอย่างต้องปล่อยให้ทีมทำ ต้องยอมปล่อยวางบ้าง ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาจี้รักษาตัวหมดเงินไปหลักล้าน แล้วก็คิดได้ว่าทำไมต้องทำงานหนักแล้วเสียเงินเป็นล้านๆเพื่อรักษาตัว การป่วยครั้งนี้ทำให้ต้องปรับพฤติกรรมตัวเองหลายอย่าง ทั้งการกิน การออกกำลังกายศึกษาธรรมะ รู้จักรักและเคารพร่างกายตัวเองมากขึ้น การป่วยครั้งนี้เป็นบทเรียนให้ได้เรียนรู้ถึงความพอดีในการทำงานและดำเนินชีวิต “และอย่าละเลยสุขภาพเด็ดขาด”


จากคอลัมน์ “ครั้งหนึ่ง” นิตยสาร แพรว ฉบับที่ 900

Praew Recommend

keyboard_arrow_up
error: Content is protected !!