BeNice

บีไนซ์ ส่งเจลอาบน้ำใหม่ “พีชเลิฟซีรีส์” ผสานคุณค่าจากธรรมชาติ รวมกับนวัตกรรมใหม่เพื่อผิวสวยแบบสัมผัสได้

บีไนซ์ ส่งเจลอาบน้ำใหม่ “พีชเลิฟซีรีส์” ผสานคุณค่าจากธรรมชาติ รวมกับนวัตกรรมใหม่เพื่อผิวสวยแบบสัมผัสได้ ผลลัพท์ของผิวสวยออร่า เด้งกระชับ กระจ่างใส  พร้อม 3 กลิ่นหอมที่ “เบลล่า” คัดสรรเพื่อคนรักผิวตัวจริง

ซัมเมอร์นี้ต่อให้แดดแรงแผดเผาขนาดไหน แต่ผิวของเราต้องสวยใสกว่าใคร บีไนซ์ (BeNice) ผู้นำนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและบำรุงผิวกาย หนึ่งในแบรนด์สินค้าในเครือบริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด บริษัทชั้นนำด้านสินค้าอุปโภคสัญชาติไทย ชวนสาว ๆ มาปรนนิบัติผิวให้เนียนนุ่ม ฉ่ำน้ำวิ้งออร่า ด้วยวิธีง่ายๆ เพียงอาบน้ำด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด “พีชเลิฟซีรีส์”  ที่นอกจากจะเป็นการพัฒนาแนวกลิ่นร่วมกันระหว่างบีไนซ์ และพรีเซนเตอร์สาว “เบลล่า” ราณี แคมเปน แล้ว ยังอัพเลเวลขึ้นอีกขั้น ด้วยสูตรเด็ดจากสารสกัดจากธรรมชาติผสานเข้ากับนวัตกรรมใหม่ เพื่อผิวใสเปล่งประกายออร่า เด้งกระชับแบบฉบับสาวบีไนซ์ รวมถึงออกแบบแพ็กเกจจิ้งใหม่ ที่มาพร้อมสีสันสุดละมุนสะดุดตากว่าใคร

เท่านั้นยังไม่พอ! แบรนด์บีไนซ์ยังครองแชมป์ในเรื่องของความหอม และคุณสมบัติช่วยให้ผิวเด้งกระชับมาอย่างยาวนาน รวมทั้งมีสารสกัดเด่น ๆ อย่างฟรุตเอสเซนส์ ที่ทำให้เป็นผลิตภัณฑ์ในใจของใครหลายคน และบีไนซ์ ก็ยังคงพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ เพื่อเฟ้นหาสารสกัดที่ดีต่อผิว ตลอดจนคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ให้ตอบสนองไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่อย่างไม่หยุดยั้ง

“พีชเลิฟซีรีส์”  ผลิตภัณฑ์อาบน้ำใหม่ล่าสุด ที่จะมอบผิวสวยเด้งกระชับ เพิ่มดีกรีความฮอตในหน้าร้อนนี้ ด้วยส่วนผสมใหม่ที่เป็นเคล็ดลับพิเศษสุดจากบีไนซ์ อย่างนวัตกรรมคอลลาเจน 9 คอมเพล็กซ์ การรวมตัวกันของคอลลาเจนที่มีประโยชน์ต่อผิวถึง 9 ชนิด ในโมเลกุลขนาดเล็ก ช่วยบำรุงผิวลึกล้ำขณะอาบน้ำ ให้ผิวเนียนนุ่มเด้ง ไม่แห้งตึงหลังการอาบน้ำ ทั้งยังมีส่วนผสมของสารสกัดจากพีชที่มีวิตามินซีสูง ช่วยเผยผิวกระจ่างใส ลดความหมองคล้ำ มาพร้อมแพ็กเกจจิ้งใหม่ ดีไซน์สวยน่ารัก โดดเด่นด้วยขวดใสสีหวานละมุน

สำหรับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพร้อมบำรุงผิวสูตรใหม่จาก “พีชเลิฟซีรีส์” ถือเป็นอีกก้าวของบีไนซ์สู่ความเป็นสกินแคร์แบรนด์อย่างเต็มตัว ด้วยความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสินค้าให้เป็นมากกว่าผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด แต่สามารถบำรุงและตอบโจทย์ความต้องการของผิวได้จริง เพื่อผิวสวยขึ้นจนสัมผัสได้ เห็นได้จากความสำเร็จของ “พีชเลิฟซีรีส์” ที่สร้างยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นสินค้าขายดีในกลุ่มพรีเมียมแมสในระยะเวลาอันสั้น อีกทั้งยังได้การตอบรับที่ดีมากจากผู้ใช้จริง จนกลายเป็นกระแสติดเทรนด์ของดีบอกต่อในทวิตเตอร์เลยทีเดียว

“พีชเลิฟซีรีส์” โดดเด่นด้วยกลิ่นหอมละมุนน่ารักของพีชที่ผสมผสานกับดอกไม้ได้อย่างลงตัว พร้อมทั้งคุณประโยชน์จากสารสกัดธรรมชาติทั้งจากพีชและดอกไม้อีก 3 ชนิด ที่มีคุณสมบัติในการดูแลผิวพรรณที่มีความต่างกัน รวมกับนวัตกรรมคอลลาเจนเปปไทด์ ที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นผิว พร้อมเผยผิวใสออร่า เด้งกระชับ มีให้เลือก 3 กลิ่นหอม ขนาด 450 มล. ราคา 139 บาท และขนาดเล็ก 200 มล. ราคา 65 บาท มีจำหน่ายที่   7-Eleven ได้แก่

BeNice

  • บีไนซ์พีชเลิฟโรซี่ แนวกลิ่นหอมของพีชกับดอกกุหลาบบัลแกเรีย ที่มีความหรูหราหอมแพงที่สุด เป็นกลิ่นกุหลาบที่ทันสมัย ทั้งหอมทั้งละมุนผิว ดีต่อใจ แถมเพิ่มความนวลเนียนให้ผิวกระจ่างใสเปล่งประกาย
  • บีไนซ์พีชเลิฟพีโอนี่ แนวกลิ่นหอมของพีชกับดอกพีโอนี ยืนหนึ่งเรื่องความหอมลูกคุณหนูถึงขนาดฮอตฮิตติดเทรนด์เป็นกระแสไวรัลมาแล้ว ใครได้ลองเป็นต้องเลิฟกับแนวกลิ่นน่ารักละมุนละไม และความหอมระดับน้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์ พร้อมสารสกัดจากดอกพีโอนี ช่วยบำรุงผิวให้นุ่ม ฉ่ำน้ำ  แวววาว แลดูสุขภาพดีอีกด้วย
  • บีไนซ์พีชเลิฟซากุระ เป็นกลิ่นที่สาวกพีชจ๋า ๆ จะต้องคลั่งไคล้สุด ๆ เมื่อความหอมของกลิ่นพีชผสมผสานเข้ากับกลิ่นดอกซากุระ ความลงตัวที่ให้ความรู้สึกเหมือนได้ไปยืนสวย ๆ อยู่กลางสวนพีชที่ญี่ปุ่นก็ว่าได้ ความหอมฉ่ำชื่นใจที่มาพร้อมสารสกัดจากดอกซากุระ ช่วยให้ผิวเนียนนุ่ม แลดูอ่อนเยาว์

เพิ่มสัมผัสผิวฉ่ำน้ำ เด้งกระชับ กระจ่างใส ด้วยผลิตภัณฑ์อาบน้ำใหม่ล่าสุด  พีชเลิฟซีรีส์ ได้แล้ววันนี้ที่ ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านค้าทั่วประเทศใกล้บ้าน และติดตามกิจกรรมเพื่อผิวสวยสัมผัสได้ทาง www.facebook.com/BeNiceThailand

ดร.สันติธาร เสถียรไทย

Life Mission ล้ม-ลุก-เรียนรู้ วิถีผู้กล้าของ ‘ดร.สันติธาร เสถียรไทย’

“ความแน่นอน คือความไม่แน่นอน” ประโยคสุดคลาสสิกที่แม้ได้ยินมาตลอด แต่ก็ยังทำให้หลายคนหวั่นใจ เพราะลึกๆ แล้ว มนุษย์ล้วนกลัวการเปลี่ยนแปลง หรือการออกจากคอมฟอร์ตโซนที่ตัวเองไม่รู้จัก ไม่มั่นใจ

แต่ไม่ใช่กับผู้ชายคนนี้ ‘ต้นสน-ดร. สันติธาร เสถียรไทย’ ประธานนักเศรษฐศาสตร์และกรรมการผู้จัดการ (Group Chief Economist) ของ Sea Limited บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของอาเซียน ที่ให้บริการเกม RoV, แพล็ตฟอร์มอีคอมเมิร์สอย่าง Shopee และ AirPay ที่ข้ามสายงานมาจากการเป็นผู้บริหารสูงสุดทีมเศรษฐกิจเอเชียดูแล 10 เศรษฐกิจในภูมิภาคของธนาคารเครดิตสวิส แม้จะไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จู่ๆ นักเศรษฐศาสตร์การเงินจะก้าวเข้ามาทำงานในวงการเทคโนโลยี แต่ดร. ต้นสนยืนยันว่า ไม่ยากเกินพยายาม ขอแค่กล้าที่จะเปลี่ยนและเรียนรู้ เพราะมันเป็นทักษะแห่งการเอาตัวรอดในอนาคต

และนี่คือเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงตลอดชีวิตของ ดร. ต้นสน ลูกชายของดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย และ ดร.ท่านผู้หญิงสุธาวัลย์ (ลดาวัลย์ ณ อยุธยา) ที่จะทำให้คุณสนุกไปกับการเปลี่ยนแปลงและอาจมองความไม่แน่นอนในแง่มุมที่เปลี่ยนไป

Life Mission ล้ม-ลุก-เรียนรู้ วิถีผู้กล้าของ ‘ดร.สันติธาร เสถียรไทย’

ดร.สันติธาร เสถียรไทย

ชีวิตในวัยเด็กของดร. ต้นสน เป็นอย่างไรคะ

“ผมเกิดที่เมืองบอสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เพราะคุณพ่อเรียนอยู่ที่นั่นครับ พอ 3 ขวบ จึงย้ายกลับมาเมืองไทย สมัยเด็กผมอยู่กับคุณปู่คุณย่าเยอะ เพราะคุณพ่อคุณแม่งานยุ่ง  ซึ่งการที่เกิดมาใต้เงาของคุณพ่อคุณแม่ที่เก่งมากๆ ก็มีความกดดันจากภายนอกพอสมควรนะครับ แต่โชคดีที่ท่านไม่ค่อยกดดันให้ผมต้องเรียนดี หรือต้องเป็นอะไรมากมาย เพราะท่านเข้าใจว่า ผมคงกดดันอยู่แล้ว แต่สิ่งที่คุณปู่คุณย่าและคุณพ่อผมให้ความสำคัญมาก คือการกตัญญูและการไม่ลืมตัว ทำให้เราไม่หลงตัวเองเกินไป ส่วนคุณแม่จะเน้นสอนให้ผมอดทน ไม่ยอมแพ้ ปกติคุณแม่จะใจดี แต่ถ้าเมื่อไรที่ผมทำท่าจะเลิกทำอะไรสักอย่าง คุณแม่จะทำเป็นเรื่องใหญ่ ท่านพูดเสมอว่า อย่าเป็นคนใจไม่สู้ อย่างตอนเรียนจบจากอังกฤษแล้วกลับมาบวชอยู่ที่วัดป่าในหนองคาย ซึ่งโหดเหมือนกัน ช่วงแรกผมก็ไม่แน่ใจว่าจะไหวไหม แต่คุณแม่บอกว่า ต้องไหวนะ ต้องสู้ อย่ายอมแพ้ นี่น่าจะมีส่วนทำให้ผมเป็นนักสู้อยู่พอสมควร”

ชีวิตเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ตอนไหนคะ

“หลังจบ ม. 2 ที่โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ผมต้องย้ายไปเรียนโรงเรียนบางกอกพัฒนา ซึ่งเป็นโรงเรียนอินเตอร์ กลายเป็นคัลเจอร์ช็อค ทั้งภาษาอังกฤษก็ยังไม่ค่อยได้ เพื่อนฝูงก็ต่าง รวมถึงวัฒนธรรมของโรงเรียนที่ให้ความสำคัญกันคนละอย่าง อะไรที่เคยเก่งจากโรงเรียนเก่า พอมาที่ใหม่ต้องเริ่มใหม่หมด จึงอยู่ที่โหล่รั้งท้ายทั้งเรื่องเรียนและกีฬา จนอาจารย์ถึงกับขอว่า ผลการเรียนไปให้ถึงเกรด C บ้างได้ไหม แล้วตอนนั้นผมอยากเรียนที่วิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน (LSE) ที่ดังด้านเศรษฐศาสตร์มากๆ อาจารย์บอกว่าอย่าหวังเลย ไกลเกินไป เลือกมหาวิทยาลัยที่พอเข้าได้ดีกว่า แต่พอผ่านไปสองปี ผมเริ่มปรับตัวได้ ผลการเรียนออกมาดีขึ้น ปรากฏต้องย้ายโรงเรียนอีก

คราวนี้ย้ายไปไหนคะ

“ไปเรียนโรงเรียนประจำที่อังกฤษครับ สมัยนั้นทั้งโรงเรียนมีเด็กเอเชียไม่ถึง 10 คน คราวนี้ยิ่งต้องเปลี่ยนตัวเองหนักเลย (หัวเราะ) ไหนจะสังคมอังกฤษที่ตอนนั้นยังมีการเหยียดผิวนิดๆ บูลลี่หน่อยๆ ผมจึงต้องเล่นกีฬาให้เก่ง เพราะฝรั่งให้ความสำคัญกับกีฬามาก ผมเล่นบาสเก็ตบอลจนได้เป็นรองกัปตันทีม และเรียนเทควันโด้ ส่วนสภาพจิตใจช่วงแรกก็แย่ คิดถึงบ้านและเพื่อนๆ มาก ยังปรับตัวไม่ค่อยได้ ภาษาอังกฤษก็ไม่ได้แข็งแรงขนาดนั้น แม้จะเรียนอินเตอร์มาก็ตาม คือหลายอย่างประดังประเดมาก ช่วงแรกการเรียนจึงค่อนข้างแย่ ผมต้องพยายามหนักกว่าคนอื่น จนเริ่มมีเกรด A โผล่มาบ้าง และสุดท้ายก็ได้ A หมดทุกวิชา ช่วงว่างมีเล่นดนตรี กีต้าร์คลาสสิกกับร็อคแก้เหงาแก้เบื่อได้ เพราะโรงเรียนไม่ได้อยู่ในเมือง ก็ต้องหากิจกรรมทำ

ดร. คิดว่าการเปลี่ยนโรงเรียนบ่อย ทำให้ได้ประสบการณ์ที่ต่างจากเด็กวัยเดียวกันอย่างไรคะ

“ผมคิดว่า ทำให้ผมรู้จักทั้งการเป็นผู้แพ้และผู้ชนะ คือเราอาจเคยเป็นคนเก่งในสังคมหนึ่ง แต่พอสังคมเปลี่ยน จากคนที่เคยขึ้นชื่อว่าเก่ง อาจกลายเป็นที่โหล่รั้งท้ายในอีกสังคมหนึ่ง แล้วจากผู้แพ้ เราก็สามารถไต่กลับมาเป็นผู้ชนะได้เช่นกันถ้าพยายาม มันทำให้ผมเห็นสัจธรรมเรื่องความไม่แน่นอน ขณะเดียวกันก็ฝึกให้ใจสู้ หนังหนากับความล้มเหลวและอดทนต่อการดูถูก ซึ่งผมก็ได้มาช่วงเรียนไฮสคูลนี่แหละ คือพอรู้สึกว่าเป็นเอเชียนและคนไทยแค่ไม่กี่คน เราก็ไม่อยากแพ้ให้เสียชื่อประเทศ คือคิดเอาเองน่ะ ถ้าเก่งสู้เขาไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องพากเพียร กัดฟันสู้ทุกทาง ไม่ให้แพ้ใคร เรียนต้องดี กีฬาต้องเด่น ดนตรีต้องเก่ง เพื่อนต้องยอมรับ เราต้องสู้เพื่อปกป้องตัวเอง เอาตัวให้รอด

ดร.สันติธาร เสถียรไทย

แล้วอะไรที่ทำให้เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งสนใจด้านเศรษฐศาสตร์ จนถึงกับอยากเรียนต่อด้านนี้คะ

“ตอนที่ผมเรียน ม. ปลายอยู่ที่อังกฤษ เป็นช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง ผมเห็นเหตุการณ์หลายอย่างที่พลิกชีวิตคนไปเลย เช่น พ่อของเพื่อนที่ประสบความสำเร็จอยู่ดีๆ ก็มีหนี้สินล้นตัว บางคนล้มละลาย เดือดร้อนกันไปหมด เพื่อนหลายคนต้องกลับเมืองไทย เพราะที่บ้านส่งเรียนต่อไม่ได้แล้ว ส่วนประเทศไทยเองจากที่คนมองว่าจะเป็นเสือตัวที่ห้าของเอเชีย ก็กลายเป็นศูนย์กลางของปัญหา ทำให้ผมสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น จึงอยากลองเรียนด้านเศรษฐศาสตร์ เผื่อจะเข้าใจและหาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก จึงเลือกเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ตั้งแต่สมัยม. ปลาย พอเรียนแล้วชอบจึงตัดสินใจเข้ามหาวิทยาลัย LSE เพื่อเรียนสาขานี้ต่อ

การเรียนที่มหาวิทยาลัยระดับโลกด้านเศรษฐศาสตร์ เป็นอย่างไรคะ

“ผิดหวังนิดหน่อย เพราะเรียนเลขเยอะ ต้องแก้สูตรสมการ เจอตัวอักษรกรีกอะไรไม่รู้เต็มไปหมด คือผมทำได้นะ แต่ไม่ชอบ จึงเรียนจบมาแบบไม่ได้คำตอบเรื่องวิกฤติต้มยำกุ้งที่สงสัยเท่าไร มัวแต่ไปทำเลขซะเยอะ (หัวเราะ) ผมเลือกต่อปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง เพราะรู้แล้วว่าไม่รุ่งด้านการเงินและตัวเลข ส่วนเศรษฐศาสตร์การเมืองเรียนเพื่อดูว่า การเมืองมีผลต่อการขยับนโยบายทางเศรษฐกิจอย่างไร เพื่อจะได้วางนโยบายทางการเมืองให้ได้ตามหลักเศรษฐศาสตร์

“แต่พอกลับมาเมืองไทย ก็มาเป็นนักเศรษฐศาสตร์ ที่กระทรวงการคลัง อยู่ในหน่วยพิเศษที่ชื่อว่า สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง ทำงานคล้ายกับเป็นที่ปรึกษา ทำโปรเจ็คต์ให้กับหลายส่วนของรัฐ ทั้งกระทรวงคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตร ฯลฯ ที่ย้อนแย้งคือ ทุกโปรเจ็คท์เป็นเรื่องเกี่ยวกับระบบการเงิน (Finance) หมดเลย ทำให้จากที่ผมคิดว่าตัวเองไม่ถนัดด้านการเงินมาตลอด กลายเป็นสนุกขึ้นมาได้ เพราะเป็นการแก้ปัญหาเชิงนโยบายการเงินจริงๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมอยากหาคำตอบมาตลอด อย่างเรื่องมาตรการลดความเสี่ยงการเกิดวิกฤติที่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งในเอเชียไปจนถึงอเมริกา ช่วงนั้นไทยกำลังเจรจาเรื่องการเปิดเสรีการเงินกับ FTA – Free Trade Area (เขตการค้าเสรี) และอเมริกาด้วย ผมก็ต้องเข้าไปดูว่ามีประเด็นอะไรบ้างที่ทำให้อเมริกาอยากจะมาเปิดกับเรา ผมจึงได้ทำงานหลายอย่างที่ทำให้เข้าใจภาคการเงินมากขึ้น

ทำอยู่นานไหมคะ

“ทำได้สองปีก็ลาออกไปเรียนต่อครับ ความจริงก่อนมาทำงานที่กระทรวงการคลัง ผมสมัครเรียนต่อปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดไว้ แต่ไม่ได้ จึงมาทำงานก่อน ระหว่างนั้นก็ลองสมัครเรียนไปหลายที่ มีบางที่ตอบรับมาบ้าง แต่ยังไม่ตรงใจเสียทีเดียว แล้วเป็นจังหวะที่ผมกำลังสนุกกับงานอยู่จึงทำไปก่อน ปรากฏว่าวันหนึ่งฮาร์วาร์ดตอบรับมา แต่เป็นการเรียนปริญญาโท ผมจบจากอังกฤษ คิดว่าเรียนโทอีกใบที่อเมริกาก็ได้เพราะระบบไม่เหมือนกัน ประกอบกับเป็นฮาร์วาร์ดที่อยากเข้ามาแต่แรกและเคยผิดหวังมาแล้ว จึงตัดสินใจไป กับลึกๆ แล้วผมว่า ผมคงอยากไปเรียนในมหาวิทยาลัยเดียวกับที่คุณพ่อเคยจบปริญญาเอก ยังมีรูปที่คุณพ่อใส่ชุดครุยอุ้มผมอยู่เลย (ยิ้ม)

ประสบการณ์การเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกอย่างฮาร์วาร์ด เป็นอย่างไรบ้างคะ

“ความจริงก่อนไปเรียน มีคนเตือนผมเยอะว่า การแข่งขันสูงมากนะ ผู้คนก็หยิ่ง อาจารย์ก็ไม่ให้เวลา หลายคนไปเรียนแล้วไม่ชอบเลย ผมจึงเผื่อใจไว้เยอะ แต่พอได้เรียนจริงๆ แล้วกลายเป็นคลิกมาก ผมเรียนด้านรัฐประศาสนศาสตร์ด้านการพัฒนาระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่อยากเรียนจริงๆ คือเน้นโจทย์เรื่องการพัฒนาประเทศเลยว่า เราจะช่วยพัฒนาประเทศได้อย่างไร มีนักเรียนมาจากหลายประเทศทั่วโลก ได้เจอเพื่อนดีๆ เยอะเลย จากเดิมที่ผมเคยเรียนกลางๆ สมัยอยู่อังกฤษ แต่พอมาเรียนที่นี่กลายเป็นผมเก่งมากขึ้นมาเลย อาจเพราะมีประสบการณ์การทำงานมาบ้างแล้ว พอเราแฮปปี้ การเรียนจึงดีไปด้วย

“ผมว่าข้อดีของตอนที่ผมอยู่ฮาร์วาร์ด อย่างแรกเลยคือเพื่อน ผมกล้าพูดว่าผมได้เรียนรู้จากเพื่อนไม่แพ้การเรียนรู้จากอาจารย์ คือที่นั่นเน้นทำงานเป็นกลุ่ม แล้วเพื่อนๆ ในกลุ่มที่ผมอยู่ หลายคนเคยทำงานเป็นที่ปรึกษาในบริษัทใหญ่ๆ ระดับโลก มีผมคนเดียวที่เป็นที่ปรึกษาในภาครัฐ ผมจึงมีมุมมองไม่เหมือนคนอื่น เราจึงสนุกที่ได้แลกเปลี่ยนความคิดกัน แล้วเพื่อนก็สอนผมเยอะ ตั้งแต่เรื่องพื้นฐานอย่างการใช้โปรแกรม Excel อย่างไรให้ดี ไปจนถึงเรื่องแนวความคิดและการใช้ชีวิต เพื่อนคนหนึ่งเรียนโทมาด้วยกัน แล้วยังมาต่อปริญญาเอกด้วยกัน เขาคอยแนะนำตลอดว่าควรทำวิทยานิพนธ์หัวข้ออะไร ไปจนถึงเวลาทำงานว่าถ้ามีปัญหากับเจ้านายควรทำอย่างไร เรียกว่าช่วยชีวิตผมเหมือนพี่น้องเลย ปัจจุบันเขาเป็นรัฐมนตรีคลังของประเทศจอร์แดน

“อย่างที่สองคือ แม้เพื่อนจะดี การแข่งขันที่ฮาร์วาร์ดก็สูงจริง แต่ก็ทำให้ผมรู้ว่า คนเราสามารถร่วมมือกันและแข่งกันไปด้วยได้ การแข่งกันไม่ได้แปลว่า ต้องเกลียดกัน เราช่วยเหลือกันได้ แต่ต้องหาจุดแตกต่างของตัวเองให้เจอด้วย

ดร.สันติธาร เสถียรไทย

คิดว่าอะไรคือจุดเด่นที่ทำให้ ดร. ได้เข้าเรียนต่อปริญญาเอกที่ฮาร์วาร์ดคะ

“ผมว่าจุดแข็งของผมคือ mindset แบบผู้ท้าชิง ซึ่งผมได้มาตั้งแต่สมัยเปลี่ยนโรงเรียนบ่อยๆ ในวัยเด็ก ทำให้ไม่ค่อยกลัวความล้มเหลว กล้าลอง กล้าเสี่ยง แล้วผมก็เชื่อในคำพูดที่ว่า Luck is when opportunities meet preparation คือความโชคดี เกิดขึ้นเมื่อโอกาสมาเจอกับการเตรียมพร้อม แปลว่า เราต้องเตรียมพร้อมเสมอ ช่วงตอนเรียนปริญญาโท ผมทำงานพิเศษเป็นผู้ช่วยในการวิจัยของอาจารย์หลายๆ ท่านไปด้วย เพื่อเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ จากอาจารย์แต่ละท่าน

“ครั้งสำคัญที่สุดคือ ผมมีโอกาสได้เป็นผู้ช่วยวิจัยของอาจารย์ โจเซฟ สติกลิทซ์ (Joseph Stiglitz) ศาสตราจารย์สาขาเศรษฐศาสตร์ที่ได้รางวัลโนเบล ผู้เขียนตำราเศรษฐศาสตร์ที่ผมเรียน และเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่คอยช่วยประเทศกำลังพัฒนาด้วย ตอนแรกผมตื่นเต้นมากที่ได้เป็นผู้ช่วยท่าน แต่พอได้ทำงานจริง กลายเป็นว่าท่านยุ่งมากจนไม่ได้เจอกันเลย โดยท่านมอบหมายงานชิ้นหนึ่งไว้ให้ เล่าคร่าวๆ ว่า เป็นการใช้วิธีทางเศรษฐมิติแล้วนำมาทดสอบทฤษฎีนโยบายทางการเงินของท่านชุดหนึ่งกับข้อมูลจริง ซึ่งระหว่างทำงานชิ้นนั้น ผมเกิดคำถามมากมายว่า เรามาถูกทางหรือเปล่า จะปรึกษาท่านก็ไม่ได้เพราะท่านยุ่งมาก

“เพื่อนๆ บอกว่า ทำเท่าที่อาจารย์สั่งมาก็พอแล้ว ถ้าไปทำอะไรเพิ่มโดยอาจารย์ไม่ได้สั่ง จะกลายเป็นนอกลู่นอกทาง รอพบอาจารย์แล้วค่อยทำเพิ่มก็ได้ แต่ผมคิดแล้วไม่สบายใจ พอทำงานที่อาจารย์สั่งไว้เสร็จ จึงตั้งอีกโปรเจ็ทค์ขึ้นมาเอง เพื่อค้นคว้าหาข้อมูลนอกเหนือจากที่อาจารย์มอบหมาย ต้องศึกษาหาข้อมูลหนักมาก เพราะหลายเรื่องผมไม่คุ้นเคย ลองผิดลองถูกเอาเอง ไม่ก็ไปขอความรู้จากอาจารย์ดังๆ ในมหาวิทยาลัยอื่นๆ อีกหลายท่าน ผมทำไปโดยไม่รู้ว่าถูกหรือเปล่าด้วยซ้ำ แต่อยากลองทำดูก่อน

ผลเป็นอย่างไรคะ 

“พอใกล้ถึงวันเดตไลน์ที่ต้องจบการทำงาน บังเอิญอาจารย์สติกลิทซ์ว่างจึงนัดผมไปพบที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งในนิวยอร์ก ผมเครียดมากจนนอนไม่หลับทั้งคืน รีบมาที่ร้านแต่เช้า ยังหยิบเกลือใส่กาแฟแทนน้ำตาล (หัวเราะ) เลยต้องพรีเซนต์งานให้อาจารย์ฟังโดยไม่ได้ดื่มกาแฟ ซึ่งผลก็คือ งานที่สั่งให้ผมทำไว้ไม่ได้ออกมาดีอย่างที่คิด ท่านฟังแล้วก็เฉยๆ ตอนนั้นผมรู้สึกเลยว่า หมดแล้วชีวิต อุตส่าห์ทำแทบตาย กระทั่งอาจารย์ถามกลับมาว่า “มีอะไรอีกไหมที่ไปลองทำมา”

“ผมจึงหยิบแฟ้มอีกโปรเจ็คท์ที่ลองทำไว้ขึ้นมาเปิด ปรากฏว่าท่านชอบมาก บอกว่าที่ยูคิดมาดีกว่าที่สั่งไว้อีก และนั่นทำให้สิ่งที่อยู่ในแฟ้มนั้นกลายมาเป็นวิทยานิพนธ์ปริญญาโทของผม ในหัวข้อการเปิดเสรีทางการเงินจะช่วยให้ระบบธนาคารเรามั่นคงขึ้น หรือเปราะบางลง และวิทยานิพนธ์ชิ้นนั้นก็ได้รับรางวัลชนะเลิศวิทยานิพนธ์ยอดเยี่ยมของคณะที่ผมเรียนในฮาร์วาร์ด (Harvard Kennedy School) แล้วผมก็ใช้หัวข้อวิทยานิพนธ์นี้ในการสมัครปริญญาเอกต่อเลย กลายเป็นคนไทยคนแรกที่ได้เรียนปริญญาเอกที่ Kennedy School ของฮาร์วาร์ดพร้อมกับได้ทุนเต็มอีก 2 ทุน จากมหาวิทยาลัย เรียกว่างานชิ้นเดียวได้ใช้ยาวเลย ตั้งแต่ปริญญาโทไปจนถึงปริญญาเอก คุ้มมาก (ยิ้ม)

“สุดท้ายผมก็คว้าปริญญาเอกด้านนโยบายเศรษฐกิจมาได้ จำได้ว่าวันรับปริญญา คุณพ่อใส่ครุยที่เคยได้รับปริญญาเอกเมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว มาถ่ายรูปคู่กับผมที่ใส่ชุดครุยของฮาร์วาร์ดเหมือนกัน เป็นเรื่องที่ผมภูมิใจมากมาจนถึงทุกวันนี้เลยครับ (ยิ้ม) เรื่องนี้ทำให้ผมตระหนักว่า แม้หลายครั้งสิ่งที่เราพยายามทำไปจะดูเหมือนเหนื่อยเปล่าและใช้เวลายาวนาน แต่ในวันที่โอกาสมาถึง สิ่งที่เราทำไว้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทักษะ ความพยายาม ความอดทน การไม่ยอมแพ้ ทุกอย่างจะมารวมกัน ขึ้นอยู่กับว่าวันที่โอกาสเข้ามา เราพร้อมหรือเปล่า ถ้าเราพร้อม ความโชคดีก็จะเกิดขึ้น

เส้นทางการทำงานหลังเรียนจบปริญญาเอกจากรั้วฮาร์วาร์ดสดใสไหมคะ  

“ในกรณีผมคือตรงกันข้ามเลยครับ ผมคิดว่าบางครั้งพอเราเริ่มสมหวังหลายเรื่องติดๆ กัน ไม่เจอความล้มเหลว เราจะเริ่มยึดติดอยู่กับชัยชนะ และ comfort zone ของตัวเอง ตอนสมัครงานก็ไม่ตั้งใจ 100% สมัครไปหลายที่ แต่ไม่มีที่ไหนเรียกไปสัมภาษณ์เลย ส่วนหนึ่งเพราะผมไม่ได้สมัครทำงานที่องค์กรระหว่างประเทศอย่างที่คนจบปริญญาเอกส่วนใหญ่ชอบทำกัน แต่ผมเลือกงานภาคการเงินของเอกชน แบงค์ต่างชาติ ที่เขาไม่ได้ให้น้ำหนักกับปริญญาเอกที่จบมามากนัก

“การถูกปฏิเสธ จึงเหมือนการปลุกให้ผมตื่นขึ้นมารับรู้ความจริงว่า ไม่ใช่ว่าจบจากฮาร์วาร์ดแล้วทุกอย่างจะสวยงามอย่างที่ใครพูดกัน พอตั้งสติได้ ผมก็รีบกลับไปเป็นผู้ท้าชิงคนเก่า คราวนี้ผมตั้งเป้าเลยว่า ผมจะสมัครไปทุกที่ที่ผมสนใจโดยไม่แคร์ว่าจะโดนปฏิเสธ จำได้ว่าสมัครไป 30 กว่าที่ ถูกปฏิเสธอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง แต่ผมไม่สนใจ ก้มหน้าก้มตาสมัครไป ทำให้การถูกปฏิเสธเป็นเรื่องธรรมดา ทำไปจนหน้าด้านหน้าชา ไม่เขิน ไม่อาย ไม่เสียเซลฟ์อะไรทั้งนั้น

“กระทั่งธนาคารเครดิตสวิส ที่สิงคโปร์ เรียกผมไปสัมภาษณ์ แล้วก็หายไป ซึ่งแปลว่าไม่ได้งาน แต่ด้วยความที่ตอนนั้นอยู่ในโหมดหน้าด้านเต็มที่ (หัวเราะ) ผมจึงเขียนอีเมลไปหาคนที่สัมภาษณ์ผมว่า ไม่ได้ก็ไม่เป็นไรนะ แต่ช่วยตอบหน่อยว่าผลเป็นอย่างไร กลายเป็นเขาตอบกลับมาว่า ยูผ่านเข้าสัมภาษณ์รอบต่อไปนะ แต่เขาย้ายไปทำงานที่อื่นแล้ว เหมือนมีความผิดพลาดในการส่งต่อเรื่องของผมให้คนที่ทำต่อ เขาจึงช่วยประสานต่อให้จนมีการเรียกให้ผมไปสัมภาษณ์อีก 4 ครั้ง ในที่สุดก็ได้งานที่ธนาคารเครดิตสวิส

ทำงานที่ธนาคารเครดิตสวิส มีความท้าทายอะไรรออยู่บ้างคะ

“ผมเริ่มต้นจากการเป็นนักเศรษฐศาสตร์ระดับจูเนียร์ ดูแลเศรษฐกิจไทยกับเวียดนาม จากนั้นผมก็ค่อยๆ ไต่เต้าขึ้นมาเรื่อยๆ จนเป็น Chief Economist ผู้บริหารทีมที่ดูทั้งอาเซียน อินเดีย เกาหลีใต้ ไต้หวันและฮ่องกง ช่วงแรกของการทำงานที่นี่ ความท้าทายอยู่ที่เป็นการเปลี่ยนสายอาชีพของผม จากเดิมที่เคยทำงานภาครัฐ พอย้ายมาทำการเงินภาคเอกชนซึ่งต้องใช้ความเร็ว ประกอบกับภาคการเงินระหว่างประเทศจากแตกต่างจากไทยตรงที่มีการแข่งขันแก่งแย่งกันสูง เรียกว่าโหดพอสมควร ต้องปรับตัวเยอะ แต่ผมก็ได้เรียนรู้อะไรเยอะเหมือนกัน

“อย่างช่วงแรก ผมมีปัญหาเรื่องการนำเสนอ อาจเพราะผมติดอยู่กับวิชาการและตำรามากไป ทำให้ต้องกลับมาคิดว่า ทำอย่างไรให้คนฟังเรา ต้องขายไอเดียให้ได้ ทำอย่างไรจะพูดให้เข้าใจง่าย ก็ค่อยๆ ปรับไปจนดีขึ้น ถัดมาคือ การวิเคราะห์และทำนายเศรษฐกิจและตลาดการเงินว่าจะไปทิศทางไหน ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งที่มาคู่กับการพยากรณ์คือความผิดพลาด ผมเองก็เคยพลาด คือในวงการจะล้อกันว่า นักเศรษฐศาสตร์พยากรณ์ทำให้นักพยากรณ์อากาศดูดีไปเลย (หัวเราะ) เพราะเราผิดกันเป็นประจำ ขนาดตัวเลข GDP ในอดีตยังผิดเลย จะเอาอะไรกับการพยากรณ์อนาคต แต่ผิดแล้วทำอย่างไรให้ลุกขึ้นมาใหม่ได้ ก็คือต้องไม่ยึดติดกับสิ่งที่ผิด อย่าดื้อ ต้องรับฟังคนอื่นแล้วเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนให้เร็ว จะได้ข้ามมาฝั่งที่ถูกได้เร็วขึ้น

“แล้วด้วยความที่ หน้าที่ผมในการทำงานตลอดเกือบ 10 ปีคือการมองเทรนด์ในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร อะไรจะมา อะไรจะไป จะเก็บข้อมูลแบบไหน ทำให้ผมรู้จักมองต่าง หลายครั้งที่ผมมองเป็นคนละโลกกับคนอื่นเลย อย่างครั้งหนึ่งผมแข่งกับนักเศรษฐศาสตร์ระดับท็อปของอินโดนีเซีย ในการทำนายเศรษฐกิจของประเทศเขา ซึ่งความจริง ผมไม่มีทางรู้จักเศรษฐกิจของอินโดนีเซียดีไปกว่าคนประเทศเขาหรอก แต่เพราะมองจากภายนอก ทำให้ผมมีความเห็นแตกต่างและเป็นสิ่งที่เขาคาดไม่ถึง ประกอบกับผมมองอย่างไม่มีอคติ กลายเป็นว่าผมทายตลาดถูกอยู่คนเดียว จนกลายเป็นเอเชียคนเดียวที่ได้รางวัลพยากรณ์เศรษฐกิจยอดเยี่ยมของโลกของ Consensus Economics ติดกัน 3 ปีซ้อน

ดร.สันติธาร เสถียรไทย

ตอนนั้น ดร. ทำนายเรื่องอะไรคะ

“ช่วงนั้น โจโค วิโดโด เพิ่งเข้ามาเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของอินโดนีเซีย ผมฟันธงว่า เมื่อเขามาปุ๊บ เขาจะขึ้นราคาน้ำมันในประเทศอินโดนีเซีย แต่ทุกคนบอกเป็นไปไม่ได้ ที่ประธานาธิบดีที่เพิ่งเข้ามาได้เดือนสองเดือนแรกจะขึ้นราคาน้ำมันให้โดนด่า ประชาชนจะต้องโกรธมาก แต่ผมมองว่านั่นเป็นจังหวะทองเลย ที่เขาจะทำอะไรแบบนี้ได้ แล้วสุดท้ายเขาก็ขึ้นราคาน้ำมันจริงๆ ซึ่งสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจอินโดนีเซียทั้งหมด รวมทั้ง GDP และเงินเฟ้อด้วย คือรางวัลนี้จะมอบให้กับคนที่ทาย GDP กับเงินเฟ้อถูกต้องมากที่สุดตลอดปี ซึ่งผมทายถูกอยู่คนเดียว

งานที่เครดิตสวิสไปได้ดี แล้วอะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ ดร. ย้ายสายงานมาสู่ภาคเทคโนโลยีอย่างในปัจจุบันคะ

“มีหลายเหตุผลครับ จริงๆ ที่เราคุยกันมาตั้งแต่ต้น ล้วนแล้วแต่เกี่ยวโยงกับเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการมองเทรนด์อนาคตที่ผมทำมาตลอด ในฐานะนักวิเคราะห์ ผมเห็นแล้วว่าเทรนด์ที่มาแรงแน่ๆ คือดิจิทัล อย่างในอเมริกาก็มีบริษัทเทคโนโลยีเกิดขึ้นมากมาย ฝั่งจีนก็เริ่มมี Alibaba กับ Tencent แล้ว ผมมองว่าอีกไม่นานเทรนด์นี้จะต้องมาแรงในอาเซียนแน่นอน เพราะเป็นตลาดที่มีศักยภาพมาก นักลงทุนทุกคนรู้ดี เราคุยกันมานานแล้ว ผมจึงหาทางทำความรู้จักกับเทรนด์ดิจิทัลและเทคโนโลยีต่างๆ ให้มากขึ้น โดยการคุยกับบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ ของอาเซียน รวมถึง Sea ด้วย บังเอิญคุยกันถูกคอ ผมจึงแกล้งถามเขาว่า มีตำแหน่งนักเศรษฐศาสตร์ไหม เขาบอกว่าไม่มี แต่ถ้ายูสนใจ ทำไมไม่ลองเขียน Job Description ว่ามีหน้าที่อะไร ทำอะไรบ้าง ผมใช้เวลาอยู่ 2-3 สัปดาห์ในการเขียนรายละเอียดของตำแหน่งนี้ขึ้นมา ปรากฏเขาสนใจจึงให้ไปสัมภาษณ์ จนได้งานเป็น Group Chief Economist บริษัท Sea Limited ตำแหน่งที่ผมสร้างขึ้นมาเอง

การกระโดดจากภาคการเงิน ไปสู่ภาคเทคโนโลยีที่ทั้งใหม่และไม่คุ้นเคยนั้น ดร. ต้องถามและตอบอะไรตัวเองบ้าง จึงมั่นใจว่าตัดสินใจถูก

“ตอบตามตรงว่า ช่วงแรกผมก็ลังเล ถือเป็นการตัดสินใจที่ยากที่สุดเลย เพราะตอนนั้นงานเก่าก็กำลังไปได้ดี แถมสามปีที่แล้ว ภาคเทคโนโลยี โดยเฉพาะในอาเซียนก็ยังไม่โดดเด่นเท่าตอนนี้ หลายคนไม่เข้าใจว่า ผมจะย้ายจากภาคการเงิน ที่ได้ออก CNN, CNBC และ Bloomberg อยู่เป็นประจำ ไปทำบริษัทเกมทำไม คือยุคนั้น Sea ยังผลิตแค่เกม (ชื่อเดิมคือบริษัทการีน่า) ขนาดคุณปู่ผมที่ทำงานภาคการธนาคารมาก่อนก็ยังถาม คือท่านงงสุดๆ (หัวเราะ)

“แต่คำถามที่ทำให้ผมได้คำตอบในการตัดสินใจครั้งนั้น มาจากการดู Ted Talk มีใครคนหนึ่งพูดว่า เวลาที่ต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญในชีวิต อย่าคิดว่า ถูก หรือผิด แต่ต้องตอบให้ได้ว่า “คุณอยากเป็นคนแบบไหน” บังเอิญช่วงนั้น ผมเขียนหนังสือเรื่อง ‘Futuration เปลี่ยนปัจจุบัน ทันอนาคต’ เป็นหนังสือที่ผมในฐานะพ่อเขียนถึงลูกในอนาคตว่า โลกภายหน้าจะเปลี่ยนไปอย่างไร แล้วจะทำอย่างไรให้ปรับตัวได้ในโลกอนาคต สิ่งหนึ่งที่ผมเขียนในหนังสือคือ คนเราต้องกล้าเปลี่ยนแปลงจึงจะอยู่รอดได้ ผมจึงตั้งคำถามว่า หากผมต้องเขียนเรื่องราวชีวิตตัวเอง ผมอยากเป็นคนแบบไหน คำตอบคือ ผมอยากบอกลูกว่า ผมได้เดินตามสิ่งที่ผมเขียน คือคนเราต้องกล้าเปลี่ยนแปลง กล้าท้าทายความสามารถตัวเองและทำในสิ่งที่เรากระหาย สงสัยและพัฒนาตัวเอง และหากมองย้อนกลับไปในชีวิตที่ผ่านมา นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ผมผ่านการเปลี่ยนแปลงมาหลายครั้งแล้ว แค่ว่าครั้งก่อนๆ ยังไม่เท่าหนนี้ แต่ด้วยวัยสามสิบกว่า ผมยังพอลองและเสี่ยงได้ จึงอยากกล้าในสิ่งที่ตัวเองเชื่อและลองดู ซึ่งพอได้เข้ามาทำจริงๆ แล้ว ต้องบอกว่าเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดในชีวิตครั้งหนึ่งเลยครับ”

ความยากในการทำงานสายเทคโนโลยีคืออะไรคะ

“ที่ผมต้องปรับมากที่สุดคือเรื่ององค์ความรู้ เพราะพื้นฐานความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์การเงินที่ผมมีนั้นแทบไม่ได้ใช้เลย แต่ต้องมาเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีมากๆ ซึ่งยอมรับว่าก่อนนี้ ผมไม่ใช่สายเทคโนโลยี แต่ผมมองว่าความรู้นั้นหาเพิ่มเติมได้ ก่อนเข้ามาผมก็ทำการบ้านเต็มที่ และคอยเรียนรู้อยู่ตลอด แต่สิ่งที่ยากกว่าการหาความรู้ คือระบบการทำงานและการบริหารที่แตกต่าง ขนาดผมทำงานภาคการเงินที่เปลี่ยนแปลงเร็วแล้ว พอมาเจอความเร็วในภาคเทคโนโลยี มันเร็วสุดๆ จริงๆ ทั้งระบบ ทั้งการเติบโต อย่างก่อนเข้ามา ผมคาดการณ์ไว้แล้วว่าธุรกิจดิจิทัลในอาเซียนจะเติบโต แต่ที่คิดไปไม่ถึงคือ มันโตเร็วกว่าที่คิดไว้เยอะ ผมไม่คิดว่า Sea จะขยายตัวได้ก้าวกระโดดภายในเวลาแค่ 2-3 ปี จากวันแรกที่ผมมา Sea มีแค่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับไต้หวัน แต่วันนี้กลายเป็นระดับโลกไปแล้ว ขยายตัวไปในทั้งละตินอเมริกา อินเดีย และอีกหลายที่ ช่วงที่เข้ามาใหม่ๆ ผมจึงเหนื่อยมาก ทำงานจนล้าไปเลย

“อีกเรื่องที่ยากหน่อยคือ ตำแหน่งของผม ไม่เคยมีมาก่อนในบริษัท จะหาตัวอย่างก็ไม่มีอีก ความที่เป็นตำแหน่งที่ผมเขียนขึ้นมาเอง  ผมจึงต้องกำหนดกรอบเองว่า เราจะทำอะไร มีประโยชน์อะไรกับบริษัท จะเลือกคนแบบไหนมาทำงานด้วย จะขยายตัวอย่างไร ทำงานไปก็เก็บไปคิดตลอดเวลาว่า เราทำได้มากกว่านี้ไหม”

ถ้าต้องอธิบายกรอบการทำงานของ Group Chief Economist ล่ะคะ

“เป็นงานผู้บริหารจึงมีความหลากหลาย เวลาทำงานจะเป็นโปรเจ็ทค์เบส คือ ขึ้นอยู่กับว่ามีโปรเจ็คท์อะไรที่ต้องการให้ผมเข้าไปช่วยบ้าง บทบาทหลักๆ คือ หนึ่ง ทำวิจัยสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อให้คนเข้าใจวงการเศรษฐกิจดิจิทัล สตาร์ทอัพ และเทคโนโลยีมากขึ้น เพราะวงการนี้เปลี่ยนแปลงเร็วมาก แต่คนยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร  สองคือเป็นสะพานเชื่อมระหว่างภาคเอกชน ภาควิชาการและภาคนโยบายเข้าด้วยกัน เพราะทุกคนสำคัญหมด วิชาการก็สำคัญเพราะสร้างความเข้าใจและองค์ความรู้ เอกชนเป็นคนลงมือทำและผลักดันวงการให้เกิดขึ้น ภาคนโยบายเป็นคนวางกรอบและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ดังนั้นต้องมีความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

“ตัวอย่างงานที่ผมทำก็เช่น งานวิจัยแบบซีรีส์ที่ทำร่วมกับ World Economic Forum ซึ่งเป็นเจ้าในเรื่องอนาคตของอาชีพ ทักษะ 4.0 ว่าต้องมีอะไรบ้าง อาชีพอะไรจะหายไป อะไรที่ยังอยู่ โดยผมจะนำโจทย์เหล่านี้มาดูในอาเซียน รวมถึงเมืองไทยด้วย แล้วทำเป็นรายงานออกมาว่า คนไทยยังขาดทักษะด้านไหน เด่นด้านใดอยากทำอาชีพอะไร อนาคตของการเรียนรู้ควรเป็นอย่างไร แล้วปรับเรื่องเหล่านี้ให้เข้ากับของอาเซียน ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมสนใจอยู่แล้ว โดยเฉพาะในเรื่องการศึกษาและการพัฒนาทักษะของคน พัฒนาให้ทุกคนเข้าถึงเทคโนโลยีดิติทัลให้มากที่สุดและให้คนเตรียมพร้อมกับโลกที่จะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วและมากที่สุด

“ซึ่งสิ่งที่ผมทำนั้นอาจดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกับผลกำไรของบริษัทในระยะสั้น แต่ผมเชื่อว่า หากเราทำให้ธุรกิจดิจิทัลขยายตัวได้ สุดท้ายก็จะกลับไปสู่ผลกำไรของบริษัท ความที่ Sea เป็นผู้บุกเบิกเทคโนโลยีดิจิทัลในอาเชียน คู่แข่งของเราจึงไม่ใช่บริษัทอื่น แต่เป็นปัญหาที่ว่า ยังมีคนกลุ่มใหญ่ที่ยังเข้าไม่ถึงอินเตอร์เน็ต ใช้ดิจิทัลไม่เป็น ขาดความเข้าใจ คนที่เก่งด้านนี้ไม่มากพอทำ AI หรือ big data ได้ กฎกติกาต่างๆ ยังไม่เอื้อกับการเติบโต ดังนั้น ถ้าเราแก้ปัญหาพวกนี้ให้อุตสาหกรรมดิจิทัลและเศรษฐกิจดิจิทัลโดยรวมได้ ก็แปลว่าเราสามารถสร้างระบบนิเวศน์ที่ดีขึ้น ก็จะทำให้บริษัทเติบโตไปกับอุตสาหกรรมไปด้วย ดังนั้นสิ่งที่ผมทำจึงเกี่ยวกับการเติบโตของบริษัทในระยะยาว

ดร.สันติธาร เสถียรไทย

ในภาพรวม เมืองไทยอยู่ตรงไหนของเศรษฐกิจดิจิทัลคะ

“ถ้าพูดเรื่องนี้ น่าจะต้องทำอีกคอลัมน์หนึ่งนะครับ (หัวเราะ) ประเทศเรามีทั้งจุดดีและจุดด้อย จุดดีคือเศรษฐกิจดิจิทัลของเราอย่าง อีคอมเมิร์ส ฟินเทค ธุรกิจจัดส่งดิลิเวอรี่ โลจิสติกส์ ฯลฯ โตเร็วมาก และยังมีแนวโน้มโตได้อีกมหาศาล โดยหากเทียบกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียน เรามีรายได้ต่อหัวสูงระดับหนึ่ง คือไม่สูงเท่าสิงคโปร์ แต่สูงกว่าอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ดังนั้นเราจึงมีกำลังซื้อดีกว่า โครงสร้างพื้นฐานเราก็ดีกว่าเพราะประเทศเราเป็นที่ราบต่อกันไป ขณะที่อินโดฯ และฟิลิปปินส์มีเกาะเป็นหมื่นๆ สัญญาณอินเตอร์เน็ตเราก็ดีกว่า ขนาดของประเทศและประชากรของเราก็ไม่แย่ คือใหญ่กว่ามาเลย์และสิงคโปร์ นี่คือพื้นฐานที่ทำให้เศรษฐกิจดิจิทัลเราโตได้ดี

“ในทางกลับกัน ความที่เราดีกลางๆ จึงกลายเป็นข้อเสียที่ทำให้เราดีไม่สุด หลายคนมีคำถามว่า ว่าในขณะที่ประเทศต่างๆ ในอาเซียน มีสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์น (มีมูลค่ามากกว่าพันล้านเหรียญ) กันหมดแล้ว ทำไมไทยจึงเป็นประเทศเดียวที่ยังไม่มี ผมว่ายังไม่มีใครรู้คำตอบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าอิงจากข้อมูลที่ผมได้ยินบ่อยที่สุดคือ เพราะไทยอยู่ตรงกลางนี่แหละ

“ยกตัวอย่าง อินโดนีเซีย มียูนิคอร์นหลายตัวเพราะประเทศใหญ่มาก มีประชากรกว่า 200 ล้านคน เวลาที่คิดจะทำแอ็พลิเคชั่นอะไร เขาต้องทำให้ตอบโจทย์ตลาดขนาดใหญ่ มูลค่าที่ออกมาจึงเป็นยูนิคอร์นได้ไม่ยาก หันมาดูสิงคโปร์ ซึ่งเป็นสุดซอยอีกด้าน คือประเทศเล็กมาก ถ้าทำในตลาดสิงคโปร์อย่างเดียวคงไปไม่รอด สตาร์ทอัพของเขาจึงต้องทำอย่างน้อยในระดับภูมิภาค หรือระดับโลกไปเลย โดยเขาไม่สนใจว่าสตาร์ทอัพในสิงคโปร์จะเป็นสัญชาติอะไร  ไม่ต้องเป็นคนสิงคโปร์ก็ได้ คือเขาตั้งใจเป็นผืนดินที่ดีที่สุด แล้วดึงต้นไม้หลากหลายสายพันธุ์ให้มาปลูกในพื้นที่ โดยสร้างระบบนิเวศน์ที่ดีที่สุดเพื่อให้ต้นไม้นั้นงอกงาม พอต่างชาติมาตั้งสตาร์ทอัพในสิงคโปร์ ไม่นานสตาร์ทอัพเหล่านั้นก็กลายเป็นบริษัทเทคฯ ขนาดใหญ่ บริษัทพวกนี้ก็จะจ้างคนสิงคโปร์เก่งๆ ให้ไปทำงานด้วย คนเหล่านั้นจึงได้เรียนรู้อะไรมากมาย สุดท้ายคนสิงคโปร์กลุ่มนี้ก็ออกไปทำสตาร์ทอัพของตัวเองต่อ กลายเป็นสตาร์ทอัพรุ่น 2-3-4 ต่อไป นี่คือโมเดลของสิงคโปร์ ที่ประสบความสำเร็จมากในการสร้างเทคฯ โดยใช้เวลาแค่ 5 ปี

“หันกลับมาดูสตาร์ทอัพของไทยที่อยู่ตรงกลาง ตลาดเราไม่ได้เล็กจนถูกบีบให้คิดเหมือนสิงคโปร์ เราจึงคิดว่า 60 กว่าล้านคนก็พออยู่ได้แล้ว ขณะเดียวกันเราก็ไม่ได้ใหญ่ขนาดอินโดนีเซีย ชนิดทำทีเดียวก็ใหญ่เลย เราจึงไปไม่ถึงระดับโกลบอล หลายครั้งที่มีนักลงทุนมาบ่นให้ผมฟังว่า สตาร์ทอัพคนไทยเก่งมากเลย แต่ไม่ยอมออกไปนอกประเทศ คิดว่าจะขยายในประเทศให้ดีก่อนแล้วค่อยคิดถึงต่างประเทศ แต่นักลงทุนบอกว่า ไม่ได้ ยูต้องคิดถึงต่างประเทศตั้งแต่วันแรก ต้องให้ขนาดตลาดใหญ่พอ อย่างน้อยต้องในอาเซียน เพราะฉะนั้นเราขาด global mindset ของสิงคโปร์ และไม่ได้มีตลาดใหญ่กว่าอินโดฯ จึงยังอยู่ตรงกลาง ไม่แย่ แต่ยังไปไม่ถึงจุดที่ดี ผมก็หวังว่าวันหนึ่งเราจะไปถึง

ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ที่ชนะรางวัลพยากรณ์เศรษฐกิจยอดเยี่ยมระดับโลก 3 ปีซ้อน ดร. มองว่า ธีมใหม่ที่จะเข้ามามีบทบาทในอนาคตคืออะไรคะ

“คงเป็นธีม 5D ที่ผมขอย้ำว่าสำคัญมาก D แรก คือ Dept หรือหนี้ทั่วโลกซึ่งสูงขึ้นมากหลังโควิด และจะมีผลต่อเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างมหาศาล ทำให้ประเทศพัฒนาแล้วและในเอเชียมีปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ต้องแก้ต่อไปอีก, D ที่สองคือ Divided หรือความเหลื่อมล้ำ ต้องบอกว่าวิกฤติโควิดต่างจากวิกฤติทางเศรษฐกิจที่ผ่านๆ มาตรงที่ คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือกลุ่มคนที่เปราะบาง สายป่านสั้น อย่างบรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่หาเช้ากินค่ำ คนที่ไม่ได้อยู่ในประกันสังคม คนขับแท็กซี่-มอเตอร์ไซค์ กลุ่มที่เป็นคนหมู่มากของประเทศจะโดนหนัก คนจะจมหนี้ ไม่มีรายได้ การท่องเที่ยวก็ตก SME เปราะบางมีปัญหา ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำมากกว่าเดิม

D ที่สามคือ Divergence หมายถึงขั้วเศรษฐกิจตะวันตกกับตะวันออกจะฉีกออกจากกัน เราอยู่ในยุคที่อำนาจเศรษฐกิจทางตะวันตกเสื่อมลง แต่เศรษฐกิจฝั่งเอเชียกำลังผงาด ไม่ว่าจะเป็นจีน อินเดีย รวมถึงอาเซียนที่มาแรงมาก สิ่งนี้จะเปลี่ยนทั้งโลกเลย ต่อไปเราจะไม่ส่งลูกไปเรียนอเมริกาแล้ว แต่จะส่งไปเรียนในเอเชียแทน ผู้คนจะอยากมาทำงานในเอเชีย, D ที่สี่คือ Digitalization คนจะใช้ดิจิทัลมากขึ้น เพราะโควิดผลักให้คนใช้ และจะแรงมากขึ้นอีกหลังโควิด ดิจิทัลจะอยู่กับเราไปตลอด แล้วเปลี่ยนการทำธุรกิจ การเรียนและทุกอย่างไปเลย อีกหน่อยออนไลน์จะอยู่ในทุกส่วนของชีวิตคน, D สุดท้ายคือ Degradation การเสื่อมสภาพของสิ่งแวดล้อม โลกและธุรกิจใหม่ๆ กำลังให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ในอนาคตจะมี Green Economy มากขึ้น ธีมเหล่านี้คืออนาคตที่โยงกันอยู่และจะอยู่กับเราไปอีกนานครับ

แล้วทักษะสำคัญที่ต้องมีเพื่อปรับตัวให้รอดในโลกอนาคตคืออะไรบ้างคะ

“ต้องยอมรับว่าอนาคตมีความไม่แน่นอนสูง อาชีพอะไรที่คิดว่าจะฮ็อตแน่ๆ อีก 5 ปี ข้างหน้า อาจจะไม่ฮ็อตแล้วก็ได้ ดังนั้นผมแนะนำว่าอย่าโฟกัสที่อาชีพ หรืออุตสาหกรรม เพราะเก็งยาก ที่พอเก็งได้คือทักษะ 4 กลุ่มที่ควรมีในอนาคต กลุ่มแรกคือ ทักษะดิจิทัล เพราะกระแสมาแรงมาก เราจำเป็นต้องใช้ดิจิทัลให้เป็น ไม่ว่าจะขายของ e-commerce, การเงินออนไลน์, การสอน หรือเรียนออนไลน์ เหล่านี้คือทักษะพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้อยู่รอด ยิ่งถ้าทำพวก Big Data, AI หรือโค้ดดิ้ง (การเขียนโค้ดสั่งงานคอมพิวเตอร์) ได้ จะเป็นที่ต้องการมาก ค่าตัวสูง คนแย่งกันเยอะ

“สองคือ ทักษะความเป็นมนุษย์ที่เทคโนโลยีมาแทนที่ได้ยาก เช่น ความเข้าอกเข้าใจ ความคิดสร้างสรรค์ คิดนอกกรอบ นวัตกรรม หรือ soft skill ที่ปัญญาประดิษฐ์คิดแทนเราไม่ได้ง่ายๆ สาม คือ growth mindset หมายถึง การที่เราล้มแล้วลุกและเรียนรู้ต่อไปเพื่อทำให้ดีขึ้นได้ นี่เป็นสิ่งสำคัญมากในอนาคต เพราะไม่ว่าเราจะเจอความผิดหวัง ผิดพลาดหรือล้มเหลวในรูปแบบไหน จะต้องเปลี่ยนสายงานหรือได้ที่โหล่จากการทำอะไร เราจะไม่เป็นไร แต่พร้อมจะทำใหม่ให้ดีกว่าเดิมต่อไป

“สุดท้ายคือ ความเป็นผู้นำ มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ไม่ว่าจะเราจะมีทัศนคติที่ดี มีความคิดสร้างสรรค์หรือทักษะทางดิจิทัลแค่ไหน สังคมไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเราคนเดียว อย่างที่ผมเล่าว่า ผมเก่งเพราะมีเพื่อนอยู่ด้วย เพื่อนผมสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยให้เราคุยกันได้ เสริมกันได้ ความเป็นผู้นำคือสามารถดึงคนทั้งกลุ่มให้เก่งไปด้วยกัน ซึ่งดีกว่าเก่งคนเดียว ทักษะนี้จึงสำคัญมากในการทำงานเป็นทีมและนำพาสังคมให้รอดไปด้วยกัน

ถ้าในแง่การทำงาน คุณสมบัติอะไรที่ ดร. ต้นสนมองหาในผู้ร่วมงานคะ

“คนที่มีครบทั้งธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ เหมือนฮวงจุ้ยครับ (หัวเราะ) คำอธิบายคือ ลม เหมือนความรู้ที่อยู่รอบตัวเรา ผมชอบคนที่มีความอยากรู้อยากเห็น กระหายที่จะเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง ส่วน ไฟ หมายถึง มีไฟในการทำงาน คอยหาไอเดียและหางานมาเสนอได้โดยไม่ต้องรอให้สั่ง สามคือ น้ำ หรือความสามารถในการปรับตัวเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะบริษัทเทคฯ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แม้แต่ตัวผมเองก็เป็นแบบนั้น แป๊บๆ เดี๋ยวผมก็เปลี่ยนใหม่แล้ว ดังนั้นคนที่จะมาทำงานกับผมต้องเปลี่ยนและปรับตัวได้เร็ว สุดท้าย ดิน หมายถึงติดดิน ซึ่งเป็น core value ของบริษัท และผมเองก็เป็น คือต้องรู้จักถ่อมตัว ติดดิน ไม่คิดว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่น ทำให้เราเปิดรับความรู้ใหม่ๆ เมื่อถึงเวลาผิดพลาดก็จะรู้ตัวเร็วมาก

เวลาทำงาน ดร. เป็นผู้นำแบบไหนคะ

“ผมทำงานเร็ว และชอบทำงานแบบทีมเวิร์ค อย่างที่บอกว่า ถ้ามีทีมดี เคารพกันและพูดกันตรงๆ ได้ งานจะไปได้ดีมาก และการทำงานแบบทีมจะมีประสิทธิภาพกว่าการทำงานคนเดียว ผมจึงให้ความสำคัญกับการลงทุนสร้างทีมค่อนข้างมาก ซึ่งยากเหมือนกันนะ กว่าจะดึงความสามารถของแต่ละคนออกมาได้ ต้องใช้เวลาพอสมควร

“โดยผมจะบริหารทีมแบบสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย”ให้คนในทีม คือ ลูกน้องสามารถแย้งและสอนผมได้ตลอด ผมเปิดรับหมด ทุกคนสามารถเสนอความคิดได้ บางทีก็คุยกันเรื่อง ทิศทางของทีม เพราะผมอยากให้ทุกคนในทีมเติบโตไปด้วยกันจึงอยากให้เขามีส่วนร่วม ผมชอบให้มีความคิดเห็นแตกต่างกันในทีม บางครั้งเถียงกันจนไม่ยอมลงให้กันก็มี แต่ถ้าตัดสินใจแล้วผมก็จะทำงานเร็วเลย แต่ยืดหยุ่น ถ้างานเสร็จคือจบ จะอยู่ออฟฟิศดึก หรือจะกลับเร็วก็ได้ ผมไม่สนใจรูปแบบการทำงานเท่าไร แค่ต้องทำได้ตามเป้า

ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับดร. คืออะไรคะ

“ผมว่าการลงทุนในตัวคนสำคัญที่สุด อย่างแรกคือการลงทุนเพื่อพัฒนาตัวเอง อย่างที่ผมบอกว่า สำคัญที่สุดคือ growth mindset เพราะไม่ใช่ทักษะที่ติดตัวมาแต่เกิด แต่เป็นสิ่งที่สามารถสร้างได้ เหมือนกล้ามเนื้อที่ต้องฝึก โดยต้องตั้งใจและใช้เวลาพอสมควรในการสร้าง อย่างที่เล่าว่าตอนจบปริญญาเอกมาใหม่ๆ แล้วโดนปฏิเสธงาน พอไม่ได้ผิดหวังบ่อยๆ กล้ามเนื้อส่วน Growth mindset ก็เริ่มอ่อนแอ จึงต้องพาตัวเองออกนอกคอมฟอร์ตโซน ลองทำอะไรที่ไม่เคยทำเพื่อให้ล้มเหลวบ้าง จะช่วยฝึกวิธีคิดในการรับมือกับความผิดหวังได้

“สองคือ การลงทุนกับคนรอบตัว ผมคิดว่าคนเราประสบความสำเร็จได้ ส่วนหนึ่งมาจากการมีครอบครัวและคนรอบตัวที่ดี คอยช่วยเหลือเป็นกระจกสะท้อนให้เราคิดได้ ถ้ามีเพื่อนที่ชมอย่างเดียว เราจะพลาดง่าย เพราะจะยึดติดกับความสำเร็จและดีที่สุดตลอด แต่ถ้ามีเพื่อนหรือคนรอบตัวที่พูดความจริงว่า ทำแบบนี้ไม่ใช่แล้ว ก็จะคอยเตือนสติไม่ให้เราผิดไปไกล หรือเวลาเราล้ม เขาจะคอยอยู่ช่วยเหลือเรา

ดร.สันติธาร เสถียรไทย

พูดถึงครอบครัว ขอถามถึงภรรยาบ้างนะคะ

“ปัจจุบันภรรยาและลูกย้ายมาอยู่สิงคโปร์ด้วยกันหมด ผมเจอภรรยา (คุณเอย-ชนาทิพ เสถียรไทย) ที่บอสตัน ตอนผมเรียนปริญญาเอกอยู่ ส่วนเขาเรียนที่ Boston University ได้เจอกันตอนที่ผมเล่นดนตรีในงานหนึ่ง พอดีผมเป็นเพื่อนของเพื่อนเขาจึงได้คุยกันและคบกันมาตั้งแต่ตอนนั้น ถึงได้บอกว่าเป็นปริญญาเอกที่ผมแฮปปี้มาก เพราะได้ทั้งปริญญาและเจอภรรยาด้วย (หัวเราะ) พอเรียนจบ ผมก็ย้ายมาทำงานที่สิงคโปร์ก่อน ส่วนเขายังอยู่ต่อที่อเมริกา กระทั่งเขาย้ายกลับมาเมืองไทย จึงค่อยใกล้กันหน่อย แล้วจึงได้แต่งงานกัน

“เราเป็นคู่สามีภรรยาที่ไม่ได้ตัวติดกันตลอดเวลา มีอิสระและโลกส่วนตัวพอสมควร มีกลุ่มเพื่อนของตัวเอง มีเวลาทำอะไรของตัวเอง แต่เขามีความอบอุ่นและให้กำลังใจผมได้ดี ไม่เคยกดดันว่าผมต้องทำแบบนั้นแบบนี้ อย่างตอนที่ผมกำลังจะตัดสินใจย้ายมาทำงานที่ Sea ช่วงนั้นผมแต่งงานมีลูกแล้ว และมีภาระค่าใช้จ่ายพอสมควร ทั้งค่าเช่าบ้าน ค่ารถและค่าเล่าเรียนลูกที่สิงคโปร์ ผมก็เครียดว่า ถ้าเปลี่ยนงานแล้วไม่เวิร์คจะทำอย่างไร เขาบอกว่าไม่เป็นไร ย้ายบ้านให้ค่าเช่าถูกลงก็ได้ จะขายรถก็ได้ ขอให้ผมเลือกในสิ่งที่ใช่เถอะ อย่างอื่นค่อยมาปรับแต่งกัน ก็ทำให้ผมสบายใจขึ้นมาก

“ส่วนเรื่องลูกและเรื่องภายในบ้าน ภรรยาผมจะดูแลเป็นหลัก เขาเป็นแม่บ้าน แต่จะช่วยกันดูถ้าเป็นเรื่องการตัดสินใจใหญ่ๆ เช่น โรงเรียนลูก ผมว่าข้อดีของผมกับภรรยาคือ เราคิดต่างกันมาก คือผมจะคิดอะไรเป็นระบบ ส่วนภรรยาจะคิดโดยสัญชาตญาณระดับหนึ่ง เลยกลายเป็นว่าเราช่วยเสริมกันและกันได้ดี

บ้านนี้มีแนวทางในการเลี้ยงลูกอย่างไรคะ

“บ้านเราเชื่อว่า ไม่มีสูตรสำเร็จในการเลี้ยงลูกครับ เพราะเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน ลูกชายสองคน คือต้นไม้ (สิฑา เสถียรไทย) และ ต้นหม่อน (สิฬา เสถียรไทย) ไม่เหมือนกันเลย อะไรที่เคยใช้กับคนหนึ่งได้ ไม่สามารถนำมาใช้กับอีกคน  ผมจึงระวังมากที่จะไม่ตีตรา หรือใส่ยี่ห้อให้ลูกเร็วเกินไป เช่น เห็นลูกเป็นแบบนี้ ต้องชอบหรือเก่งด้านนี้ โตขึ้นมาเป็นทนายแน่ๆ ผมและภรรยาพยายามจะไม่ทำแบบนั้น ซึ่งยากสำหรับพ่อแม่นะ ต้องคอยเตือนตัวเองตลอดว่าอย่าเผลอเข้าไปยุ่ง ผมมองว่า เด็กยังเปลี่ยนแปลงได้ตลอด แค่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนนิดหน่อยก็ดึงศักยภาพใหม่ๆ ออกมาได้แล้ว เราจึงไม่ควรไปเขียนแผนที่ให้เขา ผมเลี้ยงลูกเหมือนบริหารบริษัท คือดูและทำไปตามข้อมูลที่เห็นแล้วเสริมให้ดีที่สุดในแบบของเขา ถ้าทำแล้วไม่เวิร์คก็เปลี่ยนวิธี สุดท้ายแล้ว ผมอยากให้ลูกผมมีแค่ 3 อย่าง คือ เอาตัวรอดได้ จะอยู่ที่ไหน ประเทศอะไร สถานะไหน ก็เข้มแข็งและปรับตัวได้ สองคือ อยากให้เขาเป็นคนดี ไม่เอาเปรียบใครหรือทำให้ใครเดือดร้อน  สามคือ อยากให้เขามีความสุข แค่นี้แหละ ส่วนเขาอยากจะเป็นอะไรก็ตามใจ

สุดท้าย แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตของดร. คืออะไรคะ และหากมีคนรุ่นใหม่มาขอสูตรความสำเร็จรอบด้านแบบ ดร. สันติธาร จะแนะนำว่าอย่างไร

“ผมว่าแรงบันดาลใจเป็นเรื่องที่หาได้จากคนรอบตัว ไม่จำเป็นต้องเป็นคนประสบความสำเร็จหรือคนดังเท่านั้น แน่นอนว่า ผมมีทั้งคุณพ่อคุณแม่ คุณปู่ คุณย่า เป็นแรงบันดาลใจ ในขณะเดียวกัน เพื่อนๆ ลูกน้อง หรือเรื่องราวจาก Ted Talk ก็เป็นแรงบันดาลใจให้ผมได้เหมือนกัน เพราะแต่ละเรื่องล้วนมีเรื่องราวไม่เหมือนกัน สำหรับผมแรงบันดาลใจจึงหาได้จากทุกคน ทุกที่ ทุกเวลา

“ส่วนสูตรสำเร็จนั้น ผมคงไม่มีให้ แต่ผมคิดว่าทักษะทั้งหมดที่ผมพูดถึงนั้นสำคัญมาก ผมดีใจและคิดว่าตัวเองโชคดีที่ได้เดินทางผ่านช่วงเวลาที่ได้สร้างทักษะด้าน growth mindset ให้ตัวเอง มองตัวเองเป็นผู้ท้าชิงตลอดเวลา ทำให้ไม่กลัวความล้มเหลว กล้าที่จะลองทำสิ่งใหม่ๆ ทำให้ได้เรียนรู้และคอยปรับตัวไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด การมี growth mindset จะเป็นประโยชน์กับตัวเรา แต่อย่าลืมลงทุนในคนรอบข้างของเราด้วย ต้องรู้จักหาและสร้างเพื่อนที่ดี ครอบครัวที่ดี และสังคมที่ดีด้วย ส่วนจะสร้างอย่างไร แต่ละคนคงต้องหาวิธีเอาเอง”


ที่มา : นิตยสารแพรว ฉบับ 969

K-ATECH

บลจ.กสิกรไทย ส่ง K-ATECH กองทุนหุ้นเทคเอเชีย ลุยทำกำไรตามเทรนด์โลก

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด (บลจ.กสิกรไทย) จัดตั้ง กองทุนเปิดเค เอเชีย เทคโนโลยี หุ้นทุน (K-ATECH) ที่มีนโยบายลงทุนผ่านกองทุนหลัก JPMorgan Pacific Technology – Class C (acc) – USD เน้นลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีทั่วเอเชียครอบคลุมทั้งจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ใน 5 ธีมหลักที่มีแนวโน้มเติบโตในอนาคต ได้แก่ 1) ธุรกิจอีคอมเมิร์ชและสื่อออนไลน์ 2) ธุรกิจเกมออนไลน์ 3) ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิกส์ 4) ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนสมาร์ทโฟน และ 5) ธุรกิจหุ่นยนต์อุตสาหกรรม ทั้งนี้ หลังจากที่กองทุนได้เปิดเสนอขายครั้งแรก (IPO) ในระหว่างวันที่ 1-7 เม.ย.ที่ผ่านมา ก็ได้รับความสนใจจากผู้ลงทุนเป็นจำนวนมาก และสามารถระดมทุนได้สูงกว่า 1,200 ล้านบาท

ผู้จัดการกองทุนหลักมีความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์และคาดการณ์เทรนด์เทคโนโลยีที่กำลังจะมาถึงในอนาคต โดยนับตั้งแต่จัดตั้งกองทุนเมื่อปีพ.ศ. 2540 กองทุนหลักได้คัดสรรหุ้นเทคที่มีความน่าสนใจก่อนที่จะได้รับความนิยมและกลายมาเป็นบริษัทชั้นนำระดับโลกไม่ว่าจะเป็น TSMC, Keyence, Tencent และ Alibaba นอกจากนี้ ยังสามารถสร้างผลการดำเนินงานได้อย่างโดดเด่นติดอันดับ 1 ใน 10 จากกองทุนหุ้นเทคทั้งหมด 221 กองทุนทั่วโลก โดยมีผลการดำเนินงานย้อนหลัง 1 ปีอยู่ที่ 97.46% อย่างไรก็ดี กองทุน K-ATECH เน้นลงทุนในหุ้นบริษัทเทคที่มีผู้ใช้งานทั่วโลกไม่เฉพะแต่คนเอเชีย อาทิ Sumsung บริษัทผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์, Nintendo ผู้คิดค้นเกม Mario และผู้ผลิต Game Boy รวมถึง Nintendo Switch, SEA เจ้าของเกม ROV, Shopee และ Shopeepay, TSMC บริษัทผลิตชิปรายใหญ่ของโลก และ Bilibili บริษัทสตรีมมิ่งเกมส์และวิดีโอ” นายนาวินกล่าว

ทั้งนี้ เอเชียถือเป็นแหล่งนวัตกรรมทางเทคโนโลยีของโลก นำโดยจีนที่ทุ่มงบประมาณด้านการค้นคว้าวิจัย (R&D) ไม่ต่ำกว่า 7% ต่อปี และมีเป้าชัดเจนในการจะเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมของโลก ความน่าสนใจของหุ้นเทคโนโลยีเอเชียอยู่ที่ การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งสะท้อนได้จากจำนวนสิทธิบัตรในจีนและญี่ปุ่นรวมกันแซงหน้าสหรัฐฯ ถึง 3 เท่า หรือ คิดเป็นสัดส่วน 40-50% ของจำนวนทั้งหมดในโลก นอกจากนี้ ยังมีจำนวนผู้บริโภคที่มีกำลังซื้ออยู่อย่างมหาศาล ทำให้มีโอกาสเติบโตได้อีกมาก ดังนั้น หุ้นเทคเอเชียจึงมีความน่าสนใจ เนื่องจากมีมูลค่าที่ถูกกว่าหุ้นเทคสหรัฐฯค่อนข้างมาก ในขณะที่มีอัตราการเติบโตของกำไรที่สูงกว่า

ในช่วงที่ผ่านมาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมีการปรับตัวลดลงจากความกังวลต่อการปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ซึ่ง บลจ.กสิกรไทย มองว่าเป็นเพียงปัจจัยกดดันในระยะสั้น โดยหุ้นกลุ่มดังกล่าวยังคงมีปัจจัยสนับสนุนต่อการเข้าลงทุนที่ไม่เปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ดี ในขณะที่ราคาหุ้นปรับตัวลงถือเป็นจังหวะให้ทยอยเข้าลงทุนเพื่อโอกาสทำกำไรในระยะยาว

ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน • ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวมมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต • การลงทุนในหุ้นต่างประเทศอาจมีความผันผวนตามสภาวะตลาดและค่าเงิน • กองทุนป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน • เนื่องจากกองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้

‘วันอังคาร ไม่ใช่วันของคุณ มีดวงแย่งชิง แต่คุณจะแพ้’ ดูดวงรายวัน 11 พฤษภาคม 2564

ดูดวงรายวัน 11 พฤษภาคม 2564 #หมอปุ้ยพยากรณ์ เช็กทุกวัน เป๊ะปังทุกดวง ทั้งการงาน การเงิน ความรัก และสุขภาพ

‘วันอังคาร ไม่ใช่วันของคุณ มีดวงแย่งชิง แต่คุณจะแพ้’

ดูดวงรายวัน 11 พฤษภาคม 2564

ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์

การงาน  : มีความเป็นศิลปินอยู่ในตัว จึงเหมาะกับงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานโฆษณา ประชาสัมพันธ์ งานในวงการบันเทิง งานศิลปะ ดีไซเนอร์ ฯลฯ  ซึ่งคุณเป็นประเภทหากตั้งใจอะไรแล้ว ใครก็ขวางคุณไม่ได้ มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดความขัดแย้งระหว่างเพื่อนร่วมงาน โดยเฉพาะถูกทรยศหักหลัง  มีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาขึ้นอย่างกะทันหัน ดังนั้น คุณควรมีสติ อดทน และรอคอย ไม่ควรใจร้อน วู่วาม เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายมากมายขึ้นในภายหลัง

การเงิน  :  ใช้จ่ายเงินอย่างมีความสุขจนกลายเป็นติดขัด ต้องหมุนเงินตัวเป็นเกลียวนะคะ จึงควรประหยัดเสียตั้งแต่วันนี้

ความรัก :  คุณมีความสุขกับการมีอิสระเสรี ไร้การบังคับ ข่มขืนจิตใจมาตลอด แต่วันนี้มีความเป็นไปได้ที่คุณจะถูกบังคับจิตใจ โดยไม่สามารถปฏิเสธได้ด้วย ก็ยอมๆ ทำตามไปค่ะ เดี๋ยวก็ผ่านไป  คนโสด  เสน่ห์ของคุณอยู่ที่บุคลิกที่อ่อนโยน ซึ่งคุณโหยหาความรักแท้ จึงพร้อมเปลี่ยนใจได้เสมอ หากเขาไม่ใช่คนที่ใช่

สุขภาพ :  ควรให้ความสำคัญกับการรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด สุกๆ ดิบๆ ไม่สดสะอาด เพราะนอกจากคุณจะเสี่ยงกับการท้องเสีย มีพยาธิ์เข้าสู่ร่างกายแล้ว ยังเสี่ยงต่อน้ำหนักตัวขึ้นด้วย

 

ผู้ที่เกิดวันจันทร์

การงาน  :  สำหรับผู้ที่ทำงานหรือได้เกี่ยวข้องกับผู้บริหาร ที่มีตำแหน่งหน้าที่การงานระดับบิ๊ก ไม่ว่าจะเป็นบุคคลในเครื่องแบบ นักธุรกิจ นักการเมือง วิศวกร ฯลฯ วันนี้มีความเป็นไปได้ที่คุณจะเข้าไปทำงานทางด้านการประดิษฐ์ คิดค้น หรือ ค้นคว้าทดลอง สร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อประโยชน์ของสังคม บอกเลยว่า ความสำเร็จของคุณไม่ได้มาด้วยความบังเอิญ แต่ต้องแลกด้วยพลังกาย พลังใจที่เข้มแข็ง อย่างไรก็ตามควรอยู่ให้ห่างจากงานสีเทา หรืองานที่ไม่ถูกต้อง เพราะหากคุณถลำลึกลงจะมีแต่ปัญหาและเกิดความเสียหายขึ้นได้ในอนาคต

การเงิน :  มีโอกาสสร้างรายได้ที่มั่นคงจากความสามารถของคุณเอง แต่ในช่วงแรกอาจต้องออกเงินทำงานไปก่อน เดี๋ยวพอมีผลงานก็จะหลั่งไหลมาทั้งชื่อเสียง และเงินทอง

ความรัก :  วันนี้นับว่าคุณโชคดีที่ได้คู่ช่วยส่งเสริมหน้าที่การงาน และอยู่บ้านเป็นแฟมิลี่แมนที่ดี ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะมีการคุยกันเรื่องการซ่อมแซมบ้าน ที่อยู่อาศัย กันนะคะ คนโสด  คุณกำลังเปิดศึกแย่งชิงผู้บริหารใหญ่กันอยู่หรือเปล่าคะ

สุขภาพ  : คุณดูแลสุขภาพตัวเองอย่างดี แต่วันนี้มีความเป็นไปได้ที่ออฟฟิศซินโดรมจะถามหา มีอาการปวดหลัง ตึง คอ บ่า ไหล่ ก็ควรลุกเปลี่ยนอิริยาบถบ้าง หรือยืดเหยียดกล้ามเนื้อเป็นประจำ

 

ผู้ที่เกิดวันอังคาร

การงาน :   เตรียมใจไว้หน่อยนะคะ ว่าคุณอาจต้องรับมือกับปัญหาและอุปสรรคที่จะจู่โจมเข้ามาพร้อมๆ กัน ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า สาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงขององค์กร ซึ่งส่งผลกระทบกับงานที่ทำ  จนคุณมืดแปดด้าน ต้องพยายามหาทางออกให้ตัวเองอย่างด่วนที่สุด แต่อย่างไรก็ตามไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้องกับงานสีเทา หรืองานที่ไม่ถูกต้อง เพราะหากคุณถลำลึกลงไปแล้ว จะยิ่งมีแต่ปัญหาและนำความเดือดร้อนมาให้ไม่ได้หยุดเลยทีเดียว ทางที่ดีควรอยู่นิ่งๆ ก่อน

การเงิน :  มีปัญหา ซึ่งคุณไม่สามารถหันหน้าพึ่งพาใครได้ด้วย แต่ก็ไม่นาน เพราะเดี๋ยวคุณก็สามารถหาเงินได้ และก็ใช้เยอะอีก วนไป

ความรัก :  มีความเป็นไปได้ที่คุณจะมีปากเสียงเกิดการขัดแย้งกันใหญ่โต  อาจมีสาเหตุมาจากความหึงหวง และการที่คุณใส่ใจในทุกๆ รายละเอียดมากเกินไป คนโสด  หากคุณคิดจะเปิดศึกแย่งชิง วันนี้ไม่น่าจะเป็นวันของคุณ เพราะมีดวงว่า จะมีปากเสียงกันอย่างรุนแรงแล้วคุณสู้ไม่ได้ด้วย

สุขภาพ  :  เดินดีๆ นะคะ ระวังหกล้ม หรือลื่นตกจากขั้นบันได ตกจากขอบฟุตบาท แม้กระทั่งตกจากรองเท้าส้นสูง ส่งผลให้ข้อเท้าพลิกหรือแพลง จนกล้ามเนื้ออักเสบ หรือเส้นเอ็นยึด

 

ผู้ที่เกิดวันพุธ

การงาน :  สำหรับผู้ที่ทำงานหรือต้องเกี่ยวข้องกับงานที่ต้องใช้พลังกาย พลังใจ และความรับผิดชอบสูง เช่น บุคคลในเครื่องแบบ แพทย์ นักการเมือง การปกครอง นักกฎหมาย ฯลฯ วันนี้คุณจะได้ใช้ความรู้ ความสามารถ และบารมีจากตำแหน่งการงาน รวมถึงความสามารถทางศิลปะ ศิลปิน และความสวยความงาม สร้างผลงานที่โดดเด่นให้กับคุณ อย่างไรก็ตามไม่ควรเข้าไปพัวพันกับงานสีเทา หรือไม่ถูกต้อง ซึ่งควรจะหลีกเลี่ยง เพราะหากคุณถลำลึกลงไป จะทำให้เกิดปัญหาและสร้างความเดือดร้อนมาให้

การเงิน :  หาเงินได้เยอะมาก ธุรกิจกิจการได้กำไร มีผลตอบแทนสูง นอกจากนั้นยังมีผู้ใหญ่ให้การสนับสนุนด้วย แต่ก็อย่าใช้หมดทีเดียว เก็บเงินไว้บ้าง

ความรัก :  คุณมีความเป็นผู้นำสูง ดูแลงานในบ้านได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ส่วนงานนอกบ้านก็ช่วยส่งเสริมหน้าที่การงานของสามีด้วยดี แล้วอย่างนี้จะไม่ให้สามีรักสามีหลงได้อย่างไรคะ คนโสด  คุณมีเสน่ห์ ตรงที่มีความรู้ ความสามารถ และมีอำนาจบารมี ใครๆ ก็อยากได้เป็นแฟน

สุขภาพ :  ระวังเรื่องน้ำหนักด้วยนะคะ การ wfh เป็นอันตรายอย่างยิ่งกับรูปร่าง กลัวว่าเดี๋ยวพอหมดช่วงโควิด-19 จะใส่ชุดทำงานไม่ได้

 

ผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี

การงาน  :  มีความเป็นไปได้ที่คุณจะได้ร่วมงานกับผู้ที่มีมุมองความคิดต่างจากคุณในทุกๆ เรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณทำงานหรือต้องเกี่ยวข้องกับงานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ เช่น ศิลปินดารา นักแสดง นักโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ดีไซเนอร์ ฯลฯ จึงเป็นเหตุให้คุณมีโอกาสแบกรับความรับผิดชอบทั้งหมดไว้คนเดียว โดยอยู่ภายใต้การเพ่งเล็งของผู้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิดเสียด้วย

การเงิน :  มีผู้ให้ความช่วยเหลือคุณ มีโอกาสได้รับมรดกด้วยนะเนี่ย ซึ่งลำพังตัวคุณก็ทำงานหนัก ขยันอยู่แล้วด้วย ได้เงินมาก็ควรเก็บเงินไว้บ้าง ไม่เช่นนั้นจะหมดไปกับของใช้ฟุ่มเฟือย หรูหรา

ความรัก :  ก็ยังขัดแย้งกันอยู่นะคะ แต่วันนี้จะส่งผลให้คุณเริ่มสับสน ไม่แน่ใจ ก็ลองหาทางออกด้วยการทำงานหนักไปเลยก็ดีนะ จะได้ไม่ต้องมีเวลาทะเลาะกัน คนโสด  มีหลายอย่างที่ทำให้ไม่แน่ใจว่า คนที่คุณถูกใจอยู่ เขาชอบผู้หญิงหรือชอบผู้ชายกันแน่

สุขภาพ :  โหมงานหนัก จนไม่ได้รับประทานอาหารตรงเวลา หรือไม่ครบ 5 หมู่ จะทำให้เกิดปัญหากับระบบย่อยอาหาร น้ำย่อย จนถึงเป็นโรคกระเพาะ

 

ผู้ที่เกิดวันศุกร์

การงาน : มีความเป็นไปได้ที่คุณจะขัดแย้งกับเพื่อนร่วมงานในเรื่องของผลประโยชน์ จนถึงขั้นทะเลาะกันเลยทีเดียว โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานหรือต้องเกี่ยวข้องกับการเกษตร ไม่ว่าจะเกษตรกร นักออกแบบตกแต่งสวน ศิลปินสาขาศิลปวัฒนธรรม นักธุรกิจโอท็อป ฯลฯ วันนี้คุณหวังผลสูงมาก จึงควรใจเย็นๆ อย่าใช้อารมณ์ตัดสินทุกอย่าง เพราะที่สุดแล้วคุณนั่นล่ะที่จะเป็นทุกข์ ไม่สบายใจ จนถึงเกิดการท้อแท้ต่อโชคชะตา

การเงิน : มีโอกาสได้ซื้อ-ขายที่ดินทางการเกษตร แต่คุณก็อาจยังไม่พอใจราคา จนยังไม่สามารถปิดการขายได้

ความรัก : คุณได้รับความรักและความเอาใจใส่จากครอบครัวเป็นอย่างดี เปิดโอกาสให้คุณทำงานได้อย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่ควรให้เวลากับงานมากกว่าเวลาของครอบครัวนะคะ เพราะเดี๋ยวสิ่งดีที่มีอยู่จะขาดหายไป คนโสด คุณโชคดี ที่คนมีคนรักและจริงใจกับคุณทั้งนั้น แต่วันนี้อาจมองไกลไปถึงการวางแผนอนาคตเลย

สุขภาพ :  ให้เวลากับการทำงานจนไม่ได้สนใจดูแลสุขภาพมากนัก แม้จะรับประทานอาหาร แต่ก็ไม่ครบหลักโภชนาการที่ดี จึงเสี่ยงต่อการขาดสารอาหาร

 

ผู้ที่เกิดวันเสาร์

การงาน :  คุณอึดอัด วิตกกังวล เพราะงานยังติดขัด คาราคาซัง ไม่ได้รับการเซ็นอนุมัติสักที โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับสิ่งประดิษฐ์ คิดค้น ค้นคว้า ทดลอง เช่น ช่างฝีมือทุกประเภท นักวิทยาศาสตร์ ฯลฯ โดยเป็นงานที่ทำเพื่อสังคม จนคุณเริ่มจะเปลี่ยนจุดยืนแล้ว ในเมื่อทำเพื่อสังคมต้องใช้เวลาพิจารณาอนุมัตินาน วันนี้ก็ขอไปทำเพื่อเงินแล้ว ควรใจเย็นๆ  เพราะดวงของคุณวันนี้สามารถขึ้นสูงแล้วก็ร่วงลงสู่ดินได้ในชั่วข้ามคืน

การเงิน :  มีโอกาสได้เงินจากงานสีเทาทุกรูปแบบ ซึ่งคุณทุ่มลงทุนไปเพราะคาดหวังถึงว่าจะได้กลับคืนอย่างเต็มที่ แล้วก็เป็นไปตามนั้น ก็จะสร้างผลกำไรที่ดีให้กับคุณ

ความรัก : วันนี้คุณคุยกันเรื่องเงินอย่างเดียวเลย โดยเฉพาะการต่อเติมที่อยู่อาศัย ซึ่งวันนี้แหล่งเงินน่าจะมาจากงานสีเทา คนโสด  หากวันนี้มีคนมาจีบ คุณขอพิจารณา โดยดูจากบ้าน ที่ดิน และทรัพย์สินก่อนเลยค่ะ

สุขภาพ :  ออฟฟิศซินโดรมถามหาแล้วค่ะ เพราะคุณโหมงานหนัก ต้องการรายได้ที่มากขึ้น จึงทำให้คุณใช้เวลาอยู่หน้าจอมากกว่าปกติ ส่งผลให้คุณปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดหลัง จึงควรลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ และเหยียดยืดกล้ามเนื้อเป็นประจำนะคะ

 

 

สูงยาว เข่าดี น่ารัก สดใส “วิเวียน โจลี-พิตส์” ในลุคสบายๆ กับขุ่นแม่โจลี

วิเวียน โจลี-พิตต์ ลูกสาวฝาแฝด เด็กน้อยตัวจิ๋วของ แองเจลินา โจลี ถูกพบในที่สาธารณะขณะเดินช้อปปิ้งร้านขายอาหารสัตว์อยู่กับโจลี วิเวียนมาในลุคสดใสตามสไตล์วัยทีน ขณะที่คุณแม่ A-list ของเธอ สวมชุดเดรสยาวสีดำ

สูงยาว เข่าดี น่ารัก สดใส “วิเวียน โจลี-พิตส์” ในลุคสบายๆ กับขุ่นแม่โจลี

Photo : SPOT-stoianov / BACKGRID

แทบจะเป็นเรื่องสามัญที่ได้เห็น แองเจลินา โจลี อยู่กับลูกๆ ของเธอตลอดเวลาขณะอยู่ในที่สาธารณะ และทุกๆ ครั้งเราก็มักจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของเด็กๆ แต่ละคน ซึ่งครั้งที่แล้วเรียกได้ว่าสร้างความฮือฮาเป็นอย่างมาก เพราะเราได้เห็น ไชโลห์ โจลี-พิตต์ ในลุคใหม่ จากเด็กทอมบอย กลายมาเป็นวัยรุ่นสาว ซึ่งใครที่เห็นต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า น้องสวยได้แม่ แถมยังสูงยาวเข่าดี

วิเวียน โจลี-พิตต์

และเป็นอีกครั้งที่เราได้เห็นสมาชิกบ้านโจลี-พิตต์ อย่าง วิเวียน มาร์เชลีน โจลี-พิตต์ ลูกสาวฝาแฝดของนักแสดงสาวฮอลลีวู้ด ซึ่งลูกสาวดูโตขึ้นมาก ปัจจุบันวิเวียนอายุ 12 ปีแล้ว

วิเวียน โจลี-พิตต์

สาวน้อยผมสีทองคาราเมล สวมกางเกงยีนส์ขาสั้นเอวสูงสีดำ ใส่เสื้อยืดกราฟิกสีขาวพิมพ์ลายดอกไม้สีสันสดใส สวมรองเท้าผ้าใบสีขาว สไตล์ของวิเวียนแทบจะถอดแบบพี่สาวมาเป๊ะๆ ในขณะที่คุณแม่โจลี วัย 45 ปี ยังสวยไม่สร่างแม้อยู่ภายใต้หน้ากาก แองจี้สวมชุดแม็กซี่เดรสยาวสีดำ เธอดูเก๋ไก๋อย่างไม่น่าเชื่อในชุดเดรสแขนยาวที่จับคู่กับรองเท้าแตะสีเบจ และใส่ต่างหูห่วงสีทอง

 

ทั้งนี้โจลีได้กล่าวถึงกิจกรรมในวันแม่แห่งชาติที่ผ่านมาว่า “ลูกๆ ของฉันน่าอัศจรรย์มากในวันแม่ ความสนุกสำหรับฉันคือฉันไม่ได้วางแผนอะไรเลย ฉันไม่ได้ทำอะไรเลย แต่พวกเขาทั้งหมดมักจะร่วมกันวางแผนเพื่อทำให้ฉันประหลาดใจ”

เพียงแค่รู้ว่าพวกเขากำลังทำอะไรร่วมกัน และคิดถึงอะไรบางอย่างด้วยกัน ก็ทำให้ฉันร้องไห้ได้เสมอ แองจี้กล่าวเสริมว่า “พวกเขามักจะพูดติดตลกว่าจะทำให้ฉันร้องไห้ได้เร็วแค่ไหน”


ที่มา : hollywoodlife.com

ลุคใหม่ “ไชโลห์ โจลี่-พิตต์” จากทอมบอยวัยเด็ก เปลี่ยนเป็นวัยรุ่นสาว

สวยฟาดคูณ100! นักแสดงเกาหลี 'อีเซยอง' ศัลยกรรมอัพหน้าใหม่ หลังโดนบูลลี่

สวยฟาดคูณ100! นักแสดงเกาหลี ‘อีเซยอง’ ศัลยกรรมอัพหน้าใหม่ หลังโดนบูลลี่

เชื่อว่าคอซีรีส์เกาหลีหลายคนคงไม่พลาดซีรีส์ฟีดกู้ดน้ำดีอย่างเรื่อง Reply 1988 เป็นแน่ ไม่ว่าจะจบไปนานขนาดไหน เรื่องนี้ก็ทำให้ใครหลายคนเปิดขึ้นมาดูใหม่ได้เสมอ และถือเป็นซีรีส์ที่มีนักแสดงคับคั่งมาก หนึ่งในนั้นคืออีเซยอง (Lee Seyoung) นักแสดงเกาหลีใต้ วัย 32 ปี ซึ่งหลายคนอาจจะคุ้นหน้าคุ้นตาผู้หญิงที่เล่นเป็นแก๊งเพื่อนนางเอกของซองด๊อกซอน จากเรื่อง Reply 1988 ทางช่อง tvN โดย อีเซยอง รับบท วังจาฮยอน เพื่อนของนางเอกนั่นเอง และเธอยังเป็นนักแสดงตลกจากรายการ SNL Korea อีกด้วย

นักแสดงเกาหลี 'อีเซยอง' ศัลยกรรมอัพหน้าใหม่ หลังโดนบูลลี่

นักแสดงเกาหลี ‘อีเซยอง’ ศัลยกรรมอัพหน้าใหม่ หลังโดนบูลลี่

ไม่นานมานี้ อีเซยองได้เปิดเผยใบหน้าใหม่ของเธอ หลังจากผ่าตัดศัลยกรรม เหตุเพราะโดนชาวเน็ตเกาหลีบูลลี่เรื่องใบหน้าของเธอหนักมาก โดยก่อนหน้านี้ อีเซยอง ปรากฏตัวในรายการ You can talk to my sister ทางช่อง SBS และเธอได้เปิดเผยเรื่องราวความเจ็บปวดในภายในใจของเธอ ว่าเธอได้รับความคิดเห็นแย่ๆ จากคชาวเน็ต เกี่ยวกับรูปลักษณ์ภายนอก เช่น “พ่อแม่คุณหน้าตาเป็นยังไง” และ“อย่าแกล้งทำเป็นผู้หญิง” เธอยังกล่าวอีกว่า“ตอนที่ฉันฟังคำเหล่านี้ ฉันก็คิดว่าตัวเองน่าเกลียด ” 

สวยฟาดคูณ100! นักแสดงเกาหลี 'อีเซยอง' ศัลยกรรมอัพหน้าใหม่ หลังโดนบูลลี่

หลังจากที่ผ่าตัดศัลยกรรมเรียบร้อย เธอรู้สึกมีความความสุขมาก และได้แชร์ประสบการณ์ พร้อมตอบคำถามเกี่ยวกับการศัลยกรรมจุดอื่นๆ ของผ่านช่อง Youtube ของเธอเอง ทั้งยังเล่าว่า “ฉันอยากศัลยกรรมตาสองชั้น ตั้งแต่อายุ 20 ปี แต่เนื่องจากอาชีพของตัวเอง จึงไม่อาจทำได้ เมื่ออายุ 32 ปี จึงได้ตัดสินใจที่จะทำตาสองชั้น” 

นักแสดงเกาหลี 'อีเซยอง' ศัลยกรรมอัพหน้าใหม่ หลังโดนบูลลี่

นักแสดงเกาหลี 'อีเซยอง' ศัลยกรรมอัพหน้าใหม่ หลังโดนบูลลี่

บอกได้คำเดียวเลยว่า ลุคใหม่ของอีเซยองนั้น สวยมากเอาล้าน x 100 ไปเลย ที่สำคัญเธอไม่ได้อัพใหม่แค่ใบหน้า แต่รูปร่างเธอก็ฟิตหุ่นออกกำลังกายอย่างหนัก จนมีรูปร่างระดับเทรนเนอร์มืออาชีพที่ดุเซ็กซี่มากๆ ผอมเพรียว กล้ามหน้าท้องแน่น สะโพกผาย เป๊ะไปทุกสัดส่วน เรียกได้ว่าตอนนี้ทั้งหน้าตาและรูปร่างของอีเซยองนั้นเพอร์เฟ็คสุดๆ รับรองไม่มีใครกล้าบูลลี่อีกแล้วแน่ๆ

สวยฟาดคูณ100! นักแสดงเกาหลี 'อีเซยอง' ศัลยกรรมอัพหน้าใหม่ หลังโดนบูลลี่

นักแสดงเกาหลี 'อีเซยอง' ศัลยกรรมอัพหน้าใหม่ หลังโดนบูลลี่ นักแสดงเกาหลี 'อีเซยอง' ศัลยกรรมอัพหน้าใหม่ หลังโดนบูลลี่ นักแสดงเกาหลี 'อีเซยอง' ศัลยกรรมอัพหน้าใหม่ หลังโดนบูลลี่ นักแสดงเกาหลี 'อีเซยอง' ศัลยกรรมอัพหน้าใหม่ หลังโดนบูลลี่ นักแสดงเกาหลี 'อีเซยอง' ศัลยกรรมอัพหน้าใหม่ หลังโดนบูลลี่ นักแสดงเกาหลี 'อีเซยอง' ศัลยกรรมอัพหน้าใหม่ หลังโดนบูลลี่ นักแสดงเกาหลี 'อีเซยอง' ศัลยกรรมอัพหน้าใหม่ หลังโดนบูลลี่ นักแสดงเกาหลี 'อีเซยอง' ศัลยกรรมอัพหน้าใหม่ หลังโดนบูลลี่ นักแสดงเกาหลี 'อีเซยอง' ศัลยกรรมอัพหน้าใหม่ หลังโดนบูลลี่


ภาพ IG : seyoung_1408

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

โดนว่าเหมือนผี!! มิสยูนิเวิร์สแคนาดา เรียกร้องให้หยุดเหยียดสีผิว ชีวิตคนดำก็มีค่า

แผนการกินแบบ ‘Sirtfood Diet’ สูตรลดน้ำหนักที่ Adele กินควบคู่ฟิตหุ่นแล้วได้ผล

หน้าเด็กกว่าเดิม “ซูบิน” หั่นผมสั้นลงในทรงบ๊อบเท สวย เก๋ อินเทรนด์รับซัมเมอร์

 

 

เจ้าชายแฮร์รี่-เมแกน

ย้อนดู 13 เรื่องจริงที่เกิดขึ้นใน พิธีเสกสมรส เจ้าชายแฮร์รี่-เมแกน

19 พฤษภาคม 2018 ราชวงศ์อังกฤษได้จัดพิธีเสกสมรสของ เจ้าชายแฮร์รี่-เมแกน มาร์เคิล ขึ้นที่โบสถ์เซนต์จอร์จ พระราชวังวินด์เซอร์ เป็นวันที่ประชาชนชาวอังกฤษหลายคนรอคอย เพราะไม่ได้สัมผัสบรรยากาศแห่งความสุขแบบนี้มานานแล้วถึง 9 ปีนับตั้งแต่พระราชพิธีเสกสมรสของเจ้าชายวิลเลียม และดัชเชสเคท ที่จัดขึ้นเมื่อปี 2011

และก็สมกับวันที่ทุกคนรอคอย เพราะพิธีในวันนั้นจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ แม้สถานที่จะไม่ได้โอ่โถงเท่าเวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ กรุงลอนดอน โบสถ์ที่จัดพระราชพิธีเสกสมรสของ ดยุกและดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ แต่ดีเทลต่างๆ ภายในงานนั้นหรูหรา เลอค่าจริงๆ

ย้อนดู 13 เรื่องจริงที่เกิดขึ้นใน พิธีเสกสมรส เจ้าชายแฮร์รี่-เมแกน

1.เมแกน มาร์เคิล เดินตามรอย ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลล์

พิธีเสกสมรส เจ้าชายแฮร์รี่-เมแกน

ในพิธีเสกสมรม เจ้าชายแฮร์รี่ และเมแกน ได้กล่าวคำสาบานหน้าแท่นพิธี โดยเป็นคำสาบานดั้งเดิมจากพระคัมภีร์ แต่หากคุณฟังอย่างตั้งใจจะพบว่าเมแกนไม่ได้กล่าวคำว่า “obey” (อยู่ในโอวาท) ดังเช่นที่ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลล์ทำเช่นกันในพระราชพิธีเสกสมรสกับเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์เมื่อปี 1981 แต่! ใช่ว่าเมแกนจะเป็นคนเดียวที่ไม่กล่าวคำพูดนี้ เพราะดัชเชสเคทเองก็ละเว้นคำว่า “obey” เช่นเดียวกัน

2.ดัชเชสผู้สร้างประวัติศาสตร์

พิธีเสกสมรส เจ้าชายแฮร์รี่-เมแกน

พิธีเสกสมรส เจ้าชายแฮร์รี่-เมแกน

ในงานแต่งงานเจ้าสาวมักจะเดินเข้าพิธีพร้อมผู้เป็นพ่อ หรือ เจ้าบ่าว แต่สำหรับเมแกน เธอเริ่มขบวนพิธีด้วยตัวเองคนเดียวพร้อมกับเด็กๆ ที่ทำหน้าที่เป็นเพจบอย และ เด็กโปรยดอกไม้ ตั้งแต่หน้าประตูโบสถ์ ก่อนที่เจ้าฟ้าชาลชาร์ลส์จะเป็นผู้มารับเธอและพาเดินไปที่แท่นพิธี ซึ่งมีเจ้าชายแฮร์รี่ทรงยืนรออยู่

3.รับตำแหน่งใหม่ก่อนเข้าพิธีเสกสมรส

เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนพิธีเสกสมรสจะเกิดขึ้น เจ้าชายแฮร์รี่ และ เมแกน มาร์เคิล ได้รับการโปรดเกล้าจาก สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร ให้ทั้งคู่ดำรงตำแหน่ง ดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกส์ แม้ตอนนี้เจ้าชายแฮร์รี่จะประกาศถอยจากการเป็นราชวงศ์ชั้นสูง แต่ตำแหน่งนี้ก็ไม่ได้โดนถอดแต่อย่างใด

4.รวมดาวคนดังระดับโลก

งานนี้ต้องบอกเลยว่า รวมดาวคนดังระดับโลกเลยจริงๆ ไม่ว่าจะเป็น เดวิด-วิคตอเรีย เบ็คแฮม, โอปราห์ วินฟรีย์, ปริยังกา โจปรา, เซเรน่า วิลเลี่ยม, ทอม ฮาร์ดี้, จอร์จ และ อัลมา คูลนีย์ เป็นต้น

5.คนรักเก่าของเจ้าชายแฮร์รี่เข้าร่วมงานด้วย

นอกจากคนดังระดับโลกจะมาร่วมแสดงความยินดีกับ เจ้าชายแฮร์รี่ และ เมแกนแล้ว คนรักเก่าของเจ้าชายแฮร์รี่อย่าง Cressida Bonas และ Chelsy Davy ทั้งคู่ก็มาร่วมงานด้วย ทั้งนี้มีรายงานว่า เมแกนยินดีที่เจ้าชายแฮร์รี่จะเชิญทั้งสองมาร่วมงาน

6.เวลเจ้าสาวมีที่มา

สำหรับเวลเจ้าสาวของเมแกนที่เธอใช้คลุมหน้าระหว่างเดินเข้าพิธีนั้น เป็นฝีมือการออกแบบของ Clare Waight Keller แห่งแบรนด์ Givenchy โดยเป็นเวลยาวสไตล์ cathedral length ซึ่งสัญลักษณ์ที่เป็นนัยยะบางอย่างซ่อนอยู่และเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งของเจ้าชายแฮร์รี่ ในฐานะเอกอัครราชฑูตเครือจักรภพอีกด้วย (Commonwealth Youth Ambassador)

เวลมีการประดับประดาไปด้วยดอกไม้ที่เป็นสัญลักษณ์และมีความสำคัญของทั้ง 53 ประเทศในเครือจักรภพทั้งหมด นอกจากนี้ยังมี ดอกไม้ที่เมแกนชื่นชอบอีกด้วย นั่นคือดอก Wintersweet และดอก California Poppy โดยเป็นดอกไม้ที่เติบโตอยู่ใน Nottingham Cottage ซึ่งเป็นตัวแทนแห่งรัฐบ้านเกิดของเธอ

7.เมแกนสวมเทียร่าของ ควีนแมร์รี่

 

นอกจากองค์ประกอบอื่นๆ บนตัวเจ้าสาวจะน่าสนใจแล้ว สิ่งหนึ่งที่ถูกจับตาเป็นพิเศษคือ เทียร่าที่เธอสวม โดยเทียร่านี้เป็นของ ควีนแมร์รี่ ซึ่งควีนเอลิซาเบธที่ 2 ให้เธอยืมใส่ในพิธีเสกสมรส แม้จะมีดราม่าว่าเธออยากสวมเทียร่าองค์อื่น แต่ดูเหมือนข่าวนั้นจะไม่เป็นจริง เพราะล่าสุดนั้นมีการเผยว่า เมแกนเล็งเทียร่าองค์นี้ไว้ตั้งแต่ต้น เพราะเธอชอบลุคที่ดูสะอาด และ มีความเรียบง่าย (อ่านต่อที่ : เล็งไว้ตั้งแต่แรก! เผยเหตุผลที่ ‘เมแกน’ เลือกสวมเทียร่า ควีนแมร์รี่ ในวันเสกสมรส)

8.ดอกไม้ที่เต็มไปด้วยความหมาย

สำหรับดอกไม้ในงานที่ ดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกส์ เลือกใช้ในวันนั้นล้วนแต่งดงามและยังมีความหมายอีกด้วย โดยงานนี้ Philippa Craddock นักจัดดอกไม้แห่งเมืองผู้ดีที่ได้รับความไว้วางใจจากราชวงศ์วินด์เซอร์มาตลอดเป็นผู้รับหน้าที่ ซึ่งเธอเผยว่า ทั้งคู่เลือกใช้ดอกไม้ในท้องถิ่นที่บานตามฤดูกาลในเดือนพฤษภาคม อย่างดอกกุหลาบขาว ดอกโบตั๋น และถุงมือจิ้งจอก นอกจากนี้ยังมีกิ่งก้านใบของต้นบีช ต้นเบิร์ช และต้นฮอร์นบีม

และที่สำคัญที่สุดคือดอก  Forget-Me-Nots ดอกไม้ที่เจ้าหญิงไดอานา โปรดปรานมากๆ ซึ่งดอกไม้ชนิดนี้ยังรวมอยู่ในช่อบูเก้ของเมแกน ซึ่งเจ้าชายแฮร์รี่ทรงเป็นผู้คัดเลือกดอกไม้ด้วยพระองค์เองด้วย

9.พ่อบังเกิดเกล้าของเจ้าสาวไม่ได้มาร่วมงาน

ช่างน่าเสียดายที่งานนี้ไร้เงา โทมัส มาร์เคิล พ่อของเมแกน เพราะเขาอ้างว่าป่วยจนไม่สามารถมาร่วมงานได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม โทมัสก็ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อรายหนึ่งว่า “ลูกสาวของผมสวย และเธอดูมีความสุขมาก ผมปรารถนาว่าจะได้อยู่ที่นั่น ผมขอให้ทุกคนที่ผมรักทั้งหมด มีความสุข”

10.ขอบคุณครับพ่อ

พิธีเสกสมรส เจ้าชายแฮร์รี่-เมแกน

อีกหนึ่งโมเม้นต์น่ารักที่เกิดขึ้นระหว่างพระบิดา และ พระโอรสคือ เมื่อพระบิดาทรงเดินส่งเจ้าสาวให้กับพระองค์ที่หน้าแท่นพิธี เจ้าชายแฮร์รี่ทรงตรัสว่า “ขอบคุณครับพ่อ”

11.มีคนดูพิธีเสกสมรสของ เจ้าชายแฮร์รี่ และ เมแกน นับล้านคน

พิธีเสกสมรส เจ้าชายแฮร์รี่-เมแกน

สำหรับพิธีเสกสมรสของ เจ้าชายแฮร์รี่ และ เมแกน นั้นได้ถูกทอดสดไปทั่วโลก มีคนดูมากถึง 29.2 ล้านคน ซึ่งมากกว่าพระราชพิธีเสกสมรสของ เจ้าชายวิลเลียม และ ดัชเชสเคทถึง 6 ล้านคน

12.เจ้าชายแฮร์รี่ทรงฝ่าฝืนประเพณีดั้งเดิม

กฎเล็กๆ น้อยๆ แต่มีมาช้านานของราชวงศ์อังกฤษนั้น บางอย่างก็ได้ถูกฝ่าฝืนโดยสมาชิกของราชวงศ์เอง อย่างแหวนของเจ้าชายแฮร์รี่ที่แต่เดิมนั้นตามกฎของราชวงศ์จะให้ใช้ได้แค่เหมืองทองคำในเวลส์เท่านั้น ตั้งแต่พระราชพิธีเสกสมรสของสมเด็จพระราชินีในปี 1923 แต่สำหรับแหวนของเจ้าแฮร์รี่พระองค์ทรงตัดสินใจเปลี่ยนเป็น แพลทินัม หรือ ทองคำขาวมาใช้ในการทำแหวนแทน

13.เซอร์เอลตัน จอห์น แขกคนพิเศษ

พิธีเสกสมรส เจ้าชายแฮร์รี่-เมแกน

เซอร์เอลตัน จอห์น ได้รับเกียรติจากพระราชวังเคนซิงตัน โดยเจ้าชายแฮร์รี่ทรงทูลขอจากควีนเอลิซาเบธที่ 2 ซึ่งพระองค์เป็นแม่งานนี้ ให้เขามาร้องเพลงในงานเลี้ยงอาหารกลางวัน ณ ห้องโถงของเซนต์จอร์จ พระราชวังวินด์เซอร์ หลังพิธีเสกสมรสของเจ้าชายแฮร์รี่ และ เมแกน มาร์เคิล

เซอร์เอลตัน จอห์น เรียกได้ว่ามีความสนิทสนม และมีความใกล้ชิดกับเจ้าชายวิลเลียม และเจ้าชายแฮร์รี่เป็นอย่างมาก โดยเขาเป็นพระสหายสนิทของพระมารดา ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ และเมื่อครั้งที่พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์ เขาได้แสดงเพลง “Candle in the Wind” ในพระราชพิธีพระศพของไดอานาอีกด้วย

และนี่คือรายละเอียดเล็กๆ น้อยที่เกิดขึ้นในพิธีเสกสมรสของดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกส์ บรรยากาศในวันนั้นเต็มไปด้วยความรัก และความสุขของคู่บ่าวสาว เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญที่ทั้งสองไม่อาจมีวันลืมได้เลย


ข้อมูล : Popsugar

ภาพ : Getty Image

สายเชีย วงศ์วิโรจน์

เปิดอาณาจักรทะเลน้ำจืดบนที่ดิน 500 ไร่ ของ สายเชีย วงศ์วิโรจน์ ตัวประกอบชื่อดัง

หากพูดถึงชื่อ สายเชีย วงศ์วิโรจน์ อาจจะไม่ค่อยมีคนรู้จักนัก แต่ถ้าเห็นหน้าของเขาหลายคนต้องร้องอ๋อแน่นอน เพราะเขาปรากฏตัวในโฆษณาเป็นจำนวนมาก เรียกได้ว่าเป็นเจ้าพ่อโฆษณาของเมืองไทยเลยทีเดียว ซึ่งการปรากฏตัวในแต่ละครั้งเขาก็มาในคาแรคเตอร์ที่เกินคาดเดา บางครั้งก็มาในลุคของ  ยุง เหา มด แมลงสาบ แต่ที่ทำให้ผู้คนจดจำเขาได้อย่างแม่นยำคือ โฆษณาของ สสส. จน เครียด กินเหล้า! ที่พัฒนาชีวิตจากหนุ่มก่อสร้างสู่นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่ตอนนี้มีอาณาจักรทะเลน้ำจืดบนที่ดิน 500 ไร่ ซึ่งรู้จักในนาม “สยามชัยหาดทรายขาว”

จน เครียด กินเหล้า

ชีวิตในอดีตของเจ้าพ่อโฆษณา

ดาราโฆษณาเผชิญกับความยากลำบากมาเกินครึ่งชีวิต เนื่องจากคุณพ่อ-คุณแม่ต้องย้ายถิ่นฐานไปเรื่อยๆ เพื่อหาที่ทำกิน แม้ครอบครัวจะยึดอาชีพทำไร่ทำนา แต่กลับไม่ค่อยมีข้าวกิน ต้องกินข้าว ผสมเผือก ผสมมัน เพื่อให้ได้จำนวนเยอะๆ กับข้าวคือ น้ำปลาบ้าง เกลือบ้าง ปลาร้าบ้าง หมูนี่คืออาหารสวรรค์มากๆ ส่วนเสื้อผ้าส่วนใหญ่ก็จะเป็นเสื้อผ้าเก่าๆ หรือได้แจกมา

คุณสายเชียและพี่ๆ น้องๆ ถูกปลูกฝั่งมาว่าทุกคนในบ้านต้องช่วยกันทำงาน แม้เดิมทีจะเป็นเด็กเรียนดีได้เกรด 3-4 แต่เพราะไม่มีเงินเรียนทำให้ต้องหยุดเรียนตอนมัธยมศึกษาปีที่ 2 แล้วออกมาทำงาน โดยงานแรกหลังออกจากโรงเรียนก็คือไปทำนากับลุง เพราะพ่อติดหนี้เงินลุง 5,000 บาท อยู่ที่นั่นประมาณ 1 ปี ซึ่งมือหลังจากทำนามันด้าน แบบล้างหน้าไม่ได้ เพราะการจับจอบจับเสียม

พ่อของคุณสายเชียตัดสินใจย้ายที่ทำกินอีกครั้ง โดยครั้งนี้กลับไปอยู่ที่กำแพงเพชร โดยประกอบอาชีพทำนาเหมือนเดิม จากนั้นก็ค่อยๆ ขยับขยายจนได้ไปเช่าที่นา 40-50 ไร่ โดยหวังว่านี่จะทำให้ความเป็นอยู่ที่บ้านดีขึ้น แต่ทุกอย่างก็ไม่เป็นใจ ฝนตกต่อเนื่องประมาณ 2 อาทิตย์ทำให้ผลผลิตเสียหายตนอยากจะเยียวยา จากที่คิดว่ามีกินก่อนค่อยมีเงิน ตอนนี้วิธีคิดเปลี่ยนไปเป็นว่าต้องมีเงินก่อนถึงจะมีกิน จึงตัดสินใจเข้ามากรุงเทพ เพื่อจะเป็นนักมวย เนื่องจากไม่มีความรู้ มีแต่กำลัง แต่มันไม่ได้เป็นอย่างที่คิด ไม่มีใครรับเงินก็หมดจึงตัดสินใจกลับสมุทรปราการ จังหวัดที่เกิด เพื่อไปอยู่กับพี่ชายที่มูลนิธิคนพิการ ซึ่งที่นี่คุณสายเชียได้ทำงานเก็บอุจจาระและปัสสาวะผู้ป่วย ได้รายได้ 100-200 บาท

จุดเปลี่ยนคือวันหนึ่งเห็นหนังสือพิมพ์รับสมัครตัวประกอบ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการสมัคร 150 บาท แต่เพราะไม่มีเงินจึงไม่ได้สมัคร ทว่าความการเป็นมิตรกับคนง่ายทำให้คุณสายเชียได้สนิทสนมกับคนในแวดวงนี้ ต่อมาจึงได้งานเป็นนักแสดงตัวประกอบ

อัพสกิลสู่นักแสดงอินเตอร์ร่วมงานกับทีมงานฮอลลีวู้ดมืออาชีพ

การเป็นตัวประกอบเฉยๆ ไม่ได้ค่าตัวมาก คุณสายเชียจึงตัดสินใจอัพสกิลตัวเอง ด้วยการเรียนดาบ เพื่อกลายเป็นสตั้นแมนมืออาชีพ แน่นอนว่าค่าตัวได้มากขึ้นตามไปด้วย จึงได้เรียนศิลปะการต่อสู้อีกหลายอย่าง งานเมื่อเข้ามาแล้วก็จะมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จากสตั้นแมนคุณสายเชียก็ได้ไปต่อกับการเป็นนักแสดงโฆษณา ซึ่งดูจะถูกโฉลกกับงานนี้มาก เพราะมีงานติดต่อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่ผู้คนจดจำเขาได้อย่างแม่นยำคือ โฆษณาของ สสส. จน เครียด กินเหล้า!

saicheer wongwirot

ฉายาเจ้าพ่อโฆษณา ไม่ได้หยุดผลงานของเขาไว้แค่ที่เมืองไทยเท่านั้น แต่เขายังมีผลงานในระดับสากล ได้ร่วมงานกับทั้งนักแสดงและทีมงานมืออาชีพระดับฮอลลีวู้ดมาแล้วหลายครั้ง โดยผลงานดังที่เขาร่วมแสดงอาทิ เจมส์ บอนด์ 007,แบทแมน บีกินส์,อินเดียน่า โจนส์ ฯลฯ

saicheer wongwirot

จากนักแสดงตัวประกอบสู่นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

เริ่มต้นจากการโดนทาบเป็นพรีเซนเตอร์อสังหาริมทรัพย์ที่เชียงคาน และเห็นว่าการเป็นนักแสดงมันไม่แน่นอน งานไม่ได้มีทุกวัน ไม่พอที่จะไปจุนเจือครอบครัวได้ บางเดือนแทบไม่มีงานเลย ยิ่งเศรษฐกิจช่วงโควิดแบบนี้ยิ่งลำบาก ด้วยเหตุนี้คุณสายเชียจึงเริ่มทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กับรุ่นน้องที่ทำธุรกิจนี้อยู่แล้ว โดยยึดอาชีพนี้มาได้ประมาณ 4-5 ปี ที่แรกที่ลงทุนคือ บางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ และ ขยายมาทำที่ “สยามชัยหาดทรายขาว” จังหวัดนครปฐม

อาณาจักรทะเลน้ำจืดบนที่ดิน 500 ไร่ 

ดาราโฆษณารุ่นใหญ่เปิดเผยว่าได้เริ่มพัฒนาที่ดิน “สยามชัยหาดทรายขาว เพื่อความสุขของครอบครัว” มาได้ประมาณ 2 ปีแล้ว โดยจุดเริ่มต้นเกิดจากมีน้องๆ อยากจะจัดงานวันเกิดให้ แต่ไม่สามารถหาสถานที่ได้จึงเกิดไอเดียสร้างทะเลส่วนตัวขึ้นมา โดยใช้ที่ผืนนี้ที่เขาซื้อไว้เมื่อนานมาแล้ว ซึ่งรุ่นน้องใช้เวลา 20 วันในการสร้าง พอเห็นแบบนี้จึงคิดต่อยอดเพราะลึกๆ ก็อยากจะสร้างสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นมาเพื่อดึงดูดคน เนื่องจากอีกมุมหนึ่งเขาก็เป็นนักธุรกิจที่ขายที่ดินและบ้านจัดสรรด้วย  ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านหลังของพื้นที่นี้

ทั้งนี้แต่เดิมที่ดินตรงนี้เป็นบ่อปลา ซื้อมาในราคา 400,000 บาทต่อ 1 ไร่ การออกแบบไม่ได้ใช้นักออกแบบมืออาชีพ แต่มาจากประสบการณ์ด้านก่อสร้างของตัวเอง ทั้งนี้ก่อนหน้าที่จะเจอโควิด-19 มีคนเข้ามาใช้บริการมากถึง 1 หมื่นคนต่อวันเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตามคุณสายเชียได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “ต้องขอบคุณอาชีพสตั๊นต์แมนที่มีความกล้า กล้าที่จะลอง กล้าที่จะเจ็บแทนคนอื่น ขอบคุณโอกาสที่ได้มาทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนจนมีวันนี้ ก็อยากจะฝากกับแฟนๆ ที่กำลังท้อแท้สิ้นหวัง ว่าอย่าย่อท้อกับชีวิต”

สายเชีย วงศ์วิโรจน์


ข้อมูลจาก : รายการ เปอร์สเปกทิฟ

สามารถติดตามอ่านบทความอื่นๆ ได้ที่นี่

สู้ชีวิตจนกลายเป็นเศรษฐีพันล้าน คริส การ์ดเนอร์ ชายผู้เคยเป็นอดีตคนไร้บ้าน

จากกรรมกรโรบินฮู้ด สู่เศรษฐีพันล้าน ‘วสันต์ เบนซ์ทองหล่อ’ เพราะเคยจน ผมถึงรวย!

IU (ไอยู) จากเด็กน้อยที่กินมันต้ม อยู่ห้องแมลงสาบ สู่สุดยอดผู้ใจบุญแห่งเกาหลี

ไวตามิ้ลค์เอาใจคอกาแฟ เปิดตัว “ไวตามิ้ลค์ รสกาแฟ กลิ่นดัลโกน่า มัคคิอาโต” สูตรพิเศษสุดเทรนด์ดี้ส่งตรงจากเกาหลี

“ไวตามิ้ลค์” จากการเป็นผู้นำตลาดนมถั่วเหลืองในขวดแก้วพร้อมดื่ม มุ่งมั่นในการวิจัยและพัฒนาสินค้าที่จะตอบโจทย์ความต้องการใหม่ ๆ ของผู้บริโภคในทุก ๆ ปี และปรับตัวสู่การเป็นองค์กรที่พร้อมสำหรับการเข้าถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ด้วยอินไซท์ตั้งต้นบนพื้นฐานความต้องการในยุคดิจิทัล 5G กับการสรรหารสชาติใหม่ ๆ หรือ Limited Edition เพื่อเข้ามาสร้างความตื่นเต้นเป็นสีสันในการบริโภคให้กับผู้บริโภคในแต่ละปี

จากการเรียนรู้เทรนด์ผู้บริโภคในยุค New Normal สำหรับปี 2021 ไวตามิ้ลค์พบว่า กระแส Café Hopping เป็นกระแสที่ได้รับความนิยมอย่างมากในโลกโซเชียลมีเดีย อาจเป็นเพราะคาเฟ่หรือร้านกาแฟที่เกิดขึ้นมากมายหลายร้าน จนทำให้การดื่มกาแฟ ไม่ใช่แค่การดื่มด่ำกับรสชาติกาแฟ แบบเดิม ๆ อีกต่อไป

“ไวตามิ้ลค์” จึงผุดไอเดียพัฒนาสินค้าที่จะเปลี่ยนการดื่มกาแฟแบบเดิม ๆ ให้ไม่น่าเบื่อ ด้วยการนำ “ดัลโกน่า” เมนูกาแฟโฟมสุดฮิตจากเกาหลี มาผสานคุณประโยชน์จาก “น้ำนมถั่วเหลือง” จากนมถั่วเหลืองที่คัดพิเศษเต็มเมล็ด สู่การเป็นเมนูใหม่สุดเทรนด์ดี้ “ไวตามิ้ลค์ รสกาแฟ กลิ่นดัลโกน่า มัคคิอาโต” นมถั่วเหลืองรสกาแฟสุดกลมกล่อมสูตรพิเศษ ที่ให้รสสัมผัสแสนนุ่มละมุนเกินบรรยาย อุดมไปด้วยโปรตีนธรรมชาติจากน้ำนมถั่วเหลือง สู่การเป็นเครื่องดื่มที่จะช่วยเติมประโยชน์ให้ร่างกายพร้อมไปต่อได้ตลอดวัน บรรจุในขวดแก้วพร้อมดื่มแบบเย็นสดชื่น อีกทั้งยังเป็นสูตรที่มีน้ำตาลน้อย จึงตอบโจทย์คอกาแฟที่ใส่ใจดูแลสุขภาพอีกด้วย

นายอนันต์ ธีรวิชญกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท กรีนสปอต จำกัด กล่าวว่า “สินค้ารสชาติใหม่นี้เป็น Limited Edition ประจำ Season 2021 คือการเปิดตัวสินค้าไวตามิ้ลค์ รสกาแฟ กลิ่นดัลโกน่า มัคคิอาโต เป็นเทรนด์จากเกาหลี ที่จะมาสร้างสีสันใหม่ในตลาดนมถั่วเหลือง หลังจากได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี กับ Limited Edition ทั้งรสมะม่วง และ รสชานม บราวน์ชูการ์ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา”

“ไวตามิ้ลค์ รสกาแฟ กลิ่นดัลโกน่า มัคคิอาโต” Limited Edition พร้อมเสิร์ฟแล้ววันนี้ เฉพาะที่ 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศ ไม่ว่าจะต้อง Work from Home หรือลุยงานจากที่ไหน ก็พร้อมตลอดวันไปกับไวตามิ้ลค์ได้เลย!

'ไฮบริด ฟิตเนส' เทรนด์ออกกำลังกายผสมผสาน ที่ยิมควบคู่คลาสออนไลน์เสมือนจริง

‘ไฮบริด ฟิตเนส’ เทรนด์ออกกำลังกายผสมผสาน ที่ยิมควบคู่คลาสออนไลน์เสมือนจริง

‘ไฮบริด ฟิตเนส’ เทรนด์ออกกำลังกายผสมผสาน ที่ยิมควบคู่คลาสออนไลน์เสมือนจริง

จากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ตั้งแต่ปี 2020 ทำให้เกิดมาตรการและข้อจำกัดต่างๆ มากมายในสังคม โดยรัฐบาลในแต่ละประเทศได้ออกข้อกำหนดหลายขั้นตอนเพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของไวรัส COVID-19 ภายในชุมชน ทำให้หลายธุรกิจต้องเร่งปรับตัวและเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต เพื่อให้ธุรกิจตัวเองอยู่รอดและผู้คนได้กลับมาใช้ชีวิตเหมือนปกติโดยเร็วที่สุด

อย่างไรก็ตามมีผลการสำรวจกลุ่มตัวอย่างคนรักการออกกำลังกายกว่า 4,000 คน ในฮ่องกง อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ รวมถึงประเทศไทย แสดงให้เห็นว่าการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 และข้อจำกัดในการใช้ฟิตเนสคลับ ไม่สามารถหยุดยั้งความตั้งใจในการออกกำลังกายของพวกเขาได้ จึงเป็นที่มาของการหาทางเลือกใหม่ๆ ให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป ทั้งการออกกำลังกายผ่านทางออนไลน์ หรือ การทำคลาสการออกกำลังกายเสมือนจริงมาทดแทนเพื่อที่จะดูแลสุขภาพให้แข็งแรงและรักษารูปร่างให้ดูดีควบคู่กันไป

'ไฮบริด ฟิตเนส' เทรนด์ออกกำลังกายผสมผสาน ที่ยิมควบคู่คลาสออนไลน์เสมือนจริง

“ไฮบริด ฟิตเนส” ทางเลือกใหม่ของคนรักสุขภาพ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ปัจจุบัน

ธุรกิจฟิตเนส เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ดังกล่าว โดยจะเห็นได้จากตลอด 2 ปีที่ผ่านมา การออกกำลังกายได้มีการปรับเปลี่ยนไปจากเดิม ทั้งการเพิ่มโปรแกรมการออกกำลังกายผ่านทางแพล็ตฟอร์มออนไลน์ รวมไปถึงการทำคลาสการออกกำลังกายเสมือนจริง ซึ่งนำมาสู่การออกกำลังกายแบบผสมผสาน หรือ “ไฮบริด ฟิตเนส” คือการที่ผู้ออกกำลังกายผสมผสานทั้งการออกกำลังกายที่ฟิตเนส ควบคู่ไปกับการเลือกออกกำลังกายได้จากที่บ้านผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ เพื่อให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป

ล่าสุด Evolution Wellness Group ผู้นำอันดับหนึ่งธุรกิจฟิตเนสคลับในเอเชีย เจ้าของแบรนด์ฟิตเนสชื่อดัง ได้แก่ ฟิตเนส เฟิรส์ท (Fitness First), เซเลบริตี้ ฟิตเนส (Celebrity Fitness), โกฟิต (GoFit), ชิ ฟิตเนส (Chi Fitness), ไฟเออร์ ฟิตเนส (Fire Fitness), และ ไฟฟ์ เอเลเม็นท์ส (Fivelements) ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของผู้คนต่อวิถีการออกกำลังกายที่เปลี่ยนไป โดยทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่างที่ชื่นชอบการออกกำลังกายกว่า 4,000 คน ในฮ่องกง อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และ ไทย ซึ่งโดยภาพรวมพบว่า จากการระบาดของ COVID-19 และข้อจำกัดในการใช้ฟิตเนสคลับ ไม่ได้เป็นสิ่งที่หยุดยั้งความตั้งใจในการออกกำลังกายของพวกเขาได้ โดยพวกเขายังคงหาทางเลือกรูปแบบใหม่ ทั้งการออกกำลังกายผ่านทางออนไลน์ หรือ การทำคลาสการออกกำลังกายเสมือนจริงมาทดแทนเพื่อที่จะดูแลสุขภาพให้แข็งแรงและรักษารูปร่างให้ดูดีควบคู่กันไป

โดยพบว่า 90% ของผู้คนมีความพยายามที่จะค้นหาวิธีการออกกำลังกายแม้จะอยู่ในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยข้อจำกัด โดย 39% ของผู้คนยังคงออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ และ 75% ของคนไทยที่ชื่นชอบการออกกำลังกายได้มีการเข้าร่วมโปรแกรมออกกำลังกายผ่านออนไลน์ เช่น คลาส LIVE ของฟิตเนส เฟิรส์ท ที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับความต้องการของสมาชิก และยังคงดำเนินการในรูปแบบนี้มาจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 จะลดลงหรือหมดไป สิ่งนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าความต้องการการออกกำลังกายแบบไฮบริด จะอยู่กับผู้ที่รักการออกกำลังกายอย่างถาวร ดังนั้น ผู้ให้บริการฟิตเนสจึงต้องคิดหาวิธีการตอบสนองความต้องการเหล่านี้รวมถึงความสามารถในการนำเสนอเนื้อหาที่มีคุณภาพ

'ไฮบริด ฟิตเนส' เทรนด์ออกกำลังกายผสมผสาน ที่ยิมควบคู่คลาสออนไลน์เสมือนจริง

สายฟิตเมืองไทย ยังรอคอยการไปฟิตเนส

สำหรับกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกายชาวไทย พบว่า การออกกำลังกายที่ฟิตเนสคลับยังเป็นสิ่งที่คนไทยรอคอยเนื่องด้วยข้อจำกัดต่างๆ ในการออกกำลังกายที่บ้านอาจไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการและสร้างแรงจูงใจในการออกกำลังกายได้เท่ากับการออกกำลังกายในฟิตเนสคลับ โดยพบว่า 51% รู้สึกไม่พอใจกับประสบการณ์การออกกำลังกายที่บ้าน เนื่องจากไม่มีอุปกรณ์ออกกำลังกายที่เหมาะสม 48% ขาดแรงจูงใจ 40% ขาดสภาพแวดล้อมที่สร้างแรงจูงใจ ในขณะที่มีถึง 83% ที่พึงพอใจกับการออกกำลังกายในฟิตเนสคลับ และ 60% ให้ความเห็นว่าพวกเขาอดใจรอไม่ไหวที่จะกลับไปออกกำลังกายในฟิตเนสคลับและจะกลับไปทันทีที่สามารถทำได้

และจากผลการสำรวจยังพบว่า ความพึงพอใจในการออกกำลังกายช่วงระหว่างการปิดคลับลดลงเหลือ 61% จากเดิม 80% ในช่วงก่อนเกิดการระบาดของ COVID-19 ด้วยเหตุผลห้าอันดับแรก คือ 44% ขาดอุปกรณ์ออกกำลังกายที่บ้าน 42% ขาดแรงจูงใจหรือความเกียจคร้าน 37% ขาดบรรยากาศที่จูงใจ 35% ขาดสิ่งอำนวยความสะดวกหรืออุปกรณ์ออกกำลังกายที่เหมาะสม และ 26% พื้นที่ภายในบ้านไม่สะดวกแก่การออกกำลังกาย

'ไฮบริด ฟิตเนส' เทรนด์ออกกำลังกายผสมผสาน ที่ยิมควบคู่คลาสออนไลน์เสมือนจริง

ผู้คนยังคงตระหนักถึงความสำคัญของการออกกำลังกาย

นอกจากนี้สิ่งที่น่าสนใจจากกระแส COVID-19 ที่เกิดขึ้นส่งผลให้ผู้คนหันมาสนใจการดูแลสุขภาพร่างกายมากยิ่งขึ้น ทำให้พบว่ามุมมองในการออกกำลังกายจากเดิมที่เป้าหมายจะเน้นเฉพาะบุคคล เช่น การลดน้ำหนัก การเพิ่มกล้ามเนื้อ หรือการสร้างความแข็งแรงให้กับส่วนต่างๆ ของร่างกาย ปรับเปลี่ยนมาเป็นการออกกำลังกายเพื่อให้สุขภาพโดยรวมให้ดีขึ้น

ผลสำรวจนี้ทำให้เรารู้ว่า ผู้คนยังคงตระหนักถึงความสำคัญของการออกกำลังกาย แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่สิ่งต่างๆ ต้องหยุดชะงักและพบกับข้อจำกัดมากมาย แต่ผู้คนส่วนใหญ่ยังพยายามที่จะรักษากิจวัตรการออกกำลังกายของตนไว้  โดยเชื่อว่าเมื่อสถานการณ์ต่างๆ กลับสู่สภาวะปกติ หลังจากมีการส่งมอบวัคซีนให้กับประชาชนส่วนใหญ่แล้ว สมาชิกส่วนใหญ่จะยังคงกลับมาใช้บริการฟิตเนสคลับเช่นเดิม และอาจมีสมาชิกบางส่วนที่มีรูปแบบการออกกำลังกายที่เปลี่ยนไปโดยจะเป็นการผสมผสานทั้งการออกกำลังกายในคลับและโซลูชั่นการออกกำลังกายที่บ้านควบคู่กันไป เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านการออกกำลังกายของพวกเขามากขึ้น


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

พาร่างมาพัก! Auriga Wellness ดูแลสุขภาพแบบองค์รวม บนวิวริมแม่น้ำเจ้าพระยา

น้องไม่คันถ้าพี่แคร์! เช็ค อาการคันจุดซ่อนเร้น ที่ผู้หญิงต้องเคยเป็น 1 ครั้งในชีวิต

มือใหม่หัดกิน “วีแกน” กับข้อควรรู้เกี่ยวกับมื้ออาหารสไตล์วีแกนเพื่อความเฮลตี้

 

MQDC ส่งแรงใจ ส่งต่อลมหายใจ_แนวนอน

MQDC เชิญชวนทุกท่านมาร่วม “ส่งแรงใจ ส่งต่อลมหายใจ”

MQDC เชิญชวนทุกท่านมาร่วม “ส่งแรงใจ ส่งต่อลมหายใจ”

เพื่อสมทบทุนในการซื้อเครื่องช่วยหายใจเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยติดเชื้อ Covid-19 ในสถานพยาบาลต่างๆ

โดยท่านที่มีจิตเมตตาที่จะบริจาคนั้น สามารถร่วมบริจาคผ่านทาง

มูลนิธิพุทธรักษาเลขบัญชี 133-523-514-7 (ธนาคารกรุงเทพ สาขาตรอกจันทน์)

MQDC ส่งแรงใจ ส่งต่อลมหายใจ

ชุดโพเอม 'อแมนด้า' สีขาวโชว์เอวเอส เช็คอินฮอลลีวู้ด

สวยสับฉบับตัวแม่! ชุดโพเอม ‘อแมนด้า’ สีขาวโชว์เอวเอส เช็คอินฮอลลีวู้ด

สวยไม่มีหยุดพัก พร้อมคว้ามงสามมากแม่ สำหรับตัวแทนสาวไทยใน ชุดโพเอม ‘อแมนด้า’ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2020 ที่ขอเซ็กซี่ต่อเนื่อง ด้วยเดรสสีขาวพอดีตัว โชว์ความเอวเอสฉบับตัวแม่

หลังจากใช้เวลาที่ไมอามี่อยู่หลายวัน ล่าสุด อแมนด้า ในฐานะมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2020 ก็ได้เดินทางเข้ากองประกวดมิสยูนิเวิร์ส ครั้งที่ 69 ไปเป็นที่เรียบร้อย ณ เซมิโนล ฮาร์ดร็อค โฮเทลแอนด์คาสิโน (Seminole Hard Rock Hotel and Casino) ฮอลลีวู้ด รัฐฟลอริด้า ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการประกวดบนเวทีระดับโลกที่จะมีขึ้นในวันที่ 16 พฤษภาคม 2564 (ตามวันและเวลาท้องถิ่น)

โดยลุคต่างๆ ในกองประกวดของอแมนด้าบอกเลยว่าแซ่บสุดดด แฟชั่นเป๊ะปังทุกวันไม่มีแผ่ว อย่างเช่นชุดเดรสสีขาวดีไซน์ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ไทยชื่อดัง Poem ที่อแมนด้าเลือกใส่ถ่ายเซลฟี่สวยๆ ในโรงแรมก็เริ่ด แม้จะชุดเป็นโทนสีขาวที่สื่อถึงความสุภาพ เรียบร้อย แต่คงใช้ไม่ได้กับลุคนี้ของอแมนด้า เพราะเซ็กซี่ทุกองศา โชว์สัดส่วนชัดเป๊ะ ทำเอาอเมริการ้อนผ่าวไปเลยแม่

นอกจากนี้เธอยังแมตช์กระเป๋า CHRISTIAN LOUBOUTIN ต่างหูคู่ยาวจาก PUN และรองเท้าส้นสูงสีขาวของ LYN เข้ากับชุดเดรสอีกด้วย บอกเลยว่าเซ็ตนี้ลงตัวมากกก

สวยสับฉบับตัวแม่! ชุดโพเอม ‘อแมนด้า’ สีขาวโชว์เอวเอส เช็คอินฮอลลีวู้ด

ชุดโพเอม อแมนด้า ชุดโพเอม อแมนด้า ชุดโพเอม อแมนด้า ชุดโพเอม อแมนด้า ชุดโพเอม อแมนด้า Poem อแมนด้า Poem อแมนด้า Poem อแมนด้า


ภาพ : IG@amanda.obdam , FB Miss Universe Thailand

เรื่อง : ฮานะ_แพรวนิสต้า

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

คุณค่าที่แม่คู่ควร! ซงฮเยคโย สวยแพงทั้งลุค ตั้งแต่ชุดยันเครื่องประดับ

ควีนเอลิซาเบธ ทรงมีรับสั่งให้ ดัชเชสเคท ปรับการแต่งตัว เมื่อต้องออกงาน

เกินวัยหรือมีสไตล์? ‘Maya Basol’ แฟชั่นนิสต้าวัย 6 ขวบ ใส่ชุดไหนก็สวยปัง

 

คุณแม่ลูก 4 พลอย-ชิดจันทร์

กว่ารักจะลงล็อก! เปิดเรื่องเล่ากว่าจะเป็นสะใภ้จีนของ คุณแม่ลูก 4 พลอย-ชิดจันทร์

เป็นอีกหนี่งสาวที่ประสบความสำเร็จทั้งในเรื่องของความรัก ครอบครัว และการงานเรียกได้ว่าเพียบพร้อมไปกว่า คุณแม่ลูก 4 พลอย-ชิดจันทร์ ฮุง คงไม่มีแล้ว ที่ได้มาเป็นแขกรับเชิญคนพิเศษในรายการ CLUB FRIDAY SHOW ซึ่งเจ้าตัวได้มาเปิดเผยถึงเรื่องราวความรักที่ทุกคิดว่าสวยงาม แต่กว่าที่จะเรียบและเดินสะดวกแบบนี้ จริงๆ แล้วก็ผ่านอุปสรรคมาไม่น้อยเลยล่ะ

กว่ารักจะลงล็อก! เปิดเรื่องเล่ากว่าจะเป็นสะใภ้จีนของ คุณแม่ลูก 4 พลอย-ชิดจันทร์

คุณแม่ลูก 4 พลอย-ชิดจันทร์

ในชีวิตพลอยก่อนที่จะมาเจอคุณเคนเคยอกหักไหม?

“ไม่เคยเลยค่ะ (ยิ้มๆ)”

เริ่มต้นรู้จักกับคุณเคนได้อย่างไร?

“เจอกันครั้งแรก คือ เจอกันที่บ้านย่าของพลอย เขามากับคุณอาเพราะว่าพี่เคนเขาเป็นลูกหุ้นส่วนของคุณอา ก็มาร่วมงานปีใหม่ของที่บ้านเพราะตอนนั้นเราก็ทำงานอยู่ กรุงเทพฯ แล้วเราก็บินกลับไปงานที่บ้านแล้วเราก็ได้ไปเจอเขาวันนั้นครั้งแรกที่งาน ตอนที่เจอเขาครั้งแรกก็ไม่ได้ปิ๊งอะไรขนาดนั้น แต่ว่าพอมาคิดย้อนหลังถึงทุกวันนี้ มันก็มีอะไรนิดๆ ความจริงมันก็รู้สึกพิเศษนิดหนึ่งแต่วันนั้นเราก็ไม่ได้รู้สึกอะไรขนาดนั้น เขาเป็นคนฮ่องกง-จีน ส่วนมากที่เราคุยกับเขาเลยเป็นภาษาอังกฤษอย่างเดียวเลย เพราะตอนนั้นเขาก็ยังไม่ค่อยได้ภาษาไทย ตอนนั้นที่พลอยเล่นละครเรื่องแรกเลย”

พลอยบอกว่าเจอกันครั้งแรกก็รู้สึกพิเศษเหมือนกัน แล้วความรู้สึกพิเศษนั้น คืออะไร?

“ถ้าพูดตอนนี้พลอยว่าตอนนี้รู้ตัวว่าเราน่าจะเป็นคนชอบคนตี๋ๆ เพราะเราชอบหนุ่มลักษณะแบบนี้อยู่แล้ว ส่วนปัญหาที่ได้เจอก็คือระยะทาง หรือแบบมันจะยากหรือเปล่าสำหรับความสัมพันธ์ที่มันห่างแบบนี้ แต่ตรงนั้นที่เราไขว้เขว ไม่ใช่ประเด็นหลักๆ มากกว่ามันเป็นเพียงองค์ประกอบโดยรวมๆ เพราะที่บ้านเราที่บ้านเขาก็ดูจะเป็นไปได้ยากค่ะ”

พลอย-ชิดจันทร์

แปลว่าครอบครัวเราไม่ค่อยถูกใจคนนี้ และครอบครัวเขาก็ดูเหมือนกับไม่ถูกใจเราหรือเปล่า?

“ด้วยความที่เราพูดภาษาจีนไม่ได้ และไม่ได้เจอครอบครัวเขา อีกทั้งคุณอามาบอกคุณแม่ของเราว่าตอนนี้คุณพ่อของเขาก็อยากให้เขาแต่งงานแล้วนะแล้วเหมือนธรรมเนียมที่บ้านเขาจะมีการแบบหาคนที่เหมาะสมคู่ควรให้กับพี่เคน เลยจะพาเขาไปดูตัว แต่พี่เคนเขาก็ปฏิเสธพ่อเขา เขาดื้อบอกไม่เอา ส่วนแม่เราก็ไม่อยากให้เราเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาต้องทะเลาะกับพ่อ เราจึงพิจารณาตัวเองหรือเราต้องถอยออกมาด้วยไหม”

ตอนนั้นที่พ่อเขาก็บินไปบินมา แล้วตัวเขาบินไปบินมา แล้วเขาเคยพาเราไปเจอพ่อเขาบ้างไหม?

“ไม่เลย ไม่เคยเจอเลย แต่เคยเจอแบบผ่านๆ สมมติว่าพ่อเขามาคุยกับคุณอาแล้วก็เห็นแบบผ่านๆ แต่ไม่เคยมานั่งคุย กินข้าว หรือเจอกัน ไม่เคยเลยค่ะ เพราะเราคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง”

คุณพ่อคุณแม่ฝ่ายชายทราบไหมว่าเราเป็นแฟนลูกชายเขา?

“ทราบค่ะ แต่ตอนนั้นเราคิดว่าท่านต้องเหม็นเราแน่เลย เพราะว่าเราทำให้ลูกเขาไม่ทำตามที่เขาอยากได้”

แต่ทางคุณพ่อคุณแม่ของพลอยคือบอกว่าให้หยุด หรือแปลสั้นๆ ออกมาคือให้เลิกกัน?

“คือตอนนั้นเราทำตามที่พ่อแม่ขอ เราก็หายไปจากเขา ไม่ได้รับโทรศัพท์เลย ประกอบกับตอนนั้นเราไปเที่ยวทะเลกับแม่อยู่เกาะด้วยเลยปิดเครื่องเงียบหาย  เขาเลยขับรถมาหาแม่กับพลอยแล้วก็ร้องไห้ ซึ่งครั้งนั้นเป็นครั้งเดียวที่เห็นพี่เคนร้องไห้ คุกเข่าบอกแม่เราว่าขอคุยกับพลอย หน่อยได้ไหมเพราะเขารู้ว่าแม่ของเราห้ามไม่ให้คุยกัน”

“หลังจากนั้นก็ได้คบกัน จนมาถึงวันที่เขาพูดกับเราเรื่องแต่งงานแล้ว ตอนแรกเราอยากให้อีก 2 ปีค่อยแต่งเพราะว่าเราอยากเรียนให้จบ เพราะคือหน้าที่ที่แม่เราอยากให้เราทำให้สำเร็จ แต่เขาก็รู้สึกว่าไม่ได้แล้วจริงๆ เพราะทางพ่อเขาอยากให้แต่งงาน เราก็เข้าใจเขามาก จริงๆว่าเขาโดนเยอะ แล้วช่วงนั้นคุณย่าของเขาก็ป่วย เขาอยากให้มีงานมงคลก่อนที่คุณย่าจะป่วยมากกว่านี้”

ที่พ่อเขาเร่งให้แต่ก็แปลว่าตอนนั้นพ่อของคุณเคน เขาก็โอเคกับเราแล้วหรือเปล่า?

“เหมือนพ่อเขาก้ำกึ่ง ไม่เชิงโอเคแต่ว่าบังคับไม่ได้แล้ว เพราะว่าพี่เคนดื้อ คือเขาจะไม่พูดเลยแบบไม่คุยด้วย พลอยคิดว่าเขาคงจะดื้อกับพ่อเขาพอสมควร เพราะเขาเป็นคนชัดเจน  ตอนนั้นเราเลยต้องตัดสินใจ เพราะว่าถ้ารอบนี้เราบอกว่าไม่ก็คือจบจริงๆ  ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ เพราะว่าเราคบกันมาขนาดนี้แล้วเราก็รู้สึกว่าเขาคือคนที่ใช่สำหรับเรา ซึ่งตอนที่พลอยไปบอกคุณแม่คุณพ่อว่าจะแต่งงาน ตอนนั้นมันยากมาก  เราก็ร้องไห้เข้าไปก่อนเลย เราบอกท่านว่าเราเลือกแล้วเราขอเลือกแบบนี้ เพราะมันเป็นครั้งแรกที่เราเลือกที่จะไม่เชื่อฟัง แล้ววันนั้นก็คือเป็นครั้งแรกด้วยที่ได้บอกพ่อกับแม่ว่าแอบคบกับพี่เคน  ซึ่งอารมณ์ตอนนั้นเราก็เหมือนจะสู้ไปด้วยกันกับพี่เคน เพราะเราเองก็ยังไม่รู้ด้วยว่าพ่อแม่ของสามีเขาจะอย่างไรกับเราด้วยซ้ำ แต่เราสองคนรู้แค่ว่าเราโอเคกันเราจะไม่เลือกใครแล้ว แล้วเขาก็รู้ว่าเขาเลือกเราแล้วแค่นั้นเลยแล้วๆ “

อีกเรื่องที่ถ้ามองย้อนกลับไป คือ สิ่งที่แรงที่สุดที่เข้ามากระทบในชีวิต วันที่พลอยออกมาแถลงข่าว เป็นวันที่เรามีน้องอยู่ในท้องแล้ว 7 เดือน ก็มีข่าวออกมาต่างๆ นานาแน่นอนพอออกมาแถลงข่าวว่ามีน้องก็มีข่าวว่าท้องก่อนแต่งส่วนใหญ่ไปในทิศทางนี้ พูดได้ว่า พลอย ไม่ได้อธิบายในเรื่องนี้เลย วันนี้อยากจะบอกอะไรบ้าง?

“คือเราไม่ได้อธิบายไทม์ไลน์ขนาดนั้นว่า เหมือนเราได้มาคุยกันตั้งแต่แรก วันนั้น เราก็อธิบายเพียงแค่ว่า ที่เขียนอักษรย่อกันคือเราแหละ แต่เราแต่งงานกันแล้วนะ แต่เราไม่ได้อธิบายว่าเราแต่งงานกันมานานแล้วแต่แต่งกันเงียบๆเฉพาะคนในครอบครัวเราที่รู้ ซึ่งในรายการ Club Friday Show เป็นครั้งแรกของ พลอย เลยค่ะ ที่มานั่งเล่าไทม์ไลน์ ทั้งหมดแบบละเอียดมาก”

คุณพ่อคุณแม่เขาเคยมีกำแพงกับเราไหมช่วงแรก?

“ไม่ได้รู้สึกว่ามันยากขนาดนั้นนะคะ คุณแม่คือน่ารักมากใจดีมาก เป็นคุณแม่ที่เข้าใจนะคะ ส่วนคุณพ่อ ก็คงจะมีแผนในมุมนักธุรกิจการทำงานของเขาที่พลอยก็เข้าใจ แต่ในเมื่อมันไม่เป็นแบบนั้นเขาก็เข้าใจยอมรับได้ ตั้งแต่ที่พลอยมาอยู่กับครอบครัวเขาก็รู้สึกดีตลอด ไม่ได้มีความรู้สึกแบบที่เรากังวลเลย มันคือความคิดที่เราคิดไปเองทั้งนั้น”

แต่ตอนนี้พลอยคือสะใภ้คนโปรด เพราะคุณพ่อคุณเคนรักพลอยมาก คุยกับลูกสะใภ้มากกว่าลูกตัวเองแล้วทุกวันนี้?

“ใช่ค่ะ ทุกวันนี้เป็นแบบนั้นเลยค่ะ”

อาจจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับหลายๆ คนที่มีปัญหาในความรักพ่อแม่เขาไม่ชอบเรา หรือ พ่อแม่เราไม่ชอบเขา ที่สำคัญสุดคือ คนสองคนจริงๆ?

“เขาคงเห็นความพยายามของเรา สุดท้ายเขาก็ยอมรับ เขาอยู่ไหนเราก็อยู่นั่น เป็นการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ของพลอยเลยในตอนนั้น ซึ่งพี่เคนก็พูดกับพลอยประโยคหนึ่ง You Jump I Jump ด้วยกันนะ”


ข้อมูลจาก : รายการ CLUB FRIDAY SHOW

สามารถติดตามอ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่นี่

เปิดบ้าน พลอย ชิดจันทร์ ชีวิตแม่ลูกสี่ ดินแดนสร้างสุขและทรัพย์ที่เชียงใหม่

วิถีแม่สายโหด พลอย ชิดจันทร์ ดัดนิสัยลูก จับอยู่ดอย อดข้าว เพราะสบายจนเคยตัว

‘วันจันทร์ บารมีสูง ไม่สามารถออกหน้าได้เต็มที่ว่า ครอบครอง’ ดูดวงรายวัน 10 พฤษภาคม 2564

ดูดวงรายวัน 10 พฤษภาคม 2564 #หมอปุ้ยพยากรณ์ เช็กทุกวัน เป๊ะปังทุกดวง ทั้งการงาน การเงิน ความรัก และสุขภาพ

‘วันจันทร์ บารมีสูง ไม่สามารถออกหน้าได้เต็มที่ว่า ครอบครอง’

ดูดวงรายวัน 10 พฤษภาคม 2564

ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์

การงาน  : สำหรับผู้ที่ทำงานหรือได้เกี่ยวข้องกับงานในสายยุติธรรมและความถูกต้อง เช่น ทนายความ ผู้พิพากษา อัยการ ตำรวจ  มีความเป็นไปได้ที่คุณจะได้แสดงความรู้ ความสามารถ และความชำนาญส่วนบุคคล ก็ควรเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นด้วย อย่ายึดติดที่เฉพาะกลุ่มของตน เพราะมีโอกาสที่จะเกิดความขัดแย้งและลุกลามไปถึงทะเลาะกัน ควรใจเย็นๆ อย่าใช้อารมณ์เด็ดขาด เพราะสุดท้ายแล้วคุณนั่นละที่จะเป็นทุกข์ และกังวลกับความสัมพันธ์ในระยะยาว

การเงิน  :  หากคุณจะลงทุนร่วมกับคนรัก จะมีผู้ใหญ่อุปถัมภ์ ซึ่งคุณก็สามารถบริหารจัดการการเงินได้อย่างเป็นระบบ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

ความรัก : วันนี้คุณอยู่กับหลักการและเหตุผลมากเสียจนทุกอย่างต้องเป๊ะไปหมด กลายเป็นความกดดันทั้งคุณและคู่ จนเครียด  คนโสด  คุณตั้งสเปคชายในฝันไว้ค่อนข้างสูงลิบ โดยนำไปเปรียบเทียบกับแฟนคนอื่นอย่างไม่รู้ตัว  จึงดูเหมือนคุณเปลี่ยนใจได้เรื่อยๆ เพื่อหาคนที่ตรงสเปคที่สุด

สุขภาพ :  ควรให้ความสำคัญกับการขับถ่าย ไม่ควรกลั้นปัสสาวะติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะจะทำให้กรวยไตและกระเพาะปัสสาวะมีปัญหา หากในกรณีรุนแรงจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อในกระแสเลือดได้

 

ผู้ที่เกิดวันจันทร์

การงาน  :  ก็ยังมีโอกาสได้ริเริ่มงานใหม่ หรือโยกย้ายหน่วยงานไปอยู่ในแผนกที่มีผลตอบแทนสูงขึ้น  แต่เส้นทางนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ มีความเป็นไปได้ที่คุณจะต้องเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคอีกยาวนานเลย แต่ไม่ต้องกังวล  เพราะคุณเป็นคนเก่ง มีความรู้ ความสามารถ จนถึงมีบารมีจากตำแหน่งหน้าที่การงาน หากผ่านจุดนี้ไปได้ ผลตอบแทนที่ได้รับถือว่าคุ้มค่าทีเดียว

การเงิน : รายได้ของคุณมาจากหยาดเหงื่อและแรงงาน จากความรู้ ความสามารถ แต่ไม่ใช่จากแหล่งที่ไม่ถูกต้องหรือการเสี่ยงโชคนะคะ หากคุณเข้าไปยุ่ง มีโอกาสที่จะทำให้หน้าที่การงานมัวหมอง

ความรัก : คุณพิถีพิถันในเรื่องการแต่งตัว เนี๊ยบเป๊ะ ตั้งแต่เสื้อผ้า หน้า ผม วันนี้จึงกลายเป็นประเด็นที่เสี่ยงต่อการถูกเม้าท์มอยได้ว่า คุณกำลังมีกิ๊ก ซึ่งคู่คุณก็ไม่ได้บ้าจี้ตาม เขาให้เกียรติคุณ  คนโสด  คุณพยายามทำทุกอย่างเพื่อจะครอบครองคนที่คุณถูกใจให้ได้ แต่อาจติดที่ตำแหน่งหน้าที่การงานจึงทำให้คุณแสดงออกมากไม่ได้

สุขภาพ  : หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ ปรุงไม่สุก ไม่สะอาด ตรงตามสุขอนามัย เพราะมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาหารเป็นพิษ ท้องเสีย จนถึงลำไส้อักเสบ

 

ผู้ที่เกิดวันอังคาร

การงาน :  สำหรับนักธุรกิจมือใหม่ หรือผู้ประกอบการรายย่อย SMEs คุณมีโอกาสที่จะเปิดธุรกิจที่บ้าน เช่น ขายอาหาร-เครื่องดื่มออนไลน์ หรือเดลิเวอร์รี่ สอนพิเศษออนไลน์ ออร์กาไนซ์ ฯลฯ ซึ่งในสถานการณ์แบบนี้เรียกว่า มีความท้าทาย และแข่งขันสูง ถูกจริตของคุณยิ่งนัก ก็ต้องระวัง เพราะมีความเป็นไปได้ว่า วันนี้คุณจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับเอ็นเทอร์เทน รวมถึงการเสี่ยงโชคออนไลน์

การเงิน :  มีโชคเฮงๆ ปังๆ เรียกว่าจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปหมด โดยเฉพาะลงทุนในธุรกิจสีเทา ซึ่งก็จะได้เงินเข้ามาเป็นกอบเป็นกำ

ความรัก : แม้คุณจะได้รับความรักและการดูแลเอาใจใส่อย่างดีจากครอบครัว ขณะเดียวกันคุณก็ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัวเป็นอย่างดี ถึงกระนั้นก็ยังหนีไม่พ้นเรื่องข่าวฉาว ที่จะสะเทือนความสัมพันธ์ให้สั่นคลอน คนโสด  คุณมีเสน่ห์โดดเด่นเป็นที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนรอบข้าง ก็อย่าเพิ่งใจอ่อน ด่วนหนีตามใครไปก่อน จะเป็นการตัดโอกาสตัวเองอย่างน่าเสียดาย

สุขภาพ  :  ภูมิแพ้มาแล้วจ้า มีโอกาสแพ้สารเคมีที่ผสมอยู่ในน้ำยาทำความสะอาด ที่ใกล้ตัวที่สุดน่าจะเป็น เจล แอลกอฮอลล์ และสเปรย์ รวมถึงแอลกอฮอลล์สำหรับดื่มด้วย มีความเสี่ยงที่คุณจะขึ้นผื่นคัน

 

ผู้ที่เกิดวันพุธ

การงาน :  มีความเป็นไปได้ที่คุณจะถูกเจ้านายกดดัน ให้ใช้ความรู้ ความสามารถ ทำงานหนักขึ้นกว่าเดิม ส่งผลให้คุณเครียด ฟาดงวงฟาดงาใส่ผู้อื่น จนมีความเสี่ยงสูงมากที่คุณจะตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ต้องทำงานที่อยู่นอกเหนือจากที่ตกลงกันไว้ หรือตกเป็นแพะรับบาป ต้องรับผิดในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ก่อ จึงควรใจเย็นๆ อย่าใช้อารมณ์ตัดสินปัญหา เพราะจะยิ่งทำให้เกิดความเสียหายมากมายขึ้นในภายหลัง

การเงิน : หาเงินได้เยอะ มีผู้ใหญ่อุปถัมภ์ แต่ก็อย่าตกเป็นเหยื่อเงินที่ไม่ถูกต้อง ทั้งบนโต๊ะและใต้โต๊ะ

ความรัก :  วันนี้คู่คุณจะเป็นคู่คิดและที่ปรึกษาที่ดี ยอมตามใจคุณทุกอย่าง คุณว่าอย่างไร ว่าตามกัน   คนโสด  มีความเป็นไปได้ที่คุณจะใช้แฟนของเพื่อนมาตั้งมาตรฐานในการเลือกแฟนของตัวเอง จึงดูเหมือนว่าคุณไม่จริงใจ เพราะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เพื่อหาคนที่เหมาะกับตัวเองมากที่สุด

สุขภาพ :  เครียด เรื่องงานจนส่งผลต่อระบบต่างๆ เช่น ระบบประสาท จะมีอาการปวดศีรษะ ไมเกรนถามหา หรือระบบการย่อยอาหาร จะมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องผูก โรคกระเพาะ ลำไส้อักเสบ

 

ผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี

การงาน  :  สำหรับผู้ที่ทำงานหรือเกี่ยวข้องกับการติดต่อประสานงาน การบริหารจัดการ และให้บริการคำปรึกษาทางธุรกิจหรือการค้า วันนี้คุณไม่ควรกล้าได้กล้าเสีย หรือวู่วามมาก เพราะมีความเป็นไปได้ที่คุณจะทำงานท่ามกลางปัญหาและอุปสรรค โดยเฉพาะหากมีการเซ็นเอกสารสัญญา รวมถึงสัญญาใจ ก่อนเซ็นควรพิจารณาให้รอบคอบ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นสัญญาทาสจนคุณไปทำงานที่อื่นไม่ได้เลยอีกยาวนานเลยทีเดียว

การเงิน :  คุณเป็นนักลงทุน ชอบเสี่ยงและความท้าทาย แต่ก็ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเงินที่ได้มาจากแหล่งที่ไม่ถูกต้อง หรือการเสี่ยงโชค เพราะจะทำให้ชื่อเสียงของคุณมัวหมองในภายหลัง

ความรัก :  ควรหนักแน่นให้มากๆ  เพราะมีความเสี่ยงที่จะเจอศึกหลายด้าน ทั้งเสียงเม้าท์มอยว่า คุณมีกิ๊ก รวมถึงมาแบบตัวเป็นๆ ที่จะมาหลอกให้รักเพื่อหวังผลประโยชน์ แล้วก็จากไป  คนโสด  คุณโรแมนติก วาดฝันถึงความรักไว้อย่างงดงาม เพราะฉะนั้นจึงพยายามที่จะครอบครองคนที่คุณถูกใจ สุดท้ายแล้วก็จะกลายเป็นบ่วงที่มัดไว้จนตัดกันไม่ขาด  แม้จะอยากตัดก็ตาม

สุขภาพ :  อวัยวะที่ควรให้ความสำคัญคือหัวใจ และโรคที่เกี่ยวกับหัวใจ รวมถึงโรคที่เกี่ยวข้องกับกระดูกสันหลัง ซึ่งจะมีอาการปวดหลัง

 

ผู้ที่เกิดวันศุกร์

การงาน : คุณสตรอง  ชอบความท้าทาย รักการแข่งขัน ตัดสินใจคนเดียว โดยไม่รับฟังความคิดเห็นจากใคร จึงต้องระวังการตัดสินใจที่รวดเร็ว แต่ขาดความรอบคอบ และการมีบริวารที่ไม่ซื่อสัตย์ จะทำให้งานผิดพลาดอย่างไม่น่าจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันนี้หากมีการทำเอกสารสัญญา ยิ่งต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนเลย เพราะมีโอกาสที่จะกลายเป็นสัญญาทาสโดยไม่รู้ตัว จึงควรใช้ความรู้ ความสามารถ และเทคนิคในการเจรจาประนีประนอม หรือต่อรอง เพื่อแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี

การเงิน : คุณชอบลงทุน ชอบความท้าทาย แต่ก็ต้องระวังคุณอาจถูกมิจฉาชีพหลอก จึงไม่ควรให้ออกหน้ารับกู้ยืมเงินแทน หรือเซ็นค้ำประกันให้ เพราะมีความเสี่ยงที่คุณจะต้องรับผิดชอบหนี้สินแทน

ความรัก : มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีปัญหาร้อนใจมาให้คุณได้รับรู้ เช่น อาจมีบุคคลที่สามเข้ามาในครอบครัว ก็ต้องระวัง เพราะเธอมาเพื่อหวังผลประโยชน์ แล้วเมื่อได้สมใจก็จากไป  คนโสด คุณสตรองเกิ๊น ชอบใครก็ไม่แคร์ว่าจะถูกต้องหรือเปล่า ก็ระวังนะคะ เพราะสุดท้ายแล้วจะกลายเป็นบ่วงมัดคุณไว้ จะตัดก็ตัดไม่ได้

สุขภาพ :  หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องยืนและเดินเป็นเวลานาน เพราะคุณจะปวดขาตั้งแต่สะโพกลงมา มีอาการกล้ามเนื้ออักเสบ ตึงยึด รวมถึงข้อเข่าเสื่อม ควรออกกำลังกายเบาๆ เป็นประจำ เพื่อยืดเหยียดกล้ามเนื้อ

 

ผู้ที่เกิดวันเสาร์

การงาน :  คุณสตรอง คุณสตรอง  ชอบความท้าทาย รักการแข่งขัน ตัดสินใจคนเดียว โดยไม่รับฟังความคิดเห็นจากใคร จึงต้องระวังการตัดสินใจที่รวดเร็ว แต่ขาดความรอบคอบ และการมีบริวารที่ไม่ซื่อสัตย์ จะทำให้งานผิดพลาดอย่างไม่น่าจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณทำงานที่มีลำดับขั้นตอน มีรูปแบบที่ชัดเจน เช่น หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ ฝ่ายบัญชี งานธุรการ บุคคลในเครื่องแบบ ฯลฯ วันนี้มีความเสี่ยงที่คุณจะถูกดึงเข้าไปพัวพันกับงานสีเทา รวมถึงงานที่ไม่ถูกต้อง ควรหลีกเลี่ยง เพราะหากถลำลึกลงไปแล้ว จะส่งผลร้ายต่อชีวิตและอนาคตการงาน

การเงิน :  คุณชอบลงทุน และก็หาเงินได้มาก  แต่ก็ไม่ควรหลงเชื่อคำพูดที่มีหลักการและเหตุผล ที่จะมาขอความช่วยเหลือ หรือลงทุนในธุรกิจธุรกรรมใดๆ เพราะมีความเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

ความรัก :  วันนี้อารมณ์คุณร้อนแรง มีเสน่ห์ทางเพศสูง จนคู่ของคุณต้องอยู่บ้านเลยทีเดียว คนโสด  แอบรักใครอยู่หรือเปล่าคะ วันนี้คุณมีโอกาสเปิดศึกแย่งชิงอยู่เงียบๆ เพื่อให้เขามาเป็นของคุณ

สุขภาพ : อย่าประมาท พวกของมีคมและความร้อน เพราะมีความเสี่ยงที่คุณจะได้รับอันตรายเป็นแผลตามร่างกาย

 

 

เมแกน มาร์เคิล

เมแกน มาร์เคิล ปรากฏตัวอีกครั้งในลุคสดใส กล่าวถึงลูกสาวในคลิปวิดีโอ

เมแกน มาร์เคิล ปรากฏตัวอีกครั้งในลุคสดใส ดัชเชสแห่งซัสเซกส์ กล่าวถึงลูกสาวในคลิปวิดีโอ ว่าเธอคือแรงบันดาลใจที่อยากให้ทำสิ่งที่มีประโยชน์เพื่อผู้หญิงทั่วโลก

ตามที่ได้รายงานไปแล้วว่า เจ้าชายแฮร์รี่-เมแกน มาร์เคิล ร่วมเป็นผู้นำในคอนเสิร์ต Vax Live เพื่อรณรงค์แจกจ่ายวัคซีนโควิด-19 ให้เท่าเทียมกันทั่วโลก และมีการระดมทุนให้กับ Covax (โครงการริเริ่มระดับโลกมุ่งให้ทั่วโลกสามารถเข้าถึงวัคซีนโควิด-19 ได้อย่างเสมอภาค)

เมแกน มาร์เคิล

แม้ว่า ดัชเชสเมแกนจะไม่สามารถไปร่วมงานนี้ได้ เพราะเธอกำลังตั้งครรภ์ แต่ดัชเชสแห่งซัสเซกส์ก็ได้อัดคลิปเพื่อโอกาสพิเศษนี้ โดยเธอมาในลุคสดใส สวมเสื้อเชิ้ตสีแดงพร้อมลายดอกป๊อปปี้สีชมพู พร้อมกับกล่าวว่า

“ ปีที่ผ่านมาพวกเราถูกกำหนดให้มารวมตัวกันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยและกล้าหาญเพื่อรับมือกับ โควิด-19 และพวกเราได้มารวมตัวกันในคืนนี้ เพราะหนทางข้างหน้ากำลังจะสดใสขึ้น มันจะพาพวกเราทุกคนค้นหาหนทางไปข้างหน้า ในฐานะประธานการรณรงค์ของ VAX LIVE ฉันและสามีเชื่อว่าการฝ่าวิกฤตครั้งนี้ จะนำสุขภาพ ความปลอดภัย และความสำเร็จของทุกคนกลับมา

เมแกน มาร์เคิล

โดยเฉพาะผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดครั้งนี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้หญิงผิวสี นับตั้งแต่การแพร่ระบาดเริ่มขึ้นผู้หญิงเกือบ 5.5 ล้านคนต้องสูญเสียงานในสหรัฐฯ และคาดว่าจะมีผู้หญิงอีก 47 ล้านคนทั่วโลกตกอยู่ในความยากจนขั้นรุนแรง

ฉันและสามีตื่นเต้นที่จะได้ต้อนรับลูกสาวในไม่ช้านี้ มันคือความสุขที่เราได้แบ่งปันกับครอบครัวอื่นๆ อีกหลายล้านครอบครัวทั่วโลก เมื่อเรานึกถึงเธอ เรานึกถึงหญิงสาวและเด็กผู้หญิงที่ทั่วโลกต้องยอมรับความสามารถ และให้การสนับสนุนเพื่อนำพาพวกเราไปข้างหน้า


ที่มา : www.marieclaire.com

วิจารณ์หนัก หนังสือเด็ก ‘The Bench’ ที่เมแกนเขียน คล้ายกับหนังสือเด็กอีกเล่ม

ชีวิตคนดังใน LA ของเจ้าชายแฮร์รี่-เมแกน อาจส่งผลกระทบต่อ อาร์ชี ในอนาคต

ฟลุค-เกริกพล

เลี้ยงลูกในสไตล์ ฟลุค-เกริกพล กูรูด้านการเงิน คุณพ่อรุ่นใหม่เข้าใจเกมเมอร์ 

การเลี้ยงเด็กสักคนหนึ่งไม่ใช่การทำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่จะวางทุกอย่างไว้ตามระบบแบบเป๊ะๆ แต่ต้องมีองค์ประกอบร่วมด้วยหลายอย่าง โดยเฉพาะความเข้าอกเข้าใจจากคุณพ่อ-คุณแม่ ดังนั้น จึงทำให้แต่ละบ้านมีการอบรมเลี้ยงดูไม่เหมือนกัน โดยหนึ่งในประเด็นที่หลายบ้านยุคนี้ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือเรื่องเกม ที่เข้ามาดึงความสนใจของลูกๆ จากพ่อ-แม่ ซึ่งแต่ละครอบครัวก็มีเรื่องราวที่แตกต่างกันไป แต่กับบ้านของนักแสดงและ กูรูด้านการเงิน ฟลุค-เกริกพล มัสยวาณิช ดูเหมือนว่านอกจากไม่มีปัญหาแล้ว ลูกชายของเขายังได้พลิกให้เป็นโอกาสด้วย เพราะคุณพ่อคนนี้ได้เผยกับ “แพรวดอทคอม” ว่าลูกชายวัย 18 ปี  “น้องอชิ” ตอนนี้ทำเงินจากเกมได้เยอะมากๆ เลยทีเดียว

ตอนนี้น้องอชิโตมากแล้ว ความสัมพันธ์พ่อลูกเริ่มห่างจากเมื่อก่อนไหม?

“จริงๆ ความสัมพันธ์เราไม่ได้ห่างกันนะครับ เพียงแค่เวลามันน้อยลงเพราะเขามีบางอย่างที่ต้องดูแล เช่น เขาจะต้องสอบเพื่อที่จะเข้ามหาวิทยาลัย เหมือนเขามีหน้าที่รับผิดชอบเยอะขึ้น เลยอยู่กับพ่อได้น้อยลงมากกว่า”

เหงาไหมคะ ในวัยที่ลูกเริ่มโตขึ้น?

“เมื่อก่อนผมอยู่กับลูกอาทิตย์ละ 3-4 วัน และเวลาที่เราไปเมืองนอกกลับมาผมก็จะอยู่กับลูกทุกวัน พอหลังๆ ก็เปลี่ยน เป็นอยู่กับเราวันศุกร์ วันเสาร์ และวันอาทิตย์ แต่พอตอนนี้ไม่มีแล้ว จะกลายเป็นแค่วันเสาร์และวันอาทิตย์ เพราะวันศุกร์เขาก็จะต้องกลับไปทำอะไรบางอย่างของเขา พอวันเสาร์เราถึงค่อยไปรับลูก มันก็เลยทำให้วันที่จะอยู่ด้วยกันสั้นลง เดี๋ยวนี้วันศุกร์ผมก็จะว่างมากขึ้น เมื่อก่อนวันศุกร์และวันเสาร์ผมไม่เคยนัดกับเพื่อนเลย ตอนนี้นัดกับเพื่อนได้แล้ววันศุกร์ บอกตรงนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ด้วยนะ”

ฟลุค-เกริกพล กูรูด้านการเงิน

ทุกวันนี้โลกมันเปลี่ยนไป มีเรื่องเกมที่เข้ามาดึงความสนใจเขา วิธีการดูแลน้องอชิต้องปรับยังไงบ้าง?

“อย่างแรกต้องไม่ให้มันเว่อร์ไป เราต้องให้เขารู้ว่าความพอดีอยู่แค่ไหน อย่างแรกคือส่งไปเรียนหนังสือ ก็ต้องเรียนให้มันได้อันนั้นอย่างแรก เมื่อทำได้แล้วเราก็ต้องให้โอกาสเขาทดลองในสิ่งที่เขาชอบเพราะไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ถ้าเก่งมันสามารถหาเงินได้ทั้งนั้น ตอนนี้เขาสตรีมเกมเขาก็สามารถสร้างเงินได้ คือมันไม่ใช่ว่าการเล่นเกม มันเหมือนกับสมัยที่เราเล่นตอนเด็กๆ ที่มันไม่มีประโยชน์อะไร ยกเว้นฆ่าเวลา ดังนั้นสมัยนี้มันไม่เหมือนเดิม”

“แล้วบางทีสิ่งที่เราไม่เข้าใจ มันอาจจะเป็นสิ่งที่ใช่แล้ว และกำลังจะเกิดก็ได้ ซึ่งเราเองก็ไม่รู้มากก่อน ดังนั้นส่วนตัวผมคิดว่าผมจะปล่อยระดับหนึ่ง ให้อย่างน้อยได้ทำหน้าที่ในสิ่งที่ตัวเองควรทำ แล้วที่เหลืออยากทำอะไรก็ทำไป แต่ให้ก็ต้องให้เขารู้จักดูแลตัวเองและสุขภาพของตัวเองด้วย”

ฟลุค-เกริกพล กูรูด้านการเงิน

ดูแล้วน้องอชิน่าจะมีความสามารถทางด้านไหนเป็นพิเศษ?

“เรื่องอิเล็กทรอนิกส์ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขามีมากแค่ไหน เพราะด้วยยุคนี้เด็กทุกคนอาจจะเก่งแบบนี้ก็ได้ เพราะเราก็ไม่ได้ไปดูลูกคนอื่นว่าเก่งแค่ไหน แต่เราใกล้ชิดลูกเรา เขาสามารถเข้าใจระบบคอมว่าอันนั้นอันนี้จะต้องแก้ไขยังไง สมัยก่อนถ้าคอมพิวเตอร์ผมก็ส่งหาช่าง แต่กับอชิเขาจะลองทำดูเองก่อนโดยดูจากอินเทอร์เน็ต ซึ่งเขารู้ว่าจะต้องเปลี่ยนแค่ส่วนไหน เป็นเราก็คงเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดไปแล้ว คือเราไม่รู้ว่าเขาเก่งแค่ไหน แต่ดูแล้วที่แน่ๆ เขาเก่งกว่าเรา”

เลี้ยงลูกในสไตล์ ฟลุค-เกริกพล กูรูด้านการเงิน คุณพ่อรุ่นใหม่เข้าใจเกมเมอร์

อชิ อชิรวัฒน์

มีโอกาสจะเข้าวงการบันเทิงเหมือนคุณพ่อไหม?

“ดูจากทรงแล้ว ก็ค่อนข้างยากนะ เขาเป็นคนขี้อาย แต่ถ้าถ่ายแบบก็อาจไม่แน่ต้องขึ้นอยู่กับตัวเขา แต่ผมคิดว่าไม่เอาเงินมาล่ออาจจะไม่ได้ผลแล้ว เพราะตอนนี้เขาขายของในเกม ตอนแรกเราก็ไม่ค่อยเข้าใจลอจิกนี้ แต่เขาทำได้ ล่าสุดเขาบอกว่าอยากลงทุนเราก็ให้ลงทุนแล้วแบ่งกำไรกัน โดยนอกจากผมแล้ว เขาก็เอาเรื่องนี้ไปขายกับปู่กับย่าด้วย ตอนนี้ก็ได้ผู้ลงทุนใหม่เป็นคุณย่า ได้กำไรกลับมา 30,000 บาท ในระยะเวลา 2 เดือน หลังจากที่ให้เงินลงทุนเขาไป 80,000 บาท ไม่รู้เหมือนกันว่าทำได้อย่างไร ผมเล่นหุ้นยังไม่ได้อย่างนี้เลย”

ทำมานานเท่าไหร่แล้ว?

“ทำมาประมาณ 2 ปีแล้วครับ ผมให้เงินเดือนเขาไป เขาใช้หมดตั้งแต่ต้นเดือนเลย พอผมถามเขาบอกผมว่าซื้อไอเทมในเกม อย่างซื้อมา 10,000 บาท ขายไป  20,000 บาท ใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน สักพักก็เริ่มมาซื้อ 30,000-40,000 บาท ก็ขายได้ 60,000 บาท ซื้อพวก 80,000 บาท ขายได้ 120,000 บาท อะไรอย่างนี้”

อชิ อชิรวัฒน์

รายได้การลงทุนแบ่งกันอย่างไรสำหรับพ่อ-ลูก?

“การลงทุนเราแบ่งกันตอนแรก 50 : 50 แต่ผมก็ไม่อยากเสียเงิน ผมก็ถามลูกว่าลูกการันตีไหมถ้าพ่อเสียเงินอชิต้องจ่ายให้พ่อนะ เขาก็การันตี ผมก็เปลี่ยนบอกลูกว่าอย่างนั้นพ่อเอา 30% เพราะมีการการันตี จนวันนี้ผมยังไม่เข้าใจเลย แต่มีเงินโอนเข้ามาตลอด เวลาผมจ่ายเงินผมก็จะมีคำถามเขาตลอดว่าทำไมต้องซื้ออันนี้ เขาก็ให้คำตอบได้ว่า ต้องซื้อตอนนี้เพราะเดี๋ยวช่วงคริสต์มาสมันจะขึ้น เพราะคนจะเล่นเยอะ อีกทั้งคนก็ได้เงินเยอะ ดังนั้นยังไงมันก็ต้องขึ้นแน่ๆ เขาค่อนข้างที่มีความเข้าใจในเรื่องนี้อยู่มากพอสมควร”

อย่างไรก็ตามอย่าลืมว่าการลงทุนมีความเสี่ยง ดังนั้นเราต้องเรียนรู้แล้วนำมาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม


ภาพจาก IG @achirawat @fluke777

สามารถติดตามอ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่นี่

ฟลุค-เกริกพล & นาตาลี เล่าโมเม้นต์ น้องอชิ น้ำตาคลอ ดีใจที่จะได้เป็นพี่ชาย

เผลอแป๊บเดียว น้องอชิ ลูก “พ่อฟลุค-แม่โบ” โตเป็นหนุ่ม หล่อพุ่งในลุคคูลๆ

น้องอชิ ยินดี! งานแต่งงานแห่งปี ฟลุค เกริกพล & นาตาลี หลานสาว เจ้าสัวซีพี

น้ำหอมดารา

น้ำหอมดารา ! ส่อง 4 กลิ่นโปรดของ นางเอกซูเปอร์สตาร์เกาหลี

ส่อง น้ำหอมดารา  4  กลิ่นโปรดของ นางเอกซูเปอร์สตาร์เกาหลีใต้ ซงฮเยคโย, ยุนอา, ซูจี และ ซงจีฮโย

หากคุณให้ความสำคัญกับการแต่งกายให้ดูดีอยู่เสมอแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ควรให้สำคัญไม่น้อยกว่ากันเลยก็คือเรื่องของกลิ่น เพราะประสาทสัมผัสจะส่งกลิ่นเข้าสู่ระบบสมอง ซึ่งส่งผลต่อการจำและสร้างอารมณ์ความรู้สึก บางกลิ่นทำให้เราชวนหิว, บางกลิ่นทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย และบางกลิ่นก็ทำให้เรารู้สึกอารมณ์เสีย และความทรงจำที่ไม่ดีของเราตลอดไป

ในยุคกรีกน้ำหอมมีเพื่อบูชาเทพเจ้า ซึ่งน้ำหอมในโบราณสกัดจากยางไม้หอม จากนั้นจึงได้รับการพัฒนาเรื่อยมา โดยในยุคจักรวรรดิโรมัน เพราะพวกเศรษฐีเหล่านี้จะเอานํ้าหอมไปพ่น และฉีดตามพื้นและกำแพงบ้านของตัวเอง และนอกจากนี้ยังนำนํ้าหอมไปฉีดให้กับสัตว์เลี้ยงของบรรดาเศรษฐีอีกด้วย แต่ว่าน่าเสียดายที่น้ำหอมของโรมันหายไปพร้อมกับกรุงโรม และกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งในยุค Middle Ages โดยครั้งนี้ไม่ได้สกัดมาจากยางแล้วแต่สกัดมาจากดอกไม้แทน

กลิ่นน้ำหอมที่ได้รับความนิยมที่สุดไม่ได้แปลว่าเหมาะกับเราเสมอไป เพราะเมื่อโมเลกุลน้ำหอมทำปฏิกิริยากับเหงื่อก็จะส่งให้เกิดกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เปรียบเสมือนการสร้างสรรค์กลิ่นที่สั่งทำพิเศษสำหรับเราเท่านั้น ซึ่งก็มีบางคนแทบไม่เคยจะเปลี่ยนกลิ่นน้ำหอมเลย หรือหากเปลี่ยนก็จะมี 1 ขวดในดวงใจที่ต้องมีติดไว้ วันนี้ แพรวดอทคอม เลยจะพาทุกท่านไปส่อง น้ำหอมดารา! ซึ่งเป็นกลิ่นโปรดของ 4 นางเอกซูเปอร์สตาร์แดนกิมจิ

น้ำหอมดารา ! ส่อง 4 กลิ่นโปรดของ นางเอกซูเปอร์สตาร์เกาหลี

คนแรกคือ บิวตี้ตัวแม่  “ซงฮเยคโย” โดยหนึ่งกลิ่นในดวงใจของเธอคือ Penhaligon’s Orange Blossom น้ำหอมโอเรียนทัลฟลอร่าสำหรับผู้หญิงร่วมสมัย เน้นให้สดชื่น อ่อนหวาน และเย้ายวน สัมผัสความหอมของกลิ่นส้มแคริเบียน, มะกรูด, กุหลาบและดอกพีช ให้ความรู้สึกเหมือนการเดินท่ามกลางแสงแดดอันอบอุ่น

น้ำหอมดาราน้ำหอมดารา

คนที่สองคือ “ซูจี” หนึ่งกลิ่นที่สาวคนนี้ปราบปลื้มก็คือ Lovely Sweet Sixteen ของ Jeanne Arthes เป็นกลิ่นผลไม้, ดอกไม้, แฝงด้วยกลิ่นไม้และกลิ่นส้ม เหมาะอย่างยิ่งกับบุคลิกหวานของเธอ เมื่อเทียบกับน้ำหอมอื่นๆ

น้ำหอมดารา

คนที่สามคือ “ยุนอา” นางเอกสาวและนักร้องจากวง Girls’ Generation  น้ำหอมกลิ่นโปรดของเธอคือ L’Eau d’Issey ของ Issey Miyake เป็นกลิ่นของหอมดอกไม้นานาชนิด ให้ความรู้สึกผู้หญิงที่กำลังจะเป็นผู้ใหญ่

น้ำหอมดารา

น้ำหอมดารา

ต่อที่ดอกไม้เหล็กแห่งรันนิ่งแมน “ซงจีฮโย” กลิ่นโปรดของเธอคือ Lanvin Eclat d’Arpège เป็นกลิ่นที่ให้ความสุนทรียภาพของผู้หญิงยุคใหม่ กลิ่นใบมะนาว, ไลแลค, ออสแมนทัส ดอกพีช, ดอกโบตั๋น, วิสทีเรีย, ข่า, ไม้ซีดาร์, อำพัน และกลิ่นมัสก์ ให้ความรู้สึกหอมหวานแบบสะอาดๆ

น้ำหอมดารา

มีใครใช้กลิ่นไหนหรืออยากลองกลิ่นไหนอยู่บ้างค่ะ อยากลืมคอมเม้นต์บอกกันมาบ้างนะคะว่าดีงามอย่างไร


ข้อมูล www.koreaboo.com

กระเป๋าดารา ราคาไม่เกิน 2 หมื่น จาก Coccinelle แบรนด์ดังสัญชาติอิตาลี

กระเป๋าดารา ราคาไม่เกิน 2 หมื่น จาก Coccinelle แบรนด์ดังสัญชาติอิตาลี

ราคาดีจนต้องส่อง! กระเป๋าดารา จากแบรนด์ดังสัญชาติอิตาลี แม้สถานการณ์ปัจจุบันจะทำให้ทริปของสาวๆ ต้องยกเลิกกะทันหัน แต่เหล่าดาราเซเลบก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง ด้วยการหยิบจับไอเท็มใหม่ๆ มามิกซ์แอนด์แมตช์เป็นลุคเที่ยวทิพย์หรืออยู่บ้านแบบชิคๆ พร้อมเสิร์ฟให้ชาวโซเชียลได้ชื่นชมและ CF ตามกันแบบรัวๆ

วันนี้เราจึงขอยกลุคของเหล่าดาราเซเลบพร้อมกระเป๋าใบโปรดในคอลเล็คชั่น Spring/Summer 2021 จากแบรนด์กระเป๋าหนังส่งตรงจากอิตาลีอย่าง Coccinelle มาเป็นไอเดียให้สาวๆ กัน โดยในซีซั่นนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นภูเขา ทุ่งหญ้า ต้นไม้ ทะเล หาดทราย และท้องฟ้า และสื่อออกมาผ่านทางสีสันที่จัดเต็ม รูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์ รวมไปถึงวัสดุต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวกระเป๋าจากผ้าแคนวาส หูกระเป๋าที่ถักทอแบบเปีย หรือดีเทลในกระเป๋าที่ใช้เชือกถักกลมชวนให้นึกถึงเรือและลมทะเล เชื่อว่าต้องตกสาวๆ ได้บ้างไม่มากก็น้อย พร้อมแล้วไปดูกันเลย

กระเป๋าดารา ราคาไม่เกิน 2 หมื่น จาก Coccinelle แบรนด์ดังสัญชาติอิตาลี

เริ่มด้วยสองสาวสุดฮ็อต คิมเบอร์ลีและดาว พิมพ์ทอง กับกระเป๋า Coccinelle รุ่น Beat Selleria ที่ปรับโฉมออกมาใหม่ในซีซั่นนี้พร้อมกับสายสะพายผ้าแคนวาสสามารถถอดเปลี่ยนสายได้ และบัว นลินทิพย์ ในลุคชิคๆ หน้าบ้านกับกระเป๋ารุ่น Boheme Grana Double รุ่นใหม่แกะกล่องในซีซั่นนี้ ที่มีเอกลักษณ์ตรงหูหิ้วถักเป็นเปีย แถมจุของได้เยอะสุดๆ

กระเป๋าดารา Coccinelle Spring/Summer 2021
กระเป๋ารุ่น Beat Selleria ราคา 12,900 บาท
กระเป๋าดารา Coccinelle Spring/Summer 2021
กระเป๋ารุ่น Beat Selleria ราคา 12,900 บาท

อีกหนึ่งรุ่นยอดฮิตที่ในซีซั่นนี้ออกหน้าตาใหม่มาให้เลือกแบบจุใจกับรุ่น Beat เริ่มจากลุคอยู่บ้านของสาวพรีม รณิดา กับรุ่น Beat Croco สีขาวดูเรียบหรูแต่แมตช์ง่าย หรือนักแสดงเสียงดี หนูนา หนึ่งธิดา กับรุ่น Beat Mini Soft ถึงจะใบจิ๋วตามเทรนด์แต่สีเหลืองทำใหโดดเด่นสุดๆ และลุคคุณหนูจากสาวยิหวา กับรุ่น Beat Selleria พร้อมสายแคนวาสที่ถอดเปลี่ยนสายได้

กระเป๋าดารา
กระเป๋ารุ่น Beat Croco ราคา 15,500 บาท
กระเป๋าดารา Coccinelle
กระเป๋ารุ่น Beat Mini Soft ราคา 10,500 บาท
กระเป๋าดารา
กระเป๋ารุ่น Beat Selleria ราคา 13,900 บาท

สองลุคสุดท้ายกับกระเป๋าที่เก๋สุดในคอลเล็คชั่นกับรุ่น Beat Paglia Rete ด้วยเอกลักษณ์การสานแบบตาข่ายบนตัวกระเป๋า ทำให้กระเป๋ารุ่นนี้เป็นกระเป๋าประจำซัมเมอร์นี้ได้ไม่ยาก แถมทั้ง Fashion Influencer อย่างคุณแป้ง และสาวสเตฟานี่ ก็จับกระเป๋ารุ่นนี้มามิกซ์แอนด์แมตช์กับลุคสบายๆ ออกมาได้ปังสุดๆ ใครเห็นก็ต้องอยาก CF ไปตามๆ กัน

กระเป๋าดารา Coccinelle
กระเป๋ารุ่น Beat Paglia Rete ราคา 11,900 บาท
กระเป๋าดารา
กระเป๋ารุ่น Beat Paglia Rete ราคา 12,900 บาท

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ลิสต์นี้ต้องดู! อยู่ต่างประเทศ ทำงานกี่ชั่วโมง ถึงจะซื้อ กระเป๋าแบรนด์เนม ได้สักใบ

เกินวัยหรือมีสไตล์? ‘Maya Basol’ แฟชั่นนิสต้าวัย 6 ขวบ ใส่ชุดไหนก็สวยปัง

ใครถือบ้าง? BOYY กระเป๋าแบรนด์ไทย ดีไซน์ถูกใจเซเลบต่างชาติ