เปิดทริคบาลานซ์ชีวิตสู่ความสำเร็จ “วี-ปวริศา ชุมวิกรานต์” ผู้บริหารหญิงเก่งแห่งวงการไอที

ต้องยอมรับเลยว่า ยุคนี้เป็นยุคที่ผู้หญิงเข้ามามีบทบาทสำคัญกับทุกเรื่อง ไม่เว้นแม้กระทั่งเรื่องเทคโนโลยีที่คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นงานที่เหมาะกับผู้ชาย เข้าใจยาก และไกลตัว แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นเรื่องที่ง่ายและจำเป็นที่ต้องหันมาสนใจกันมากขึ้น อีกทั้งผู้หญิงเก่งหลายๆ คนยังเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยพัฒนาและขับเคลื่อนธุรกิจต่างๆ ของแวดวงไอทีให้ก้าวไกลอย่างไม่หยุดยั้ง 

เฉกเช่นผู้บริหารหญิงเก่งแห่งวงการไอทีคนนี้ “วี-ปวริศา ชุมวิกรานต์” ผู้บริหารฝ่ายการตลาด LINE MOBILE ประเทศไทย เวิร์คกิ้งวูแมนที่ไม่ได้ประสบความสำเร็จแค่ชีวิตการทำงานเท่านั้น แต่เธอยังสามารถจัดการชีวิตส่วนตัวได้อย่างสมดุล ทำให้ชีวิตแฮปปี้ ลงตัวในทุกๆ ด้าน เรียกว่ามี “Work-Life Balance” ที่เวิร์คกิ้งวูแมนทั้งหลายสามารถเอาเป็นแบบอย่างได้เลยทีเดียว ซึ่ง แพรวดอทคอม จะพาไปเจาะลึกเคล็ดลับในการบาลานซ์ชีวิตสู่ความสำเร็จของเธอกัน

นิยามตัวตนของ “วี-ปวริศา ชุมวิกรานต์”

สำหรับวี นิยามของ “ปวริศา ชุมวิกรานต์” คือ ผู้หญิงที่คิดว่าไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ เป็นคนที่พร้อมจะเผชิญกับความท้าทายต่างๆในชีวิต แก้ปัญหาและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆในทุกๆวันโดยไม่มีที่สิ้นสุด ไม่หยุดพัฒนาตัวเอง เป็นผู้หญิงที่พร้อมจะลบคำสบประมาทต่างๆ เพื่อที่จะพิสูจน์ว่า ทุกสิ่งเป็นไปได้ถ้าเราตั้งใจและพยายาม ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหรือการใช้ชีวิตส่วนตัว 

แรงบันดาลใจในการก้าวมาเป็นผู้บริหารหญิงแห่งวงการไอที

แรงบันดาลใจในการทำงานด้านไอทีก็มาจากนิยามตัวตนของวีนั่นเองค่ะ วีเชื่อว่าไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปได้ จึงอยากทำให้ทุกคนเห็นว่า เรื่องไอทีไม่ใช่แค่เรื่องของผู้ชายเท่านั้น แต่ผู้หญิงก็สามารถทำงานด้านนี้ได้ดีเช่นกัน ไม่มีอะไรที่ยากเกินกว่าความพยายามค่ะ ดังนั้น ตอนที่วีได้รับโอกาสให้เข้ามาทำงานในวงการไอที จึงพยายามแสดงให้ทุกคนเห็นว่า ผู้หญิงก็ทำงานด้านไอทีได้และทำได้ดีด้วย 

ผู้หญิงกับเรื่องไอที การเปลี่ยนเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย

การจะทำให้เรื่องไอทีกลายเป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้หญิง วีคิดว่าอันดับแรกขึ้นอยู่กับ Attitude ค่ะ คือเราต้องเชื่อก่อนว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปได้ พอเรามี Can do attitude แล้ว ก็จะคิดต่อได้เองว่าต้องทำอย่างไรต่อไป ต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมนะ ซึ่งง่ายมากสำหรับยุคนี้ที่เป็นยุคของเทคโนโลยี ความรู้ในอินเทอร์เน็ตมีเยอะแยะมากมาย แต่ถ้ายังไม่เพียงพอหรือยากเกินกว่าที่เราจะทำความเข้าใจได้เอง ก็สามารถสอบถามหรือเรียนรู้จากผู้รู้เพื่อเก็บเกี่ยวความรู้ได้ค่ะ สำคัญที่สุดคือต้องไม่หยุดที่จะเรียนรู้ เพราะทุกวันนี้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสูง ทำให้โลกเปลี่ยนแปลงและหมุนไปเร็วมาก เราจึงต้องหมั่นเพิ่มเติมความรู้ตลอดเวลา เพราะทุกวันนี้ถ้าเราหยุดเท่ากับเรากำลังถอยหลังแล้วค่ะ

เป้าหมายสำคัญของชีวิต

วีตั้งใจไว้ตั้งแต่เด็กแล้วว่าโตขึ้นมาอยากเป็นผู้บริหารในองค์กรใหญ่ๆ สร้างสรรค์โปรดักส์หรือเซอร์วิสที่สามารถพูดได้ว่าเราสร้างมันขึ้นมา ซึ่งมาถึงวันนี้วีก็ทำได้ตามความตั้งใจแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชัน Joox หรือ Grab จนมาถึง LINE MOBILE  นอกจากนี้วียังตั้งใจไว้ด้วยว่าสักวันหนึ่งเราจะนำความรู้ ประสบการณ์ต่างๆของเราไปช่วยเหลือสังคมโดยการส่งต่อความรู้และข้อคิดต่างๆให้แก่สังคม หรือเด็กรุ่นใหม่เพื่อเป็นกำลังของประเทศชาติ ซึ่งในปัจจุบันนี้วีก็ได้เริ่มส่งต่อความรู้เหล่านี้ไปให้เด็กรุ่นใหม่แล้ว เช่น การไปสอนหนังสือตามมหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นวิทยากรพิเศษ หรือ การไปเป็นกรรมการตัดสินเวทีประกวดด้านการตลาดและโฆษณาต่างๆ วีมองว่าการให้ความรู้ หรือคำปรึกษา จะช่วยให้ผู้อื่นนำความรู้ไปต่อยอดและสร้างโอกาสได้อีกมากมาย 

แนวคิดสู่เส้นทางแห่งความสำเร็จ

วีมีแนวคิดในแบบของตัวเองอยู่ 3 ข้อหลักๆ ข้อแรกเลยคือการมี “Can do attitude” ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก ทุกสิ่งเป็นไปได้เสมอ ถ้าคิดว่าทำไม่ได้ ก็จบตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มต้น และวันนี้ก็คงไม่มีสิ่งใหม่ๆเกิดขึ้น รวมไปถึง LINE MOBILE ที่ออกมาปฏิวัติวงการ Telco ด้วย  ข้อต่อมาคือ “Stay Hungry, Stay Foolish” ต้องเป็นคนเปิดกว้างและเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ เนื่องจากโลกเราทุกวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปอย่างรวดเร็วมาก ซึ่งเรื่องนี้รวมถึงเทรนด์ต่างๆ ในโลกด้วยเช่นกัน การที่เรารู้มากกว่า เราย่อมได้เปรียบเสมอ ข้อสุดท้ายคือวีจะคิดไว้ตลอดว่า “Never be satisfied in what you do” อย่าไปยึดติดกับความสำเร็จในอดีต ไม่มีอะไรที่เพอร์เฟ็กต์ ทุกอย่างสามารถทำให้ดีขึ้นไปกว่าเดิมได้เสมอ เมื่อไหร่ที่เราพอใจเเล้วเราจะหยุดคิด หยุดทำ หยุดทุกอย่างไว้ตรงจุดนั้น

เปลี่ยนแรงกดดันเป็นพลังใจ

ถ้าถามว่าความสำเร็จในชีวิตที่มีอยู่ตอนนี้ สร้างแรงกดดันให้กับตัวเองหรือเปล่าว่าจะต้องประสบความสำเร็จเสมอ ถ้าตอบว่าไม่กดดัน ก็คงโกหกนะคะ เพราะจริงๆ แล้วก็กดดันอยู่เหมือนกัน แต่วีเปลี่ยนแรงกดดันให้เป็นประโยชน์กับตัวเอง ทำให้เรามีความรอบคอบและความระมัดระวังในการทำงานมากขึ้น เพราะแรงกดดันจะคอยเตือนให้เราทำพลาดไม่ได้ ซึ่งวีก็จะเตรียมตัวเองให้พร้อมมากขึ้น  เราต้องมีการวางแผนเพื่อที่จะแก้ปัญหาและทำออกมาให้ดีที่สุด และเมื่อผลออกมาแล้ว หากมีข้อผิดพลาด เราก็เรียนรู้จากมันให้ในอนาคตเราไม่ผิดซ้ำอีก แล้วเราก็ก้าวต่อไปเท่านั้นเองค่ะ

การทำงานกับอุปสรรคเป็นของคู่กัน แค่รู้วิธีรับมือก็ชนะได้ 

การทำงานกับอุปสรรคถือเป็นของคู่กัน ซึ่งวีก็เจออยู่ตลอด จึงขอฝากถึงน้องๆ คนรุ่นใหม่ไว้เลยว่า ในการทำงานทุกอย่างมีอุปสรรคเสมอ ไม่ว่าอยู่ในตำแหน่งหรือหน้าที่อะไรก็ตาม แต่ถ้าเราเตรียมรับมือให้พร้อม แก้ไขปัญหาทุกอย่างอย่างมีสติ เราทำในส่วนของเราที่เรารับผิดชอบอย่างดีที่สุด คิด วางแผน ลงมือทำอย่างดีที่สุด เต็มที่ที่สุด ด้วยความวิริยะ อุตสาหะ เราก็จะสามารถก้าวผ่านอุปสรรคไปได้ค่ะ

เรียนรู้ประสบการณ์จากความผิดหวัง

ก็เป็นเรื่องธรรมดานะคะ ที่ในชีวิตการทำงานของทุกคนมีทั้งสมหวังและผิดหวัง เพียงแค่ว่าเราจะสามารถจัดการกับความผิดหวังของเราและเปลี่ยนให้เป็นพลังงานบวกในการก้าวต่อไปของเรายังไง อย่างตัววี วีจะคิดเสมอว่า ไม่มีอะไรแน่นอนเสมอไป เหมือนกับคำสอนของพระพุทธเจ้า มีสุข มีทุกข์ มีสมหวัง มีผิดหวัง เราจะต้องแยกให้ออกก่อนว่าในเหตุและปัจจัยของสิ่งๆหนึ่งที่จะเกิดขึ้นมีทั้งปัจจัยภายใน ซึ่งก็คือตัวเราเอง และปัจจัยภายนอก คือสภาพแวดล้อมต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งอื่นๆที่อยู่เหนือการควบคุมของเรา สิ่งที่เราทำดีได้มากที่สุดคือ เราทำในส่วนของเราที่เรารับผิดชอบอย่างดีที่สุด คิด วางแผน ลงมือทำอย่างดีที่สุด แล้วที่เหลือไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเราจะไม่เสียใจเพราะเราทำอย่างดีที่สุดแล้ว เมื่อเราคิดได้แบบนี้ เราก็จะไม่ผิดหวังค่ะ  

ตัวตนนอกเก้าอี้ผู้บริหาร

ปกติแล้ววีเป็นคนที่แอ็คทีฟมากค่ะ คือเป็นคนที่มีกิจกรรมทำอยู่ตลอดเวลา ส่วนใหญ่จะชอบออกกำลังกาย ซึ่งในการออกกำลังกายก็จะเปลี่ยนรูปแบบใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ นอกจากนี้ก็จะใช้ชีวิตวันหยุดแบบสบายๆ กับลูกๆ ทั้งสาม (หมายถึงสุนัข) พาไปเดินเล่นบ้าง พาไปวิ่งบ้าง พาไปว่ายน้ำบ้าง    

บาลานซ์ชีวิตแบบเวิร์คกิ้งวูแมนคนเก่งกับไลฟ์สไตล์ส่วนตัวที่ลงตัว

ด้วยความที่วีเป็นเวิร์คกิ้งวูแมน เวลางานก็จะทำงานจริงจัง แต่นอกเหนือเวลางานก็จะให้เวลากับครอบครัวตลอด คือวันหยุดก็จะยกเวลาทั้งหมดให้กับสามีและลูกๆ ทั้งสามเลยค่ะ

เคล็ดลับการดูแลความอ่อนเยาว์ของผู้หญิงวัย 39 ปี

สำหรับวี ผู้หญิงในวัยใกล้จะเลข 4  เป็นวัยที่ผู้หญิงจะสวยมากที่สุด ทั้งวุฒิภาวะ รู้จักตัวเองและเคารพตัวมากที่สุด ถึงแม้อาจจะไม่สดใสเหมือนสาววัยรุ่น แต่วีมองว่าเคล็ดลับอย่างแรกที่จะดูแลความอ่อนเยาว์ของตัวเองต้องมาจากข้างในก่อนเป็นอันดับแรกค่ะ 

Attitude ของเราต้องไม่มีความคิดลบกับวัยที่ใกล้จะเลข 4 เพราะถ้าเรามองว่าแย่แล้วมันจะออกมาดีได้อย่างไรหละ วีเลยตั้งเป้าหมายไว้ว่า เราจะเป็นผู้หญิงวัย 40 ที่ยังดูสวย กระฉับกระเฉง แข็งแรง และดูอ่อนกว่าวัย พอเรามีเป้าหมายแล้วก็ลงมือทำเลยค่ะ วีออกกำลังกายเพื่อที่จะทำให้ร่างกายแข็งแรง ทุกวันนี้วีออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องมา 4-5 ปีแล้ว ที่เล่นเป็นประจำคือ พิลาทีส ที่ให้ความยืดหยุ่น ฝึกสมาธิ ควบคุมลมหายใจและได้ความแข็งแรงไปในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้วียังออกกำลังกายด้วยการเล่น CrossFit เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อและความแข็งแรงเพิ่มเติมอีกด้วย

เคล็ดลับที่สอง คืออาหารการกินค่ะ เพราะมีส่วนสำคัญอย่างมาก อาหารก็คือยา เราเลือกกินของที่มีประโยชน์ เราก็จะมีสุขภาพที่ดีจากภายใน แต่ก็ไม่ได้เคร่งครัดจนตึงเกินไปนะคะ เราก็ยังทานอาหารที่เราเอ็นจอยบ้าง เพื่อบาลานซ์ความสุขของชีวิต 

ข้อที่สามที่สำคัญคือดื่มน้ำเยอะๆ เพราะน้ำเป็นส่วนสำคัญของร่างกาย ขับของเสีย และช่วยทำให้ผิวพรรณดีค่ะ

ข้อสุดท้ายคือ เลือกทำในสิ่งที่เรามีความสุขและจัด  Work-Life Balance ให้ดีค่ะ เพราะในชีวิตจริงอะไรที่ตึงเกินไปหรือหย่อนเกินไปย่อมไม่ยั่งยืน ถ้าเรามี  Work-Life Balance ที่ดี ก็จะทำให้เรามีความสุขในระยะยาว และมีพลังในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆอย่างไม่สิ้นสุดค่ะ

keyboard_arrow_up