เปิดใจหญิงเก่ง จ๋า-ยศสินี ผู้จัดฯเพลิงบุญ เล่าถึงนักแสดง ชีวิตแบบครบเซ็ต

ถูกจับตามองไม่น้อยไปกว่านักแสดงแถวหน้า สำหรับหญิงเก่ง จ๋า-ยศสินี ณ นคร ที่ใครต่อใครต่างรู้จักเธอในฐานะผู้จัดละคร โดยผลงาน “เพลิงบุญ” ภายใต้การดูแลของเธอที่แฟนละครใกล้จะได้ชมกันตอนแรกในวันที่ 3 สิงหาคม 2560 นั้น ต้องยอมรับว่า แค่ปล่อยทีเซอร์ละครออกมา ก็ให้อารมณ์เผ็ด แซ่บ และได้รับความสนใจจากแฟนๆไปไม่น้อย

แพรวดอทคอมได้มีโอกาสเจอคุณจ๋า ผู้จัดฯคนเก่ง ในงานฉลองครบรอบ 4 ปี แบรนด์ THREE ในประเทศไทย จึงไม่พลาดคว้าตัวเธอมานั่งพูดคุยถึงละครเรื่องเพลิงบุญ รวมถึงได้มีการพูดถึงนักแสดงหลักของเรื่องอย่างเบลล่า-ราณี, เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ, ป้อง-ณวัฒน์ และหลุยส์ สก๊อต ว่าการทำงานนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งก็ทำให้รู้ว่า คุณจ๋าเตรียมละครเรื่องนี้มาถึง 8 ปีทีเดียว! ในขณะเดียวกัน ภาพความเป็นสาวทำงานของคุณจ๋าก็ยังมีมุมการใช้ชีวิต เติมความสุขและดูแลตัวเองด้วย รวมถึงมุมความรักระหว่างคุณแม่จิ๋ม-มยุรฉัตร ประสิทธิเวช และสามี เปิ้ล-ณัฐบูร ไตรณัฐี เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ไปฟังเรื่องราวของคุณจ๋าไปพร้อมๆกันเลยค่ะ…

ตัวอย่างละครเพลิงบุญ หลังจากปล่อยออกมา ค่อนข้างดูแรง และแซ่บ แต่ก็ได้รับความสนใจจากแฟนละครมากเหมือนกัน คืนนี้ (3 ส.ค. 60) จะได้ชมกันตอนแรกแล้ว พูดถึงละครเรื่องนี้หน่อย

จ๋า: กระแสตอบรับก็ดีค่ะ เพราะต้องบอกว่า ทีวีตอนนี้มันต้องสู้กันนิดนึงนะคะ ด้วยการแข่งขันมันค่อนข้างดุเดือด จริงๆถ้าถามในส่วนของทีเซอร์เนี่ย ตั้งแต่ทำละครมา ทีเซอร์ตัวนี้น่าจะแรงสุด แต่ว่ามันก็คือการรวมความแซ่บของละครตั้งไม่รู้กี่ตอนเอามาไว้ในหนึ่งนาทีอะเนอะ มันก็ค่อนข้างเข้มข้นนิดนึง แต่ว่าจริงๆแล้วเราต้องบอกว่าละครไม่ได้มุ่งเน้นที่จะขายเรื่องบนเตียงอะไรอย่างนี้ มันไม่ใช่อย่างนั้น มันเป็นละครที่จริงๆแล้วพอเข้ามาถึงเนื้อละคร มันเป็นเรื่องของการใช้ชีวิตคู่ แล้วมันก็จะเป็นเรื่องของการฟาดฟันกันของเพื่อนสนิทผู้หญิง 2 คน ที่พอผู้หญิงเป็นเพื่อนกันก็จริง แต่มันก็จะมีการแข่งขัน การเอาชนะกันอยู่หน่อยๆ เพราะฉะนั้นในละครมันจะมีเรื่องราวเหล่านี้เข้ามา เพียงแต่ว่าต้องยอมรับด้วยทีเซอร์ ภาพมันแซ่บดีอะเนอะ เราก็คัดมาแล้วละ เอาแบบซีนเด็ดๆมา แต่ละครก็เข้มข้นจริงๆ พลาดไม่ได้ตั้งแต่ตอนแรกเลยละ เพราะนักแสดงเขาตั้งใจมาก

พูดถึงการโคจรมาร่วมงานกันครั้งแรกของเจนี่-เบลล่า สองสาวเป็นอย่างไรกันบ้าง และคุณจ๋าได้ช่วยหรือแนะนำอะไรสองคนนี้บ้างหรือเปล่า

จ๋า: ใช่ค่ะ มาร่วมงานกันครั้งแรก จริงๆต้องบอกว่าแต่ละคนทำการบ้านมาดี เบลล่านี่อ่านนิยายจบตั้งแต่วันฟิตติ้ง เพราะฉะนั้นเขาจะมีจิตวิญญาณของพิมาลา คือตัวละครที่เขาเล่นเต็มที่ เขาจะรู้ จะเข้าใจที่มาที่ไปของตัวละครอย่างที่สุด ในขณะที่เจนี่เอง เป็นคนที่ต่อสู้กับบทของใจเริงมานาน ที่ตอนแรกติดต่อไปแล้วปฏิเสธ เพราะเขารู้สึกว่าเขายังเล่นไม่ได้ เขายังไม่กล้าพอ จนชีวิตเขาผ่านอะไร ด้วยความที่เรื่องนี้เตรียมงานกันมาค่อนข้างนาน ละครเรื่องนี้อยู่กับจ๋ามา 8 ปีกว่าจะได้เปิดกล้อง เจนี่เองก็ผ่านอะไรในชีวิตมาเยอะ จนวันหนึ่งเขาก็เดินมาบอกว่าเขาพร้อมแล้วนะ ที่เขาจะเล่นละครเป็นตัวใจเริง พี่มีความรู้สึกว่าเขามีทั้งประสบการณ์ชีวิต เขามีทั้งความพร้อมในฐานะนักแสดง เขามีของมาพร้อมที่จะปล่อย มีเรื่องที่จะเล่า เพราะฉะนั้นต้องบอกเลยว่า เจนี่ทำมากกว่าที่พี่คาดหวังว่า เขาจะทำเพื่อละครเรื่องหนึ่ง

ในขณะที่เบลล่า จ๋าแนะนำอะไร อาจจะแนะนำในลักษณะที่น้อง คือเบลล่ายังเด็กนะคะ เขาก็ไม่เคยผ่านการแต่งงาน หรือว่าการเป็นภรรยา แล้วในเรื่องต้องเป็นภรรยา เป็นเมียหลวงที่โดนเพื่อนสนิทแย่งสามีไป พี่ก็จะให้คำแนะนำแค่ในส่วนความรู้สึกของคนที่แต่งงานแล้ว หรือว่าความรู้สึกของคนที่เป็นเมียมันเป็นอย่างไร แต่ว่าแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย พี่มีความรู้สึกว่าเบลล่าเนี่ย เขาเป็นนักแสดงที่มีเซ้นส์ดี เซ้นส์ในการใช้ชีวิต เป็นคนเข้าใจชีวิตพอสมควรเลยละ เพราะฉะนั้นผู้หญิง 2 คน เขาเล่นละครเหมือนไม่ได้เล่น พี่ว่าจริงๆเบลล่าเพิ่งให้สัมภาษณ์ไป แล้วเป็นคำนิยามที่ดี คือมันเหมือน Reality ของชีวิตจริงอะ เพลิงบุญคือ Reality ของชีวิตแต่งงานของคนจริงๆ

ถามถึงพระเอก ป้อง-ณวัฒน์ เพราะถือว่าเป็นผู้ชายที่มีเซ็กซ์แอพพีลสูง และคนมักจะติดภาพหนุ่มป้องเล่นฉากเลิฟซีนหนัก ซึ่งในเรื่องนี้ก็มีด้วย

จ๋า: จริงๆเลิฟซีนมันก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตแต่งงาน คนแต่งงานแล้วก็ต้องมีเลิฟซีนในชีวิตอะเนอะ แล้วพอมันมีเรื่องของการแย่งกัน จริงๆ มันก็ต้องมีส่วนประกอบของเลิฟซีนเข้ามาอยู่แล้วอะค่ะ แต่เลิฟซีนเรื่องนี้ผู้ชายเป็นตัวที่โดนผู้หญิง 2 คนเล่นเกมกันอยู่พอสมควร เพราะจริงๆแล้วมันไม่ได้เกี่ยวกับการแย่ง ที่เจนี่เองก็ไม่ได้แย่งพี่ป้องมาด้วยความพิศวาส เพราะว่าจริงๆเคยทิ้งมาแล้ว แต่แย่งมาเพื่อเอาชนะเพื่อนของตัวเอง เพราะฉะนั้น ไดรฟ์ของเลิฟซีนมันจะไม่เหมือนเรื่องอื่น ในขณะที่เรื่องอื่นที่ผ่านๆมา มันจะเป็นการตั้งใจแย่งผู้ชาย แต่เรื่องนี้มันจะไม่ใช่ มันจะเป็นการเอาชนะกันของผู้หญิง 2 คนมากกว่า

ด้านหลุยส์ สก๊อต ในเรื่องนี้เห็นว่าสร้างความเซอร์ไพร้สต่อคุณจ๋ามาก เพราะฝีมือการแสดงที่จัดว่าดูแล้วรู้สึกพีคแบบที่ไม่เคยเห็นเล่นที่ไหนมาก่อน

จ๋า: พี่ว่าหลุยส์อะ เขาเหมือนอยู่ในวัยที่เหมือนทหารที่ผ่านสงครามมาแล้วรอดอะ แล้วคนที่เคยผ่าน คือพูดง่ายๆ ผู้ชายในวัยนี้ มันเป็นวัยที่แบบรู้แล้วว่าเป็นยังไง รู้จักชีวิต แล้วพอเขาซึ่งเป็นคนที่รู้จักชีวิตจริงๆมาเล่น เมื่อได้บทที่มันส่งอารมณ์เขาจริงๆ มันมหัศจรรย์มากเลย พี่นั่งดูหลุยส์เล่นละครเรื่องนี้ แล้วพี่แบบหลุยส์เล่นได้ยังไงวะ มันเรียลมาก แล้วตัวละครของหลุยส์จะเป็นตัวละครที่เรียนรู้ความทุกข์ของชีวิตและเอาชนะมันได้เป็นคนแรกของเรื่อง เขาจะเอาชนะ เขาจะเจออุปสรรคแล้วเอาตัวรอดขึ้นมาได้ ตั้งแต่สามตอนแรก แล้วหลังจากนั้นเมื่อปัญหาของคนอื่นเริ่ม หลุยส์จะเป็นตัวที่คอยสังเกตการณ์และเข้าไปช่วยเหลือ เพราะฉะนั้นเราจะเห็นฝีมือการแสดงของหลุยส์ที่พี่รู้สึกว่าพี่ยังไม่เคยเห็นหลุยส์เล่นที่ไหนมาก่อนเลย แล้วพีคมาก อยากให้ดูหลุยส์ สก๊อต จริงๆเรื่องนี้ (ยิ้ม)

ความโดดเด่นและความแตกต่างของละครเพลิงบุญ จากละครทั่วไปเรื่องอื่นๆ คิดว่าเป็นอย่างไร

จ๋า: คือจริงๆต้องบอกว่าเรื่องนี้อะค่ะ บางทีในละครช่วงที่ผ่านมา พี่มีความรู้สึกว่าผู้หญิงเราไปโทษผู้ชายว่าผู้ชายเลว ผู้หญิงถึงต้องทนทุกข์ โดยที่บางทีเราลืมมองตัวเองว่า บางทีสิ่งที่มันเกิดอะ มันเกิดจากความสะเพร่า มันเกิดจากความเลินเล่อ หรือว่ามันเกิดจากผู้หญิงเองต่างหาก เพลิงบุญไม่ใช่แปลความหมายออกมาแล้วเป็นการแย่งผู้ชายในชีวิตคู่นะคะ ไม่ใช่เลย เพลิงบุญ ความหมายของมันก็คือ ผู้หญิงคนหนึ่งคือ พิมาลา ก็คือนางเอก เหมือนผู้หญิงสมัยนี้ที่คิดดี ลองนึกภาพผู้หญิงสมัยนี้ที่ชอบแชร์คำคม หรือว่าถ่ายรูปตัวเองลงไอจี เวลาไปวัด ไปปฏิบัติธรรม แล้วก็คิดดี พอมีความรู้สึกว่าฉันทำดีแล้วฉันจะเป็นคนดี โดยบางทีก็ลืมไปว่า ไอ้ที่มันทำเนี่ย มันดีจริงหรือเปล่า มันจะทำให้ตัวเองเดือดร้อนหรือเปล่า คำว่าเพลิงบุญคือ คนที่ทำบุญด้วยเพลิง การทำบุญด้วยเพลิง สุดท้ายไฟมันก็เผาตัวเอง เพราะฉะนั้นมันจะเป็นการเรียนรู้ชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องรู้จักบาลานซ์ชีวิตให้ได้ว่า ณ วันนี้กับคนคนนี้ เราดีได้แค่ไหน ณ วันนี้กับคนคนนี้เราอาจจะต้องไม่ดีกับเขามาก หรือว่าดึงตัวออกมา เพื่อให้ชีวิตของเรามันผ่านพ้นไปได้ เหมือนกัน เพราะฉะนั้นมันจะไม่ใช่เรื่องของการแย่งผู้ชายด้วยความใคร่ ตัณหา อย่างเดียว

พูดถึงรายการใหม่ของคุณจ๋า สำหรับรายการสตรีมีคลาส ซึ่งได้มีประโยคที่บอกว่า ให้เด็กรุ่นใหม่เรียนรู้ รู้จักกาลเทศะ และผู้ใหญ่หัวโบราณเองก็ให้รู้จักปรับตัวด้วย แฟนๆจะได้เรียนรู้อะไรจากรายการนี้บ้าง

จ๋า: สำหรับสตรีมีคลาส พี่มีความรู้สึกว่าเราชอบอ้างคำว่าหนังสือสมบัติผู้ดี โดยที่ไม่มีใครได้เห็นหนังสือสมบัติผู้ดีนี้มานานแค่ไหนแล้ว แต่เราพูดถึงมันกันโดยที่พูดไปงั้นอะ ไม่ได้มีความเข้าใจ เพราะฉะนั้นพี่กับโมเม (นภัสสร บุรณศิริ) มาเจอกันแล้วพูดว่า เฮ้ย คนสมัยนี้มันใช้ชีวิตกันไปด้วยความรู้สึกที่ไม่แน่ใจว่าอันนี้ดีไหม ผู้ใหญ่ก็ว่าเด็ก เด็กก็ว่าผู้ใหญ่ โดยที่ไม่มีใครลุกขึ้นมาว่าตรงกลางที่มันพอดี หรือที่เรียกว่าสมบัติผู้ดีมันคืออะไร แล้วเราก็มานั่งอ่านสมบัติผู้ดี ในวันนี้คนที่ยึดหลักสมบัติผู้ดีเป็นหลัก อาจจะเอาชีวิตไม่รอดก็ได้ในสมัยนี้ เด็กก็ต้องเข้าหาผู้ใหญ่ ในขณะเดียวกันผู้ใหญ่ก็ต้องเข้าใจเด็กด้วยว่า ในการที่เราจะอยู่อย่างมีมารยาทที่เข้าใจกันได้ในสังคมสมัยนี้ มันต้องมีตรงกลางที่เราต้องพยายามหาร่วมกัน มันก็จะเป็นรายการที่เรารู้สึกว่า เรามาหาตรงกลางกันเถอะ แทนที่จะด่ากันไปด่ากันมาว่า เด็กสมัยนี้ไม่ได้เรื่องเลย ทำไมผู้ใหญ่ถึงได้หัวโบราณขนาดนี้ แทนที่จะพูดกันอยู่แบบนี้ ก็หยุดแล้วมาทำความเข้าใจกันมากกว่า

ใกล้วันแม่แล้ว หลังจากคุณจ๋าได้แต่งงาน ใช้ชีวิตคู่ ความรักระหว่างคุณจ๋ากับคุณแม่จิ๋มแตกต่างไปจากเดิมหรือเปล่า และท่านมีคำแนะนำการใช้ชีวิตคู่หรือเวลามีปัญหาอย่างไร

จ๋า: อืม…ความรักกับแม่มันไม่เปลี่ยนอยู่แล้วค่ะ ไม่ว่าจะแต่งงานหรือว่าไม่แต่งงานอะเนอะ (ยิ้ม) คนที่เป็นแม่ลูกกัน ความรักที่มันมีต่อกันมันคือที่สุดแล้วละ มันคือคนที่เป็นครึ่งหนึ่งของกันและกันจริงๆ เพราะว่าครึ่งหนึ่งของชีวิตพี่ก็คือแม่ แม่เป็นคนที่ปั้นมา ในส่วนของชีวิตคู่จริงๆ แม่สอนตั้งแต่ยังไม่มีชีวิตคู่แล้วนะ แม่จะสอนว่า เราก็ต้องมีชีวิตที่มีความสุขให้ได้ด้วยตัวเราเอง แต่ในขณะเดียวกันแม่พี่ก็บอกมาตลอดแหละว่า ถ้าเราเป็นคนที่เรารู้สึกว่ายังตามหาคู่ชีวิตของเรา ตราบใดที่เราไม่เจอ ชีวิตเราก็จะยังไม่ค่อยลงตัวอะ เวลาไปไหนเราก็จะชะเง้อว่า เอ๊…คนนี้ไหมนะ จะเป็นคนนี้ไปได้ไหมนะ เราจะมองหาความเป็นไปได้ในชีวิตตลอดเวลา แต่ ณ วันหนึ่งที่เราเจอคนที่เป็นคู่ชีวิตของเราแล้วจริงๆ แม่พี่เขาก็จะมีความรู้สึกว่า อย่าลืมว่านี่คือชีวิตที่ดีแล้ว เพราะฉะนั้นเวลาจะทำอะไร เราก็ต้องคิดถึงคนที่อยู่ข้างๆเราให้มากๆ แล้วในการใช้ชีวิตคู่กับคนอีกคนหนึ่งอะ บางทีมันก็มีเรื่องที่อาจจะแบบไม่ถูกใจกันบ้าง ไม่อะไรบ้าง แต่แม่พี่ก็จะสอนว่า อย่าทำอะไรที่มันจะเป็นแผลในใจต่อกันและกัน เพราะสิ่งสุดท้ายถ้าเราสองคนแต่งงานกัน ตัดสินใจแล้วว่าเราสองคนจะอยู่ด้วยกันจนตาย อย่าทำลายน้ำใจกัน โดยไม่จำเป็น ซึ่งมันสำคัญ เพราะบางทีเวลาเราทะเลาะกัน แล้วเราจะพูดอะไรไม่ดี หรือว่าพี่เปิ้ลไปเจอใครที่เอ๊ สนุกชั่ววูบอะไรอย่างนี้ มันก็จะมีการหยุดตัวเองว่าถ้าจะสนุกชั่ววูบ แต่มันสร้างแผลให้พี่ไปตลอดชีวิตก็อย่าทำเลย เพราะสุดท้ายวันหนึ่งที่เราจะอยู่ด้วยกันตลอดชีวิต ในวันที่คนใดคนหนึ่งป่วย ก็จะมีกันอยู่แค่สองคนนี้แหละที่จะดูแลกัน เพราะฉะนั้นถ้าเราจะใช้ความรักทั้งชีวิตดูแลกันไปจนตายอะ อย่าทำลายน้ำใจซึ่งกันและกัน

ถามถึงเรื่องทายาทกันบ้าง ถ้าย้อนไปช่วงแต่งงาน คุณจ๋าได้บอกไว้ว่า หลังแต่ง 2 ปีค่อยมี

จ๋า: ค่ะ จริงๆแล้วก็พูดไปเพราะว่าเป็นการตอบตัดบทที่ง่ายดี พูดจริงๆนะ (หัวเราะ) เป็นการตัดบทที่จะได้ไม่ถามต่อ แต่ว่าจริงๆ พี่กับพี่เปิ้ลตกลงกันมาตั้งแต่ก่อนแต่งงานแล้วว่าไม่ได้อยากมีลูก ทั้งคู่ไม่ได้อยากมีทายาทอะน่ะค่ะ ด้วยความที่เราสองคนเหมือนคุยกันแล้วว่า ชีวิตเราพร้อมตายทุกนาที เราเจอกันโอเค เรามีความสุข แต่ว่าเราพร้อมตาย ตายเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่มีห่วง ไม่มีภาระ เรารู้สึกว่าเราแฮ็ปปี้ดีแล้วกับตรงนี้ แล้วเราเตรียมตัวที่จะอยู่กันสบายๆสองคน แต่ว่าถ้าสมมติว่าท้องจริงๆ เราก็ได้ ก็เลี้ยง ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพียงแต่ว่าถ้าถามจริงๆแล้ว คุยกันไว้ตั้งแต่ก่อนแต่งงานแล้วละว่าไม่ได้อยากจะมีลูก

พูดถึงไลฟ์สไตล์คุณจ๋า เห็นออกกำลังกายบ่อย มีการชวนคุณเปิ้ล สามีมาออกด้วยกันบ่อยหรือเปล่า

จ๋า: พี่เป็นคนออกกำลังกายตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้นเป็นคนออกกำลังกายมาโดยตลอด เพราะว่าพี่เปิ้ลเองก็เป็นคนออกกำลังกาย แล้วเราสองคนเห็นความสำคัญตรงนี้ เพราะเรามีความรู้สึกว่า ตราบใดที่เรายังอยู่อะ เราไม่อยากเป็นภาระใคร ไม่ว่าจะเป็นต่อกันและกัน เราก็อยากให้ตัวเองมีชีวิตที่อยู่ง่าย สบาย อยากไปไหนก็ลุกขึ้นมาแล้วไปได้ ให้ได้นานที่สุด เพราะฉะนั้นการออกกำลังกายก็เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันเลยว่า วันนี้ตื่นมาวิ่งนะ ถ้าวิ่งไม่ได้ทำอันนี้ได้ไหม ให้มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เพื่อที่จะได้ให้ร่างกายเราได้สูบฉีด ได้สตาร์ทเครื่องขึ้นมา มันจะได้กระฉับกระเฉงให้ได้อยู่กันไปได้สบายๆ ไม่ต้องเป็นภาระซึ่งกันและกัน หรือว่าไม่ต้องเป็นภาระของใครเลย

ฟังความคิดสาวเก่ง ผู้จัดฯ จ๋า-ยศสินี แล้ว ก็ทำให้ได้เห็นหลายมุมของเธอและเข้าใจความคิด การใช้ชีวิต การทำงานของผู้หญิงคนนี้มากขึ้นเหมือนกันนะ ใครที่เป็นแฟนผลงานผู้จัดฯสาวคนนี้ ก็อย่าลืมติดตามและสนับสนุนละ…


เรื่อง: Gingyawee_แพรวดอทคอม
ภาพ: ช่างภาพ Saranya Inplum, IG @yossiebistro

keyboard_arrow_up