มิเคียล ฮิวส์แมน พระเอกเซ็กซี่ใน “2.22 เวลาเฉียดตาย” ใส่ใจทุกดีเทล จำรหัสเครื่องบินจนฝัน!

“2.22 เวลาเฉียดตาย” ภาพยนตร์แนวทริลเลอร์-โรแมนติกที่มีพล็อตเรื่องแหวกแนว โดยพระเอกหน้าหล่อ ดีกรีติดอันดับหนุ่มเซ็กซี่ที่สุดแห่งปี 2015 มิเคียล ฮิวส์แมน (Michiel Huisman) ที่เคยฝากผลงานผ่านซีรีส์ Game of Thrones ก็ได้กลับมากระชากใจสาวๆ ผู้เครซี่หนุ่มฟากยุโรปสายอาร์ตกันอีกครั้ง 

เป็นนักแสดงหนุ่มชาวเนเธอร์แลนด์ ทั้งยังเคยเป็นนักดนตรี ร้อง เล่นกีตาร์ แต่งเพลงเอง จนกระทั่งเคยมีอัลบั้มเพลงแรกในชื่อ Luchtige Verhalen มาในปีนี้เขาได้รับบทบาทเป็น ดีแลน แบรนสัน ชายหนุ่มผู้เก็บตัว ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศแห่งสนามบินเจเอฟเค ซึ่งอาชีพนี้ต้องใช้สมาธิสูง มีความกดดัน และต้องใช้ไหวพริบมาก ก่อนจะเล่นภาพยนตร์เรื่องนี้ นักแสดงหนุ่มจึงไปศึกษาการทำงานในบรรยากาศจริง ทั้งยังท่องจำเลขรหัสของเครื่องบินแต่ละลำจนจำได้ขึ้นใจอีกด้วย และความพิเศษของเรื่องนี้คือ เขาจะเห็นทุกสิ่งที่คล้ายเป็นปริศนาหรือลางบอกเหตุที่นำไปสู่ความตายทุกๆ ครั้งในเวลา 2.22 นาที

ก่อนจะไปฟังความรู้สึกกับการมาเล่นภาพยนตร์เรื่องนี้ของมิเคียล ฮิวส์แมน แพรวดอทคอม จะพาไปดูรายละเอียดของฉากส่วนหนึ่งของเรื่องนี้ ที่ผู้กำกับ พอล เคอร์รี่ พยายามใส่ใจลงรายละเอียดให้หนังเรื่องนี้แทบทุกเม็ด อย่างการใช้โทนสีเย็นเท่านั้น ตั้งแต่เครื่องแต่งกายนักแสดง บรรยากาศภาพ หรือแม้แต่ของประกอบฉาก ซึ่งจะทำให้ภาพออกมาดูสวยและสื่ออารมณ์ได้ดีกว่า โดย เดวิด เอกบี้ ผู้กำกับภาพเป็นคนดูแล

หรือฉากสำคัญที่เป็นโลเกชั่นหลักๆ ของเรื่องอย่างฉากสถานีรถไฟแกรนด์เซ็นทรัล ซึ่งเป็นสถานีรถไฟขนาดใหญ่ของนิวยอร์กที่มีนักท่องเที่ยวสัญจรกว่า 750,000 คน/วัน และขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามตระการตา ทางทีมงานและผู้กำกับ พอล เคอร์รี่ ก็ได้หาข้อมูล เก็บรายละเอียด และสร้างสถานีจำลองขึ้นมาใหม่ให้สวยเป๊ะตามข้อมูลแบบมิลลิเมตรต่อมิลลิเมตร ซึ่งผู้กำกับได้พูดเอาไว้ว่า “ทุกอย่างในฉากแกรนด์เซ็นทรัลมันตรงกับของจริงมาก โทนสีโดยรวม ทิศทางแสง วัสดุ พื้นผิว ไปจนถึงรายละเอียดที่เล็กที่สุดของการออกแบบ”

ทีมงานใส่ใจรายละเอียดขนาดนี้ เราไปฟังเรื่องราวความรู้สึกของพระเอกหนุ่มสุดเซ็กซี่คนนี้กันเลยดีกว่า…

ตัวละครของคุณ ดีแลน เขาเป็นคนยังไง?

มิเคียล ฮิวส์แมน: ครั้งแรกที่เราได้รู้จักกับดีแลน แบรนสัน เขาเป็นคนเก็บตัว เขาดูเป็นคนที่ไม่ค่อยกล้าฉีกออกไปจากชีวิตประจำวันของเขาเท่าไหร่ เขาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศแห่งสนามบินเจเอฟเค หลังจากเกิดเรื่องที่ทำให้เขาเกือบเป็นต้นเหตุของโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ มันนำเขาไปสู่สถานีรถไฟแกรนด์เซ็นทรัล รูปแบบพวกนี้ยังคงหลอนเขา ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินบินผ่านหัว เสียงกระจกแตก เสียงเบรก เหมือนมันพยายามสื่อสารอะไรกับเขาอยู่ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ๆ

ผมว่าเมื่อมองในมุมหนึ่ง ชีวิตของดีแลนเหมือนควบคุมไม่ได้ เพราะเขาต้องเจอกับเรื่องพวกนั้น ซึ่งมันเริ่มคุกคามเขามากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนอีกมุมคือเขาไม่เคยรู้สึกว่ามีความกระหายในชีวิตมากเท่านี้มาก่อนตั้งแต่รู้จักกับซาร่า เมื่อแพตเทิร์นที่เขาพยายามไขความลับเริ่มเป็นภัยกับเขามากขึ้นเรื่อยๆ เขาจึงต้องทำอะไรสักอย่าง และเขาต้องนำมันไปก้าวหนึ่ง เพื่อให้ซาร่าและตัวเขาเองปลอดภัย

แล้วคุณต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้างเพื่อรับบทนี้?

มิเคียล ฮิวส์แมน: มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และหนึ่งในเหตุผลที่ผมอยากแสดงบทนี้เพราะมันมอบโอกาสให้ผมได้เข้าสู่โลกของตัวละคร ยกตัวอย่างเช่น โลกของการควบคุมการจราจรทางอากาศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อน ผมขึ้นเครื่องบินเกือบทุกอาทิตย์ ไปทำงานหลายประเทศทั่วโลก แต่ผมไม่เคยรู้เลยว่ามีคนกี่คนอยู่เบื้องหลังเครื่องบินขึ้น – ลงแต่ละครั้ง

ทันทีที่ผมบินมาถึงเพื่อถ่ายทำ ผมต้องศึกษาการควบคุมการจราจรทางอากาศ รวมทั้งศึกษาการทำงาน กรอบความคิด และการทำงานร่วมกันเป็นทีม ในที่สุดผมก็ถึงจุดที่สามารถเข้าใจทุกสิ่งที่ผมพูดในหนัง นั่นเป็นก้าวแรกแห่งการเข้าถึงตัวละคร ทุกเช้าตอนแต่งหน้า ผมไล่อ่านหมายเลขเครื่องบินซ้ำแล้วซ้ำอีก พอเวลาถ่ายเสร็จ ผมเหมือนจะฝันเป็นมันเลย เพราะดีแลนคงฝันเห็นเลขพวกนี้เหมือนกัน

แล้วการทำงานกับพอล เคอร์รี่ ผู้กำกับล่ะ เป็นอย่างไรบ้าง?

มิเคียล ฮิวส์แมน: ผมโชคดีที่ได้บทเรื่องนี้มาอยู่ในมือ ผมรู้สึกว่าการทำงานร่วมกับพอลเป็นอะไรที่สนุกมาก เป็นโอกาสที่ให้ผมได้ใส่ความคิดตัวเองลงไปในงาน และผมตื่นเต้นมากที่ได้โอกาสนั้น ขอบคุณพระเจ้า ขอบคุณพอลด้วยเช่นกัน

ในช่วงเตรียมตัวผมติดงานอยู่อีกที่ ทำให้ไปเจอพอลเองลำบาก การคุยกันผ่านสไกป์เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาหนังเรื่องนี้ ก็เพราะเราอยู่ห่างกันคนละซีกโลก เราใช้โปรแกรมนี้คุยกัน 2 – 3 ครั้งต่อสัปดาห์ 6 สัปดาห์ติด เราใช้สไกป์ แม้ว่าผมสามารถบินไปเตรียมตัว 2 อาทิตย์ก่อนเปิดกล้องได้ เพราะว่าเวลาแค่นั้นมันไม่พอให้เราเตรียมตัว เพื่อให้แน่ใจว่าเราเก็บรายละเอียดได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย และเพื่อให้คนดูสัมผัสประสบการณ์แบบที่ทีมงานตั้งใจจะนำเสนอ ผมต้องทำให้แน่ใจว่าตัวเองเข้าใจพล็อตเรื่องทุกซอกทุกมุม รู้ประวัติตัวละครดีแลนอย่างละเอียด เพราะถ้ามีวันไหนระหว่างถ่ายทำที่เรารู้สึกตัน ไปต่อไม่ถูก เรากลับมาหวนคิดถึงสิ่งที่เราเคยคุยกันในสไกป์ ซึ่งอาจจะมีอะไรที่ทำให้เราเดินหน้าต่อได้

ผมไม่เคยมีอิสระที่จะได้พูดกับผู้กำกับว่าเราคุยเรื่องนี้ซีนนี้มาหลายรอบแล้ว แต่พอเล่นจริงมันไม่ใช่ ลองแบบนี้ได้ไหม คุณเห็นด้วยหรือเปล่า และส่วนใหญ่พอลจะตอบว่า ผมว่าคุณพูดถูก เอาเลย ทำงานกับเขาสนุกมาก

พูดถึงการทำงานร่วมกับเทเรซ่า พาล์มเมอร์

มิเคียล ฮิวส์แมน: การเล่นเป็นคู่รักบนจอ เมื่อเทเรซ่ากับผมลองวิเคราะห์ดู พบว่ามันมีซีนที่จะปูความสัมพันธ์ที่พิเศษระหว่างดีแลนและซาร่าอยู่ หลังจากนั้นทุกสิ่งเหมือนเริ่มพินาศ เรารู้สึกว่าภายในซีนที่เข้าร่วมกันนั้น พวกเราต้องแสดงความรัก ความผูกพัน ความหลงใหลของทั้งคู่ออกมา และเรารู้ว่าวิธีที่ดีที่สุดคือแสดงสิ่งที่ลึกซึ้งกว่าที่หน้ากระดาษเขียนไว้ออกมา ซึ่งบางครั้งมันเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องพยายามอะไร ผมชอบทำงานกับเทเรซ่า ผมพอใจกับงานของเรา และผมก็ภูมิใจมากที่เราทั้งคู่ค้นพบหัวใจหลักของดีแลนและซาร่า และทำให้มันมีชีวิตบนจอได้

ตอนคุณเริ่มทำงานในอเมริกา คุณเริ่มจากงานทีวีก่อน ต่อด้วยภาพยนตร์ คุณต้องปรับตัวบ้างไหม มีอะไรที่มันต่างจากการทำงานในประเทศเนเธอร์แลนด์บ้านเกิดของคุณบ้าง?

มิเคียล ฮิวส์แมน: ต่างกันเยอะเลยละครับ ผมเคยรู้สึกแปลกแยกเพราะเรื่องภาษา เพราะภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาแม่ของผม ซึ่งต้องใช้เวลาฝึกเป็นปีเลย บางครั้งผมยังรู้สึกเลยว่า “ว้าว เราก็พูดคล่องเหมือนกันนะเนี่ย” หลังๆ มานี้ผมเลิกกังวลแล้วละ

แล้วมันใช้เวลาแค่ไหน คุณถึงรู้สึกสบายใจกับมัน?

มิเคียล ฮิวส์แมน: ประมาณ 4 ปี มันเป็น 4 ปีที่ผมได้มาเริ่มทำงานในอเมริกากับเรื่อง Treme ซึ่งช่วงนั้นผมฝึกกับโค้ชด้านการออกเสียงที่นิวยอร์กด้วย

แล้วคุณเคยเรียนภาษาอังกฤษมาก่อน หรือเพิ่งเริ่มเรียนเพราะการแสดงเท่านั้น

มิเคียล ฮิวส์แมน: ผมเรียนมาตั้งแต่สมัยประถมแล้ว เท่าที่จำความได้นะ ด้วยความที่เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีชายแดนติดกับหลายประเทศในยุโรป หนังทุกเรื่องไม่มีการพากย์เสียงทับ เด็กโตมากับการดูหนังพูดภาษาอังกฤษ ซึ่งมันช่วยได้พอสมควรนะ แต่ผมไม่ได้ฝึกกับโค้ชด้านการออกเสียง จนกระทั่งเรื่อง Treme ผมใช้เวลาไม่น้อยเพื่อกำจัดสำเนียงบ้านเกิดของผม มันน่าตื่นเต้นมากนะ และมันก็ยากไม่แพ้กัน มันเป็นขั้นตอนที่ต้องใช้เวลา แต่ผมไม่เคยหยุดที่จะเรียนรู้

ฟังแล้วทุกคนต่างเต็มที่กับการทำงานจริงๆ นะเนี่ย


เรียบเรียงโดย: Gingyawee_แพรวดอทคอม
ข้อมูลและภาพ: สหมงคลฟิล์ม

keyboard_arrow_up