ถอดบทมธุสร เปลือยชีวิตจริง หมิว-ลลิตา คิดรีไทร์อาชีพนักแสดง สุขกับการเลี้ยงลูก

หมิว-ลลิตา
หมิว-ลลิตา

ปิดฉากตามล่าฆ่า 7 ทรชนสุดมหาโหดจบทุกเคสไปแล้วเรียบร้อย สำหรับ หมิว-ลลิตา ปัญโญภาส กับบทบาท มธุสร ในละครเรื่อง ล่า ที่ต้องปลอมตัวแปลงโฉมเป็นคน 7 คาแรคเตอร์ เพื่อตามแก้แค้นแก๊งนักเลงชายทั้งเจ็ดคนที่รุมข่มขืนเธอและลูกสาว โดยฝีมือการแสดงสุดสมจริงของสาวหมิวในเรื่องนี้ ก็ทำให้เธอได้รับเสียงชื่นชมจากแฟนๆ ละครเป็นอย่างมาก ถึงขนาดแสดงความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ปีนี้สาวหมิวต้องได้รับรางวัลสักเวทีแล้วล่ะ!

ชีวิตจริงเป็นแม่ที่รักลูกไม่ต่างจากในละครเลย สำหรับนักแสดงมากฝีมือ หมิว-ลลิตา ปัญโญภาส คุณแม่ของ 2 หนุ่มวัยกำลังโตอย่าง แพลงต้อน-ศศิเดช และ อีตั้น-ศักดิเดช ซึ่งวันนี้ แพรวดอทคอม คงไม่ขอมานั่งเปิดโหมดความโหดของตัวละคร มธุสร ในละครเรื่องล่า แต่จะพาแฟนๆ สับสวิตซ์มาสัมผัสตัวตนและรู้จักโลกอีกมุมหนึ่งของ “สาวหมิว” ในชีวิตจริงกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมุมมองในการใช้ชีวิต การทำงาน การรับมือกับปัญหาต่างๆ ที่เข้ามา เมื่อช่วงที่เธอได้พาลูกชายทั้งสองมาถ่ายแบบแฟชั่นขึ้นปกนิตยสารแพรว ปี 2560 ต้องยอมรับว่า ผู้หญิงคนนี้มีทัศนคติที่ดีมากทีเดียว

ถอดบทมธุสร เปลือยชีวิตจริง หมิว-ลลิตา คิดรีไทร์อาชีพนักแสดง สุขกับการเลี้ยงลูก ตั้งมั่นขอเป็นนักสู้ไม่ท้อถอย

หมิว-ลลิตา

ปีนี้มีละครเรื่องล่า สาวหมิวเผยว่า เธอยังอยากเล่นละครต่อไปเรื่อยๆ ยังรู้สึกสนุกเหมือนเดิม เพราะการทำงานในสมัยนี้พัฒนาจากช่วงที่เธอเข้ามาในวงการเยอะมาก ยกตัวอย่างกล้องวิดีโอที่สมัยก่อน ตัวใหญ่โต ต้องมีล้อเลื่อนลากไปที่ต่างๆ แต่สมัยนี้ตัวเล็กลงมาก  แถมยังมีเลนส์พิเศษที่ทำให้ภาพสวยขึ้น ขณะที่คนเบื้องหลังก็ทำงานกันอย่างเข้มข้น ทำให้เธอต้องพยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี ให้มีข้อผิดพลาดน้อยที่สุด

ทุกวันนี้เวลาขอวีซ่า สาวหมิวจะกรอกช่องอาชีพว่านักแสดง “หมิวรักและเคารพงานแสดงมาก ที่เราโตมาได้ก็เพราะอาชีพนี้ของแม่ ยังบอกลูกๆ ว่าให้ภูมิใจกับอาชีพที่คุณยายส่งต่อมาให้แม่ แล้ววันหนึ่งอาจส่งต่อให้อีตั้น แต่ต้องขึ้นอยู่กับโอกาสและเขาด้วยว่าชอบจริงๆไหม”

สถานะในชีวิตครอบครัวที่เปลี่ยนไป มองว่าเป็นเรื่องธรรมดา “ที่ไม่ได้พูดถึงเพราะคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับหมิวเป็นเรื่องธรรมดา ถึงแม้หมิวเป็นนักแสดงแต่ก็เป็นผู้หญิงธรรมดา หลายคนเจอปัญหาหนักกว่านี้ด้วยซ้ำ หมิวได้รับรู้เรื่องของหลายคนที่แย่กว่าอีก  เรื่องของเราดูเล็กน้อยไปเลย แต่สิ่งที่เกินความคาดหมายคือ สื่อทางอินเทอร์เน็ตที่มีการรวมรูปและเขียนเรื่องราวต่างๆ ซึ่งหมิวไม่ได้เล่นโซเชียล จึงไม่ได้รู้สึกอะไร แต่คนที่นำมาให้ดูคือลูก ตอนเห็นก็สงสารเขาเหมือนกัน พอผ่านมาถึงวันนี้ก็โอเคแล้วค่ะ”

หมิว-ลลิตา
อีตั้น-แพลงต้อน

ยังคงมองความรักเป็นสิ่งสวยงาม รวมถึงได้รับกำลังใจจากคนรอบข้างเยอะมาก “มากเลยแหละ (ยิ้ม) อบอุ่นเข้าไปใหญ่ จริงๆ เวลาหมิวออกไปทำงานหรือเจอเพื่อน ไม่มีใครพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเลย แต่หมิวรับรู้ได้จากการกระทำว่าทุกคนเป็นห่วง ทำให้รู้ว่ามีกำลังใจอีกมากมายที่ทำให้เราเข้มแข็งขึ้นได้ หมิวจึงมองโลกในแง่มุมที่บวกมากๆ ยังมองความรักเป็นเรื่องสวยงาม และถ้าวันหนึ่งที่ลูกมีความรักก็พร้อมให้เขาออกไปผจญภัยด้วยตัวเอง

เวลาช่วงเช้าของการไปรับ-ส่งลูกที่โรงเรียนมีค่ามากสำหรับหมิว “ถ้าหมิวไม่มีงานจะพยายามขับรถไปรับ-ส่งลูกที่โรงเรียนทุกวัน บรรยากาศการรวมพลวุ่นวายนิดหน่อย แต่เป็นการเดินทาง 1 ชั่วโมงทั้งขาไปและขากลับที่มีค่ามาก เพราะเราได้อยู่กันแค่ 3 คน  เป็นเวลาทองที่ได้คุยกับลูกว่าวันนี้เป็นอย่างไร ทำอะไรบ้าง เป็นเวลาที่เราได้คุยกันเยอะมาก ไม่เหมือนที่บ้านที่แม้จะอยู่ใกล้กัน แต่เขาก็เริ่มมีโลกส่วนตัวของวัยรุ่น เช่น ฟังเพลงหรือเล่นโทรศัพท์มือถือ

หมิว-ลลิตา
แพลงต้อน

เวลาส่วนตัวที่ไม่ต้องทำงาน หมิวทำอะไรบ้าง “อ่านหนังสือค่ะ ไม่รู้เพราะอายุมากแล้วหรือเปล่า เพราะเวลาหันไปดูแม่ก็กำลังอ่านหนังสือเหมือนกัน เอ๊…หรือเราเข้ามาอยู่ในช่วงวัยเดียวกันแล้ว (หัวเราะ) หมิวอ่านหนังสือได้ทุกแนว แล้วแต่ว่าตอนนั้นต้องการอะไร อย่างช่วงนี้อ่านเกี่ยวกับธุรกิจ อีกวันอ่านแนวให้กำลังใจหรือสร้างแรงบันดาลใจ เวลาอ่านจบจะสรุปสิ่งที่ได้ด้วยการเขียนข้อความที่น่าสนใจหรือคำพูดดีๆ ลงกระดาษแล้วแปะไว้ที่ตู้เสื้อผ้าของลูก เช่น ‘เบื้องหลังของความลำบากและปัญหาใดๆ ล้วนมีคำอวยพรที่ยิ่งใหญ่’ นอกจากเขียนให้ลูก พอตัวเองอ่านก็ได้กำลังใจด้วย รู้สึกว่าตอนนี้เราต้องเข้มแข็ง เพราะยังเหลืออีกครึ่งชีวิต ซึ่งไม่ใช่จบแค่ส่งลูกถึงมหาวิทยาลัยเท่านั้น เพราะหลังจากนั้นเขาต้องไปมีชีวิตของตัวเอง แล้วอีกครึ่งหนึ่งของเราล่ะคืออะไร ต้องคิดเผื่อไว้ด้วย

หมิวเคยถามตัวเองไหมว่าชีวิตในตอนต่อไปของตัวเองจะเป็นอย่างไร “เคยนะคะ (ยิ้ม) หมิวเคยถามตัวเองว่าจะเจอเรื่องอะไรอีก จะมีอะไรกับฉันอีกไหมนี่…แต่เชื่อไหมว่าเรื่องทั้งหมดทำให้เราโตขึ้นอีกแบบ ทำให้รู้สึกว่าถ้าเราเลือกเป็นคนของประชาชนกับสื่อ ก็ต้องยอมรับกับทุกเหตุการณ์ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คงเหมือนผู้หญิงอีกมากมายในโลกนี้ หมิวไม่รู้ว่าหน้าต่อไปของบันทึกนี้จะเป็นอย่างไร ตอนที่อายุ 30 ปี หมิวเคยคิดจะรีไทร์จากอาชีพนักแสดงแล้วไปใช้ชีวิตต่างจังหวัดด้วยนะ แต่ในวันนี้คิดว่าเราอยู่ที่ไหนก็ได้  แต่ต้องอยู่แล้วมีความสุข และถ้าอยากทำอะไรต้องทำเลย เวลาไม่ได้รอเรา อย่างตอนนี้การเลี้ยงลูกสองคนก็มีความสุขมาก ถึงแม้จะมีป่วนๆ กันบ้าง แต่ก็มีเรื่องให้ยิ้มได้ทุกวัน”

หมิว-ลลิตา
อีตั้น

ต้องเข้มแข็งเป็นต้นแบบที่ดีให้ลูกๆ “ที่ผ่านมาหมิวไม่เคยวางแผนชีวิตว่าต้องทำอะไรบ้าง ทุกอย่างเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ทำให้รู้สึกว่าตอนนี้เรารู้จักตัวเองมากขึ้นกว่าเดิมตั้งเยอะ อยากให้กำลังใจตัวเองในการดำเนินชีวิตต่อไป เพราะยังต้องดูแลแม่แมวที่อายุ 74 ปีแล้วกับลูกๆ เราก็ต้องเข้มแข็งประมาณหนึ่ง ลูกจะได้มีต้นแบบ หรือวันไหนที่หมิวอ่อนแอ ก็เชื่อว่าลูกจะช่วยพยุงแม่ เราไม่ได้เป็นแค่แม่ลูก แต่เป็นเหมือนพาร์ตเนอร์ที่คอยดูแลกัน ไม่ว่าเจอเรื่องอะไร เราจะพากันไปต่อได้ หมิวรู้สึกแบบนั้นนะ…พูดถึงลูกแล้ว น้ำตาจะไหลอีกแล้ว (หมิวยิ้มน้ำตารื้น)

 

“สิ่งที่ผ่านมาเป็นเหมือนบททดสอบที่ดีสำหรับผู้หญิงวัยกลางคน อายุ 45 ปีคนนี้ หมิวไม่รู้ว่าต่อจากนี้จะเจออะไรอีก แต่จะไม่ยอมแพ้ อยากเป็นนักสู้ที่ไม่ท้อถอยง่ายๆ หมิวคิดว่าชีวิตมีทางไปต่อเสมอ และการฝ่าฟันปัญหาจะเป็นการเพิ่มคุณค่าให้ตัวเอง หมิวอยากเป็นนักสู้ที่ไม่ท้อถอยง่ายๆ”

 

สำหรับใครที่กำลังท้อ ขอให้ดูสาวหมิว ผู้หญิงพลังงานบวก ทัศนคติดีคนนี้เป็นตัวอย่างได้เลยจ้า…

 


ข้อมูลและภาพ: นิตยสารแพรว ปี 2560 ฉบับที่ 905 (10 พ.ค. 60) หน้า 118-125

keyboard_arrow_up