จบเศรษฐศาสตร์แต่เลือกเป็นเชฟ “เจนิส หว่อง” สาวผู้รักขนมหวาน ดีไซน์แนวอาร์ตน่ากิน

เพราะรักและมีแรงปรารถนาในการเป็นเชฟ จึงทำให้ชื่อของสาวเอเชีย “เจนิส หว่อง” ติดรายชื่อเชฟขนมหวานเบอร์ต้นๆ ของเอเชีย

โดยเธอนั้นมีชื่อเสียงจากสิงคโปร์ ขึ้นชื่อการทำขนมที่เป็นเอกลักษณ์ ที่ไม่ได้มีเพียงรสชาติที่อร่อยไร้ที่ติเท่านั้น แต่ดีไซน์ของขนมยังผ่านการคิดและประดิษฐ์ออกมาอย่างสร้างสรรค์ผ่านเทคนิคล้ำสมัยและแปลกใหม่ จึงไม่แปลกหากใครจะเรียกเธอว่า เชฟผู้สร้างงานศิลปะที่รับประทานได้ หรือ Edible Arts

เส้นทางสู่การเป็นสุดยอดเชฟ จาก Passion ในการทำขนม

ถึงแม้เจนิสจะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยด้านเศรษฐศาสตร์ แต่เธอเลือกทำตาม Passion ของตัวเองด้วยการไปเรียนต่อด้านศาสตร์การทำอาหารจากสถาบัน เลอ กอร์ดอง เบลอ (Le Cordon Bleu) สถาบันด้านอาหารชื่อดังที่ประเทศฝรั่งเศส และมีโอกาสฝึกฝนเพื่อเดินตามฝันในการเป็นเชฟขนมหวานจากเชฟระดับโลกมากมาย เช่น เชฟชาวอเมริกันชื่อดัง Thomas Keller และ Grant Achatz เชฟช็อคโกแลตชาวสเปน Oriol Balaguer และเชฟขนมฝรั่งเศสระดับตำนานอย่าง Pierre Hermé จนในที่สุด เจนิส ได้เปิดร้านขนม 2am:dessertbar ในประเทศสิงคโปร์ และด้วยกระแสตอบรับที่ดีเกินคาด เจนิสได้เปิดร้านขนม 2am:lab ตามมาในปี 2011 รวมถึงการขยายร้านของเธอในเมืองใหญ่ๆ ในเอเชีย อาทิ ฮ่องกง และโตเกียว ได้แก่ร้าน Cobo House by 2am:dessertbar และ Janice Wong Dessert Bar

รวมไปถึงร้านล่าสุดของเธอที่สิงคโปร์ Janice Wong Singapore ณ National Museum ซึ่งเมนูของแต่ละร้านเกิดขึ้นจากคอนเซ็ปต์ที่แปลกใหม่ และรูปลักษณ์ที่สวยงาม ทำให้ขนมทุกจานแฝงไปด้วยเซอร์ไพรส์สำหรับทุกคนที่มีโอกาสได้ชิม ซึ่งความสามารถของเจนิสเป็นที่ยอมรับกันในวงกว้าง ด้วยการการันตีฝีมือจากรางวัลมากมาย อาทิ ตำแหน่ง Asia’s Best Pastry Chef โดยการจัดอันดับของ San Pellegrino Asia’s 50 Best ประจำปี 2013 และ 2014 ถึงสองปีซ้อน และการได้รับยกย่องให้เป็น Pastry Chef of the Year ประจำปี 2011, 2013 และ 2015 จากการจัดอันดับโดย World Gourmet Summit

ขนมหวานและงานศิลปะ

งานศิลปะสามารถเป็นอาหารได้ไหม? สำหรับเชฟเจนิส หว่อง ผู้เต็มไปด้วย passion สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม ผลงานออกแบบของเจนิสที่ได้รับการกล่าวถึงในวงกว้างมีมากมาย แต่จุดเริ่มต้นคือการเปลี่ยนเพดานห้องธรรมดาให้เต็มไปด้วยมาร์ชเมลโล่ ณ งานโปรโมตหนังสือเรื่อง “Perfection in Imperfection” ที่เธอเป็นผู้เขียน ซึ่งถึงแม้นั่นจะเป็นครั้งแรกที่เจนิสได้ทดลองทำงานศิลปะที่ทานได้ แต่กระแสตอบรับจากแขกกว่า 400 คนที่มางานในครั้งนั้น เป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าการได้สัมผัสประสบการณ์ที่แปลกแหวกแนวเป็นอะไรที่น่าประทับใจ เพราะชิ้นงานของเจนิส เป็นดังงานศิลปะที่ผู้คนสามารถสัมผัส ชิม และรู้สึกเอร็ดอร่อยไปกับมันได้ ตั้งแต่นั้นมาเจนิสมีโอกาสสร้างผลงานที่มีชื่อออกมาอีกมากมาย อาทิ การทำผนังห้องที่ถูกปกคลุมด้วยลูกอมกัมดรอป โคมระย้าจากขนมปัง หรือบอลลูนช็อคโกแลต ทำให้เธอได้มีโอกาสร่วมงานกับร้านอาหาร แกลเลอรี่ และแบรนด์ดังจากทั่วโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ทิฟฟานี แอนด์ โค แบรนด์เครื่องประดับสุดหรูจากนิวยอร์ก หรือ หลุยส์ วิตตอง

แรงบันดาลใจจากสิงคโปร์

สิงคโปร์ ถือเป็นเมืองชั้นนำที่รวมร้านอาหารไฟน์ไดน์นิ่งชื่อดังให้ไปลิ้มลองมากมาย และเป็นแหล่งรวมเชฟชื่อดังจากทั่วทุกมุมโลก ด้วยวัฒนธรรมทางอาหารที่น่าสนใจและพัฒนาไปอย่างไม่หยุดนิ่งตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้คนที่นั่นเปิดกว้างและยอมรับสไตล์อาหารรูปแบบใหม่มากขึ้น ในฐานะเชฟผู้หญิงแถวหน้าของสิงคโปร์ สิ่งเหล่านี้ช่วยผลักดันให้เจนิสสามารถใช้ไอเดียสร้างสรรค์และความคิดนอกกรอบได้อย่างเต็มที่

นอกจากนี้เธอได้มีโอกาสทำผลงานศิลปะทานได้แบบอินเตอร์แอคทีฟที่เกี่ยวเนื่องกับสิงคโปร์ ประเทศที่มีส่วนช่วยหล่อหลอมจินตนาการและความหลงใหลในการทำขนมให้กับเธอ เช่น การทำสวนเรืองแสงจากขนมหวาน (Luminous Edible Hanging Garden) ผลงานที่ทำขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองสิงคโปร์ในฐานะเมืองสีเขียว โดยสวนเรืองแสงดังกล่าวตีความดอกไม้ออกมาในมุมมองใหม่ ที่ดอกไม้กว่า 2,000 ดอกได้ถูกทำขึ้นมาจากน้ำตาลปั้นเป็นรูปดอกกล้วยไม้ และดอกไม้พันธุ์ผสมอย่างประณีตบรรจง

และล่าสุดกับงาน Singapore Festival 2017 และงานเปิดตัวแบรนด์แคมเปญใหม่ของการท่องเที่ยวสิงคโปร์ “Passion Made Possible” ณ ประเทศไทย ในช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา เจนิสได้พาทีมงานของเธอมาสร้างผลงานสุดวิเศษ ที่ทำให้แขกในงานตื่นตาตื่นใจไปตามๆ กัน กับงานศิลปะ “Sweet Haven” ที่ได้แนวคิดจากการเป็น City in a Garden ของสิงคโปร์ เพราะประเทศนี้นอกจากจะเต็มไปด้วยแหล่งท่องเที่ยว แหล่งชอปปิ้ง และวัฒนธรรมที่น่าสนใจแล้ว เมืองยังถูกสร้างขึ้นอย่างมีเอกลักษณ์ เพราะถูกโอบล้อมไปด้วยต้นไม้และดอกไม้นานาชนิด ธรรมชาติที่สมบูรณ์และเปี่ยมไปด้วยสีสัน เจนิสจึงเพ้นท์ผนังด้วยช็อคโกแลต และสเปรย์ตกแต่งด้วยช็อคโกแลตสีแดง ดำ ขาว พร้อมประดับด้วยดอกไม้ทำจากน้ำตาลปั้นกว่า 800 ดอก แต่ไฮไลท์คือช็อคโกแลตจำนวน 200 ชิ้น ที่เจนิสตั้งใจทำออกมาจากส่วนผสมที่สื่อถึงความเป็นสิงคโปร์อย่างแท้จริง จนออกมาเป็น 4 รสชาติพิเศษ ได้แก่ น้ำตาลมะพร้าวใบเตย (Gula Melaka Pandan), กาแฟ (Kopi), ผักแพว (Laksa leaf) และคาราเมลใบมะกรูด (Kaffir lime caramel)

 

เรื่องราวที่น่าทึ่งของเจนิสทำให้เรารู้ว่าโลกของศิลปะและขนมไม่ได้อยู่ไกลกันเลย หากสองสิ่งนี้สามารถถูกจับคู่และครีเอทออกมาด้วยกันได้อย่างไร้ขอบเขต และถ้าเราทำอะไรสักอย่างด้วย Passion และความรัก เราจะรู้สึกสนุกไปกับมัน เพราะทุกๆ วันของการทำงานจะเต็มไปด้วยความสุขเสมอ

 


เรียบเรียงโดย: บะหมี่กุ๊งกิ๊ง_แพรวดอทคอม
ภาพ: เฟลชแมน ฮิลลาร์ด

keyboard_arrow_up