เปิดใจ “หนุ่ม สันติสุข” แม่ฟื้นปาฏิหาริย์ หลังอาการวิกฤติชีพจรหยุดเต้น

เมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา มีรายงานว่า “นางสุวรรณา พรศิริ”มารดาของนักแสดงรุ่นใหญ่ “หนุ่ม-สันติสุข พรมศิริ”ได้เสียชีวิตในวัย 84 ปี จากโรคชรา ทั้งยังมีกำหนดการจะมีพิธีรดน้ำศพในวันที่ (8 ส.ค.60) ที่วัดบำเพ็ญใต้

ทว่าเมื่อคืนที่ผ่านมาเกิดปาฏิหาริย์เพราะหลังจากที่แพทย์ถอดเครื่องช่วยหายใจไปหลายชั่วโมง คลื่นหัวใจของคุณแม่นักแสดงก็กลับมาเต้นอีกครั้ง โดยเมื่อวันที่ 8 ส.ค.60 ดารารุ่นใหญ่ พร้อมน้องชายได้มีการแจ้งกับสื่อมวลชน พร้อมแถลงข่าวว่าตอนนี้คุณหมออนุญาตให้ย้ายผู้ป่วยไปที่ห้องผู้ป่วยปกติแล้ว

หนุ่ม สันติสุข : ก่อนอื่นต้องขอโทษด้วยนะครับ สำหรับหลายๆ ท่านที่เมื่อวานนี้มีการส่งข้อความมาแสดงความเสียใจเรื่องคุณแม่ ตอนนี้คุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ที่โรงพยาบาลวิภาราม เหตุการณ์ก็คือ คุณแม่เข้าโรงพยาบาลตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 6 ส.ค. โดยน้องชายเป็นคนดูแลพาเข้าไป เขามีอาการหายใจติดขัด หายใจไม่ออก หายใจสั้น ก็เข้าห้องฉุกเฉินผู้ป่วยวิกฤต คุณหมอก็ตรวจพบว่ามีอาการเส้นเลือดหัวใจตีบ เส้นเลือดสมองตีบ มีการติดเชื้อในกระแสเลือด แล้วก็มีอาการไตเริ่มเสื่อม และมีความดันต่ำ สำหรับเส้นเลือดหัวใจต้องรักษาด้วยการฉีดสีแล้วก็ทำบายพาสหัวใจ แต่ด้วยความที่คุณแม่ความดันต่ำมาก น้องชายก็เลยไม่ให้ทำ

น้องชาย : คุยกับคุณหมอว่าไม่ให้ทำดีกว่า เพราะจะค่อนข้างเสี่ยงสูงไปนิดนึงสำหรับคนอายุ 84

หนุ่ม สันติสุข : พอดีน้องชายมาแจ้งวันที่ 6 ประมาณสายๆ ผมติดถ่ายละครอยู่ ก็ให้น้องดูแลไปก่อน พอถ่ายละครเสร็จประมาณ 4 โมงก็เข้าไปเยี่ยมคุณแม่ คุณแม่ไม่ตอบสนอง มีเครื่องช่วยหายใจ มีน้ำเกลือ มีให้เลือดอะไรต่างๆ ก็ปรึกษากันระหว่างพี่น้องสองคน ถ้าเกิดคุณแม่หัวใจหยุดเต้นไปจะไม่ให้ปั๊ม

น้องชาย : เพราะจะมีอัตราความเสี่ยงมาก คุยกับคุณหมอบอกว่าอาจจะซี่โครงหัก เพราะเวลาปั๊มมันจะแรง เสี่ยงสูงก็เลยบอกถ้างั้นก็ไม่ปั๊ม
หนุ่ม สันติสุข : หมอบอกว่ามีโอกาสเสียชีวิตสูงมาก ก็ให้ยากระตุ้นหัวใจ ตอนนั้นหัวใจเต้นแรงทีเดียวประมาณ 145-150 เท่ากับคนหนุ่มๆ วิ่งแข่งเลย ตอนนั้นก็ยังทำอะไรไม่ได้ ต้องรอดูอาการอย่างเดียว ก็ปรึกษากันว่าถ้าคุณแม่จะต้องไป ก็ขอให้ไปอย่างสงบ แกก็ชรามากแล้ว เป็นหลายโรค ถ้าคุณแม่จะต้องอยู่ ต้องฟอกไต ไม่รับรู้อะไรเป็นเหมือนผักหญ้า เราก็ไม่อยากให้คุณแม่อยู่แบบนี้ เราก็อยากให้ท่านไปสบายๆ

น้องชาย : พูดง่ายๆ ไม่ยื้อเขาดีกว่า ให้เขาไปแบบสบายๆ หลับไปแบบนี้ดีกว่า ล่าสุดติดเชื้อวัณโรคในช่องท้อง ทุเลาไปแล้วก็ไปพักอยู่ที่บ้าน พอพักได้ 4 วันก็เริ่มมีอาการไม่ค่อยดี จากลุกนั่งเองได้กลับกลายเป็นว่านอนติดเตียง ไม่ทำอะไรเลย นอนอย่างเดียว กับข้าวก็ต้องป้อนให้ จนกระทั่งเช้าวันที่ 6 ประมาณ 10 โมงอย่างที่บอกอาการไปว่าหายใจสั้นและดัง ผมก็เลยพามาส่งโรงพยาบาล

น้องชาย :  วันนั้นวันที่ 6 คุณแม่ไปแล้วรอบนึง หยุดหายใจไป ตอนนั้นคุณหมอใช้เวลาปั๊มอยู่ 20 นาทีก็กลับมา จากนั้นมาผมก็กลับก่อน ให้น้องชายเป็นคนเฝ้าดูแล น้องชายทำงานกลางคืนเสร็จจากงานตี 5 กว่าของวันที่ 7 น้องก็มาเช็คดูอาการจอมอนิเตอร์ที่มีความเต้นของหัวใจ ความดัน ก็คือความดันต่ำมาก เท่าที่ผมเห็นก็คือชีพจรไม่เต้นแล้ว เป็น 0 หมดแล้ว ผมก็ทำใจแล้ว ไปแล้วแน่ๆ ก็ไลน์ไปบอกทางพี่หนุ่มว่าคุณแม่เป็นแบบนี้แล้วนะ ทางพี่หนุ่มเขาก็เตรียมที่จะแจ้งทางนู้นทางนี้แล้ว ตอนนั้นคุณแม่ก็ถอดอุปกรณ์ออกหมดแล้ว ถอดเครื่องช่วยหายใจ ผมก็กลับบ้าน พอสัก 9 โมงกว่าทางโรงพยาบาลโทรกลับมาว่า คุณแม่กลับมาหัวใจเต้นแล้วนะ ผมก็งงเพราะถอดเครื่องช่วยหายใจออกแล้วไม่ใช่เหรอ เขาก็บอกว่าครับ ไม่ทราบสาเหตุเหมือนกัน แกกลับมาหัวใจเต้นเองปกติ หายใจเองได้ กลายเป็นกลับมา แต่ไม่รู้สึกตัว นอนนิ่ง ท่าไหนท่านั้น แต่หัวใจกลับมาเต้น คุณหมอก็ไม่รู้เหมือนกัน พูดง่ายๆ ว่าเคสแบบนี้แทบจะไม่มี คือตอนนั้นทำใจไว้ได้เลยว่าคุณแม่สิ้นแน่ๆ

หนุ่ม สันติสุข : ตอนนั้นที่น้องชายมาดูคือไม่มีคนอยู่ ไม่มีพยาบาล ไม่มีอะไร คุณหมอก็บอกว่า ตอนนั้นกราฟมันเป็น 0 ก็จริง แต่คลื่นหัวใจมันยังมีอยู่ ก็ไม่ถือว่าเสียชีวิต จนกว่าจะหมดลมหายใจจริงๆ ทีนี้มันก็ไม่ทัน เขากลับไปนอนที่บ้านเพราะต้องทำงานกลางคืน ผมก็ติดต่อมาอีกทีคือจะเอารถมารับแล้ว เขาก็บอกคุณแม่ยังหัวใจเต้นอยู่ เราก็เอาแล้วทีนี้ (ยิ้ม) ก็ไม่รู้จะออกตัวยังไง ในใจพี่ก็คือแค่หัวใจเต้นหรือเปล่า แล้วมันคือยังไง เป็นผักหญ้าอะไรหรือเปล่า ก็ยังสงสัยอยู่ ก็ถามคุณหมอให้แน่ว่ามันคืออะไร คุณหมอบอกว่าถ้าหัวใจเต้นก็คือยังมีชีวิต พอหัวใจเต้นเอง หายใจได้เอง ตามกฎก็คือไม่ต้องอยู่ห้อง ICU ตอน 4 โมงเย็นก็ย้ายมาห้องปกติ เราก็ต้องรอพี่สาวกลับมาจากฟิลิปปินส์ด้วย ก็ต้องมาปรึกษากันก่อนว่าจะเอายังไง

น้องชาย : ตอนแรกก็คิดกันว่าที่หัวใจกลับมาเต้นเพราะรอพี่สาวกลับมาหรือเปล่า ในใจที่คิดกันอยู่ว่าอาจจะรอพี่สาวมา พี่สาวก็รีบบินมาด่วนเลย
น้องชาย : ญาติมาเยี่ยมก็เหมือนจะรับรู้บ้าง กระดิกได้นิดๆ แต่ก็ยังไม่ตอบสนองอะไร ย้ายขึ้นมาห้องปกติตั้งแต่ 4 โมงเย็นจนถึงตอนนี้ ก็คือให้อาหารทางสายยาง มีการขับถ่ายได้บ้าง ตอนนี้คุณแม่หายใจทางปาก ไม่ได้หายใจทางจมูก จะเป็นปกติของคนที่เป็นแบบนี้ก็ต้องคอยดูด ไม่งั้นเสลดจะไปขวางทำให้หายใจไม่ออก

น้องชาย : ตอนนี้ดูแลเรื่องเสลดอย่างเดียว ก็ประคองอาการเพราะทำอะไรไม่ได้ ตัวก็เริ่มบวมน้ำ เพราะไตเริ่มเสื่อมไปเรื่อยๆ จนถึงขั้นวายในที่สุด ถ้าบวมมากน้ำอาจจะท่วมปอด ก็จะติดเชื้อในปอด ต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด แต่ก็เป็นเรื่องดีที่คุณแม่หายใจได้เอง คือดีขึ้นตั้งแต่กลับมาหายใจด้วยตัวเองได้ ชีพจรก็ดีขึ้น ความดันก็ดีขึ้น จากที่ความดันต่ำมากแบบที่คนจะไม่สามารถมีชีวิตได้ ก็เริ่มทำใจกันสักพักแล้ว พอกลับมาแบบนี้เราก็ดีใจนะ ดีใจมากๆ เลยที่คุณแม่ยังอยู่ ยังมีเวลาให้ญาติพี่น้องมา เมื่อวานก็มากันชุดใหญ่มาคุยกัน ก็เหมือนจะรับรู้ได้บ้างนิดๆ

น้องชาย : คุณหมอบอกว่า โอกาสที่จะกลับมาเหมือนเดิมมีประมาณ 5% ตอนที่ข่าวออกไปแล้วเราก็ทำไงดี เพราะมันจะเป็นการที่ทำให้โรงพยาบาลเสียหายหรือเปล่า แต่จริงๆ แล้วโรงพยาบาลก็ดูแลเต็มที่ มันเป็นความผิดพลาดในการสื่อสารของพี่น้องเรา พวงหรีดก็มีส่งมาบ้างแล้ว เราก็รอพี่สาวกลับมาคุยกัน เพราะเราก็ไม่รู้ว่าอาการคุณแม่แบบนี้แล้วหมอจะทำยังไง หมอจะทำให้ไปสบายเลยหรือยังไง แต่หมอบอกว่าไม่ได้ มันเป็นจรรยาบรรณของแพทย์ ก็ต้องรอและทำไปตามขั้นตอน เราปรึกษากันก็รอแล้วกัน ก็เลยย้ายขึ้นมาอยู่ห้องปกติแบบนี้ บนนี้มันจะไม่มีอุปกรณ์ช่วยชีวิตอะไรทั้งสิ้น แต่ถ้ามีอาการฉุกเฉินขึ้นมาอีกก็ย้ายลงไป ICU อีก

น้องชาย : ตอนนี้ก็ดูอาการวันต่อวันครับ

หนุ่ม สันติสุข : เราแยกงานกันทำ ให้น้องชายดูแลทางนี้ เราไปติดต่อทางวัด ก็เลยรวดเร็วไป มันก็ต้องเตรียมการเนอะ ต้องจองนู่นจองนี่ กลายเป็นความผิดพลาดไป เพื่อนฝูงก็ไลน์มาแสดงความเสียใจกันเพียบ แฟนคลับต่างๆ ต้องรีบแก้ข่าวว่าตอนนี้คุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ครับ หัวใจจากที่หยุดไปแล้วก็ปั๊มกลับมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ แข็งแรงขึ้น กินอาหารทางสายยางได้ ขับถ่ายได้ ก็แสดงว่าภายในยังทำงานได้อยู่บ้าง ก็ดีใจครับ (ยิ้ม) เพราะวันที่ 6 ที่ผ่านมา ที่คุณแม่อาการไม่ดีก็เป็นวันเกิดของผมด้วย คุณแม่อาจจะกลัวลูกเสียใจเลยยังไม่ยอมไป ก็ดีครับคุณแม่ยังอยู่ ก็ต้องดูแลให้ดีที่สุด อะไรจะเกิดขึ้นก็ต้องยอมรับให้ได้ ทำบุญสวดมนต์ให้คุณแม่ทุกคืน พี่สาวอยู่ต่างประเทศก็มานอนเฝ้าเลย ก็ถือว่าเป็นของขวัญวันเกิด แต่ก็ไม่กล้าบอกใครเหมือนกันว่าเป็นวันเกิดเรา ก็ต้องขอบคุณและฝากขอโทษหลายๆ ท่านด้วยที่สั่งพวงหรีดกันแล้ว ก็รีบโทรไปบอกเลย โดยเฉพาะคุณดู๋ สัญญา ส่งมาคนแรกเลย ของช่อง 3 ด้วย เมื่อวานนี้ผมก็ไปรอรับอยู่ เพราะได้ลงข่าวอะไรไปแล้ว ตอนนั้นต้องบอกว่าเลื่อนไปก่อน เพราะขอปรึกษากับพี่น้องและคุณหมอก่อน ตอนนั้นยังไม่ได้ปรึกษาคุณหมอ ยังไม่รู้จริงๆ ว่าควรจะเป็นยังไงต่อไป พิธีการที่วัดก็ยกเลิกไปแล้ว ต้องขอขอบคุณทางวัดด้วยที่ไม่ได้คิดค่าใช้จ่ายอะไรเลย ก็ขอบคุณมากๆ ครับ

keyboard_arrow_up